ลวดลายในวิญญาณ บทที่ 3 : นวลทอง

ลวดลายในวิญญาณ บทที่ 3 : นวลทอง

โดย : กฤษณา อโศกสิน

Loading

ลวดลายในวิญญาณ นวนิยายลึกลับโดย กฤษณา อโศกสิน เมื่ออิทธิพลของ ‘ดาวเกตุ’ ผูกโยงชะตาชีวิตและจิตวิญญาณของละอองทองเข้ากับความเร้นลับยามค่ำคืน ความจริงที่ซ่อนอยู่คือพรหรือคำสาป? ติดตามปริศนาแห่งลายแทงวิญญาณได้ที่นี่

ทั้งลุงและหลานต่างก็ต้องแยกย้ายกันไป ลุงเกาะจักรยานยนต์ของสมมาดส่วนหลานเรียกมอเตอร์ไซค์จากวินตามไปอีกคัน เพราะไม่มีรถส่วนตัวเป็นพาหนะ นอกจากรถประจำทางที่ทั้งสองเห็นพ้องต้องกันว่าดีที่สุดสำหรับตึกแถวหัวมุมสี่แยกใหญ่ที่มีรถเมล์วิ่งไปมาให้ขึ้นง่ายลงง่าย ไม่ต้องหาที่เก็บรถยนต์ให้เกิดภาระน่ารำคาญโดยไม่จำเป็น

ไม่กี่นาทีก็ถึงทรงวาดที่เขาเหินห่างไปในระยะยาวตอนโควิดแพร่ระบาด

แลเห็นผู้คนคึกคักเดินกันขวักไขว่…ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวผู้ทยอยกันมาเยือนเยาวราช ราชวงศ์ ทรงวาด ตลาดเก่า เนื่องด้วยก่อนเดินทางมานั้น คนต่างชาติต่างแดนก็มักจะศึกษาความเป็นไปทั้งสมัยโบราณและปัจจุบันของกรุงเทพฯ มาพอสมควร ครั้นบวกเข้ากับความรู้ที่ได้จากมัคคุเทศก์ ก็ยิ่งผนึกแน่นจนสามารถบอกได้ทันใดทันควันว่า…นี่…หรือนั่น…มีความสำคัญในอดีตอย่างไร

เสียงสันสกฤตผู้เกาะหลัง จึงผ่านมาเข้าหูสมมาดเป็นระยะ

“อื้อฮือ…ไม่ได้มาสี่ห้าปี นึกว่าทรงวาดตกยุคไปแล้วนะเนี่ย”

“ที่ไหนได้ฮะ…เดี๋ยวนี้คึกคักสุดๆ เลย”

“อย่าลืมแวะร้านคุณนวลสนิทนะมาด” สันสกฤตเตือน

พอดีรถเลี้ยวเข้าสู่ราชวงศ์ที่คนในยุคเก่าท่องกันคล่องปากว่า เยาวราช ราชวงศ์ ทรงวาด ตลาดเก่า

สันสกฤตกับพิทยาธรก็ยังเคยชวนกันมาเดินหาของกินตอนต้น พ.ศ.๒๕๖๒ อันเป็นปีที่โรคร้ายเริ่มย่างเข้ามาเยือน เฉือนเอาชีวิตของผู้คนไปนับพันนับหมื่นเหมือนกัน…ทั้งลุงหลานยังพลอยกลัวไปด้วยกัน ต่างก็ต้องฉีดวัคซีนคนละสี่เข็มในระยะเวลาที่หมอกำหนด เพื่อให้หมดสิ้นความกังวลหวาดหวั่น

ต่อจากนั้นก็เก็บตัวไปพร้อมกัน นั่นก็คือไม่ออกไปสู่สาธารณะที่มีคนหมู่มากโดยไม่จำเป็น

ในที่สุด ก็มาถึงวันนี้ที่ได้มาพบเห็นสถานที่ที่เคยคุ้น

ความคึกคักขวักไขว่ที่แลเห็นตรงหน้าจึงช่วยกระตุ้นให้เบิกบาน

สันสกฤตเคารพบูชาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระราชวงศ์ทุกพระองค์เป็นที่สุดตลอดมา…จนถึงตลอดชีวิตก็ว่าได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งครารำลึกนึกถึงเหตุการณ์ครั้งยิ่งใหญ่เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๙ ที่เกิดไฟไหม้ในสำเพ็งอันเป็นย่านการค้าสำคัญ พระองค์จึงทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมขยายพื้นที่เก่าให้กว้างขวางกว่าเดิม โดยทรงวาดแผนผังริมแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นมาใหม่ ให้กลายเป็นถนนยาวราว ๑.๒ กิโลเมตร ครั้นแล้วจึงทรงตั้งนามถนนที่พระราชทานใหม่นี้ว่า ‘ทรงวาด’

ดั้งเดิมทีนั้น คนในถนนนี้ก็อยู่อาศัยใช้ชีวิตกันอย่างสามัญ มีการค้าทั้งทางบกทางน้ำอันได้แก่ มีเรือเดินสมุทรเข้ามาจนถึงกับจอดเด่นเป็นสง่าให้แลเห็นคล้ายเป็นส่วนเสี้ยว เงียบสงบประหนึ่งไม่มีสิ่งใดน่าสนใจ แต่แท้จริงแล้วมิใช่เช่นนั้น ด้วยว่าทรงวาดนี้เองเป็นสถานที่เกิดของเจ้าสัวหลายตระกูล มีทั้งรวยล้น รวยเร็ว รวยเรื่อย รวยเรียบๆ เงียบๆ มีบริษัทมากมายหลายหลากฝากไว้ในทรงวาด ด้วยการค้าหลากหลาย นับตั้งแต่พืชพันธุ์แทบทุกชนิดรวมทั้งสมุนไพร พวกสัตว์น้ำก็มีทั้งน้ำจืดและทะเล เห็นได้ว่า การสัญจรทางน้ำในโบราณกาลนานร้อยปีเศษที่ผ่านไปนั้นฟูเฟื่องเรืองรุ่งกันเพียงไหน โดยดูได้จากเสาสูงหน้าท่าน้ำ แต่ละบ้านแต่ละบริษัทอันเรียงรายกันอยู่ แต่บัดนี้ร้างไร้เรือสินค้าที่ก่อนนั้นเคยจอดเทียบท่าทุกท่าหน้าที่ทำการของพ่อค้าบรรดามี หากกลายเป็นเสามีชีวิตที่คอยบอกเล่าชาวเรือสมัยใหม่ว่า…นี่ไง…เสาร้อยปีของทรงวาด

ในที่สุด จักรยานยนต์ของสมมาดก็พาสันสกฤตมาถึงปากซอยที่มีตึกสามชั้นสูงเด่น โดยมีพิทยาธรตามมาติดๆ มองเห็นลึกเข้าไปถึงทางเดินแคบและเก่าแก่ที่บ่งบอกชีวิตของวันเวลาอันเปี่ยมด้วยสถาปัตยกรรมงดงาม

“เขาอยู่ในนี้ละฮะ”

พิทยาธรก็เลยก้มลงอ่านบ้านเลขที่ที่นวลสนิทเพิ่งมอบให้ พลางอุทาน

“อ้าว…ซอยเดียวกันเลยนี่นา”

“เหรอฮะ” สมมาดเองก็ตกใจ “เอ…เห็นแม่ก็บอกว่า…เขาอยู่ที่ร้านขายของที่ระลึก เป็นลูกพี่ลูกน้องกับเจ้าของร้าน”

“งั้นก็ต้องเข้าไปดู” สันสกฤตชักจะแปลกใจ…เพราะคล้ายกับมีเสียงใครสักคนดังแผ่วๆ อยู่ริมหูว่า “เข้าไปเลย”

ดังนั้นจึงต่างก็ลงจากรถที่เกาะมาเดินขนาบสมมาดผู้จูงพาหนะ เข้าไปตามถนนซอยอันเริ่มจากต้นถนนราชวงศ์ตัดกับถนนทรงวาดที่มีตึกเก่าแก่สไตล์ยุโรปผสมเอเชีย บางอาคารก็โดดเด่นเป็นสง่าด้วยซุ้มประตูหน้าต่างยื่นออกมาแบบโกธิก ประดับประดาด้วยไม้ลายฉลุสีเขียวอันเป็นที่นิยมในสมัยโบราณนานมา แต่ที่นี่เคยเป็นร้านขายผ้าที่นำเข้าจากอินเดียจึงมีชื่อที่เรียกกันง่ายๆ ว่า ตึกแขก

ผ่านตึกแขกตรงเข้าไปในถนนทรงวาด ก็ได้พบแต่ตึกรามสมัยร้อยปีเศษอันเป็นร้านขายพืชพันธุ์ทางการเกษตรตลอดสองข้างทาง ทั้งร้านขายภาชนะเคลือบลวดลาย ดอกไม้สีสวยสด คาเฟ่ยุคใหม่ที่ชิงกันผุดขึ้นมาให้ทั้งคนไทยและต่างชาติได้นั่งสนทนาพลางจิบกาแฟพันธุ์ที่คัดแล้วด้วยอิริยาบถสุโขสโมสรที่ชีวิตประจำวันอำนวยให้

จนกระทั่งถึงบ้านเลขที่ขวามือที่ระบุไว้ในบัตร

นั่นก็คือร้านขายของที่ระลึกใหญ่อันมีโต๊ะเก้าอี้ที่เป็นมุมกาแฟ

คนชงกาแฟเป็นหญิงสาว

ป้ายหน้าร้านระบุชื่อว่า ‘นวลทอง’

ทั้งสามมองหน้ากัน เป็นอันต่างก็รู้แล้วว่าคือสถานที่เดียวกัน

นวลสนิทกับน้องสาวออกมายืนอยู่หน้าร้านเพราะรัตนา ลูกพี่ลูกน้องบอกไว้เมื่อครู่ว่าจะมีชายคนหนึ่งมาดูตัวหนู พร้อมกับหัวเราะขำ

“ดูสิดี” ละอองทองไม่มีอาการดูหมิ่นใดๆ ว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงไรเดอร์ หรือพนักงานรับส่งพัสดุและผู้คน เพราะให้เกียรติว่าคืออาชีพสุจริตเท่าเทียมกับตำแหน่งอื่นที่ว่าใหญ่โต เพราะชายผู้นี้ก็จบ ปวส.นี่นา “ถ้าชอบใจก็เอาละ”

“คงไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกค่ะพี่ทอง” ลูกผู้น้องยิ้มพราย แลเห็นลักยิ้มบุ๋มน่ารัก แม้ไม่สวยมากหากก็น่าเอ็นดู ปากนิดจมูกหน่อย “เพราะเขาเองก็มีแฟนอยู่แล้ว เพียงแต่แม่เขาไม่ชอบ”

“เฮ้อ” ละอองทองถอนหายใจอย่างระอา “พวกแม่ๆ นี่ก็นะ…ยังกะว่าตัวจะไปอยู่กับเขางั้นละ…เราไม่ชอบแต่เขาชอบกัน แล้วจะไปแยกเขาออกจากกัน ช่างไม่รู้สึกบาปกรรมมั่งเลย”

นวลสนิทได้แต่เหลือบมองน้องของหล่อนอย่างเสียดายที่มักจะพูดจามีเหตุผลรู้เรื่องทุกเรื่องตั้งแต่การบ้านถึงการเมือง รู้ถ้วนถี่ว่าใครดีใครชั่ว…

แต่อย่าให้ถึงค่ำคืนดื่นดึกนะ…เพราะละอองทองกลางวันจะผันแปรเปลี่ยนไป กลายเป็นอีกน้องอีกนางทุกค่ำทุกคืน จนขื่นขมกันถ้วนหน้า รวมถึงป้านิ่ม ลุงเม่น พ่อแม่ของรัตนาผู้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงช่วยงานในร้านด้วย ป้านิ่มเป็นป้าแท้ๆ ของนวลสนิทและละอองทอง อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่พ่อแม่ของสองสาวยังไม่วายชนม์ จนกระทั่งบัดนี้

สมมาดจูงจักรยานยนต์มีสันสกฤตและพิทยาธรขนาบข้างมาจนถึงร้านนวลทอง ต่างก็แลเห็นนวลสนิทและน้องสาว เตรียมต้อนรับอยู่ก่อนแล้ว

“สวัสดีค่ะ คุณลุง คุณพิทยาธร” นวลสนิทเดินออกมาพนมมือไหว้ผู้อาวุโสพลางเชื้อเชิญทั้งหมดให้เข้าไปนั่งที่มุมกาแฟ

ร้านตกแต่งแบบ ‘สตรีทอาร์ต’ ก็จริง แต่ตัวตึกมิว่าผนัง ประตู หน้าต่างบานโค้ง ประดับด้วยปูนปั้นรูปเถาไม้เลื้อย ผลไม้ กระจกสีแห่งอดีตอันยาวนาน ยังคงโดดเด่นผสมผสานกับความขวักไขว่ของผู้คนยุคปัจจุบัน

สันสกฤตจำได้ว่าเคยผ่านแบบเฉียดๆ ร้านนี้เหมือนกัน แต่ก็นานมากแล้ว แม้เช่นนั้นก็ยังจดจำได้ถ้วนทั่ว

หาก ณ บัดนี้ ตัวนางดีดพิณละกระมังที่บันดาลดลจนเขากับหลานเข้ามานั่งประจันหน้าอยู่กับเจ้าของร้านสาวสวยคู่นี้

ละอองทองไม่มีเครื่องหน้าทรวดทรงของเรือนกายคล้ายพี่สาวมาก จนดูราวกับน้ำจากสองมหาสมุทรจรมาพบกัน ข้างหนึ่งจึงสีคล้ำ อีกข้างสีฟ้าสด สองสีสองแบบดูแยบยล

นี่หรือคนไม่แข็งแรง….พิทยาธรนึกในใจเมื่อแอบเพ่งพิศดวงหน้า แววนัยน์ตาสดชื่นที่ผุดขึ้นบนผิวสองสีค่อนข้างขาว ผมหวีเสยเปิดหน้าผากดูโดดเด่นเป็นวงโค้ง ริมฝีปากบางงามมีรอยหยักยาวราวกับยิ้มอยู่เสมอ…หญิงผู้นี้น่ะหรือที่มักจะเดินละเมอเพ้อพกไปยังท่าน้ำ หาเรือสำเภาไปสิงคโปร์…ไม่น่าจะเป็นไปได้

แต่ก็คงเป็นไปตามที่พี่สาวบอกเล่าอย่างแน่นอน

เจ้าของร้านร่วมจิบกาแฟพันธุ์พิเศษที่คัดสรรแล้ว เป็นการต้อนรับอย่างเต็มใจ

“ผมอยากได้ของที่ระลึกสักอย่างจากที่นี่ คุณนวลสนิทช่วยเลือกให้ด้วย คิดเงินด้วยนะฮะ” สันสกฤตก็เลยเอ่ยนำ เป็นการผูกสัมพันธไมตรี “ห้ามให้เปล่า ให้เปล่าไม่รับนะครับ”

“คุณลุงชอบภาพวาดใช่ไหมคะ” หล่อนถาม

“ผมขออนุญาตไม่รับภาพวาดดีกว่าครับ แค่คำว่าภาพวาดก็ทราบแล้วว่าแพง”

“ลุงวาดเองได้น่ะฮะ…ลุงเก่ง เขียนเรื่องก็ได้ วาดรูปก็ชำนาญ” พิทยาธรแจกแจง

“ไม่ถึงกับเก่งหรอกครับ อย่าเพิ่งเชื่อหมอนี่” ลุงว่าพลางแตะบ่าหลานชาย ขณะคิดถึงตุ๊กตาไม้แกะสลัก

น่าประหลาดที่เขาพลันแว่วเสียงนางบอกกล่าว

“นี่เนื้อคู่เขานะ”

‘อ้าว…คนไหนล่ะฮะ…มีสองคนนะครับ ท่านเทพธิดา’

“คนพบใหม่” เทพธิดาผ่านเสียงมาจนเขาต้องเพ่งพิศหน้าตาละอองทอง

‘สาธุ…ขอให้หลานชายสมปรารถนาในครานี้สักทีนะครับ เพราะคู่รักที่เขารักมากตายไปคนนึงครับ ตอนที่ยังเรียนอยู่ด้วยกัน แต่นั้นมา เขาก็ยังหาหญิงถูกตาถูกใจไม่ได้’

“คนนี้แน่ แต่จะยุ่งยาก”

เสียงตุ๊กตาไม้ถือพิณลอยลมมา สันสกฤตก็แทบจะทำถ้วยกาแฟร่วงลงจากมือทันใดนั้น

 



Don`t copy text!