
ลวดลายในวิญญาณ บทที่ 4 : เริ่มระลึกชาติได้
โดย : กฤษณา อโศกสิน
![]()
ลวดลายในวิญญาณ นวนิยายลึกลับโดย กฤษณา อโศกสิน เมื่ออิทธิพลของ ‘ดาวเกตุ’ ผูกโยงชะตาชีวิตและจิตวิญญาณของละอองทองเข้ากับความเร้นลับยามค่ำคืน ความจริงที่ซ่อนอยู่คือพรหรือคำสาป? ติดตามปริศนาแห่งลายแทงวิญญาณได้ที่นี่
เมื่อมองผ่านบ่าของสาวทั้งคู่ผู้นั่งเคียงกันบนเก้าอี้ตรงข้าม ภาพร้านขายของที่ระลึกจึงอยู่ในสายตาของชายทั้งสอง เป็นการตกแต่งที่เหมือนพาบรรยากาศอีกด้านหนึ่งไปสู่ควันไฟและละอองความรู้สึกลึกลับซ่อนเร้นแทบทุกมุมมอง มีรูปภาพเก่าทั้งของไทยและฝรั่งติดเป็นแถวอยู่ตรงนัยน์ตาภายใต้แสงโคมมัวๆ ที่ห้อยลงจากเพดาน ไฟซ่อนบนผนังที่แสนจะไร้ความสุกสว่าง ห้องกว้างที่มีของที่ระลึกทั้งภาพวาด ภาชนะทำด้วยแก้วและเครื่องเคลือบเครื่องเบญจรงค์ลายน้ำทองของเก่า ผ้าชิ้นผืนยาวจากภาคเหนือ ภาคอีสานและภาคใต้ล้วนแล้วเป็นของคัดมิใช่ของโหล แม้แต่เครื่องจักสานอันได้แก่กระเป๋าถือฝีมือละเอียด รวมทั้งพัดพับได้ทำด้วยไม้ไผ่เขียนสีขลิบป่านสีทองสองสามขนาดหุ้มด้วยกระดาษแก้ว….ทุกสิ่งล้วนแล้วบรรจงคัดสรร แต่ละสัปดาห์ผู้เป็นเจ้าของจะคอยสลับสับเปลี่ยนทุกสินค้า
ช่วยให้ความสลัวแกมมัวหม่น กลายเป็นมาดใหม่ของร้านกาแฟ
สันสกฤตเริ่มติดใจการตกแต่งอย่างมีสไตล์ของ ‘นวลทอง’ ทีละน้อย แม้เขาจะชื่นชิดติดใจในรูปแบบของ ‘สตรีทอาร์ต’ เป็นอันมาก แต่ก็ไม่เคยนึกอยากให้ความโบราณนานมาของทรงวาดลับลาไป อยากให้วัฒนธรรมของถนนที่พระมหากษัตริย์มหาราชพระองค์ที่ ๕ พระราชทานไว้ยังคงดำรงอยู่จนชั่วฟ้าดินสลาย อาจจะผันแปรยักย้ายไปตามวิถีทางแห่งยุคใหม่ ก็จงไปตามนั้น แต่ขอให้ชั้นเชิงเงาร่างของชุมชนคนเชื้อจีน ตรงนี้ยังคงดำรงอยู่คู่ถิ่นทอง ก็ชวนลำพองเอมอิ่มแล้ว
รวมทั้งผนังอีกส่วนหนึ่งก็ปรากฏชั้นหนังสือ….มีทั้งประวัติศาสตร์เล่มเก่า นวนิยายของนักเขียนผู้ล่วงลับและยังมีชีวิตอยู่ บทกวีรวมเล่มทั้งโด่งดังและธรรมดา ส่วนใหญ่เป็นหนังสือมือสอง แต่นวลสนิทนำมาสวมด้วยซองพลาสติกทุกเล่ม เพื่อความยืนยงคงอยู่ของสิ่งพิมพ์มีคุณค่า
รัตนายังคงทำไม่รู้ไม่ชี้ มีหน้าที่ใดก็ทำไปอย่างแคล่วคล่อง โดยมียิ้มนิดๆ บนริมฝีปากเหมือนขำขัน เมื่อสมมาดเข้ามาช่วยยกจานเค้กสตรอว์เบอร์รีไปวางเคียงกับถ้วยกาแฟของลุงและหลานชาย หล่อนก็ขอบคุณเขาเรียบๆ ไม่รู้สึกว่าอีกฝ่ายถูกส่งมา ‘ดูตัว’ ซึ่งหล่อนรู้แน่ๆ ว่า แค่ดู
เพราะลับหลังแล้ว….ทุกคนก็รู้ว่าฝ่ายชายก็มีคนถูกใจโดยไม่มีทีท่าว่าจะเปลี่ยนเป็นอื่น
นี่ถ้าไม่ได้ไรเดอร์นามสมมาดพามา ทรงวาดก็คงยังไม่ปรากฏกายเป็นเรื่องราวจับต้องได้รวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมงเช่นนี้
คงไม่มีผู้ใดจัดสรร นอกจากเทพธิดาไม้องค์นั้น
‘ขอบพระคุณท่านมากที่สุดเลยนะครับ’ สันสกฤตนึกในใจ ‘พร้อมกันนี้ ก็ขอให้เรื่องหัวใจของหลานชายเดินไปข้างหน้าจนกว่าจะเรียบร้อยนะครับ’
แต่ก็ไม่มีเสียงใดตอบกลับ
ชวนให้เขานึกรู้ลับๆ ว่า คงมิใช่ง่ายเท่าใดนัก
แม้กระนั้นพิทยาธรก็ชวนคุย
“ทรงวาดเปลี่ยนไปมากเลยนะฮะ นึกไม่ถึงเลยว่า เพียงไม่กี่ปีที่ไม่ได้มา จะกลายเป็นถนนคักคักยุคใหม่ขนาดนี้”
“คงเปลี่ยนตามยุคสมัยน่ะค่ะ” ละอองทองบอกกล่าวด้วยสีหน้าแววตาที่ไม่บ่งบอกเลยว่า ‘ไม่แข็งแรง’
ตรงกันข้าม หล่อนดูสดชื่นแจ่มใสกว่าพี่สาวสักเท่าตัว
เพียงแต่…ชายหนุ่มนิ่งคิดเมื่อคำนึงถึงยามค่ำ…ที่หญิงสาวผู้นี้จะ ‘เปลี่ยนไป’
เปลี่ยนแบบไหนหรือ…อยากรู้จึงถาม
“ที่นี่ยังมีท่าน้ำไหมฮะ”
สันสกฤตก็เพิ่งนึกขึ้นได้ถึงท่าน้ำ
“เคยมีค่ะ…แต่ตอนนี้ปิดไปแล้วเพราะไม่ได้ใช้งานทางน้ำ” นวลสนิทตอบแทนน้องสาวผู้ที่เมื่อได้ฟังสีหน้าก็เปลี่ยนไปเป็นเฉยเมย รอยยิ้มที่เมื่อครู่ยังกระจายซ่านบนริมฝีปาก หายวับลับไปเหมือนกดปุ่ม “คือเมื่อก่อน ก่อน พ.ศ.๒๕๓๕ ทรงวาดเคยมีรถสิบล้อเข้ามาส่งสินค้าได้ไงคะ แต่พอกฎหมายใหม่ออกมาห้ามสิบล้อเข้า ย่านนี้ก็เลยลดความเป็นชุมชนการค้าลงไป คือพ่อค้าแม่ค้าก็ต้องย้ายไปหาทำเลใหม่ ที่ใกล้สุดก็คือสำเพ็ง…เลยกลายเป็นยุคทองของสำเพ็งไปอย่างที่เห็น”
สันสกฤตฟังแล้วพยักหน้าเข้าใจ
อันการเปลี่ยนไปของสรรพสิ่งนั้นนับได้ว่า คือเรื่องธรรมดาที่อาจเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้
“แต่ก็ยังเหลือนะคะ…ยังเหลือร้านค้าที่คงรูปแบบดั้งเดิมอยู่บ้าง แต่ไม่มากเท่าสมัยก่อน” ครั้นแล้วหล่อนก็ยกตัวอย่างบางบริษัทใหญ่ที่ขายพืชพันธุ์ทางการเกษตร “มีเรือเข้ามาจอดเทียบท่าส่งของทางหลังบ้านที่เป็นท่าน้ำ แล้วก็ยังอยู่จนเดี๋ยวนี้” ฝ่ายพี่สาวบอกกล่าวอย่างผู้อยู่ในประวัติศาสตร์ของทรงวาดมาตลอดชีวิต “เพราะที่นี่เป็นแหล่งที่คนต่างจังหวัดอย่างอ่างทอง เมืองสิงห์ ขนพืชพันธุ์ของที่นั่นมาส่งถึงท่าน้ำหลังบ้านเลยละค่ะ”
“เมื่อก่อน” ละอองทองเอ่ยขึ้นลอยๆ คล้ายตาเริ่มลอย ใจก็พลอยลอยตามไป “ท่าน้ำหลังบ้านเราก็มีเรือไปมา…เอ…ฉันคิดว่ามี…มีอะไรน้า-า-า…เรืออะไรนึกไม่ออก…ที่ฉันอยากไปน่ะพี่นวล”
นวลสนิทจึงสบตากับสันสกฤตและพิทยาธรทันใดนั้น
แต่ชายวัยเจ็ดสิบสองได้ยินเสียงตุ๊กตาไม้ถือพิณลอยลมมา
“เริ่มระลึกชาติได้”
พิทยาธรแลเห็นอาการคล้ายเบลอๆ เพ้อพกของหญิงสาว ก็ได้แต่สงสารจับใจ
พอดีลุงของเขาช่วยเปลี่ยนเรื่องสนทนา
“แล้วนี่เราจะไปไหว้ศาลเจ้าเล่าปุนเถ้ากงกันได้ไหมฮะ”
“ได้เลยค่ะ…หนูพาไป” นวลสนิทกุลีกุจอพาเรื่องราวออกไปจากจิตใต้สำนึกของน้องสาว แต่ละอองทองเริ่มงงๆ
“ไปกันไหม ทอง…ไปไหว้ศาล”
หากอีกฝ่ายสั่นหน้า
“กำลัง…เอ้อ…กำลัง” ครั้นแล้วก็หยุดไว้เพียงนั้น
“กำลังอะไร” พี่สาวถามอย่างเริ่มกลุ้มใจ
“กำลัง…” ละอองทองยังคงย้ำ
“คงไม่รบกวนละฮะ” สันสกฤตได้แต่ตัดบท เพราะนึกสงสารหญิงสาวตรงหน้าผู้ที่ทำให้เขาอยากรู้ ‘ดวง’ ของหล่อนขึ้นมาทันใด
พิทยาธรคงหายใจติดขัดเช่นกันเพราะหลานของเขาเริ่มทำท่าอึดอัด
สมมาดนั้น…ไม่ต้องสงสัยเลยว่าบัดนี้ ความคล่องตัวแบบผู้บริการ ช่วยให้เขาผ่าน ‘การดูตัว’ มาเป็นพี่ชายของรัตนาไปได้ในไม่กี่นาที
เพราะรัตนาถามเขาว่า
“แล้วพี่จะไปบอกคุณแม่ว่ายังไง”
“ก็บอกว่าดูแล้ว…ตัวน่ะ…ใจก็คิดว่าเห็นแล้วเหมือนกัน รัตน์เป็นน้องสุดท้องพี่ดีกว่านะ”
“ได้เลยค้าบบ” อีกฝ่ายชูสองนิ้ว
เออ…ดีจังเลย หมดเรื่องไป…ชายสูงวัยนึกในใจอย่างโล่งอก พร้อมกับเข้าใจแจ่มแจ้งว่าตุ๊กตาไม้ขอแสดงอภินิหารเพียงง่ายๆ โดยสื่อผ่านไรเดอร์คนหนึ่งจึงใช้เวลาแค่กะพริบตา ก็สามารถส่งสารบางอย่างที่ค่อนข้างยาก มาถึงสัมผัสของหญิงสาวผู้มีญาณพิเศษได้จนชวนให้แปลกใจ
‘ขอบพระคุณมากนะครับท่านเทพธิดา’ สันสกฤตรู้สึกกตัญญูในตุ๊กตาเพิ่มขึ้น
“แหม…ผมอยากขอดูท่าน้ำที่ว่าปิดไปแล้วนั่นจังครับ” ชายสูงวัยก็เลยเอ่ยต่อ เพื่อจะลองดูว่าเทพธิดาจะว่าอย่างไร จะสื่อกับละอองทองต่อไปได้หรือไม่ ถ้าได้…จะก้าวต่อไปถึงขั้นไหน
เพราะสิ่งที่เขาอยากได้ในยามนี้ ก็คือขอให้ ‘อาการ’ ของหล่อนดีขึ้นจนเป็นปกติทั้งกลางวันกลางคืน
เป็นหญิงสาว ‘ยืนหนึ่ง’ ของทรงวาด
เพราะเท่าที่เดินผ่านเข้ามา นอกจากชาวต่างชาติบางคนแล้ว ก็ยังไม่แลเห็นผู้ใดงามงดสดปลั่งเท่าหล่อน
เมื่อเหลือบมองหน้าพิทยาธร ก็แลเห็นแต่ความกังวลหวั่นหวาดประปรายอยู่ในแววตา
“ก็ได้ค่ะ” นวลสนิทตอบอย่างไม่ค่อยเต็มปาก หากก็นึกชอบลุงหลานคู่นี้แต่แรกพบ จึงอยากจะต้อนรับเขาอย่างเต็มที่ “ถ้างั้นก็เชิญทางนี้นะคะ”
ข้างร้านมีช่องแคบดิ่งตรงไประหว่างสองข้างตึกแถว นวลสนิทและละอองทองนำทั้งสองไปยังท่าน้ำที่พอสุดทางเดินปูหินแกรนิต ก็จะถึงประตูบานไม้ที่มีรั้วไม้ยาวกันอีกชั้นหนึ่ง ถัดไปจึงเป็นชานไม้สี่เหลี่ยมกว้างพอที่จะลงไปยืนกันได้หลายคน
“เมื่อก่อนเป็นโป๊ะสำหรับขนของขึ้นลงนะคะ” หญิงสาวผู้พี่ยังคงบรรยาย “พอไม่มีของแล้วก็เลยเอาโป๊ะออก ทำเป็นชานท่าน้ำเผื่ออยากลงไปนั่งตากลม ก็เอาเก้าอี้ไปตั้ง…แต่ก็นั่นแหละค่ะ…ตอนหลังก็เบื่อ”
“แต่ทองไม่เบื่อ” น้องสาวยืนยัน “ชอบท่าน้ำ…คิดถึงตอนพ่อแม่ยังอยู่…ตอนนั้นเรายังมีการค้ากับต่างจังหวัดต่างประเทศอย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ไงคะ…พี่นวลกับทองยังเล็กนิดเดียว…แต่จำได้ว่าท่าน้ำตรงนี้คึกคักทั้งวันทั้งคืน…มีอยู่หนนึง…พ่อพาทองลงเรือไปสิงคโปร์ด้วย”
สันสกฤตนึกภาพออก…เป็นภาพของเด็กหญิงน่ารักสองคน ตอนนั้นคงเกาะลูกกรงตึกชั้นสองมองลงมาแลเห็นจับกังตามภาษาสมัยนั้นกำลังแบกของที่ส่วนใหญ่เป็นถุงผ้าสีขาว สีนวล หรือไม่ก็กระสอบป่านสีน้ำตาลเดินขึ้นๆ ลงๆ เข้าๆ ออกๆ ณ ท่าน้ำที่เมื่อก่อนเป็นโป๊ะสำหรับขนของขนคนขึ้นลงท่าเรือ เพราะเขาเคยมาเยี่ยมญาติที่นี่ ที่เป็นร้านขายเครื่องถ้วยชาม แต่ภายหลังที่ญาติฝ่ายชายผู้เป็นอาวายชนม์ไป อาผู้หญิงไม่ทำต่อเพราะย้ายตามลูกสาวลูกเขยไปเป็นข้าราชการที่อยุธยา ก็เลยขายร้านให้เถ้าแก่แถวนี้ไป
ญาติคนหนึ่งของเขาก็เคยเรียนที่โรงเรียนเผยอิง แต่ภายหลังสอบเข้าสวนกุหลาบได้ เลยเรียนจนจบ ไปต่อปริญญานิติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
“คุณทองท่าทางชอบท่าน้ำนี้มากละมังฮะ” เขาก็เลยลองหยั่งเสียงหล่อนดู
“คุณลุงอยู่ถึงค่ำซีคะ” นวลสนิทเอ่ยชวน “หนูจะพาไปทานอาหารอร่อยมื้อเย็น คุณพิทยาธรด้วยนะคะ ไหนๆ เราก็เป็นลูกค้ากันแล้ว จะได้ไปมาหาสู่กันสะดวกหน่อย”
เสียงตุ๊กตาไม้ดังลอยลมมาทันใดว่า
“อยู่จนค่ำ”








