ลวดลายในวิญญาณ บทที่ 6 : ศาสตร์จากดาวเกตุหรือว่าจะเป็น…

ลวดลายในวิญญาณ บทที่ 6 : ศาสตร์จากดาวเกตุหรือว่าจะเป็น…

โดย : กฤษณา อโศกสิน

Loading

ลวดลายในวิญญาณ นวนิยายลึกลับโดย กฤษณา อโศกสิน เมื่ออิทธิพลของ ‘ดาวเกตุ’ ผูกโยงชะตาชีวิตและจิตวิญญาณของละอองทองเข้ากับความเร้นลับยามค่ำคืน ความจริงที่ซ่อนอยู่คือพรหรือคำสาป? ติดตามปริศนาแห่งลายแทงวิญญาณได้ที่นี่

ละอองทองก้าวลงเรือด้วยความรู้สึกอิ่มเอมลึกลํ้า คงมีใครสักคนจัดการจองที่ทางให้หล่อน เพราะรู้สึกประหนึ่งว่า ภายในเรือนี้คือเรือสินค้าชัดๆ มิใช่เรือโดยสารที่ออกจากท่ากรุงเทพฯ ไปสิงคโปร์ที่มีเพียงลําเดียว ซึ่งแต่ละเที่ยวก็มีแต่คนจับจองเต็มไปหมด ดังนั้น ถ้าพลาดจากลําที่ว่า ก็จะเหลือแต่เรือสินค้าลํานี้ที่มีใครคนหนึ่ง…มิรู้ว่าใคร…มากระซิบบอกหล่อนว่า ไปลํานี้ละกัน สะดวกสบายกว่าลําโน้น

หล่อนก็เลยได้แต่พยักหน้า ครั้นแล้วก็เดินไปนั่งยังที่ที่ว่างเพียงพอที่จะทั้งนั่งและนอนได้จนกว่าจะถึงที่หมาย แม้มีเพียงแผ่นนํ้ากว้างใหญ่ แต่นํ้าที่หล่อนก้มลงดูก็งดงามยิ่งนัก ด้วยว่ามีถึงสองสีผสานกัน สีเหลืองคือนํ้าจืด ส่วนสีเขียวคือนํ้าเค็ม ต่างก็วิ่งเข้ามาปะทะกัน หวังจะเจือปนกัน แต่ถึงอย่างไรก็ไม่สําเร็จ ประหนึ่งวัฒนธรรมไทยกับวัฒนธรรมฝรั่งที่กําลังเคียงคู่อยู่ทั่วไป

ผ่านสันดอนตอนต้นแม่นํ้าไปแล้ว นํ้าสีเขียวเมื่อครู่ก็ดูราวแปลงเปลี่ยนไปกลายเป็นสีดําคลํ้า คงเป็นเพราะแสงที่ส่องผ่านลงมาช่วยแปรสีนํ้าไปตามที่ต้องเป็นและต้องไป จนกระทั่งถึงเวลาอาหารพร้อมกับนายท้ายเรือและต้นหนโดยมีคนสั่นระฆังเล็กๆ เรียกไป หล่อนจึงลุกเดินตามเสียงนั้นไป โดยเข้านั่งบนที่นั่งที่เขาจัดไว้ว่าต้องนั่งที่นี่ทุกมื้อ ครั้นแล้วก็ต้องคอยโอภาปราศรัยกับคนที่นั่งรวมอยู่ด้วยกันซึ่งมีทั้งไทย จีน และฝรั่ง

ละอองทองพูดภาษาฝรั่งได้เพราะฝึกปรือจากโรงเรียนมาแต่วัยเยาว์ จึงไม่รู้สึกเขินหรือเก็บกิริยาอาการที่บ่งบอกว่ากลัวคนต่างชาติ หล่อนทําท่าองอาจพอสมควรในฐานะหญิงตัวคนเดียวผู้กําลังท่องเที่ยวไป

อ้าว…จริงด้วย…หญิงตัวคนเดียว…เมื่อคิดถึงตรงนี้ จึงค่อนข้างตกใจและแปลกใจ

ก็หล่อนมีพี่สาวอีกคนหนึ่งนี่นา

แต่ยังมิทันจะเหลียวหา ฝรั่งผู้นั่งข้างๆ ก็ยื่นชามแกงกะหรี่มาให้

เป็นแกงที่หล่อนเกลียดมาแต่ไหนแต่ไร ด้วยว่าไม่ชอบเครื่องเทศ

แม้กระนั้น วันแรกก็ยังรู้สึกสบายดี แต่พอถึงวันที่สอง ก็เกิดอาการเมาคลื่นขึ้นมาสมทบ จึงได้แต่เข้าห้องนอน นอนแล้วก็ต้องลุกขึ้นเพราะอยากอาเจียน แต่ก็ไม่อาเจียน เลยส่งเสียงกรี๊ดเบาๆ

ครั้นแล้ว จึงลืมตาอันเต็มไปด้วยนํ้าตาขึ้นมา

พบหลายดวงหน้าอันมิใช่ใครสักคนบนเรือลํานั้น

 

“ทอง” ดวงหน้าแรกที่ตาพบตากันก็คือ นวลสนิท  

ถัดมาก็คือ พิทยาธรและสันสกฤต ผู้กําลังสังเกตอาการของหญิงสาวอย่างแน่วนิ่ง นับตั้งแต่หล่อนทําท่าเหมือนกําลังลงเรือ เพราะตลอดเวลาครึ่งชั่วโมง ละอองทองเอาแต่พึมพําเรื่องนํ้าทะเลสีไม่เสมอกันกับเหม็นแกงกะหรี่

“ทองเป็นยังไงมั่งจ๊ะ” ว่าพลางพี่สาวก็โอบเอาบ่าน้องมากอดไว้  อีกฝ่ายก็เลยซบหน้าลงกับอ้อมแขนนั้นพร้อมอาการอ่อนรันทดหมดแรง

“เมาคลื่น” อีกฝ่ายพึมพําบอกกล่าว “คลื่นเยอะเลยพี่นวล…”

สันสกฤตกับพิทยาธรก็ถึงแก่หันมาสบตากัน

เพิ่งรู้วันนี้เองว่า คําของตุ๊กตาไม้มิใช่เรื่องโคมลอยเหลวไหล

แต่เป็นของจริง…เกิดขึ้นจริง…สามารถดึงดูดสรรพสิ่งในอดีตหรือในวิญญาณที่มองไม่เห็น มาเป็นพยานอันโดดเด่นจนเป็นที่ประจักษ์แก่สายตา

“ถ้าเมาคลื่นก็ต้องนอนพักนะจ๊ะ” นวลสนิทพูดจาอ่อนโยน ไม่เอาแต่ใจ ไม่ดุ ไม่กําราบ…ชวนให้ทั้งสันสกฤตและพิทยาธรนึกขอบคุณหล่อนล้นพ้น

เพราะคนในครอบครัวผู้เข้าใจความรู้สึกของพ่อแม่พี่น้องลูกหลานมิว่าครอบครัวไหน ย่อมคือทวารบาลอันเปิดไปสู่ความแน่นแฟ้นของสายโลหิตที่สิ่งหมองเศร้าพิชิตมิได้

“นอนดีกว่า” ละอองทองก็เลยพยักหน้า หากนัยน์ตายังคงหลับ เสียงที่เปล่งออกมาก็ราวละเมอ

เมื่อมาถึงนาทีนี้ ทั้งลุงและหลานใจตรงกัน

นั่นก็คืออยากส่งหญิงสาวถึงที่นอน

ด้วยว่าสงสารหล่อนจับหัวใจ

มิน่า…นวลสนิทจึงดูไม่ผ่องใสสดชื่น ดังเช่นหญิงสาวผู้อยู่ท่ามกลางยุคตื่นตัวของสตรีทอาร์ตแห่งนี้ ที่มีแต่ภาพคนรุ่นใหม่ผู้เดินขวักไขว่เต็มหนทางที่ผ่านมา

ร้านค้าอันจัดได้ค่อนข้างเยี่ยม ก็ควรจะเอี่ยมลออมากกว่านี้อีกสองเท่า…สันสกฤตนึกในใจ

รวมทั้งไม่คิดเปลี่ยนแปลงคําสั่งจากตุ๊กตาไม้ว่า หญิงผู้ไปกับเรือสิงคโปร์ คือเนื้อคู่

ท่าทางหลานชายก็ดูเหมือนจะยินดีเช่นเดียวกับเขา

“ถ้างั้น…ขอตัวพาทองไปนอนก่อนนะคะคุณลุง”

“ผมขออนุญาตตามไปส่งได้ไหมฮะ” พิทยาธรเอ่ยถามด้วยความยินดีจริงใจ

คราวนี้ นวลสนิทนิ่งคิดนิดหนึ่ง

“คุณแบกเขาไหวไหมล่ะคะ กะว่าจะให้ลุงเม่นมาช่วยอุ้มไปอยู่ทีเดียว”

“ไหวฮะ…ผมอุ้มให้”

“ถ้างั้น…” พี่สาวลังเลนิดหนึ่งด้วยรอยยิ้มบางๆ จากดวงตา

แปลกดีจัง…นวลสนิทนึกในใจ แค่เจอกันครึ่งวันก็ได้อุ้มแล้ว

แต่ก็เอาละนะ…หนุ่มคนนี้ทีท่าสุขุมลุ่มลึก ไม่พูดมาก มีอาชีพเป็นหลักฐานดีงาม คงจะดูแลน้องผู้ไม่สมประกอบทางอารมณ์ของหล่อนได้

ดังนั้นในที่สุดจึงพยักหน้าคลายวงแขน พร้อมส่งให้พิทยาธรอุ้มละอองทองขึ้นแทน และแล้วชายหนุ่มก็เดินตามนวลสนิทไปสู่ที่พักหลังร้าน จนกระทั่งถึงเตียงนอน

มีสันสกฤตเดินตามไป

เสียงตุ๊กตาไม้แว่วมา

“แค่นั้นละ…กลับไปได้”

ภายในห้องนอนเรียบง่าย ไม่มีเค้าโครงหรูหรา แต่ก็ไม่มีส่วนใดบ่งบอกว่าเจ้าของไม่ปกติ ด้วยว่าเสื้อผ้าที่แขวนอยู่ในช่องเปิดและปิดมีระเบียบเรียบร้อยดังเช่นห้องนอนของหญิงผู้อยู่ในกติกา

แต่เพราะสาเหตุอันใดหล่อนจึงกลายเป็นคนกลางวันและคนกลางคืนได้ถึงเช่นนี้

นวลสนิทช่วยดึงผ้านวมสีขาวนวลปักด้วยมืออย่างประณีตที่ซื้อจากเวียดนามมาห่มให้ละอองทองจนถึงคอ โดยเจ้าตัว ณ บัดนี้ หลับสนิท ไม่มีเค้าของคนเดินทางเรือไปสิงคโปร์ครู่ก่อน

ชวนให้ต้องถอนหายใจเมื่อหันมาทางชายแปลกหน้าทั้งคู่

“ต้องขออภัยคุณลุงกับคุณพิทยาธรที่สุดเลยค่ะที่คืนนี้ต้องมาพบกับเรื่องแปลกของทอง…ไม่ใช่แปลกเฉพาะกับคุณแค่นั้นนะคะ แปลกสําหรับนวลด้วย…แปลกมาพักใหญ่ๆ แล้วค่ะ”

“เราออกไปกันได้แล้วละธร” สันสกฤตบอกหลานเมื่อนาทีผ่านไป

หญิงสาวสวยสนิทนิทราบนเตียงคู่ตรงหน้าเรียบร้อยแล้ว

พิทยาธรนึกอยากเอนกายลงนอนกับหล่อนตรงที่ว่างที่วางหมอนใบยาว คงเผื่อไว้สําหรับกอดก่ายยามแอร์เย็น

หากก็เป็นไปไม่ได้ จึงต้องเดินตามกันออกมา ลงบันไดไปชั้นล่างดังเดิม

แต่บัดนี้ทั้งสมมาดและรัตนาช่วยกันเก็บโต๊ะเก่าออก ต้อนรับลูกค้าคณะใหม่เรียบร้อยแล้ว

สันสกฤตก็เลยบอกหลาน

“เรากลับกันก่อนจะดีกว่านะธร แล้วค่อยมาใหม่”

“พรุ่งนี้ถ้าคุณธรว่างจะมาก็มาได้นะคะ” นวลสนิทเชื้อเชิญด้วยสีหน้าทุกข์ใจ

ความเดือดร้อนเกี่ยวกับน้องสาวคนเดียวที่เหลืออยู่ วิ่งกลับมาสู่ความรู้สึกอีกคราหนึ่ง

“แต่ถ้าลําบากก็ไม่ต้องมานะคะ นวลไม่อยากกวนใจใครเลย ทราบดีว่า เรื่องของน้องเป็นเรื่องยาว”

ใช่…สันสกฤตนึกในใจ เรื่องนี้เรื่องยาว

ครั้นแล้ว…เขาก็เพิ่งนึกขึ้นได้ ก็เลยถาม

“คุณนวลจะยอมบอกวัน เดือน ปีเกิด เวลาตกฟาก หนูละอองทองไหมฮะ…ถ้ายอมก็จดให้ผมด้วยของคุณด้วยก็ดี ผมอยากช่วยหาหมอดูแม่นๆ ดูดวงให้จังฮะ”

“จะแม่นหรือคะ” นวลสนิททําท่าไม่อยากเชื่อ “นวลเคยดู ก็ไม่แม่น”

“ไม่ทราบนะฮะ…แต่มีลุงคนหนึ่งเคยดูผมแม่นมาก” สันสกฤตบอกกล่าวด้วยสีหน้าเชื่อดวง

“ถ้าคุณลุงอยากดูให้ก็ได้ค่ะ…” อีกฝ่ายก็เลยหันไปทางโต๊ะเก็บเงิน ดึงกระดาษจากสมุดบันทึกมาเขียนวัน เดือน ปี เวลาเกิดทั้งของตนและน้องสาวลงไป พลางส่งให้สันสกฤต

เขารับมาดู ก็พึมพําว่า

“หนูทองอ่อนกว่าธรตั้งเจ็ดปี”

“หรือคะ” นวลสนิทค่อนข้างแปลกใจ “แต่ทําไมดูคุณธรยังเด็กก็ไม่ทราบ”

“คงเป็นเพราะมีผู้ปกครอง” ชายหนุ่มหันไปทําตาเป็นประกายใส่ลุงของเขา “ลุงผมนี่ก็เหมือนพ่อไงฮะ…ช่วยคิดช่วยทําให้ทุกอย่างจนผมนึกว่าตัวเองไม่ได้เรียนสําเร็จการซ่อมแซมงานศิลปะมาหรอก ลุงต่างหากที่เรียน…”

ผู้เป็นลุงก็เลยได้แต่ยิ้มเพราะจริงดังหลานว่า

ลุงเรียนรู้หลายศาสตร์โดยไม่มีแม้แต่ประกาศนียบัตร

ที่ตนเองยังอดขํามิได้ก็คือ ศาสตร์จากดาวเกตุ – หรือตุ๊กตาไม้ตัวนั้นของเขา     

 



Don`t copy text!