มายาแอซเต็ก บทที่ 5 : ยึดครอง

มายาแอซเต็ก บทที่ 5 : ยึดครอง

โดย :

หลังจากพาผู้อ่านได้ท่องไปในดินแดนลึกลับและเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ กับ ‘มนอินคา’ ในนิตยสารพลอยแกมเพชรมาแล้ว ครั้งนี้ ‘จิตราภรณ์’ จะพาผู้อ่านชาวอ่านเอาร่วมเดินทางย้อนเวลาไปในดินแดนของอารยธรรมแอซเต็กใน “มายาแอซเต็ก” กับนิยายออนไลน์ที่เล่าเรื่องราวที่มาจากประสบการณ์ของนักเขียนผู้เคยใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนละตินอเมริกามายาวนาน

***********************

เมื่อแอร์นัน คอร์เต็สกับกลุ่มนักรบนักแสวงโชคของเขาเข้ายึดกรุงเธโนธิทลันได้แล้ว  สเปนก็ทำลายเมืองลงอย่างราบคาบ  เพื่อมิให้ชาวเมืองหลบซ่อน  และต่อสู้กับสเปนได้อีก  ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ต่างก็หลบหนีออกจากเมืองกันอย่างอลหม่าน  เพื่อรักษาชีวิตของตนเอาไว้  แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่าไม่มีที่ใดหนีได้อีกแล้ว  นับแต่นี้ต่อไปชีวิตความเป็นอยู่ดั้งเดิมของตนจะเปลี่ยนแปลงไปภายใต้เงื้อมมือของสเปน  การเดินทางมาครั้งนี้ของสเปนก็เพื่อตั้งรกรากอยู่อย่างถาวร  นับวันก็จะมีพวกสเปนหลั่งไหลกันเข้ามามากขึ้นๆ  เพื่อช่วยคนที่อยู่ก่อนแล้วขยายอำนาจออกไปให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

เมื่อตั้งมั่นอยู่ในกรุงเธโนธิทลันแล้ว  คอร์เต็สจึงจัดแบ่งกองทัพออกเป็นส่วนๆ เพื่อขยายตัวไปตามทิศต่างๆ  สำหรับรัฐที่อยู่รายล้อมทะเลสาบทั้งห้าแห่งนั้น  การส่งกำลังเข้ายึดอำนาจมิได้ยากอย่างที่คิด  เพราะเมื่อศูนย์กลางที่กรุงเธโนธิทลันล่มสลาย  บรรดารัฐตามชายขอบก็ล้มลงไปด้วย  จะมีก็แต่บางรัฐเท่านั้นที่ต่อสู้  แม้จะตระหนักแก่ใจว่าอาวุธอันล้าสมัยของตน  ไม่อาจหาญเอาชนะอาวุธที่ทันสมัยกว่าของฝ่ายสเปนได้เลย  ไม่ต้องสงสัยเลยว่าในจำนวนรัฐที่ฮึดสู้สเปนมีรัฐอัสคาโปตซัลโครวมอยู่รัฐหนึ่ง

เอเฮคัลต์กับบิดารู้ดีว่าอัสคาโปตซัลโคไม่มีทางสู้แม้จะเป็นรัฐใหญ่  อาวุธที่ใช้กันอยู่มีแต่จะทำให้ทหารของตนล้มตายลง  แต่จะงอมืองอเท้าปล่อยให้อีกฝ่ายหนึ่งย่ำยีโดยไม่ต่อสู้ได้หรือ  อย่างน้อยที่สุด  พวกเขาต้องการได้ชื่อว่าได้สู้และตายอย่างกล้าหาญจะดีกว่าถูกประณามว่าเป็นคนขลาด

ดังที่คาดเดาเอาไว้แล้ว  ทหารของอัสคาโปตซัลโคต่อสู้สเปนอย่างไม่กลัวตาย  ขณะที่มีผู้ถูกอาวุธของสเปนล้มไป  ก็มีผู้อื่นเข้ามาแทนที่

เอเฮคัลต์และบิดาต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันอย่างชำนาญ  ชายหนุ่มรู้ดีว่าบิดาของตนมีฝีมือทางการรบไม่เป็นรองใคร  ตัวเขาเองนั้นฝึกปรือกับบิดามาตั้งแต่จำความได้  บิดามักจะให้พิโนท์มาฝึกด้วยเสมอ  ดังนั้นการประลองอาวุธกันจึงแทบจะไม่มีฝ่ายใดเพลี่ยงพล้ำ  แต่ครั้งนี้  พวกเขากำลังเผชิญกับอาวุธที่ไม่เคยได้ฝึกหรือจับต้องมาก่อน  มันมีอานุภาพมากกว่าอาวุธของพวกเขามากนัก  แต่ทุกคนก็ยอมพลีชีวิตให้กับอัสคาโปตซัลโค

เอเฮคัลต์ไม่รู้ว่าบิดาของตนบอกกับพิโนท์อย่างลับๆ ก่อนออกรบว่า :

“ถ้าหากพ่อต้องอาวุธ  อย่าได้รีรออะไรอีก  เจ้าจะทำอย่างไรก็ได้ที่จะกันเอเฮคัลต์ออกไปจากเมืองให้เร็วที่สุด  อย่าได้กังวลกับพ่อเป็นอันขาด  เจ้าคงยังไม่ลืมสถานที่ที่พ่อบอกเอาไว้ได้อยู่ใช่หรือไม่?  จงพาเขาไปและรอพ่ออยู่  หากพ่อไม่ตามไป  ก็จงช่วยตัวเองกันตามลำพังไปก่อน  แต่อย่าได้ไปไกลจากที่นัดหมายนัก

พ่อรักเจ้าประหนึ่งบุตรคนที่สองของพ่อ  ขอให้เจ้าทั้งสองคนปลอดภัย  เพียงแค่นี้พ่อก็พอใจแล้ว”

เทโอธิฮัวกัน

ทหารอัสคาโปตซัลโคเนืองหนุนออกไปประอาวุธกับฝ่ายสเปน  ปืนที่สเปนใช้อยู่ถึงแม้จะมีจำนวนไม่มากนัก  แต่ประสิทธิภาพของมันแม่นยำ  เอเฮคัลต์สู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับบิดาอย่างชำนาญ  เขารู้สึกว่ามีสะเก็ดไฟมากระทบตัวเขา  เมื่อก้มลงดูก็เห็นโลหิตแดงฉาน  แต่ที่น่าตกใจเสียยิ่งกว่าคือ  บิดาของเขาทรุดตัวล้มลงบนพื้น  ชายหนุ่มรีบคุกเข่าลงช้อนร่างของบิดาขึ้นมานั่ง  เขาคิดว่า  ตนเองได้สูญเสียบิดาไปอย่างไม่มีวันกลับ  เขาจึงส่งเสียงร้องออกมาด้วยความโทมนัส

พิโนท์มองเห็นเหตุการณ์โดยตลอด  จึงถลันเข้ามาลากตัวเอเฮคัลต์ออกไปทั้งๆ ที่ชายหนุ่มดิ้นรนขัดขืนแต่สะเก็ดไฟจากลูกปืนทำให้เขาได้รับบาดแผลเหวอะหวะจนค่อยๆ หมดแรงลง  ถูกพิโนท์กับผู้ที่ติดตามมาลากกึ่งพยุงออกไปจากสนามรบได้สำเร็จ  พิโนท์ทำตามคำสั่งของบุรุษผู้เฒ่าที่เขาเคารพประหนึ่งบิดาอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

กองทัพสเปนมาจากทางทิศใต้ของอัสคาโปตซัลโคจึงเหลือบริเวณทางเหนือของเมืองที่ยังเปิดโอกาสให้เขาพาเอเฮคัลต์หนีออกไปได้  ก่อนที่จะออกจากเมือง  เขาได้สั่งให้ผู้ติดตามรีบกลับไปบ้าน  เพื่อนำหีบห่อที่เตรียมเอาไว้ล่วงหน้ามาด้วย

ภาพของชายหนุ่มคนหนึ่งถูกชายหนุ่มอีกสองคนพยุงเดิน  พร้อมกับผู้คนที่ติดตามมาอีกสี่ห้าคนค่อยๆ เลือนหายไป  เมื่อพวกเขาเดินไกลออกไปจากตัวเมืองจนลับตา  พวกเขามุ่งหน้าขึ้นเหนืออย่างไม่ละลด  จนคิดว่าปลอดภัยแล้ว  จึงพากันหยุดเดินเพื่อดูแผลที่เกิดจากสะเก็ดปืน  เอเฮคัลต์ถูกสะเก็ดปืนบนหน้าอกเป็นแผลฉกรรจ์  โลหิตที่ไหลจนชุ่มเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่บัดนี้แห้งกรังไปแล้ว  พิโนท์ตรวจดูแผลแล้วก็รู้ว่าไม่ลึกนัก  จึงใช้น้ำล้างโลหิตออกแล้วโปะด้วยยาสมุนไพร  หลังจากนั้นจึงใช้ผ้าสะอาดผืนยาวพันรอบอกเอาไว้  ขณะนั้นสติสัมปชัญญะของเอเฮคัลต์กลับคืนมาแล้ว  เมื่อมองออกไปโดยรอบและไม่เห็นบิดา  เขาก็ผลุดลุกขึ้นแต่ก็ชะงักลงเพราะเจ็บที่บาดแผล  พิโนท์เดาความนึกคิดของเขาได้ทันที  จึงรีบบอกถึงคำพูดที่บิดาได้สั่งเอาไว้  แม้กระนั้นชายหนุ่มก็ยังฮึดฮัดทุรนทุรายไม่อยากเชื่อนัก  ทั้งๆ ที่เขารู้ดีว่าพิโนท์เป็นคนที่มั่นคงในสิ่งที่ทำเสมอ

“เราจะไปที่ไหนกันพี่พิโนท์?”

“ท่านบิดาของเจ้ามีญาติอยู่ใกล้ๆ กับบ่อแร่เงิน  ในเขตปาชูกา  เหนือจากที่นี่ขึ้นไปอีก”

“ท่านอาคาคามะ  คนที่มาที่บ้านเมื่อปีที่แล้วใช่ไหม?”

“ใช่  ตอนนั้นคนแปลกหน้าเดินทางมาถึงชายทะเลแล้ว  และท่านบิดาได้ฝากฝังเจ้าไว้กับท่านอา  ราวกับว่าท่านบิดาจะคาดเดาเหตุการณ์ได้ล่วงหน้าอย่างไม่น่าเชื่อ”

“ข้าอยากกลับอัสคาโปตซัลโค  ไปดูให้รู้ว่าท่านพ่อบาดเจ็บร้ายแรงเพียงใด”

“คนของเราที่ตามมาตอนหลัง  เล่าให้ฟังว่า  คนแปลกหน้าฝ่าเข้าเมืองอัสคาโปตซัลโคได้เรียบร้อยแล้ว  เมืองของเรายอมจำนนแล้ว  และผู้คนถูกกวาดต้อนราวกับหมูกับหมา  เอเฮคัลต์  พวกเรายังกลับไปไม่ได้  ท่านบิดาสั่งข้าเอาไว้  ท่านบอกว่าถ้ายังมีชีวิตอยู่ก็จะตามมาเอง  ไม่ต้องกลับไป  เพราะประเดี๋ยวจะพลัดกัน”

เทโอธิฮัวกัน

พิโนท์สั่งผู้ติดตามเก็บสัมภาระที่นำมาเพื่อออกเดินทางต่อไป  เอเฮคัลต์เดินตามด้วยความอ่อนเพลีย  เนื่องจากเสียเลือดไปพอสมควร  ใจของเขาตวัดไปถึงม้า  ตัวใหญ่ที่คนแปลกหน้าขี่  ถ้าเม็กซิโกจะมีสัตว์แบบนี้บ้างก็คงจะดีไม่น้อย  เพราะทุ่นเวลาเดินทางได้หลายเท่า  คนที่นี่ใช้เท้าเดินแต่เพียงอย่างเดียว  ถ้าไม่แบกหามสัมภาระเอง  ก็จะใช้ลาตัวเล็กๆ ที่มีอยู่ทำหน้าที่แทน (1) เขาก้มหน้าก้มตาเดินตามพิโนท์อย่างเงียบๆ  พอตกค่ำพวกเขาก็พากันพักตามรายทาง  หุงหาอาหารที่นำติดตัวมารับประทานร่วมกัน  เอเฮคัลต์นับจำนวนผู้ติดตามได้สิบสองคนซึ่งรวมทั้งผู้ที่มาสมทบภายหลังด้วย  ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นทหารคนสนิทภายใต้การนำของบิดาของเขาทั้งสิ้น  พวกเขาจึงเป็นคนหนุ่มรุ่นราวไล่เลี่ยกัน  มีแต่เขาเท่านั้นที่มีอายุน้อยที่สุด

ในรัตติกาลอันมืดมิดท่ามกลางป่าเขาที่ไม่ทึบนัก  ชายหนุ่มนอนประสานมือใต้ท้ายทอยมองขึ้นไปบนท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้ม  ดวงดาวดารดาษอยู่เต็มฟ้ากว้าง  แสงระยิบระยับของดวงดาวมองดูเหมือนแสงเทียนริบหรี่นับไม่ถ้วน  ราตรีนี้ไร้ดวงจันทราสุกสกาวดังเช่นเคย  เขาชอบขึ้นไปนอนบนดาดฟ้าที่บ้านดูดวงจันทร์อยู่บ่อยๆ  จิตใจในตอนนั้นล่องลอยไปไกลจนไม่รู้ตัวว่าอยู่ที่ไหน  นับแต่นี้ต่อไป  เขาคงไม่มีโอกาสแบบนี้อีกแล้ว  บ้านช่องจะมีหรือไม่ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้เลย  แม้แต่ชีวิตในภายภาคหน้าก็ยังริบหรี่เหมือนดวงดาวเหล่านั้น

ยังไม่ฟ้าสาง  ทุกคนก็พร้อมออกเดินทางขึ้นเหนือต่อไป  พวกเขาเดินไปได้ครึ่งวันก็หยุดพักผ่อนรับประทานอาหารและดื่มน้ำ  หลังจากนั้นจึงเดินมุ่งเฉียงขึ้นไปทางทิศตะวันออก  เพื่อไปให้ถึงนครโบราณเธโอธิฮัวกัน  ซึ่งถูกทิ้งร้างไปแล้วหลายร้อยปี  ปิรามิดแห่งสุริยันและจันทรา  สูงผงาดดูน่าเกรงขามมองเห็นแต่ไกล  แม้ปิรามิดแห่งจันทราจะดูเตี้ยกว่าแต่ก็ยังมองเห็น  เหตุผลที่พวกเขามุ่งมาที่นี่ก็เพื่อพักค้างแรมก่อนจะเดินทางต่อไป  ประจวบกับหมู่ปิรามิดเธโอธิฮัวกันตั้งอยู่บนเส้นทางที่มุ่งตรงไปยังเมืองปาชูกาที่อยู่เหนือขึ้นไป  พวกเขาแน่ใจว่าคนแปลกหน้ายังมาไม่ถึงอย่างแน่นอน  แต่ก็ยังไม่ลดฝีเท้าลงเพราะตั้งใจที่จะไปให้ถึงจุดหมายปลายทางเร็วที่สุด

พวกเขาฝ่าพงหญ้าเข้าไปถึงหมู่ปิรามิดเธโอธิฮัวกัน  ถ้าหากมองตรงไปทางปิรามิดแห่งสุริยัน  ด้านหน้าจะเป็นหมู่อาคารซึ่งในบรรพกาลคงเป็นที่พักอาศัยของพวกพระที่ทำหน้าที่ดูแลที่นี่  ถัดเข้าไปเป็นลานกว้างจนจรดปิรามิดแห่งสุริยัน  ทางขวามือไกลออกไปคือวิหารของเคว็ตซัลโคอัลท์เทพเจ้าแห่งสันติ  ส่วนทางซ้ายมือสุดลานกว้างคือปิรามิดแห่งจันทรา  ทุกคนมุ่งตรงไปยังวิหารของเทพเจ้าแห่งสันติเพื่อทำการสักการะ  และหาที่พักอยู่ใกล้ๆ เนื่องจากโพล้เพล้แล้ว

ในวันรุ่งขึ้น  พวกเขาพากันเดินทางขึ้นเหนือต่อไปจนกระทั่งบ่ายแก่ๆ จึงถึงเมืองปาชูกา  แทนที่จะเข้าไปในเมือง  พิโนท์กลับพาพวกเขาเดินเลียบไปอีกทางหนึ่งและเร่งฝีเท้าเดินทางต่อไปอีกกว่าครึ่งราตรี  ก็เห็นกลุ่มแสงไฟวอมแวมอยู่เบื้องหน้า  พิโนท์มองหาบ้านหลังหนึ่งเมื่อพบแล้วก็เข้าไปเรียก  อีกสักครู่หนึ่ง  ไฟในบ้านจุดสว่างกว่าเดิมและมีคนเดินออกมาที่ประตู  พิโนท์พูดขึ้นว่า :

“ท่านขอรับ  กระผมพาเอเฮคัลต์มาส่งครับ”

“ท่านอาคาคามะขอรับ”

เอเฮคัลต์พูดขึ้น  บุรุษผู้นั้นจึงจำได้  แล้วบอกว่า :

“ไม่น่าเชื่อเลยว่าเวลานี้จะมาถึงเร็วเช่นนี้  อาเพิ่งพูดกับพี่ฮัลโตกันบิดาของเจ้าเมื่อไม่นานมานี้เอง    เข้ามา!   เข้ามา!”

เอเฮคัลต์กับพิโนท์ก้าวเท้าเข้าไปในบ้าน  ทิ้งให้ผู้ติดตามที่เหลือรออยู่ภายนอก  พิโนท์เป็นผู้เล่าเรื่องราวทุกอย่างให้คาคามะฟัง  เมื่อฟังจบเขาก็ถอนใจอย่างหนักหน่วง

“อาไม่แน่ใจว่าพี่ฮัลโตกันจะรอดชีวิตหรือไม่  แต่พวกเจ้าจะต้องรอกันอยู่ที่นี่กับอา  อย่าไปไหนเป็นอันขาด!”

คาคามะมีบ้านอยู่สองหลังๆ หนึ่งคือบ้านที่ตนเองอาศัยอยู่  อีกหลังหนึ่งอยู่ลึกเข้าไปในเนินเขาไม่ห่างจากหลุมและถ้ำที่มีแร่เงินมากนัก  เขาจัดให้ผู้ติดตามทั้งหมดอยู่ที่นั่น  ส่วนเอเฮคัลต์กับพิโนท์อยู่ด้วยกันในห้องใหญ่ด้านหลังเคหะของเขาที่แยกทางเข้าออกจากกันอย่างเด็ดขาด

“กินอะไรกันมารึยัง?”

เมื่อทุกคนพยักหน้า  เขาก็บอกว่า :

“ถ้าเช่นนั้นก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนกันก่อน  พรุ่งนี้ค่อยคุยกันว่าจะทำอย่างไร”

ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางทำให้ทุกคนหลับไปอย่างรวดเร็ว  แม้แต่เอเฮคัลต์ก็ไม่ยกเว้น  จิตใจที่เป็นกังวลย่อมพ่ายแพ้ร่างกายที่บอบช้ำ  ชายหนุ่มหลับสนิทจนกระทั่งรุ่งเช้า

ในวันรุ่งขึ้น  เมื่อรับประทานอาหารกันแล้ว  ทั้งเอเฮคัลต์และพิโนท์ยังไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไรต่อไป  ใจหนึ่งคิดถึงบิดาซึ่งยังไม่รู้แน่ชัดว่าท่านสิ้นชีวิตไปแล้วหรือไม่  หากยังอยู่จะจัดการกับตัวเองอย่างไรในเมื่อต้องกระสุนปืน  แล้วจะตามมาอย่างไรในสภาพของร่างกายเช่นนั้น  ทั้งสองไม่ยอมคิดว่าท่านได้จากไปแล้ว

คาคามะผู้สูงวัยกว่า  คิดว่าพวกที่มาใหม่ทุกคนจะต้องทำตัวให้กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมใหม่เพื่อมิให้ผู้ใดสงสัย  เขาเป็นเจ้าของบ่อแร่เงินแห่งหนึ่งซึ่งบิดาของชายหนุ่มทำร่วมกัน  โดยตัวเขาเป็นคนจัดการโดยตรง  ส่วนพี่ชายส่งแรงงานมาให้ตามที่เขาขอ

คาคามะคิดว่าครั้งนี้เป็นโอกาสดีที่จะให้หลานชายมาทำด้วย  ทั้งฮัลโตกันกับคาคามะเป็นพี่น้องที่รักกันมาก  ทั้งสองสนิทสนมกัน  แต่ก็ต้องแยกจากกันเมื่อฮัลโตกันแต่งงานและน้องชายมาทำบ่อแร่ที่นี่

ตอนสายของวันนั้น  คาคามะผู้เป็นอาพาคณะจากอัสคาโปตซัลโคไปยังแหล่งผลิตแร่เงินของครอบครัว  เมื่อไปถึง  พวกเขาเห็นผู้คนนับสิบคนกำลังขุดหลุมอยู่หลุมหนึ่ง  ซึ่งเมื่อก้มลงไปมอง  มีคนงานสี่ห้าคนกำลังขุดอยู่ก้นหลุม  ในมือมีกระจาดทรงสูงถืออยู่  หลุมนี้กว้างราวๆ ห้าเมตร  เป็นแหล่งที่ผู้รู้บอกว่ามีแร่เงินอยู่เบื้องล่าง

“คนงานพวกนี้ส่วนหนึ่งมาจากอัสคาโปตซัลโค  บิดาของเจ้าส่งมาตามที่อาขอ  พวกเขามาได้ครอบครัวที่นี่ก็เลยไม่กลับไป”

กระจาดทรงสูงในหลุม  มีก้อนแร่กองอยู่เต็ม  คนงานในหลุมจึงยกชูขึ้นให้คนที่อยู่ปากหลุม  ส่งต่อไปยังบ่อเผาแร่เพื่อสกัดเงินบริสุทธิ์ออกจากโลหะชนิดอื่นๆ ที่ปะปนมาด้วย

“ทั้งเจ้ากับพิโนท์ควรมาอยู่ที่นี่ตามคำสั่งของพ่อเจ้า  ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่  ก็จะตามมาที่นี่เอง  พวกเราทำอย่างอื่นไม่ได้  กลับไปอัสคาโปตซัลโค ก็ไม่ได้เพราะเป็นอันตราย  เจ้าคงไม่ขัดขืนหรอกนะ

พี่ชายของอาคนนี้มีความตั้งใจเช่นนี้  ถึงกับเคยคิดที่จะมาอยู่ที่นี่ด้วยซ้ำไป  แต่เพราะครอบครัวก็เลยยังไม่ได้มาสักที  เจ้ารู้ใช่ไหมว่าพ่อของเจ้าเดินทางมาหาอาหลายครั้ง?”

ทั้งเอเฮคัลต์กับพิโนท์ต่างก็พยักหน้า  พิโนท์ดูจะรู้อะไรๆ ดีกว่าเอเฮคัลต์ซึ่งอายุยังน้อย  มิหนำซ้ำยังเคยคิดตามบุรุษผู้เฒ่ามาด้วยหลายครั้งจนรู้จักที่นี่ดี

“ตกลงขอรับอาท่าน  พวกเราจะรอท่านพ่อที่นี่  ก็ดีเหมือนกันจะได้ช่วยอาท่านด้วย”

นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา  ทั้งเอเฮคัลต์  พิโนท์  และผู้ติดตามซึ่งสนิทสนมกันมาช้านาน  ก็เริ่มศึกษาเกี่ยวกับการขุดแร่เงิน  การถลุง  และการนำเงินออกจำหน่าย  นับวันพวกเขาเริ่มสนุกสนานกับงานอันน่าตื่นเต้นนี้  ทุกคนเรียนรู้เริ่มตั้งแต่ระดับล่างขึ้นไป  นับตั้งแต่ขุดบ่อแร่  แบกกระจาดใส่แร่  ถลุงแร่  หลอมแร่เป็นก้อนเป็นแท่งหรือรูปแบบตามต้องการ  จนถึงการนำออกจำหน่าย  ในช่วงเวลาที่ยังไม่แน่นอนเช่นนี้  คาคามะผู้เป็นอาจะเก็บซ่อนเงินที่หลอมแล้วเอาไว้ในที่ที่ไม่มีผู้ใดรู้  ด้วยเกรงว่าเมื่อพวกคนแปลกหน้าเดินทางมาถึงเมืองปาชูกาก็จะนำอันตรายมาสู่ตน  ความลับในการเก็บซ่อนแท่งเงินของคาคามะมีแต่เอเฮคัลต์กับพิโนท์เท่านั้นที่รับรู้และต่างฝ่ายต่างก็วางใจซึ่งกันและกัน  ผู้เป็นอาบอกว่า :

“เมื่อถึงคราวอับจน   เงินเหล่านี้จะช่วยพวกเราได้”

เวลาผ่านเลยไปนับเดือน  เอเฮคัลต์ก็ยังไม่ได้ข่าวจากบิดา  ไม่รู้ว่าจะไปติดตามบิดาที่ใด  คำสั่งของท่านที่ให้อยู่รอจึงเป็นทางออกดีที่สุดในสถานการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ดี  พวกเขาก็ยังรับรู้ข่าวคราวของคนแปลกหน้าอย่างสม่ำเสมอ  พวกเขารู้ว่า  กองกำลังนักรบนักแสวงโชคเดินทางมาสมทบมากขึ้นๆ เพื่อตักตวงสมบัติของแผ่นดินนี้  พวกสเปนรุกออกไปทั่วทุกทิศ  และเขยิบเข้ามาใกล้ปาชูกามากขึ้นทุกขณะ  ยิ่งไปกว่านั้น  พวกสเปนยังขยายตัวลงใต้  ลงไปถึงปานามา  เดินทางข้ามช่องแคบปานามาจนมาพบมหาสมุทรแปซิฟิก  แผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาลกำลังจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม  ผู้คนล้มหายตายจากไปเป็นจำนวนมาก  แผ่นดินแห่งอารยธรรมกำลังสูญสิ้นไม่หวนกลับคืนมาอีกชั่วกัปป์กัลป์

ปฐพีแห่งอารยธรรมกำลังสูญสิ้น

ทั้งแผ่นดินไม่มีสิ่งใดหลงเหลือ

ผู้คนต่างล้มหายตายเป็นเบือ

มื่อถูกคมดาบอันมันปลาบเข้าฟาดฟัน

สองเดือนผ่านไป  กองทัพนักรบนักแสวงโชคสเปนก็เดินทางมาถึงเมืองปาชูกา  ฝ่ายสเปนเดินทัพเข้าเมืองได้ไม่ยากนัก  เพราะปาชูกาเป็นเพียงเมืองเล็กๆ ไม่มีความพิเศษใดๆ  สเปนเองยังไม่รู้ว่าเม็กซิโกมีทรัพยากรธรรมชาติมากมายโดยเฉพาะแร่เงิน  ถ้าเพียงแต่รู้ว่าทรัพย์สินใต้ดินมีมากมายจนขุดมาใช้อีกหลายร้อยปีก็ไม่หมด  พวกเขาจะปรีดาปราโมทย์กันสักเพียงใด  เพียงสมบัติที่สเปนยึดมาได้ก็มากมายมหาศาลจนสร้างจินตนาการอย่างล้ำลึกให้แก่คนสเปนในเมืองแม่

ผู้คนที่นั่นต่างลงเรือข้ามมหาสมุทรแอ็ตแลนติกมายังอาณานิคมอีกฟากหนึ่งของห้วงสมุทร  เพื่อมีส่วนร่วมในความมั่งคั่งครั้งนี้  ผู้คนแทบทุกอาชีพเดินทางมาทวีปอเมริกา  ไม่ว่าจะเป็นพวกพ่อค้าวานิช  ช่างฝีมือ  เกษตรกร  ฯลฯ  ด้วยหวังว่าเมื่อกอบโกยความมั่งคั่งได้แล้วก็จะเดินทางกลับแผ่นดินเกิดเพื่อไปใช้ชีวิตอยู่อย่างสบาย   ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงมีผู้ที่โชคดีเช่นนี้ไม่มากนัก

 

เชิงอรรถ :

(1) คนโบราณในทวีปนี้ไม่รู้จักล้อเลื่อน  เพื่อช่วยผ่อนแรงไม่ว่าจะเป็นพวกอินคามายา  หรือแอซเต็ก



Don`t copy text!