พรางพัสตรา บทที่ 5 : โดยบังเอิญ

พรางพัสตรา บทที่ 5 : โดยบังเอิญ

โดย : พงศกร

พรางพัสตรา นวนิยายออนไลน์เรื่องล่าสุดโดย พงศกร ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เมื่อผ้าคลุมผมเจ้าสาวไม่ได้เป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งในชุดเจ้าสาว แต่คือสิ่งที่นำ ‘ลดานิดา’ ไปเห็นบางสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม ความรักของเขาคือความจริงหรือความลวง ผ้าคลุมผมเจ้าสาวนี้มีคำตอบ

***************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

วันนั้นทั้งวันลดานิดามัวแต่เพลิดเพลินกับการเดินเที่ยวพิพิธภัณฑ์และแกลเลอรีที่มีอยู่มากมายในเวนิส จนลืมเล่าเรื่องผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวให้บทจรฟังไปเสียสนิท

“รู้ไหมจ๊ะเบน…พีทเป็นคนไม่ชอบเดินพิพิธภัณฑ์เอาเสียเลย” ลดานิดาจ้องมองรูปปั้นเฮอร์คิวลิสในตู้กระจก และพึมพำให้บทจรฟัง “เขาไม่มาก็ดีเหมือนกัน เพราะถ้าเขาอยู่ด้วย…นิดาก็คงไม่ได้มาเดินเที่ยวมิวเซียมแบบนี้หรอก”

“ยิ่งฟัง ผมก็ยิ่งคิดว่าคุณกับเขาไม่มีอะไรเหมือนกันเลย” บทจรพึมพำตอบ สายตาของเขาจ้องมองรูปปั้นรูปเดียวกันกับหญิงสาว พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เคยเป็นวังเก่าของเจ้าผู้ครองนครเวนิส จึงมีวัตถุโบราณอันล้ำค่ามากมาย

“คงเพราะไม่มีอะไรเหมือนกันเลยนี่ละ ที่ทำให้เราไม่เบื่อกัน” ลดานิดาว่า “จริงๆ นะ นิดาไม่เคยคบกับใครแล้วรู้สึกเหมือนขึ้นรถไฟเหาะตีลังกาเหมือนคบกับพีทเลย ทุกวันนี่มีอะไรให้ต้องตื่นเต้นอยู่เสมอ”

“แปลว่าดี…ใช่ไหม” บทจรเลิกคิ้ว

“อืม…” ลดานิดานิ่งไปนิดหนึ่ง “ก็..สนุกดีนะ พีทเป็นอะไรที่นิดาเดาไม่ได้เลย เขามักจะมีอะไรมาให้นิดาแปลกใจอยู่ตลอดเวลา”

“เหมือนนัดว่าจะมาหาที่เวนิส แต่ยกเลิกไม่มา” บทจรหัวเราะเสียงแผ่วต่ำในลำคอ และลดานิดาก็ไม่ชอบเสียงหัวเราะทำนองนั้นเอาเสียเลย

“อย่าทำตัวเป็นเด็กเกเรนะเบน พีทเขาติดธุระจริงๆ” ลดานิดาอดจะแก้ตัวแทนว่าที่เจ้าบ่าวของเธอมิได้

“ดูเหมือนนิดาเพิ่งจะรู้จักกับเขาได้ไม่ถึงปี” บทจรละสายตาจากรูปปั้นในตู้กระจก มาจ้องมองหญิงสาวอย่างจริงจัง

ลดานิดาก้มๆ เงยๆ ใช้โทรศัพท์ในมือพยายามถ่ายภาพเฮอร์คิวลิสที่แกะสลักขึ้นมาจากหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ เสี้ยวหน้าของเธอสวยหวาน จมูกโด่งงามเชิดขึ้นเล็กน้อยอย่างคนมั่นใจในตัวเอง ริมฝีปากบางราวกลีบกุหลาบ

“ถึงรู้จักกันไม่นาน…แต่นิดารู้สึกว่าคนนี้ละ…ใช่” ลดานิดาตอบ ยังไม่ละสายตาไปจากรูปปั้นตรงหน้า

ชอบพิพิธภัณฑ์ต่างประเทศตรงที่อนุญาตให้ถ่ายภาพได้ทุกซอกทุกมุม ไม่เหมือนพิพิธภัณฑ์เมืองไทยที่ไม่อนุญาต

“อืม…ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดี” บทจรครางอยู่ในลำคอ สายตาของเขาเต็มไปด้วยความครุ่นคิด หากยังไม่ทันจะได้เอ่ยอะไรออกมาอีก ก็ได้ยินเสียงกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้อง คุยกันเป็นภาษาไทยเสียงดังโขมงโฉงเฉง

ครั้นพอลดานิดาเงยหน้าขึ้นจากรูปปั้นแล้วหันไปมองบ้าง ดวงตาของหญิงสาวก็ต้องเบิกกว้าง น้ำเสียงที่เอ่ยทักเต็มไปด้วยความประหลาดใจ

“คุณยุพาพักตร์”

สตรีวัยกลางคนในกลุ่มนักท่องเที่ยวเหมือนจะชะงักไปนิดหนึ่ง เธอหันไปพยักหน้ากับกลุ่มเพื่อน ก่อนจะแยกเดินมาหาลดานิดา ดูจากท่าทางแล้วเหมือนไม่เต็มใจนัก แต่เมื่อเจอกันซึ่งๆหน้าเช่นนี้ หลบไปไหนไม่ได้ จะไม่มาทักทายกันก็ดูจะแล้งน้ำใจไปสักหน่อย

“คุณหมอ” ยุพาพักตร์ส่งเสียงแหลม

สายตาสงสัยของหญิงวัยกลางคนเหลือบมองมาทางชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่ยืนเยื้องไปทางด้านหลังของลดานิดา หนึ่งในกลุ่มเพื่อนของสตรีผู้นั้นยกโทรศัพท์มือถือขึ้นทำท่าเหมือนจะถ่ายภาพ บทจรสังเกตเห็นจึงเดินเลี่ยงไปทางอื่นอย่างเนียนๆ

“ต๊าย…โลกแคบนะคะ ไม่นึกว่าจะได้พบกันที่นี่”

“นั่นสิคะ” มีรอยยิ้มเกลื่อนอยู่บนดวงหน้าสวยหวานของลดานิดา “โลกแคบจริงๆ เสียด้วย”

“ทราบมาว่าคุณหมอกำลังจะแต่งงานกับคุณพีธันดร” ยุพาพักตร์เน้นชื่อของดาราหนุ่ม ขณะที่สายตายังชะเง้อมองแผ่นหลังของบทจร “ยินดีด้วยนะคะ”

“ขอบคุณค่ะ” ลดานิดาตอบสั้นๆ นึกเดาได้ว่าอีกฝ่ายกำลังสงสัยว่าชายหนุ่มที่ยืนอยู่กับเธอเมื่อสักครู่ ไม่ใช่ว่าที่เจ้าบ่าวสักหน่อย

“คุณยุพาพักตร์สบายดีนะคะ อยู่กรุงเทพไม่ได้พบกันเลย” ลดานิดาเปลี่ยนเรื่อง

“เอ้อ…ค่ะ” คราวนี้ยุพาพักตร์พูดด้วยอาการขัดเขิน “ระยะหลังดิฉันยุ่งๆ น่ะคุณหมอ เลยไม่ได้ไปหาคุณหมอที่คลินิก แต่ดิฉันก็ออกกำลังกาย นอนให้ได้วันละแปดชั่วโมง รับประทานอาหารครบทุกหมู่อย่างที่คุณหมอแนะนำอยู่ตลอดนะคะ วิตามินก็ยังกินอยู่ แต่ซื้อกินเองน่ะค่ะ”

“ดีค่ะ คนเราถ้าดูแลสุขภาพให้ดีมาจากภายใน ย่อมเป็นเรื่องที่ดีที่สุดเลยค่ะ” ลดานิดายิ้ม ดวงตาคู่คมของหญิงสาวไล่มองดูอีกฝ่ายอย่างวิเคราะห์ ดวงหน้าตึงเรียบ หน้าผากและหางตาที่ปราศจากริ้วรอย บอกให้รู้ว่าโบท็อกซ์ที่ฉีดยังไม่หมดอายุ

โดยปกติแล้วการฉีดโบท็อกซ์ครั้งหนึ่งๆ จะอยู่ได้นานราวหกเดือน แต่ยุพาพักตร์หายหน้าไปจากคลินิกของเธอนานเกือบสองปีแล้ว นั่นหมายความว่าสตรีวัยกลางคนผู้นี้เปลี่ยนไปหาหมอที่อื่น ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก ในโลกปัจจุบันที่มีคลินิกเสริมความงามและส่งเสริมสุขภาพเกิดขึ้นมากมาย นั่นหมายความว่าผู้ป่วยมีทางเลือกมากขึ้น

ลดานิดาจำยุพาพักตร์ได้ หญิงวัยกลางคนผู้นี้เป็นภรรยาของนายธนาคารใหญ่แห่งหนึ่ง เป็นคนรักสวยรักงาม รักสุขภาพ เป็นลูกค้าคนแรกๆ ของคลินิก ลดานิดามีอะไรที่น่าสนใจก็มักจะแนะนำเสมอ หลังจากดูแลกันมาระยะหนึ่ง ยุพาพักตร์ก็มีสุขภาพที่ดีขึ้น หุ่นดี รูปร่างดี ผิวพรรณสดชื่น หน้าตาดูอ่อนกว่าวัย เธอยังแนะนำคนไข้ให้ตามมาหาลดานิดาอีกหลายราย

ดูแลกันเป็นอย่างดีมานานนับปี แต่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะจู่ๆ ยุพาพักตร์ก็ไม่มาหาลดานิดาตามนัดหมาย แรกๆ หญิงสาวก็ให้ผู้ช่วยโทรตามด้วยความเป็นห่วง แต่ยุพาพักตร์ปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่าช่วงนี้วิตามินยังไม่หมด และไม่สะดวกจะมาหาหมอ

ผ่านไปอีกสองสามเดือน ผู้ช่วยของลดานิดายังพยายามโทรศัพท์ติดตามยุพาพักตร์อีกสองสามครั้ง แต่เธอก็มีเหตุผลยกขึ้นมาอ้างตลอด สุดท้ายลดานิดาจึงสั่งผู้ช่วยว่าไม่ต้องโทรไปตามแล้ว

“ดิฉันขอเดินไปดูอะไรทางโน้นก่อนนะคะ” ยุพาพักตร์ชี้ไปทางกลุ่มเพื่อน “แล้วพบกันนะคะคุณหมอ”

“ค่ะ” ลดานิดาตอบสั้นๆ เธอเหลือบมองไปรอบๆ ก็ไม่เห็นบทจรแล้ว

ลองเดินลงบันไดมาที่สวน เดาว่าบทจรน่าจะอยู่ที่นั่น และเขาก็อยู่ที่นั่นจริงๆ

“อ้ะ” มือแข็งแรงยื่นไอศกรีมสีส้มสวยที่อยู่ในโคนให้ และลดานิดาก็รับมาถือไว้อย่างลังเล

“เจลาโต้…ไม่อ้วนหรอก ไขมันต่ำมาก” บทจรย้ำ เขาชวนให้ลดานิดาไปนั่งที่เก้าอี้เหล็กดัดใต้ร่มมะกอกสูงใหญ่ด้วยกัน

“อร่อยจัง” ลดานิดากัดไอศกรีมไปคำแรก ก่อนจะกัดคำต่อไปและต่อๆ ไป จนเจลาโต้หมดเหลือแต่โคนรสชอคโกแลต “เบนยังจำได้ด้วยเหรอว่านิดาชอบส้ม”

“ผมจำทุกอย่างที่เกี่ยวกับนิดาได้ทั้งหมดนั่นละ” บทจรหัวเราะเบาๆ “อร่อยใช่ไหมล่ะ”

“อร่อยมาก” ลดานิดาพยักหน้า

“ที่โรม มีเจลาโต้อยู่ร้านนึง ตรงน้ำพุเทรวี่…อร่อยมาก ถ้านิดาได้ไปโรม ผมจะพาไปกิน” บทจรว่า

“ดีเลย ไว้เบนส่งโลเคชั่นให้หน่อย” หล่อนหมายถึงตำแหน่งของร้านที่ส่งให้กันได้ ผ่านทางแอพพลิเคชั่นของโทรศัพท์มือถือ “เผื่อแต่งงานแล้วได้มาฮันนีมูนที่โรม นิดาได้บอกให้พีทพาไปกิน”

“ได้ บทจรตอบสั้นๆ เพียงเท่านั้นแล้วก็นิ่งไป

“เบนรู้ไหมว่านิดาไม่กินไอศกรีมมานานแล้ว นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีเลยนะ” ลดานิดากัดโคนที่เหลืออยู่คำสุดท้าย ก่อนจะเลียริมฝีปากอย่างเสียดาย

“แปลว่านิดาพลาดความสุขในชีวิตไปแล้วละ” คราวนี้บทจรหัวเราะออกมาได้ “Life without ice cream, There would be darkness and chaos ชีวิตที่ปราศจากไอศครีม เป็นชีวิตที่มืดมนและสับสน…เพื่อนคนหนึ่งของผมเคยพูดเอาไว้อย่างนี้”

“นิดาไม่เห็นเป็นแบบนั้นเลย” ลดานิดาเถียง

“ไม่เป็นก็ดีแล้ว” บทจรว่า สายตาของเขามองดูกลุ่มนักท่องเที่ยวคนไทยที่กำลังเดินลงบันไดมาในสวน

“เดินไปทางอื่นกันไหม” เขาชวน

“ทำไม เบนรำคาญพวกนั้นหรือ” หญิงสาวหันมาทางเขา

“มีคนหนึ่งในกลุ่มนั้นมองผมแปลกๆ” บทจรพูดตรงตามนิสัย “นิดากำลังจะแต่งงาน แต่มาเวนิสกับผู้ชายคนอื่น…ผมกลัวนิดาจะเดือดร้อนน่ะ”

“เบนไม่ใช่คนอื่น” ลดานิดาเสียงหนักแน่น “เบนคือเพื่อนที่ดีที่สุดของนิดา ถึงพีทไม่เคยเจอเบน แต่นิดาก็เล่าเรื่องของเบนให้เขาฟังทุกอย่าง จนตอนนี้พีทน่าจะรู้จักกับเบนดีพอๆ กับนิดาแล้วละ”

“ขนาดนั้นเลย” บทจรทำตาเหลือบขึ้นบน และลดานิดาก็แกล้งทุบต้นแขนเขารัวๆ

“ไปกันเถอะ” บทจรลุกขึ้นเมื่อกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทยกำลังมุ่งหน้ามาทางต้นมะกอกใหญ่ และลดานิดาก็หันไปมองอดีตคนไข้ของเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบเดินตามคนตัวใหญ่ไปแต่โดยดี

 

วันเวลาในเวนิสผ่านไปอย่างรวดเร็ว สุดท้ายแล้วพีธันดรก็ไม่ได้ตามมาสมทบกับลดานิดา ซึ่งเรื่องนี้หญิงสาวก็ไม่ได้ประหลาดใจแต่อย่างใด เพราะเขาส่งข้อความมาบอกแล้วว่าอาจจะมาไม่ได้

ลดานิดาเก็บกระเป๋าเดินทางเรียบร้อยก็ลงมาพบกับบทจรที่ลอบบี้ เขารออยู่แล้วพร้อมกับกระเป๋าสะพายหลังหนึ่งใบ บทจรพักอยู่ที่เกสต์เฮาส์ที่อยู่ถัดไปไม่ไกลนัก หลังจากส่งลดานิดาเรียบร้อยแล้วเขาจึงจะเดินทางกลับฟลอเรนซ์

“มาแค่ไม่กี่วัน ของเยอะเหมือนย้ายบ้านเลย” เขาหัวเราะขณะช่วยหญิงสาวลำเลียงกระเป๋าไปที่ท่าน้ำหลังโรงแรม

ถนนหนทางที่เวนิสเล็กมากจนรถราวิ่งไม่ได้ พาหนะหลักในการสัญจรไปมาก็คือเรือ สองสามวันที่ผ่านมา ลดานิดาซื้อตั๋วเรือแท็กซี่เอาไว้ เพื่อเดินทางไปที่นั่นที่นี่ แต่สำหรับวันนี้ที่มีกระเป๋าเดินทางหลายใบ หญิงสาวจึงเลือกจะใช้บริการเรือของโรงแรมให้ไปส่งที่สถานีรถไฟ ก่อนจะนั่งรถไฟต่อไปยังสนามบินนานาชาติมาร์โคโปโล เพื่อเดินทางกลับประเทศไทย

แสงแดดเบื้องบนส่องสะท้อนผิวน้ำสีเขียวมรกตเป็นประกาย นกนางนวลสีขาวสะอาดกางปีกบินโฉบผ่านไปบนเวิ้งฟ้า กรุ่นหอมของดอกไม้อวลอยู่ในอณูอากาศ เป็นยามเช้าที่อากาศดี ท้องฟ้าแจ่มใส

“นี่ถุงอะไร”

ขณะนั่งรอเรือมารับ บทจรหยิบถุงผ้ากำมะหยี่ใบเล็กขึ้นมา

“ทำไมนิดาไม่โหลดใส่กระเป๋า ถือเดินไปแบบนี้ ประเดี๋ยวใครมาคว้าเอาไปจะเสียดายนะครับ”

“ผ้าโบราณน่ะ” ลดานิดาอธิบายสั้นๆ “นิดาไม่กล้าโหลดใส่กระเป๋า กลัวว่าจะเสียหาย”

“ผ้าโบราณ” บทจรเบิกตากว้าง “คุณสนใจผ้าโบราณมาตั้งแต่เมื่อไร นี่จะหันมาสะสมของเก่าแล้วหรือ”

“ไม่หรอก” ลดานิดาส่ายหน้า “พอดีชิ้นนี้สวยดี นิดาอยากได้ไปใส่ถ่ายรูปพรีเวดดิ้งน่ะ”

“ผ้าอะไร สวยขนาดนั้นเชียว” บทจรถามตามมารยาทมากกว่าอยากรู้จริงๆ หากลดานิดากลับฉวยถุงผ้ามาจากมือของชายหนุ่ม แล้วหยิบเอาห่อผ้า Veil โบราณออกมาคลี่ให้เขาดู

“นี่ไงคะ”

ในมือของลดานิดาคือผ้าคุลมหน้าเจ้าสาวสีงาช้างทำจากลูกไม้ถักมือ ราวกับเจ้าสาวที่บอบบางอ่อนหวาน

บทจรจ้องมองผ้าผืนนั้น ประกายแสงแดดที่ส่องผ่านม่านใบไม้ลงมา พาให้ดวงตาของชายหนุ่มพร่าพรายไปชั่วขณะ เส้นใยที่ถักขึ้นเป็นลูกไม้ ราวจะพร่าเลือนไปนิดหนึ่ง ครั้นพอบทจรกะพริบตาถี่ๆ Veil ผืนตรงหน้าก็กลับมาแจ่มชัดเหมือนเดิม

“สวยจัง” เขาเอ่ยชมจากใจจริง

เคยเห็นผ้าลูกไม้มาก็ไม่ใช่น้อย หากทว่าผืนที่ลดานิดาเลือกซื้อมานี้ สวยงามและละเอียดกว่าผืนใดๆ ที่เคยเห็น

แต่…

ทันทีที่ปลายนิ้วของชายหนุ่มแตะผ้าโบราณ ก็เกิดความรู้สึกแปลกๆ บางอย่างขึ้นทันใด

บทจรบอกไม่ถูกว่าความรู้สึกแปลกๆ ยะเยือกเย็นที่เกิดขึ้นโดยฉับพลันทันทีนั้น หมายถึงอะไร หรือสื่อความหมายใดกันแน่

นอกจากความรู้สึกแปลกๆ แล้ว ขุมขนบนเรือนกายของบทจรก็พร้อมใจกันลุกเกรียวขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล

ผ้าผืนนี้มีอะไรแปลกๆ แน่นอน

แต่…เขาบอกไม่ถูกว่าคืออะไร

“สวยใช่ไหมล่ะ” ลดานิดาว่า “นิดาเห็นปุ๊บก็ชอบเลย ตั้งใจว่าจะเอาไปใช้สวมตอนถ่ายพรีเวดดิ้ง”

เสียงของหญิงสาวเรียกสติของบทจรกลับคืนมา ชายหนุ่มสลัดศีรษะเบาๆ ขับไล่ความคิดไม่ดีออกไปโดยเร็ว

“นิดาจะใช้ผ้าคลุมหน้าผืนนี้จริงๆ หรือ” เขาถามย้ำ

“ทำไมคะ” ลดานิดานิ่วหน้า “เบนพูดเหมือนไม่อยากให้นิดาสวม”

“อย่าสวมเลย” เขายังคงถอนใจ “ปกติผ้าเก่าอายุเป็นร้อยปีแบบนี้ เหมาะกับอยู่ในพิพิธภัณฑ์มากกว่า ผมว่าไม่ค่อยมีใครเอามาใช้งานจริงๆ กันหรอกนะ เราไม่รู้ว่าเจ้าของคนก่อนๆเขาหวงหรือเปล่า”

“เบนพูดเหมือนเจ้าของร้านเลย” ลดานิดาอดนึกไปถึงบรรยากาศของค่ำคืนวันนั้นไม่ได้ “เธอบอกว่าเจ้าของผ้าผืนนี้…คนก่อนๆ ไม่มีใครได้แต่งงานสักคนเดียว”

“นั่นยังไง” บทจรว่า “นิดาอย่าสวมเลย”

“นิดาไม่กลัวหรอก” ลดานิดายืนยันเสียงหนักแน่น “นิดาไม่ได้ใช้ในงานแต่งงานจริงๆสักหน่อย แค่ใส่วันถ่ายพรีเวดดิ้ง…ไม่มีอะไรหรอกน่ะ เบนอย่างกังวลไปหน่อยเลย”



Don`t copy text!