ตราบหัวใจไม่แพ้ บทที่ 5 : ทางตัน

ตราบหัวใจไม่แพ้ บทที่ 5 : ทางตัน

โดย : พรรณสิริ

ตราบหัวใจไม่แพ้ นวนิยายจากโครงการช่องวันอ่านเอาปีที่ 2 โดย พรรณสิริ แม้สังเวียนแห่งการต่อสู้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่องอาจก็ไม่เคยหวั่น หากเมื่อเป็นสังเวียนหัวใจกลับยิ่งยากกว่า ระหว่าง ‘รุ้ง’ ดอกฟ้าที่ทุกคนหมายปอง กับ ‘หลี’ เด็กสาวธรรมดาที่ไม่เคยทอดทิ้งเขาไปไหน ใครคือคนที่ใช่…นิยายออนไลน์ที่เราอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

ระหว่างพักรอมวยคู่ต่อไปขึ้นชก คอมวยจับกลุ่มสูบบุหรี่กระจายอยู่ตามมุมต่างๆ ส่งเสียงอื้ออึงสะท้อนไปมาในอาคารจนฟังไม่ได้ศัพท์ หากโฉบเข้าไปไกลๆ จึงจะรู้ว่าวงสนทนาส่วนใหญ่ไม่ได้พูดถึงฝีไม้ลายมือของนักชก แต่กำลังเคลียร์เงินได้เสียของคู่ที่เพิ่งชกเสร็จหมาดๆ และถกกันถึงราคาต่อรองคู่ต่อไป

วงการมวยขับเคลื่อนด้วยการพนัน เงินค่าตั๋วก็มาจากเซียนมวยที่เล่นพนันกันเป็นอาชีพ

วันนี้สุธีขึ้นชกเวทีใหญ่ย่านรังสิต องอาจจึงถือโอกาสติดสอยห้อยตามคนในค่ายมาที่สนามด้วย อาศัยจังหวะที่พี่เลี้ยงและเพื่อนร่วมค่ายกำลังมะรุมมะตุ้มปรนนิบัติพัดวีนักมวยเอก ย่องออกมามองหาเซียนพนันที่บุญส่งแย้มว่าเป็นคนจ้างให้เขาล้มมวย

‘พี่ส่ง เรื่องเงินส่วนที่เหลือว่ายังไง พี่ก็รู้ว่าโต๊ะมวยมันเร่งผมยิกๆ แล้ว’

‘กูก็พยายามทวงให้มึงอยู่ ไม่ได้นิ่งนอนใจหรอก’ บุญส่งแก้ตัวน้ำขุ่นๆ

ทีก้อนแรก ไม่เห็นต้องรอนานขนาดนี้ ถ้าคิดจะเบี้ยวกัน ผมไม่ยอมนะ พี่ต้องรับผิดชอบ’

‘แล้วเอ็งจะให้ข้าทำยังไง ไปแจ้งตำรวจว่าถูกโกงหรือ ขืนแจ้งตำรวจ เรื่องที่เอ็งล้มมวยก็จะแดงขึ้นมา คราวนี้เอ็งจะไม่มีที่ยืนในวงการ คิดให้ดีๆ สิ’

จากบทสนทนาในวันก่อน องอาจหวั่นใจว่าจะถูกเบี้ยว จึงต้องมาทวงด้วยตัวเองให้รู้แล้วรู้รอด

ชายสูงวัยศีรษะค่อนข้างเถิก ใส่ทองเส้นใหญ่ สวมเสื้อโปโลสีสันฉูดฉาด ใครผ่านไปผ่านมาเป็นต้องยกมือไหว้ องอาจลอบสังเกตอยู่นานจนแน่ใจว่าไม่ผิดตัว ถือโอกาสตอนที่เซียนพนันเดินเลี้ยวเข้าห้องน้ำเข้าประชิดตัว

“สวัสดีครับ เฮียไช้ใช่ไหมครับ” นักมวยหนุ่มถามย้ำอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ผิดตัว

เซียนพนันชะงัก จ้องมองคนแปลกหน้าอย่างไม่ไว้วางใจ เพียงชั่วขณะดวงตาเรียวเล็กก็หรี่ยิบหยี ยิ้มร่าจนเห็นฟันเขี้ยวสีทอง “ว่ายังไงดาวฤกษ์น้อย วันนี้ยกกันมาทั้งค่ายสินะ นักมวยตัวเก่งขึ้นชก”

“ครับ เฮีย…เอ่อ…ผมมีเรื่องอยากถามหน่อย เฮียได้เคลียร์เงินให้พี่บุญส่งหมดหรือยัง” องอาจถามทื่อๆ อย่างไม่เกรงใจ ไม่สนใจว่าคนอื่นที่เข้ามาปลดทุกข์จะได้ยินหรือไม่

เฮียไช้มีสีหน้าล่อกแล่ก หันซ้ายหันขวาก่อนที่จะลากองอาจออกจากห้องน้ำไปยังมุมลับตาคน

“บ้าหรือไง จู่ๆ มาโวยวายแถวนี้ เดี๋ยวใครได้ยินเข้าจะเดือดร้อนกันหมด มึงไม่รู้จักเสียแล้ว กูอยู่วงการมาสามสิบปีไม่เคยเบี้ยวใคร ฟังให้ดีนะ พอรู้ผลกูให้เด็กวิ่งเอาเงินสดไปให้ไอ้ส่งถึงค่าย”

“แต่พี่ส่งบอกว่ายังไม่ได้เงินจากเฮีย” น้ำเสียงองอาจฮึดฮัด แน่ใจว่าตัวเองกำลังถูกหักหลัง ถ้าไม่ใช่เซียนพนันก็พี่เลี้ยงหรือทั้งคู่

“ไอ้ฉิบหายส่ง เสือกกล้าเบี้ยวคนค่ายเดียวกัน คราวหน้ากูจะไม่ติดต่อผ่านมันแล้ว มึงกลับไปเคลียร์กับไอ้ส่งเลย กูสาบานต่อหน้าพระ กูให้ไปหมดแล้ว”​ เซียนพนันส่ายหัว ล้วงหยิบพระเครื่องเลี่ยมทองที่ห้อยคออยู่ขึ้นมาชูต่อหน้า

“เดี๋ยว เฮียอย่าเพิ่งไป เฮียมีหลักฐานไหม” องอาจปรี่เข้าไปดึงแขนเซียนพนัน

“เอ๊ะ ไอ้นี่ พูดไม่รู้ฟัง คำพูดของกูนี่แหละคือหลักฐานอย่างดี เฮียไช้ไม่เคยเบี้ยว ไปถามใครๆ ดูก็ได้”

เซียนพนันสะบัดแขน สาวเท้าขึ้นบันไดอย่างร้อนรน เพราะมวยคู่เอกกำลังรออยู่ แต่ไม่วายถูกตามตอแย “เฮีย ถ้าอย่างนั้น เฮียไปกับผม ไปหาพี่ส่ง คุยกันต่อหน้าให้รู้ดำรู้แดงไปเลยว่าใครกันแน่ที่เบี้ยวผม”

“ไอ้เด็กเมื่อวานซืน กูไม่ไปไหนกับมึงทั้งนั้น กูจะดูมวย!”

ทั้งคู่ยื้อยุดฉุดกระชากกันไปมา องอาจซึ่งพละกำลังมากกว่ารั้งร่างเซียนพนันเอาไว้ ก่อนที่จะเหวี่ยงตรึงเข้ากับกำแพง

“ไอ้เอ้ หยุดเดี๋ยวนี้!”

เสียงประกาศิตที่ดังมาจากเบื้องหลังเรียกสตินักมวยหนุ่มให้กลับคืนมา เมื่อหันไปเห็นเจ้าของเสียง องอาจก็ถึงกับขนหัวลุก

“ลุงจ่า!”

“อ้าว จ่า มาก็ดีแล้ว เอาตัวเด็กในค่ายไปไกลๆ หน่อย อย่าให้มันมากร่างแถวนี้ ไม่อย่างนั้นชะตาจะขาดเสียก่อนได้ขึ้นชกเวทีใหญ่” เซียนพนันขู่ฟ่อ

องอาจยืนตัวแข็งทื่อ ชนักที่ปักหลังอยู่ทำให้เขาจำเป็นต้องสงบปากสงบคำและปล่อยมือจากเซียนพนัน

เมื่ออยู่ด้วยกันตามลำพัง สายตาคาดโทษทำให้เขาถึงกับใจหายวาบ

“กลับถึงค่าย เรามีเรื่องต้องชำระความกัน”

 

บรรยากาศในค่ายเกียรติประชาอึมครึมอย่างน่าประหลาด ไม่บ่อยนักที่เจ้าของค่ายจะเรียกใครเข้าไปคุยในห้องทำงานส่วนตัว เฉพาะเรื่องไม่ดีไม่งามเท่านั้นที่ต้องพูดคุยเป็นความลับ

องอาจเดินวนเวียนเป็นเสือติดจั่นอยู่หน้าห้องร่วมครึ่งชั่วโมง จ่าประชาก็กวักมือเรียกให้เข้าไป เห็นพี่เลี้ยงคู่กรณีนั่งไขว่ห้างทำเป็นทองไม่รู้ร้อนอยู่

“บุญส่งมันบอกว่าแค่แนะนำให้เอ็งรู้จักกับเฮียไช้ ส่วนเรื่องล้มมวย มันไม่รู้เรื่อง เอ็งจะว่ายังไง”

หลังซักไซ้ไล่เลียงกันอยู่นาน จ่าประชาไม่ปักใจเชื่อคำพูดของพี่เลี้ยง แต่ก็ตัดสินลงโทษโดยไม่มีหลักฐานไม่ได้

องอาจกัดฟัน ยืนกำหมัดแน่น ทั้งๆ ที่อยากจะถลันออกไปตั๊นหน้าคนที่พลิกลิ้นเอาตัวรอดให้ร่วงลงไปกับพื้น

“ไม่พูด แสดงว่าเอ็งล้มมวยจริงๆ ใช่ไหม ข้าก็สงสัยอยู่ว่าทำไมถึงได้ชกผิดฟอร์มนัก ดันไปโทษน้องสาวไอ้เฮี้ยงว่าเป็นต้นเหตุทำให้เอ็งอ่อนซ้อม ไอ้เอ้ ทำไมถึงสิ้นคิด ยอมทำเรื่องไร้ศักดิ์ศรีแลกกับเศษเงิน เอ็งไม่รู้หรือว่าไอ้ความอัปยศนี้จะหลอกหลอนเอ็งไปจนวันตาย ข้าผิดหวังในตัวเอ็งจริงๆ” น้ำเสียงจ่าประชาสั่นเครือด้วยความสะเทือนใจ

องอาจไม่มีข้อแก้ตัว ตัดสินใจยืดอกรับผิดอย่างลูกผู้ชาย “ฉันผิดไปแล้ว ฉันยอมรับว่าทำจริง ลุงจ่าจะลงโทษอย่างไรก็ว่ามา”

“กลับบ้านไปเลย อาทิตย์นี้ไม่ต้องมาซ้อม ข้าไม่อยากเห็นหน้าเอ็ง ไฟต์หน้าเลื่อนไปก่อน ข้าจะบอกโปรโมเตอร์ให้ถอดชื่อดาวฤกษ์น้อยออกจากตารางชก จนกว่าเรื่องจะซาแล้วค่อยว่ากัน”

จ่าประชาเบนหน้าหนีนักมวยที่รักเหมือนลูก หันไปมองหน้าลูกน้องที่เลี้ยงดูมาไม่ต่างจากคนในครอบครัว ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าจะมีวันที่ถูกแทงข้างหลัง

ความผิดหวังประดังประเดเข้าใส่ จู่ๆ ก็รู้สึกแปลบปลาบขึ้นในทรวงอกราวกับถูกมีดเสียบจนต้องใช้มือกดเพื่อระงับอาการ ในขณะที่อีกมือโบกไล่คนทั้งคู่

“ไอ้ส่ง กูแก่จนหัวหงอกแล้ว กูไม่เชื่อหรอกว่าถ้าไม่มีผู้ใหญ่ชี้นำ เด็กอย่างไอ้เอ้จะกล้าล้มมวย แต่ในเมื่อมึงยืนกรานว่าไม่เกี่ยวก็ตามนั้น แต่กูขอให้มึงส่องกระจกถามตัวเองดู คนที่ชักนำนักมวยไปในทางที่ผิดจะเรียกตัวเองว่าพี่เลี้ยงหรือครูมวยได้ยังไง มึงจะไปไหนก็ไป จะพาใครออกจากค่ายก็ไปเลย” จ่าประชาออกปากไล่ ระแคะระคายมาสักพักแล้วว่าบุญส่งกำลังคิดแปรพักตร์

บุญส่งผุดลุกขึ้น ปึงปังออกจากห้องไปอย่างวัวสันหลังหวะโดยมีองอาจถลันตามไปติดๆ

“พี่ส่ง พี่จะยืนยันว่าไม่รู้ไม่เห็นก็ไม่เป็นไร ลูกผู้ชายอย่างฉัน ทำผิดเองก็กล้ายอมรับ แต่พี่ต้องเอาเงินส่วนที่เหลือให้ฉันเดี๋ยวนี้ เฮียไช้บอกว่าจ่ายเงินให้พี่หมดแล้ว” องอาจกระชากไหล่พี่เลี้ยงอย่างไม่หลงเหลือความเกรงใจ

เสียงโหวกเหวกโวยวายดึงดูดความสนใจของนักมวยที่ซ้อมอยู่ให้หันมามองเป็นตาเดียวกัน

“เอ๊ะ! มึงนี่ยังไง ก็กูบอกแล้วว่าได้มาครึ่งเดียว ถ้าเฮียไช้ให้มาจริง กูจะอมเงินไว้ให้มึงมาถอนหงอกหรือไง”

บุญส่งยังคงยืนกระต่ายขาเดียว เขารับเงินจากเซียนมวยมาเต็มเม็ดเต็มหน่วยจริง แต่มีเหตุจำเป็นต้องเอาไปจ่ายหนี้โต๊ะพนันเหมือนกัน คิดง่ายๆ อย่างเห็นแก่ตัว อย่างน้อยองอาจยังมีมอเตอร์ไซค์อีกทั้งคัน ไหนจะจ่าประชาที่คอยอุ้มชูอยู่ เดี๋ยวก็หาทางออกได้เอง

“สรุปว่ามึงจะเบี้ยวกูหน้าด้านๆ ใช่ไหม” พายุอารมณ์โหมกระหน่ำเข้าใส่ นักมวยหนุ่มสติขาดผึง ปล่อยหมัดกระแทกใบหน้าพี่เลี้ยงเข้าอย่างจังจนหน้าหงาย

“เฮ้ย! ไอ้เชี่ยเอ้ มึงต่อยพี่ส่งทำไม”

สุธีซึ่งซ้อมอยู่ไม่ไกล ถลาเข้ามากระชากไหล่นักมวยรุ่นน้อง

“ถอยไป อย่ามายุ่ง กูมีเรื่องต้องเคลียร์กับไอ้ส่ง คนอื่นไม่เกี่ยว” เมื่อถูกทรยศหักหลัง ก็ไม่จำเป็นต้องนับถือกันอีกต่อไป

“อ้าว ไอ้นี่ พี่เลี้ยงนะเว้ย ไม่ใช่กระสอบทรายให้มึงซ้อมเล่นเวลาไม่สบอารมณ์ อยากมีเรื่องนักใช่ไหม มาเลย มึงมาเจอกับกูตัวต่อตัว ไล่ชกพี่เลี้ยง มึงไม่อายหมาหรือไง” สุธีซึ่งเขม่นนักมวยรุ่นน้องเป็นทุนเดิมได้จังหวะหาเรื่อง ถ้าไม่ติดเกรงใจจ่าประชา คงได้ตะบันหน้าให้รู้ดำรู้แดงไปนานแล้ว

“กูบอกให้มึงหลีกไปไง ไอ้ธี ไม่ใช่เรื่องของมึง” องอาจผลักอกนักมวยรุ่นพี่

“มันเรื่องอะไรกัน พี่ส่ง” สุธีกางปีกปกป้องพี่เลี้ยงคู่บุญ

“ไอ้เอ้มันล้มมวยแล้วเสือกตกลงกับคนจ้างไม่ได้ เลยมาพาลเอากับกู กูก็แค่แนะนำให้มันรู้จักกับเขาเท่านั้น ไม่รู้เรื่องอะไรด้วย” บุญส่งแก้ตัวลิ้นรัว กระเถิบถอยไปยืนแอบอยู่หลังสุธี หวังใช้นักมวยคู่บุญเป็นเกราะกำบัง

“ไอ้เอ้เนี่ยนะ ล้มมวย” สุธีอุทานเสียงดัง ทั้งตกใจและไม่เชื่อหู

เสียงของสุธีทำคนในค่ายหูผึ่ง ผละการซ้อม ขยับล้อมวงเข้ามาโดยพร้อมเพรียง ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจากการที่เจ้าของค่ายเรียกทั้งคู่เข้าไปคุยในห้อง

“พี่เอ้ ไม่จริงใช่ไหม ผมเสียไปเป็นพันเลยนะ อุตส่าห์เล่นข้างพี่เอาไว้” ซ่า นักมวยเด็กรุ่นน้องซึ่งมององอาจเป็นไอดอลส่งเสียงครางออกมา

สายตาเคลือบแคลงนับสิบคู่ทำเอาองอาจรู้สึกเย็นเยียบตลอดแนวกระดูกสันหลัง ไม่คาดคิดว่าการล้มมวยของตัวเองจะเป็นเหตุให้คนในค่ายหลายคนต้องเดือดร้อน

“มามุงอะไรกัน ทำไมไม่ไปซ้อม”

เสียงเฉียบขาดของเจ้าของค่าย ทำเอานักมวยที่ล้อมวงอยู่แตกกระเจิงไปคนละทิศคนละทางไม่ต่างจากผึ้งแตกรัง

“ไอ้เอ้มันสติแตกไปแล้วจ่า ไล่กัดผมอย่างกับหมาบ้า” บุญส่งได้ทีฟ้อง

“ไอ้ส่ง ไอ้คนกลับกลอก เอาเงินกูคืนมา!” องอาจพยายามปรี่เข้าไปอีกครั้ง แต่ถูกนักมวยที่อยู่ใกล้เคียงล็อกตัวเอาไว้ เจ้าตัวจึงได้แต่เตะถีบเป็นพัลวัน

“เอ้ ข้าบอกให้เอ็งกลับบ้านไง ส่วนมอเตอร์ไซค์จอดทิ้งไว้ที่นี่แหละ ไอ้ซ่า ไอ้จิ๋ว เอ็งสองคนเรียกรถ แล้วพาไปส่งให้ถึงบ้านย่ามันเลยนะ” จ่าประชาตะโกนสั่ง ไม่อยากให้องอาจขี่มอเตอร์ไซค์ขณะที่อารมณ์ยังคุกรุ่น เกรงว่าจะเกิดอุบัติเหตุได้

เหตุการณ์เหมือนจะคลี่คลายลง ซ่ากับจิ๋วยุดแขนนักมวยรุ่นพี่ ลากไปยืนรอรถสามล้อที่หน้าค่าย ส่วนบุญส่งสบโอกาสเลี่ยงไปอีกทางพร้อมกับนักมวยคนอื่นๆ ที่กลับไปซ้อมต่อ

องอาจซึ่งถูกบังคับให้สงบศึกยังคงฮึดฮัด อาศัยจังหวะซ่าเดินออกไปเรียกรถ สะบัดหลุดจากการยึดกุมของจิ๋ว กระโจนขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์คู่บุญ ติดเครื่องและตีโค้งพุ่งเข้าใส่บุญส่ง

“เอ้! หยุด!”

จ่าประชาทันเห็นเหตุการณ์ ถลันเข้าไปขวางโดยอัตโนมัติจึงถูกเฉี่ยวกระเด็น กลิ้งลงไปกองคว่ำอยู่กับพื้น

“ไอ้เหี้ยเอ้! มึงขับรถชนน้าจ่า” สุธีถลาเข้ามา พยายามที่จะถีบท้ายรถของนักมวยรุ่นน้องให้ล้ม แต่วืดไป

มอเตอร์ไซค์คันโตยังคงพุ่งทะยานไปข้างหน้า ทำเอานักมวยคนอื่นๆ ต่างพากันวิ่งหนีกันกระเจิดกระเจิง องอาจไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหม บิดคันเร่งจี้ตามหลังบุญส่งอย่างตั้งใจจะบดขยี้ให้แหลกคาล้อ

ด้วยความกลัวขี้หดตดหาย บุญส่งกระโจนไปหลบหลังซ่ากับจิ๋วที่ถลันกลับเข้ามา ใช้นักมวยเด็กเป็นเกราะกำบังอย่างลืมอาย

“พี่เอ้ อย่า!” ซ่าตะโกนสุดเสียง ยกมือขึ้นห้ามพลางหลับตาปี๋ เข้าใจว่ากำลังจะถูกชนเป็นแน่แท้

เคราะห์ดีองอาจหักหลบได้เส้นยาแดงผ่าแปด ก่อนที่จะดึงก้านเบรกให้รถหยุดเสียงดังเอี๊ยด กระโดดลงจากรถ ถลาเข้าถีบยอดอกบุญส่งจนคว่ำลงไปกับพื้น แล้วกระทืบแผ่นหลังซ้ำๆ อย่างคนสติแตก

“ไอ้เหี้ยส่ง เอาเงินกูมาๆ!”

ซ่ากับจิ๋วคลานมายุดขานักมวยรุ่นพี่เอาไว้ “พี่เอ้ หยุด เดี๋ยวพี่ส่งจะตายคาตีนเสียก่อน”

ขณะกำลังชุลมุน สุธีซึ่งตั้งหลักได้วิ่งกระหืดกระหอบออกมาพร้อมกับคนในค่ายอีกสองสามคน ตะโกนเสียงดังลั่น “กูโทรเรียกตำรวจแล้ว ไอ้ซ่า ไอ้จิ๋วจับตัวมันไว้ อย่าให้หนีไปได้”

นักมวยรุ่นน้องชะงัก หันมองหน้ากันอย่างชั่งใจ แต่ด้วยความที่สนิทสนมคุ้นเคยกันมานาน ทั้งคู่ตัดสินใจปล่อยองอาจให้เป็นอิสระ

มอเตอร์ไซค์ที่ติดเครื่องทิ้งไว้ ทำหน้าที่พาเจ้าของพุ่งทะยานออกไป เหลือทิ้งไว้เพียงฝุ่นและควันเครื่องยนต์

 

องอาจตัดสินใจบึ่งมอเตอร์ไซค์คู่ใจมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวจังหวัด เขาอยากหนีไปให้ไกลจากปัญหา ยังไม่พร้อมถูกตัดสินชำระความในตอนนี้

ขณะขี่ผ่านหน้าห้างสรรพสินค้า คนในศาลารอรถประจำทางต่างหันมองตามมอเตอร์ไซค์คันใหญ่รูปลักษณ์โฉบเฉี่ยวเป็นตาเดียว หากมีรุ้งซ้อนท้ายมาด้วย ตัวเขาจะพองฟูราวกับลูกโป่งที่ถูกสูบลมเข้าไป แต่ในวันนี้ หันมองทางไหนก็รู้สึกเหมือนบนหมวกกันน็อกสลักคำว่าล้มมวยเอาไว้

พ้นจากหน้าห้างไปไม่ไกลเป็นเวิ้งตลาดโต้รุ่ง หลายตรอกซอกซอยทะลุถึงกัน ทางเท้าบางช่วงอับแสงไฟ

นักมวยหนุ่มเตร็ดเตร่ไปอย่างคนสิ้นหวัง อับจนหนทางที่จะหาเงินมาจ่ายหนี้พนัน เขาคิดที่จะเอ่ยปากขอยืมทองจากย่า แต่ทองเส้นเล็กเท่าหนวดกุ้ง ต่อให้ขายก็ยังไม่พอใช้หนี้อยู่ดี

องอาจคิดถึงเพื่อนสนิท หลีน่าจะมีเงินเก็บอยู่บ้าง แต่เขาจะกล้าเอ่ยปากได้อย่างไร ในเมื่อเธอเองก็มีภาระทางบ้านรออยู่ อีกคนที่นึกถึงคือเจ้าของค่าย แต่ทุกวันนี้จ่าประชาก็รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทุกอย่างของเขา ถึงค่ายจะได้ส่วนแบ่งเงินค่าชก แต่บวกลบคูณหารจากจำนวนปีที่ดูแลกันมาก็ยังถือว่าขาดทุนมหาศาลอยู่ดี หลังสร้างความวุ่นวายเสียยกใหญ่ เขาจะไปมีหน้าขอยืมเงินผู้มีพระคุณได้อย่างไร หากเลือกขายมอเตอร์ไซค์ทิ้ง เฮี้ยงพร้อมรับซื้อคืนในราคาเพียงครึ่งเดียว เหลือแทบไมพอคืนไฟแนนซ์ ไม่ต้องคิดว่าจะเคลียร์หนี้พนันได้

หลายแนวทางผุดขึ้นในใจแล้วก็ต้องส่ายหัว แค่คิดว่าจะต้องเสียพาหนะซึ่งเป็นที่เชิดหน้าชูตาไป องอาจก็หดหู่เสียจนแทบคิดอยากปลิดชีวิตตัวเอง เขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน หากใครๆ รู้ว่ารถถูกยึดเพราะไม่มีปัญญาผ่อน ความหวังที่จะเอาชนะใจรุ้ง ก็ยิ่งริบหรี่ลงไปทุกที

องอาจเคลื่อนผ่านร้านรวงที่ตั้งอยู่ข้างถนน ชะลอความเร็วลงให้หญิงสาวสองสามคนซึ่งเพิ่งลงจากรถยุโรปคันหรูข้าม หนึ่งในนั้นสะพายกระเป๋าแบรนด์เนมแบบเดียวกับที่เขาซื้อให้รุ้ง

นักมวยหนุ่มเลี้ยวเข้าซอยย่อยที่พาวนออกสู่ถนนใหญ่อีกครั้ง ขี่ผ่านร้านอาหารริมทาง เห็นเธอคนนั้นวางกระเป๋าไว้บนเก้าอี้ว่างข้างตัว สายตาจดจ่ออยู่กับเมนูตรงหน้า

คนบนมอเตอร์ไซค์วนกลับมาเป็นรอบที่สาม กระเป๋าใบนั้นยังคงวางโดดเด่นท้าสายตาอยู่ที่เดิม อาหารที่สั่งไปเริ่มทยอยมาเสิร์ฟ

หญิงสาวดูเป็นผู้มีอันจะกิน จากเสื้อผ้าที่สวมใส่ เธอคงมีกระเป๋าแพงๆ ให้หยิบเปลี่ยนเข้ากับชุดอยู่เต็มตู้ หายไปสักใบก็คงจะไม่เป็นไร

องอาจวนรถกลับมาอีกครั้ง เธอกินอาหารที่วางอยู่เต็มโต๊ะไปพลางคุยโทรศัพท์ ไม่ได้ใส่ใจระแวดระวังกระเป๋าเลยสักนิด

นักมวยหนุ่มตัดสินใจโฉบรถเลียบทางเท้า ค่อยๆ ชะลอความเร็วลง กะจังหวะเหมาะด้วยสายตา ในชั่วพริบตา เอื้อมมือคว้ากระเป๋าใบงามจากเก้าอี้ แล้วบิดคันเร่งออกไปทิ้งไว้เพียงควันท่อไอเสีย



Don`t copy text!