สลักบุหลัน บทที่ 5 : คนแปลกหน้า

สลักบุหลัน บทที่ 5 : คนแปลกหน้า

โดย : ปองวุฒิ

สลักบุหลัน ผลงานนวนิยายแนวลึกลับเรื่องล่าสุดของ ปองวุฒิ ที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อผู้อ่าน ‘ อ่านเอา ’ ที่นี่ ที่เดียว นิยายออนไลน์ที่เล่าถึงของกุลกัลยาและกล่องไม้ที่ฝาสลักเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว เมื่อสัญชาตญาณบอกว่าอย่าเปิด เพราะเมื่อเปิดทุกอย่างอาจไม่เหมือนเดิม เป็นคุณ…จะเปิดไหม 

****************************

–  5 –

หลังจากโดนคนแปลกหน้าพุ่งเข้ามาช่วยฉุดเธอให้ยืนขึ้น พร้อมพาวิ่งหนีออกจากจุดนั้น กุลกัลยาที่ตอนแรกถูกทั้งความกลัวและความสับสนกัดกินจนกระทั่งหมดสิ้นเรี่ยวแรง ยามนี้เมื่อมีใครบางคนเข้ามาฉุดรั้งประคองร่างเธอไว้ ก็เหมือนได้รับแรงผลักแรงดันให้เอาตัวรอดต่อไปได้

หญิงสาวก็ไม่รู้ว่าคนที่กำลังพาเธอวิ่งหนีอยู่ตอนนี้รู้ทางที่ถูกต้องหรือเปล่า แต่เขาก็พาวิ่งทะยานไปข้างหน้าโดยไม่มีความลังเลแม้แต่น้อยราวกับคุ้นเคยกับพื้นที่หรือมีแผนการในใจชัดเจน

รู้ตัวอีกที หลังผ่านกลุ่มต้นไม้ที่ขึ้นเรียงรายหนาแน่น พวกเธอก็เผชิญหน้ากับกำแพงสูงเสียดฟ้า

“มันน่าจะมีประตูอยู่แถวนี้”

ชายลึกลับพึมพำพลางกวาดตามองไปทั่ว เมื่อได้หยุดยืนพัก ผ่อนลมหายใจบ้าง เธอถือโอกาสสำรวจอีกฝ่ายว่าเขาเป็นใคร มีรูปร่างหน้าตาอย่างไร

ภายใต้ท้องฟ้าแปลกประหลาดและฉายแสงสลัวลงมาเพียงพอให้สามารถมองเห็นว่าเขาเป็นชายหนุ่มวัยใกล้เคียงกับเธอ หรือไม่ก็คงอายุมากกว่าไม่เยอะนัก สวมเสื้อเชิ้ตสีเทาอ่อนที่เข้ากับกางเกงยีนส์สีดำ คิ้วเข้ม ดวงตาเป็นประกาย จมูกโด่ง โครงหน้าได้รูป พูดได้โดยรวมว่าเขาเป็นคนหน้าตาดีมากทีเดียว

เขาเป็นใครกัน เป็นมนุษย์ปกติ หรือว่าภูตผีอย่างวีรวุฒิและโศภิตาที่เธอเพิ่งเผชิญหน้ามาเมื่อครู่

“เอ่อ…คุณเป็นใครกันคะ” คำถามเธอดึงให้เขาหันมามอง ทว่าแทนที่จะตอบ ชายหนุ่มกลับบอกว่า

“คุณอย่ามัวแต่ยืนนิ่งสิ ช่วยกันมองหาประตูหน่อย”

“ประตู…” กุลกัลยางงไปหมดแล้ว เขาพูดอะไรไม่ชวนเข้าใจแม้แต่น้อย

“ประตูเพื่อออกไปจากจุดนี้ไง” ชายลึกลับเอ่ยคล้ายรำคาญ

“ทำไมเราต้องหาประตูด้วยคะ”

“ไม่ต้องก็ได้ ถ้าคุณอยากโดนคนตายพวกนั้นจับตัวได้”

“ฉันก็ต้องไม่อยากอยู่แล้ว” เธอรีบพูด “แล้วทำไมต้องเป็นประตูคะ”

เขาหันมาจ้องมอง คิ้วหนาขมวดชิด ดวงหน้าเคร่งติดจะโกรธนิดๆ แต่แล้วก่อนจะพูดอะไรแรงๆ ออกมา เขาก็เหมือนนึกขึ้นได้ว่าผู้หญิงตรงหน้าไม่รู้เรื่องอะไรเลย ในที่สุดก็ถอนหายใจแรง อธิบายว่า

“เราต้องหาประตู เปิดออกไปเรื่อยๆ ห้ามหยุดเด็ดขาด เข้าใจไหม”

อยากบอกว่าไม่เข้าใจเลยสักนิด แต่เห็นสีหน้าแล้วเธอไม่กล้าต่อปากต่อคำ เลยได้แต่พยักหน้าอย่างไม่แน่ใจ

“เข้าใจค่ะ” ตอบเสียงอ่อยๆ

“ผมว่ามันน่าจะอยู่ด้านนั้น ไปทางนั้นกันดีกว่า” ยังไม่ทันที่เธอจะได้ช่วยมองหาหรือพูดอะไรมาก เขาก็ตัดสินใจเองและฉุดมือพาเดินต่อเสียก่อน

โดยปกติแล้วถ้าอยู่ดีๆ เจอคนแปลกหน้ามาจับมือถือแขนโดยไม่ได้ขออนุญาตอย่างนี้ เธอคงโกรธและหงุดหงิดมากจนต้องรีบสะบัดมือทิ้งเป็นแน่ แต่ในยามนี้เมื่อเผชิญกับเหตุการณ์น่ากลัวเกินคาดคิด มือใหญ่แข็งแรงของอีกฝ่ายกลับทำให้รู้สึกอุ่นใจอย่างประหลาด

อีกอย่าง ชายหนุ่มหน้าตาดีคนนี้ดูเหมือนไม่ได้คิดลวนลามหรือทำมิดีมิร้าย การกุมมือเอาไว้ตอนนี้คล้ายเป็นการแสดงออกว่าเขาต้องการดูแลปกป้องเสียมากกว่า ซึ่งในตอนนี้เธอก็ต้องยอมรับว่าไม่สามารถทำตัวเก่งและเข้มแข็งได้อย่างปกติ

“โล่งอกไปที เจอจนได้” เขาบอกหลังจากพาวิ่งมาตามแนวกำแพงแล้วพบกับประตูไม้เก่าสีซีด

“นี่เรากำลังไปไหนกันคะ” เธอถาม

เขาหันมามองหน้าเธอก่อนตอบว่า

“ผมเองก็ไม่รู้หรอก แต่เราต้องเดินหน้า” พูดจบ เขาก็จับตัวเหล็กที่ยื่นออกมาทำหน้าที่เหมือนลูกบิดประตู กดแล้วผลักเปิดพร้อมกับพาเธอก้าวเข้าไปด้วยกัน

บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง ชนิดพลิกผันไปคนละเรื่องกับพื้นที่ก่อนหน้า ไม่มีความต่อเนื่องกันสักนิด ในวินาทีซึ่งเธอก้าวผ่านบานประตู สัมผัสได้ถึงแสงสว่างวาบฉายเข้าตาทำเอาต้องหลับตาลงชั่วครู่ และเมื่อเปิดตาขึ้นอีกครั้งก็เห็นว่าตัวเองกำลังอยู่ในพื้นที่กว้างขวางแห่งใหม่

ในห้องนี้มีแสงสว่างจากโคมไฟอ่านหนังสือที่เปิดทิ้งไว้บนโต๊ะไม้ มีเฟอร์นิเจอร์ โปสเตอร์นักกีฬาและนักร้อง เตียงนอน ชั้นหนังสือ รวมทั้งเสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬาแขวนเอาไว้ด้านหนึ่งที่มีตู้เสื้อผ้าตั้งอยู่ มองเผินๆ มันอาจจะดูเหมือนกับห้องนอนของเด็กวัยรุ่นสักคน

ทว่าเธอไม่สามารถมองและรู้สึกกับมันอย่างเป็นปกติได้ เพราะข้าวของทุกอย่างในห้อง รวมทั้งตัวห้องเองขยายใหญ่เกินกว่าปกติราวสิบเท่า ทำเอาเธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเข้ามาอยู่ในเมืองยักษ์

“ห้องนี้อีกแล้ว” ชายหนุ่มที่ยืนเคียงข้างบ่นพึมพำ

“คุณรู้จักที่นี่อย่างนั้นเหรอ”

เขานิ่งไปครู่หนึ่ง แต่ก็เหมือนกับครั้งก่อน ดูเหมือนไม่อยากตอบอะไรมากนัก เริ่มออกเดินนำเธอไปข้างหน้าพร้อมกับบอกว่า “คุณตามมาได้เลย ที่นี่ผมพอรู้ทาง”

“เราจะไปไหนกันคะ” เธอถามอีก

“หาประตูถัดไป”

ให้ตายเถอะ! เพื่อนร่วมทางแปลกหน้าช่างประหยัดถ้อยประหยัดคำเหลือเกิน นอกจากไม่คิดจะคุยด้วยแล้ว ยังทำท่าเหมือนไม่อยากอธิบายอะไรเลย ทั้งที่เขาท่าทางจะรู้อะไรมากกว่าเธอแท้ๆ

กุลกัลยาเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาเล็กน้อยตามประสาคนทำงานเป็นหัวหน้า แต่มาถึงตอนนี้กลับกลายสภาพเป็นเหมือนลูกน้องกลายๆ นอกจากไม่คุ้นเคยแล้วยังสร้างความอึดอัดคับข้องใจ นิสัยดื้อรั้นผุดออกมา หลังจากเดินตามไปได้ห้าหกก้าว เธอก็หยุดเดิน

คนนำทางรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายไม่ยอมขยับตามจึงหันกลับมามอง

“ยืนนิ่งทำไมล่ะคุณ”

“ฉันจะไม่ยอมเดินไปไหน ถ้าคุณไม่หยุดและอธิบายมาก่อนว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ และที่นี่คือที่ไหน”

“ไม่กลัวอันตรายบ้างหรือยังไง เฮอะ! ผู้หญิงนี่จริงๆ เลย” เขาบ่นดังๆ

“ฉันได้ยินนะ”

“ผมก็ไม่ได้แอบพูดนะ” เขาโต้ตอบหน้าตาเฉย

ชายหนุ่มมองเธอด้วยสายตาที่ทำเอากุลกัลยารู้สึกไม่ชอบใจเอาเสียเลย เป็นสายตาที่ให้ความรู้สึกราวกับผู้ใหญ่กำลังตำหนิเด็ก ทำเหมือนเธอเป็นพวกมีปัญหา ทำอะไรไม่สมควรอย่างนั้นแหละ โดยปกติแล้วคนเก่งอย่างเธอไม่เคยประสบปัญหาอย่างนี้มาก่อน ในบทบาทเจ้านายเธอมักจะเป็นฝ่ายตำหนิการทำงานอันไม่ได้ประสิทธิภาพของลูกน้องต่างหาก ไม่ใช่ในทางกลับกันเช่นนี้

หญิงสาวไม่อยากยอมรับว่าทำตัวไม่มีเหตุผล แต่จะให้วิ่งไปเรื่อยๆ ค้นหาประตูอะไรนั่นที่เขาบอกโดยไม่รู้เรื่องอะไรเลย มันก็ไม่ใช่นิสัยเธอเหมือนกัน

ผู้ชายตรงหน้าหยุดนิ่ง พินิจคนที่ตนเพิ่งช่วยและกำลังแสดงตนว่า ‘เรื่องเยอะ’ คล้ายชั่งใจว่าควรปล่อยทิ้งไว้หรือทำตามข้อเรียกร้องดี สุดท้ายข้อหลังก็เป็นใหญ่ เขาไม่อาจทำใจทิ้งคนเดือดร้อนได้ลงคอทั้งรู้แก่ใจว่าอีกฝ่ายคงไม่อาจเอาตัวรอดได้ตามลำพัง

“ได้ เรามาคุยกัน แต่ผมมีเวลาแค่นิดเดียว ตั้งใจฟังแล้วก็อย่ามีปัญหาให้มากนัก” เขายอมทำตาม

แม้เธอจะรู้สึกไม่สบอารมณ์กับคำพูดห้วนๆ ของชายหนุ่ม แต่จะยอมยกเว้นให้หนึ่งครั้งก็ได้ เธอจึงรีบถาม

“คุณเป็นใคร”

“ผมชื่อคิรินทร์”

ชื่อเหมือนมนุษย์ แต่ต่อให้เป็นวิญญาณก็ต้องเคยเป็นมนุษย์มาก่อน ย่อมมีชื่อเหมือนกัน ไม่ได้พิสูจน์ว่าเขามีหัวนอนปลายเท้าอย่างไร

“แล้วคุณเป็น…เอ่อ…”

“คนหรือผีใช่ไหม” เขาเอ่ยเหมือนรู้เท่าทันความคิด เธอพยักหน้า

“ผมเป็นมนุษย์เหมือนกับคุณนี่แหละ ไม่ใช่วิญญาณหรอก เดาว่าผู้ชายที่เดินตามคุณขึ้นจากน้ำคงเป็นคนที่ตายไปแล้วในโลกปกติใช่ไหม”

“ใช่ คุณรู้ได้ยังไง” คำพูดของเขาช่างตรงใจเหลือเกิน ทำให้เธอรู้สึกทึ่งด้วยที่เขารู้ดีขนาดนี้

“มันเป็นกฎของโลกใบนี้อยู่แล้ว”

“ที่นี่มันเป็นโลกอะไรกันแน่ เกี่ยวข้องกับกล่องไม้นั่นหรือเปล่า”

คำถามของเธอข้อนี้ดูเหมือนจะดึงความสนใจจากเขาได้มากกว่าที่ผ่านมา ใบหน้าของคิรินทร์ที่นิ่งขรึมมาตลอดดูประหลาดใจ

“คุณเข้ามาในโลกนี้เพราะกล่องนั่นจริงๆ สินะ ไปเอามาจากไหน”

“เอ่อ มัน…มันอยู่ในบ้านอดีตคู่หมั้นของฉัน”

“เขาคือใครกัน”

เขาถามรวดเร็ว พลิกเป็นฝ่ายเค้นข้อมูลแทน กุลกัลยาลังเลนิดหน่อยว่าจะตอบคำถามพวกนี้ดีไหม เพราะส่วนหนึ่งมันถือเป็นเรื่องส่วนตัว ถ้าเป็นไปได้เธอไม่อยากจะพูดถึงก้องฟ้าและครอบครัวเขา

อย่างไรก็ตาม ใบหน้าขึงขังและสายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นของคิรินทร์ก็มีพลังเพียงพอ ดึงให้ต้องยอมพูดในที่สุด

“เขาชื่อก้องฟ้า”

ชายหนุ่มรับฟังแล้วเงียบไม่ได้พูดอะไร ผิดจากที่เธอคาดเอาไว้ เธอต้องการรู้ว่าหลังจากเขาทราบข้อมูลนี้แล้วมันช่วยให้คิดเห็นอย่างไร หรือรู้อะไรเพิ่มเติมบ้าง

“แล้วตกลงว่า…”

พูดยังไม่ทันจบประโยค อยู่ดีๆ พื้นที่ทั้งสองกำลังยืนอยู่ก็สั่นสะเทือนราวกับเกิดแผ่นดินไหวขึ้น กุลกัลยาถึงกับร้องด้วยความตกใจ เกือบจะล้มลงไปแล้วแต่คิรินทร์ช่วยประคองร่างไว้ทัน

“กะ…เกิดอะไรขึ้นน่ะ หรือว่ามันจะหมุนพลิกอีก” เธอคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับห้องเรียน อยู่ๆ ห้องก็กลับทิศ

“ส่วนใหญ่ก็จะเป็นอย่างนั้น แต่บางทีก็เกิดอย่างอื่น ที่นี่คาดเดาได้ยาก”

“ถ้าอย่างนั้นทำไมพื้นดินถึงสั่นล่ะ”

“เราหยุดยืนอยู่นิ่งกับที่นานเกินไป พวกมันคงตามมาทันแล้ว”

สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นคืออยู่ดีๆ ก็มีสิ่งที่ดูเหมือนน้ำสีขุ่นไหลมาจากด้านหลังห้องที่พวกเธอเดินผ่านมาแล้ว ราวกับมีใครเปิดประตูระบายน้ำ ทั้งสองมองสิ่งที่เกิดขึ้น ก่อนเห็นว่าหลังจากผืนน้ำไหลผ่านเท้าพวกเขาไป ระดับน้ำก็เริ่มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพียงไม่กี่วินาที มันก็เริ่มสูงถึงข้อเท้าแล้ว

“แย่แล้ว เราต้องออกไปจากห้องนี้ให้ได้ก่อน” คิรินทร์บอกแล้วรีบวิ่งนำไปทางทิศเดิมที่เขาคิดไว้แต่แรก

หนนี้กุลกัลยาไม่แย้ง เพราะเห็นด้วยตา สัมผัสด้วยตัวเองชัดเจนว่ากำลังโดนบีบเข้าสถานการณ์คับขันอีกแล้ว ทั้งที่ห้องนี้กว้างใหญ่มาก แต่ระดับน้ำกลับเพิ่มขึ้นสูงด้วยความเร็ว วิ่งไปได้ไม่กี่เมตร มันก็สูงเกือบถึงบริเวณหัวเข่าได้อย่างไม่น่าเชื่อ

“เราจะจมน้ำตายหรือเปล่า”

“ไม่ตายหรอกน่า ถ้าหนีออกไปทันนะ แต่ถ้าช้ากว่านี้ก็ไม่แน่เหมือนกัน” เขาตอบขวานผ่าซาก

“ขอบคุณ ไม่ได้ช่วยให้อุ่นใจขึ้นเลย”

“แค่เราออกจากห้องนี้ได้ ก็ไม่เป็นอะไรแล้ว” คิรินทร์เอ่ย แม้ว่ายังแสดงท่าเหมือนยังคุมสถานการณ์ได้ แต่กุลกัลยาแอบสังเกตได้ว่าเขาดูเหมือนจะร้อนใจเกินกว่าที่เป็นมา

“ผมว่าด้านหลังตู้เสื้อผ้าทางด้านโน้นน่าจะมีประตูอยู่”

ชายหนุ่มชี้ไปทางตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่เกินกว่าปกติ มาถึงตอนนี้เธอก็ได้แต่หวังว่าเขาจะคิดไม่ผิด ห้านาทีถัดมาตอนที่น้ำขึ้นมาจนถึงระดับเอว ทั้งสองก็พบว่าโชคชะตายังคงปรานี เพราะบริเวณผนังด้านซ้ายของตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่นั้นมีประตูอยู่หนึ่งบานอยู่จริงๆ

“รีบเข้าไปเร็ว!”

คิรินทร์เปิดประตูอ้าค้างไว้แล้วให้กุลกัลยาเข้าไปก่อน ทันทีเมื่อเธอวิ่งผ่านเข้าไป ก็หยุดยืนรออยู่ด้านหลังธรณีประตูเพื่อให้เขาตามมาอีกคน

ชายหนุ่มพุ่งตัวตามไป แต่ปรากฏว่าร่างเขากลับชนเข้ากับอะไรบางอย่างจนกระเด้งกลับลงไปในน้ำ ไม่ว่าพยายามดันตัวเข้ามากี่รอบก็ยังเหมือนเดิม

“กะ…เกิดอะไรขึ้น” เธอร้องเสียงหลงอย่างตกใจ

ระหว่างทั้งสองราวกับมีกระจกใสมากั้น ไม่เพียงคิรินทร์จะผ่านเข้ามาไม่ได้ น้ำในห้องเดิมก็ไหลมาไม่ได้เช่นกัน เธอเห็นอย่างชัดเจนว่าระดับน้ำค่อยๆ สูงขึ้นอีกจนเกือบถึงอกแล้ว แต่กลับไม่ผ่านประตูเข้ามาเลยแม้แต่หยดเดียว

“ผมผ่านเข้าไปไม่ได้” เขาเอ่ยสิ่งที่เธอกลัว ทำเอาคนฟังใจหายวาบ

ถ้าเขาผ่านมาไม่ได้ หมายความว่าเขาต้องติดในห้องนั้นน่ะสิ!

“ลองอีกทีดีไหม มันอาจมีกลไกบางอย่าง”

“อย่าเลย บางทีมันก็เกิดขึ้นแบบนี้แหละ” ชายหนุ่มดูทำใจกับสถานการณ์ได้รวดเร็วกว่า ราวกับชินกับเรื่องพรรค์นี้แล้ว “ผมจะหาประตูอื่น มันจะต้องมีอีก”

“แต่ว่า…”

“ฟังนะ เรามีเวลาไม่มาก ผมบอกอะไรคุณไม่ได้แล้ว ขอให้คุณจำกฎข้อแรกเอาไว้ให้ดี ถ้าหากหลงเข้ามาในโลกนี้แล้ว ไม่ว่าจะเห็นอะไร ได้ยินอะไร อย่าหวาดกลัว อย่ายอมแพ้เด็ดขาด และห้ามหยุดนิ่งกับที่เดิมนานเกินไป คิดให้เร็ว และหาประตูบานถัดไป”

“ให้ฉันหาประตูเปิดไปเรื่อยๆ เหรอ”

“ใช่ ถึงจุดหนึ่ง มันจะพาคุณกลับไปสู่โลกปกติ” ถึงตอนนี้ระดับน้ำสูงเลยอกเขาขึ้นมาหน่อยๆ แล้ว “คุณวิ่งต่อไปนะ ผมต้องไปหาประตูบานใหม่เหมือนกัน”

“คุณอย่าตายนะ…” เธอไม่รั้งไว้อีก เห็นอยู่ว่าเขากำลังเผชิญกับสถานการณ์เสี่ยงแค่ไหน

คำพูดแสดงความเป็นห่วงของคนเพิ่งเคยเจอกันครั้งแรกทำให้คิรินทร์ยิ้มบางๆ

“ไม่ต้องเป็นห่วง ผมรอดได้เสมอ เอาไว้พบกันใหม่นะ”

พูดจบประโยคนี้แล้วก็หันหลัง วิ่งแหวกผ่านน้ำที่ท่วมขึ้นมาแล้วหายไปอย่างรวดเร็ว เธอคิดถึงคำพูดของเขาเมื่อครู่ ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้เจอกันอีกจริงไหม และได้แต่หวังว่าเขาจะปลอดภัย

เมื่อคิรินทร์หายไปแล้ว กุลกัลยาจึงตัดสินใจดันประตูปิดเข้าที่ก่อนหมุนตัวกลับมาเจอกับสถานที่แห่งใหม่ ภายในห้องใหม่ซึ่งกว้างขวางจนไม่น่าเรียกว่าเป็นเพียงห้องได้ บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง เธอกำลังยืนอยู่ในลานจอดรถ มันเป็นเหมือนฉากด้านนอกอาคาร

ลานจอดรถแห่งนี้มีรถจอดอยู่สามสี่คัน เธอเดินสำรวจ ลองเปิดประตูก็ไม่สามารถทำได้ แต่สุดท้ายก็บอกกับตัวเองว่าคงไม่มีประโยชน์สักเท่าไร จากที่คิรินทร์พูดมาดูเหมือนว่าต่อให้ดูเหมือนพื้นที่กว้างภายนอกอาคารอย่างนี้ แต่ความจริงแล้วมันก็ถูกล้อมเอาไว้ในอาณาเขตจำกัด

อีกอย่างรถยนต์พวกนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นของจริงหรือเพียงแค่ของประกอบฉาก กระทั่งท้องฟ้าและพระอาทิตย์ที่ลอยอยู่เบื้องบนเธอก็ยังรู้สึกไม่มั่นใจเลยว่าเป็นของจริงหรือเปล่า

หญิงสาวเดินออกมาจากลานจอดรถ จนถึงถนนด้านนอกแล้วทำให้จำได้ว่าลานจอดรถแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณมุมด้านหนึ่งของมหาวิทยาลัยที่เคยเรียนนั่นเอง

แปลกจริง ถ้าที่นี่เป็นโลกอันแปลกประหลาด ทำไมมันเชื่อมโยงกับสถานที่ซึ่งเธอรู้จักอยู่แล้ว มีความหมายอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า

ถึงแม้จะไม่สามารถคิดหาคำตอบได้อย่างแน่ชัด หากหนนี้กุลกัลยาทำตามที่คิรินทร์ได้แนะนำเอาไว้นั่นคือไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ ตัดสินใจขยับเดินหน้าไปเรื่อยเพื่อหาประตูบานถัดไป

ยิ่งเดินก็ยิ่งรู้สึกว่ามันเป็นถนนภายในมหาวิทยาลัยเก่าที่แสนคุ้นตา กวาดตามองไปโดยรอบเห็นอาคารเรียนเรียงราย แน่นอนว่าในอาคารเหล่านี้ล้วนเต็มไปด้วยประตูจำนวนมาก เธอนึกสงสัยว่าถ้าเปิดประตูเหล่านั้น…เลือกบานไหนสักบานหนึ่ง มันจะให้ผลแบบเดียวกันหรือเปล่านะ

ความคิดหยุดชะงักลงแค่นั้นพร้อมกับขาที่ก้าวเดิน เธอเดินมาถึงบริเวณสี่แยกเล็กๆ ซึ่งบริเวณด้านขวามีอาคารห้องสมุดหลักของมหาวิทยาลัยอยู่

แต่ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่อาคารหรือว่าสิ่งก่อสร้างใด มันเกิดขึ้นจากที่เห็นว่าทางด้านทิศนั้น มีร่างของใครบางคนยืนดักรออยู่ ห่างออกไปราวสิบเมตร ถึงแม้จะค่อนข้างไกลแต่กุลกัลยาสามารถมองออกว่าร่างสวมชุดนักศึกษาที่กำลังยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นคือโศภิตา

ใบหน้าของฝ่ายนั้นซีดเซียวไร้เลือดเนื้อ ดวงตาแดงก่ำ ผิวหนังแห้งแตกราวกับจะลอกล่อนออกมา มันคือรูปลักษณ์ของคนตายอย่างแท้จริง ไม่มีทางเลยสักนิดที่หล่อนจะยังมีชีวิตอยู่

และในความเป็นจริงนั้นก็ไม่อาจเป็นไปได้เช่นกัน เพราะเธอรู้แน่แก่ใจดีว่าโศภิตาได้ตายไปแล้ว ในช่วงเวลาเดียวกับก้องฟ้า

ทันทีเมื่อคนตายในชุดนักศึกษาเริ่มขยับตัวก้าวเดินตรงดิ่งมาทางนี้ กุลกัลยาก็ตัดสินใจวิ่งไปทางด้านซ้าย ผ่านมาสักห้าสิบเมตรก็พบกับรั้วเหล็กที่มีประตูบานหนึ่งอยู่

คำพูดของคิรินทร์เข้ามาในหัว อย่าหยุดอยู่กับที่ ให้เปิดประตูไปเรื่อยๆ เธอผลักมันเข้าไปทันทีโดยไม่ลังเล

โลกอันแปลกประหลาดยังคงทำงานด้วยกฎเกณฑ์เฉพาะตัวเช่นเดิม จากที่ด้านในควรจะเป็นหนึ่งในคณะของมหาวิทยาลัย มันก็พลิกเปลี่ยนกลายเป็นอาคารสำนักงานของเธอแทน…แต่เป็นสภาพกลับหัวอีกแล้ว

หญิงสาวเพ่งมองให้แน่ใจ ก่อนพบว่ามันคือห้องในแผนกของธนดล

การตกแต่งทั้งหมดเหมือนจริงมาก ถ้าไม่ติดว่าตัวเองกำลังยืนอยู่บนเพดาน และเฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดลอยติดอยู่เหนือศีรษะ เธอคงคิดว่าหลุดกลับเข้ามาโลกปกติเรียบร้อยแล้วแน่ๆ

สมองยังคงระแวดระวังภัย อย่างน้อยห้องนี้ก็ปราศจากร่างไร้วิญญาณของโศภิตา อีกทั้งไม่มีวีรวุฒิด้วย พอจะหายใจหายคอคลายความวิตกลงได้บ้าง…แค่สักนิดก็ยังดี

การเดินกลับหัวให้ความรู้สึกประหลาด ยังคงหวาดระแวงว่าโต๊ะเก้าอี้ทั้งหมดจะหล่นลงมาเมื่อไร อย่างไรก็ตาม การรู้โครงสร้างของสถานที่ส่งผลให้ขยับอย่างมั่นใจมากขึ้น

เธอต้องมุ่งไปข้างหน้า แต่ที่ไหนนั้น…ยังไม่รู้

กุลกัลยาเกลียดความคลุมเครือ เกลียดสถานการณ์กดดันโดยไร้ที่มา กระนั้นตอนนี้ก็รู้อะไรควรไม่ควร เหตุผลไว้ทีหลัง ต้องหาทางออกก่อน

แต่จะไปทางไหน ในเมื่อสำนักงานมีประตูมากมาย ไม่ว่าจะเป็นห้องแผนกต่างๆ ห้องประชุม หรือห้องทำงานส่วนตัวของเธอ

ลิฟต์! เธอคิดขึ้นมาได้ ถ้าหากจะมีประตูบานไหนพาเคลื่อนที่ไปยังสถานที่อื่นได้ ลิฟต์น่าจะเข้าข่ายที่สุด หากแล้วก็ต้องผิดหวังเมื่อเดินออกจากห้องแผนกของธนดลมาตามทางแล้วพบว่ามันเปิดอ้าออก ซ้ำดวงไฟด้านในยังติดๆ ดับๆ อีกด้วย

มันคงไม่ได้เปิดไว้รอผู้โดยสารอย่างเธอหรอก…ใช่ไหมนะ

ถ้าเป็นชายหนุ่มลึกลับชื่อคิรินทร์คงตัดสินใจได้ แต่เพราะเธอไม่รู้กฎอะไรของโลกนี้เลย ดังนั้นจึงได้แต่ลังเล และมันคงใช้เวลานานเกินไป เพราะความผิดปกติเริ่มเกิดขึ้นอีกแล้ว

หญิงสาวรู้สึกหนาวเยือกอีกรอบ ลางสังหรณ์บอกว่าอะไรก็ตามที่รอคอยอยู่ไม่ใช่เรื่องดี

อยู่ๆ ไฟในลิฟต์ก็ดับสนิท ส่งผลให้มันเหมือนกล่องดำมืดไม่เปิดเผยว่ามีสิ่งใดซุกซ่อนอยู่ เจอเช่นนี้เข้าเป็นใครก็ต้องถอย จะกล้าเดินเข้าไปใกล้ได้อย่างไร

เธอตัดสินใจถูก เพียงวินาทีต่อมา สิ่งที่อยู่ในนั้นก็พุ่งออกมาอย่างรวดเร็ว ทำเอาผงะถอยหลังแทบไม่ทัน

วีรวุฒินั่นเอง เขาโผล่มาอีกครั้ง และจ้องมองมาด้วยแววตาเย็นชา

น่าขันกับการปรับตัวของมนุษย์ พอผ่านเหตุการณ์ระทึกขวัญเข้าหลายครั้ง ร่างกายและจิตใจก็เริ่มมีภูมิต้านทาน ถึงแม้หัวใจยังเต้นรัว มือไม้ยังสั่นเทา แต่สมองกลับตอบสนองได้ฉับไวขึ้น เธอหมุนตัววิ่งหนีไปอีกด้านให้เร็วที่สุดเท่าที่ฝีเท้าอ่อนล้าจะอำนวย ไม่วายหันหลังกลับไปมองอีกฝ่ายเป็นพักๆ เห็นว่าแม้ญาติสนิทจะไม่ถึงกับวิ่ง แต่ขายาวๆ นั้นก็ก้าวรวดเร็วจนถ้าหากเธอหยุดสักนิด เขาคงตามไล่คว้าตัวทันแน่ๆ

กุลกัลยาไม่รู้ว่าควรวิ่งไปที่ไหน ก่อนตระหนักว่าทางที่ตนมุ่งหน้าไปนั้นเป็นทางตัน มีเพียงบันไดหนีไฟรอคอยอยู่ ซึ่งตามปกติแล้วมันปิดล็อกเอาไว้กันคนมักง่ายแอบเข้าไปสูบบุหรี่ ถ้าโลกกลับหัวนี้ยังเป็นเหมือนกัน เท่ากับว่าไม่มีทางหนี ต้อนตัวเองจนมุม

ภาวนาขอให้หนีพ้น…ออกไปจากโลกประหลาดพรั่นพรึงนี้ได้สักที คืนนี้ยาวนานเกินไปแล้ว

เจ้ากรรม อะดรีนาลินที่ควรหลั่งไหลมอบพลังงานชั่วคราวคล้ายหยุดกะทันหัน เท้าสะดุดล้มหน้าคว่ำ ความเจ็บแสบกระจายทั่วแขนและขาที่สัมผัสพื้น ทว่าเจ้าตัวไม่ยอมแพ้ง่ายๆ แม้ต้องคลานไปก็ตาม ยังตะกายไปข้างหน้าเข้าหาประตูบานนั้น

เธอเค้นพลังทั้งหมดในร่าง ฉุดตัวเองลุกขึ้นยืนจนได้ กัดฟันข่มความเจ็บทั้งมวล วิ่งไปจนสุดทาง และกระโดดคว้าคานผลักประตูหนีไฟที่อยู่สูงกว่าระดับพื้นอย่างทุลักทุเล ออกแรงดันมันขึ้นไป ประตูเปิดออกเพียงน้อยนิด แต่ก็เพียงพอให้ร่างบอบบางแทรกตัวได้ แล้วรีบผลักปิดก่อนวีรวุฒิจะตามเข้ามา

ขอให้เป็นทางออกทีเถอะ…

คำขอร้องได้รับการตอบสนอง สิ่งที่รออยู่ไม่ใช่บันไดหนีไฟ หากแต่เป็นความมืดมิด ทว่าเพียงแค่แวบเดียวเท่านั้น ก่อนจะสลายไป

เธอพบว่าตัวเองยืนอยู่ในบ้านตากอากาศร้างหลังเดิม…จุดเริ่มต้นของฝันร้ายอันน่าประหวั่น

กุลกัลยายืนนิ่ง หอบหายใจถี่รัว ก่อนหันมองรอบๆ อย่างไม่เชื่อว่ากลับมาโลกความเป็นจริงได้แล้ว ก่อนจะรู้สึกว่ากำบางอย่างไว้ในมือ เกือบโยนทิ้งตามสัญชาตญาณ แต่ระลึกได้ก่อนว่ามันคือโทรศัพท์มือถือเครื่องที่ตามหาก่อนหน้านั่นเอง

มันหายไปอย่างไร้ร่องรอย และกลับมาเองอย่างน่าอัศจรรย์เช่นกัน

“เป็นไปได้ยัง…” พูดไม่ทันจบประโยคก็ส่ายหน้า ถอนหายใจเบาๆ พลางหัวเราะในลำคอ ขันตัวเองที่ยังพูดประโยคนี้ได้อีก

สิ่งที่เผชิญมาทั้งหมด ไม่มีเรื่องไหนเลยสมควรเป็นไปได้ในโลกความจริง

คนตายย้อนกลับมา…โลกประหลาด…ประตูผ่านมิติ มันคืออะไร เธอตอบไม่ได้ คิดเพียงอย่างเดียวว่าขออย่าให้ต้องเจอะเจออีกเลยก็แล้วกัน

สายตาตวัดไปทางหน้าต่าง และเห็นกล่องไม้สลักพระจันทร์เสี้ยวเจ้าปัญหายังคงเปิดอ้าไว้ หญิงสาวไม่กล้าชะโงกหน้ามองอีกแล้ว ได้แต่ยื่นมือไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ รีบปิดฝาดังปัง ระบายลมหายใจโล่งอก หากแล้วคำถามหนึ่งก็ผุดในใจ

เธอจะทำอย่างไรกับมันดี…

ค่อนข้างแน่ใจว่าคืนประหลาดต้องเกี่ยวข้องกับกล่องใบนี้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เคยอ่านเรื่องลึกลับมาตั้งมากมาย ทว่าไม่เคยเชื่อเลยสักนิด ไม่นึกว่าสุดท้ายจะต้องประสบด้วยตัวเอง ชนิดที่เล่าให้ใครฟังก็คงไม่เชื่อ คิดว่าเพ้อเจ้องมงายอย่างแน่นอน

มีเพียงเธอที่รู้ว่ามันเป็นความจริง เธอไม่ได้ยืนอยู่ในบ้านร้างแล้วเกิดหลับฝันอย่างไม่รู้ตัวแน่ๆ มันเกิดขึ้นด้วยสาเหตุอะไรบางอย่าง และสิ่งเดียวที่นึกออกในตอนนี้คือกล่องประหลาดนี่

กุลกัลยามองมันอย่างหวั่นเกรง ไม่กล้าแตะต้องด้วยเกรงว่าจะนำพาโลกร้ายนั่นหวนมาอีก ดังนั้นเธอจึงทำสิ่งที่มนุษย์ทุกคนคิดตัดสินใจยามเผชิญหน้าเรื่องราวหาคำตอบไม่ได้ นั่นคือ…หนีออกไปจากตรงนี้ก่อน

สองเท้ารีบวิ่งไปจนถึงรถยนต์ ขับกลับไปตั้งหลักที่โรงแรม เปิดไฟสว่างเอาไว้ทั้งคืน ไม่สามารถข่มตาหลับลงได้ ภาพใบหน้าซีดเซียวของวีรวุฒิและโศภิตาวนเวียนใต้เปลือกตา กลัวว่าพวกนั้นจะโผล่มารังควานเมื่อไร ในที่สุดก็จำต้องเปิดโทรทัศน์ให้เสียงดังช่วยขับกล่อมคลายความเครียด เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นเล่นงานจิตใจให้หวั่นไหวได้มากทีเดียว ต่อให้จิตแข็งแค่ไหนก็เป็นต้องสั่นคลอน

เมื่อกลับมาสู่ภาวะปกติอีกครั้ง เธออยากจะเชื่อว่าทุกอย่างเป็นเพียงแค่ภาพหลอนหรือว่าฝันร้ายชั่วคราวเท่านั้น แต่ก็ไม่สามารถคิดอย่างนั้นได้เต็มที่เพราะเห็นอยู่ว่าทุกอย่างมันชัดเจน

หญิงสาวนึกถึงชายหนุ่มผู้ช่วยชีวิต เขาจะหนีออกจากห้องนั้นได้ก่อนน้ำท่วมหรือเปล่านะ เธอหวังว่าเขาจะรอดชีวิต ท่าทางเจนจัดขนาดนั้น น่าจะคุ้นเคยเป็นอย่างดี

อยากเจอเขาอีก…

คิดถึงตรงนี้ก็รีบปัดความคิดทิ้ง ไม่เอาดีกว่า ขอไม่เจอกันเลยตลอดชาติย่อมดีกว่าแน่ๆ ถ้าหากทั้งสองเจอกันได้เพราะต่างเข้าไปในโลกประหลาด การเจอกันอีกก็ต้องหมายถึงเธอกลับไปในวังวนเดิม ต้องเผชิญหน้าวีรวุฒิกับโศภิตาอีกน่ะสิ

“อย่าว่ากันเลยนะคะคุณ ฉันขอให้คุณเอาตัวรอดไปได้ แต่เราอย่าเจอกันอีกเลย” เธอยกมือไหว้ลมไหว้ฟ้า ก่อนจะผล็อยหลับไปก่อนรุ่งสางเพราะความเหนื่อยล้า

 

กุลกัลยาลืมตาตื่นอีกครั้งเมื่อแสงของวันใหม่ลอดผ่านม่านหน้าต่างกระทบดวงหน้า เธอกะพริบตาถี่ๆ อย่างมึนงง ก่อนทะลึ่งตัวพรวดจากเตียงเมื่อระลึกได้ว่าคืนก่อนเกิดอะไรขึ้น

ทว่าเมื่อสัมผัสแสงแดดอุ่นๆ มองความเป็นไปรอบตัวแล้ว ก็ชักไม่แน่ใจว่าตัวเองฝันไปหรือเปล่า

เธออาจเหนื่อยเกินไปจนคิดอะไรเป็นตุเป็นตะก็ได้ เคยอ่านกรณีคนเครียดมากจนสร้างภาพหลอนขึ้นมาเอง ซ้ำเจ้าตัวยังเชื่อว่าเป็นจริง แม้คนรอบข้างทัดทานอย่างไรก็ไม่เป็นผล เห็นได้ชัดว่าจิตใจมนุษย์มีพลังแค่ไหน

แต่ถ้าเป็นเช่นนี้ เธอก็คงใกล้เข้าขั้นหลงผิด สมควรให้หมอบำบัดแล้วละ

ระหว่างเรื่องเหนือธรรมชาติ กับสภาพจิตใจง่อนแง่น หญิงสาวควรเลือกเชื่อทางไหนมากกว่ากัน

หลังอาหารเช้า กุลกัลยาเลือกย้อนกลับไปที่บ้านหลังนั้นอีกหน…เพื่อพิสูจน์อะไรบางอย่าง

ภายในห้องนอนบนชั้นสองของบ้าน ริมหน้าต่างฝรั่งเศสบานนั้น กล่องสลักจันทร์เสี้ยวยังคงตั้งอยู่ที่เดิม…

เธอไม่รู้แล้วว่าเมื่อคืนเป็นฝันหรือความจริง หากที่แน่ๆ เธอไม่ต้องการให้กล่องประหลาดนี่อยู่ตรงนี้อีก ต้องกำจัดมัน!

วิธีไหนดีล่ะ ทำลายคงไม่ได้แน่ ถ้าหากสลักแตกและกล่องเปิดอ้าอีก ความมืดมิดและเรื่องน่ากลัวทั้งหมดจะโผล่มาอีกไหม

หรือจะโยนทิ้งน้ำ…ไม่ได้ เธอไม่อยากให้คนไม่รู้อีโหน่อีเหน่มาเก็บไป

“สรุปว่าฉันเชื่อเรื่องผีหรือไงกันนะ” พึมพำกับตัวเอง ก่อนปฏิเสธว่าไม่จริง เธอไม่ได้เชื่อว่ามีผี แค่รอบคอบต่างหาก

ด้วยเหตุนี้ คนรอบคอบจึงเลือกขุดหลุมฝังกล่องไม้เก่าเอาไว้โดยเลือกทำเลไกลจากตัวบ้าน ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง โดยคิดว่ากันไว้ดีกว่าแก้ ถ้าหากมันเป็นต้นเหตุจริง จะได้กันทั้งตัวเองและคนนอกไม่ให้ต้องเจอเรื่องร้ายอีก จากนั้นก็ตัดสินใจกลับกรุงเทพฯ เร็วกว่ากำหนด ตั้งใจไว้ว่าหลังจากนี้จะไม่กลับมาเหยียบที่นี่อีก จนกว่าจะหาคนมาคุมงานปรับปรุงตัวบ้าน

เธอจะขายมันแน่ๆ อาจเว้นจังหวะอีกสักพักเพราะเกรงใจกิตติ แต่จะไม่มีทางมาอาศัยอยู่เองเด็ดขาด

ครั้งเดียวก็เกินพอ

 

ระหว่างที่ขับรถกลับ ส่วนหนึ่งของใจยังรู้สึกเหมือนถูกเกี่ยวรั้งเอาไว้กับเหตุการณ์อันแสนแปลกประหลาดนั่น บางครั้งแม้กระทั่งยามจ้องมองไปยังถนนเบื้องหน้า ฉับพลันก็รู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาว่าตัวเองจะถูกกลืนกินเข้าไปในความมืดมิดอีกครั้ง

โชคดีว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นอีกแล้ว เมื่อกลบฝังกล่องลึกลับไว้ใต้ผืนดินได้ เธอคิดว่าปัญหาทั้งหมดคงจบลงเพียงแค่นี้

ปกติกุลกัลยาก็เหมือนกับคนกรุงเทพฯ ทั่วไป นั่นคือเบื่อหน่ายกับสภาพการจราจรติดขัดเหลือเกิน แต่ตอนนี้ยามหันไปเห็นภาพรถติดเป็นแพหนาแน่น เห็นเหล่าเพื่อนร่วมท้องถนนแล้วกลับทำให้เธอรู้สึกอุ่นใจเสียอย่างนั้น

แทนที่จะกลับบ้าน เธอเลือกแวะเข้าไปยังบริษัทก่อนเพราะเห็นว่ายังบ่ายอยู่

“อ้าว คุณกัล กลับมาแล้วเหรอคะ” มนวดีถามอย่างแปลกใจเมื่อเจอเจ้านายที่หน้าลิฟต์ “หมิวนึกว่าคุณจะกลับพรุ่งนี้เสียอีก”

“เบื่อๆ เลยกลับมาก่อนน่ะ ที่นั่นไม่มีอะไรมากนัก”

“แล้วเป็นยังไงบ้างคะ”

“หมายถึงอะไร”

“ก็บ้านหลังนั้นไงคะ สภาพเป็นยังไงบ้าง”

“อ๋อ มันก็…” คนเป็นเจ้านายยังไม่ทันได้อธิบายอะไร พอดีมีอะไรอย่างอื่นเข้ามาขัดจังหวะ นั่นคือเสียงของชนาสินกับธนดลที่เดินมาจากอีกด้านหนึ่งกำลังโต้เถียงกันอยู่

“เข้าใจเสียบ้างสิ มันเป็นเรื่องการตลาด” ชนาสินขึ้นเสียง “คนสื่อสารกับมนุษย์ธรรมดาไม่ค่อยเป็นอย่างคุณ ไม่รู้เรื่องหรอกน่า”

“ถึงผมจะไม่สนด้านการตลาด แต่ก็รู้อะไรชัดเจนอย่างหนึ่งแล้วกัน”

“อะไร”

ธนดลยิ้มทำหน้ากวนประสาทก่อนเอ่ยประโยคถัดมา

“รู้ว่าอะไรที่คุณคิด มันไม่เคยเข้าท่าตลอดเวลา”

คำพูดดูถูกทำให้ชนาสินโกรธจนไม่อาจคุมอารมณ์อยู่ ดวงตาเบิกกว้าง กำหมัดแน่นก่อนตั้งท่าเตรียมจะยกเหวี่ยงเข้าใส่หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัท

“หยุดทะเลาะเป็นเด็กๆ กันได้แล้ว!”

ซีอีโอสาวรีบเดินเข้าไปขวางกลางระหว่างทั้งสองคน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการวางหมัดกันอีก

“ก็ไอ้หมอนี่มัน…”

“โตๆ กันแล้วนะ มาทะเลาะกันในบริษัทแบบนี้ ถ้าลูกน้องเห็นเอาไปนินทา ไม่กลัวเสียภาพพจน์หรือไงคะคุณสิน”

คำพูดเธอเข้าเป้า ผลักให้ชนาสินจำเป็นต้องควบคุมอารมณ์ตัวเองโดยอัตโนมัติ เพราะคนอย่างเขาห่วงภาพพจน์ตัวเองมาก

“คุณก็รู้จักเตือนเพื่อนบ้างนะ พูดอะไรก็คิดถึงใจคนอื่นบ้าง ไม่มีมารยาท”

ชนาสินยกนิ้วชี้หน้าธนดล ในขณะที่ฝ่ายหลังยิ้มเยาะดูยังคงตั้งใจจะกวนประสาทต่อ ลงท้ายคนอารมณ์ร้อนก็ตัดสินใจหันหลังแล้วปึงปังจากไป

“โธ่เอ๊ย! นึกว่าจะแน่” ธนดลว่าตามหลัง

“หยุดเลย เธอเป็นคนผิดนะ” กุลกัลยาบอกพร้อมกับคว้าเข้าที่หูข้างขวาอีกฝ่ายก่อนออกแรงบิด ทำเอาธนดลร้องโอดโอยก่อน ดิ้นหนีทันที

“โอ๊ย! กัล ทำบ้าอะไรเนี่ย เธอไม่ใช่แม่ฉันนะ มาบิดหูทำเหมือนฉันเป็นเด็กไปได้”

“มันก็น่าโดนอยู่ไหมล่ะ ทำตัวเป็นเด็กแบบนี้ ฉันก็ต้องสั่งสอนสิ” เธอขึงตาใส่ “จะบอกให้นะ สำหรับครั้งนี้ชนาสินเป็นฝ่ายถูกที่อดทนได้ แล้วนี่เถียงเรื่องอะไรกัน ปกติเธอกับเขาแทบไม่พูดกันไม่ใช่เหรอ”

“ครั้งนี้เป็นข้อยกเว้น ไอ้หมอนั่นคิดจะทำการตลาดบ้าๆ กับบริษัทเราอีกแล้ว ฉันก็เลยเหลืออด ด่าเข้าให้ว่าเลิกทำอะไรกลวงๆ สักทีเถอะ”

กุลกัลยาถอนหายใจ ไม่คิดจะซักไซ้รายละเอียดเพิ่มเติม ด้วยเคยชินว่าสองคนนี้ไม่ชอบหน้ากัน จะกระทบกระทั่งกันก็ไม่แปลก ยิ่งธนดลไม่ชอบปั้นแต่งสีหน้าท่าทาง ไม่พอใจขึ้นมาเมื่อไรก็พูดออกไปตรงๆ เสมอ

แปลกตรงที่ว่า…ชายหนุ่มสองคนเกลียดขี้หน้า ต่างฝ่ายต่างไม่อยากยุ่งเกี่ยว แต่ทำไมถึงได้ทะเลาะกันบ่อยนักก็ไม่รู้

“เธอน่าจะบอกฉัน อย่าไปเผชิญหน้ากันเองอย่างนี้อีก”

“ก็เธอไม่อยู่” เขาแย้ง

“แล้วไง คิดว่าแผนการตลาดอะไรนั่นจะผ่านไปเวลาแค่วันเดียวได้เหรอ สุดท้ายถ้ามันแย่จริงๆ ทุกคนก็ปัดตกโดยไม่จำเป็นต้องทะเลาะกันใหญ่โตเลยนะ”

เพื่อนสนิทจำนนด้วยเหตุผล จึงก้มหน้า บ่นพึมพำ

“เออ รู้แล้วๆ คราวหน้าจะพยายามไม่เหม็นขี้หน้าเจ้าหมอนั่นมากก็แล้วกัน”

ว่าแล้วก็ยักไหล่ จากนั้นเดินจากไปทันทีซึ่งเป็นลักษณะนิสัยอันเป็นปกติของเขาอยู่แล้ว ทิ้งให้กุลกัลยาถอนหายใจเหนื่อยหน่าย เธอเข้าไปในห้องทำงาน ไม่หงุดหงิดกับเรื่องที่เกิดขึ้นสักเท่าไร เพราะตอนนี้กำลังต้องการเรื่องอันแสนเป็นปกติแสนคุ้นเคยเช่นนี้

อดีตยังคงหลอกหลอน ย้อนเข้ามาในความทรงจำ ชั่วขณะหนึ่งหญิงสาวย้อนนึกถึงก้องฟ้าและโศภิตา ฝ่ายหลังเป็นนักศึกษาสาวที่เขานอกใจไปคบหา ถ้าหากหล่อนยังมีชีวิตอยู่ ป่านนี้คงเรียนจบแล้ว อาจจะทำงาน หรือไม่ก็…

คิดทำไม อีกใจร้องถาม อนาคตอันไม่มีวันมาถึงของโศภิตาเป็นแค่เรื่องสมมุติ…ซึ่งไม่ชวนเพลิดเพลินใจเลยแม้แต่น้อยนิด ชีวิตแตกดับไปแล้ว ป่วยการจะรื้อฟื้น

เธอแทบไม่ได้คิดถึงอีกฝ่ายเลย เช่นเดียวกับก้องฟ้าที่นานๆ จะคิดถึงสักครั้ง คงเพราะปิดกั้นหัวใจตัวเองไม่ให้เจ็บปวด ซ่อนความรู้สึกไว้ภายใต้ความรับผิดชอบในหน้าที่การงาน เหมือนที่ทำกับเรื่องราวของวีรวุฒิ

พลันก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

วีรวุฒิและโศภิตา สองคนจากสองช่วงเวลาในชีวิต แทบไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย นอกจากเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น…

หรือว่า…ที่เธอเจอกับพวกเขาในโลกกลับหัวนั่น เป็นเพราะเหตุผลนั้น

เหตุผลที่ว่า…หญิงสาวเป็นต้นเหตุให้ทั้งสองต้องจบชีวิตลงหรือเปล่าหนอ

Don`t copy text!