สายลมตะวันออก บทที่ 5 : ดอกเตอร์มูรากิ

สายลมตะวันออก บทที่ 5 : ดอกเตอร์มูรากิ

โดย : สันติธร วินิจฉัยกุล

สายลมตะวันออก โดย สันติธร วินิจฉัยกุล เมื่อโครงการ Dream walkers นำเขากลับไปสู่อดีตกาลและได้รู้จักกับชายหนุ่มจากดินแดนอาทิตย์อุทัย ผู้ที่สายลมตะวันอกพัดพาให้เขาเดินทางมาสู่แผ่นดินกรุงศรีอยุธยาและมีชะตาชีวิตที่พิสดารเกินกว่าใครจะคิดฝันถึง ยามาดะคือใคร นวนิยายออนไลน์อีกเรื่องที่อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

**************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

นักท่องฝัน

เป็นคำที่ผมถูกเรียกในฐานะกลุ่มตัวอย่างของโครงการวิจัย ที่จริงเป็นคำเรียกขานหยอกเย้าของอกเตอร์และผู้ช่วยของแกมากกว่า แต่เมื่อได้ยินก็รู้สึกเหมือนเป็นคนสำคัญ คนพิเศษหาได้ยากในสังคม อกเตอร์อาจอยากให้ผมรู้สึกอย่างนั้น บางคราผมรู้สึก แต่ก็ไม่ได้มากมายนัก ไม่ถึงกับภาคภูมิใจ แต่ก็ไม่ขัดเขินเกินงาม ส่วนหนึ่งเพราะมีไม่กี่คนที่รู้จักผมในฐานะนี้

“กินของว่างก่อนสิ” อกเตอร์มูรากิบอก

“ขอบคุณครับ”

ของว่างที่อกเตอร์เอามาให้เป็นขนมโมจิ ท่าทางน่ากิน ผมโปรดโมจิ โดยเฉพาะหากเป็นโมจิชั้นดี เคยมีโอกาสไปรับประทานโมจิจากคุณยายชาวญี่ปุ่น ที่มาตั้งถิ่นฐานอยู่ย่านสุขุมวิท เพื่อเขียนบทความเกี่ยวกับวัฒนธรรมญี่ปุ่น คุณยายอยู่ในตระกูลทำโมจิ รู้ว่าโมจิชั้นดีกับระดับธรรมดานั้นแตกต่าง โมจิชั้นดีไม่ใช่ของหากินง่ายอย่างโมจิทั่วไป คุณยายเล่าให้ฟังว่า วัตถุดิบที่ดี สำคัญพอๆ กับการตระเตรียม ต้องประณีตเอาใจใส่ คุณยายเห็นและซึมซับมาแต่เด็ก ทุกขั้นตอน ตั้งแต่สรรหา คัดเลือกวัตถุดิบ ขั้นตอนการนวดแป้ง การปั้น แกว่าต้องประณีตเอาใจใส่ ราวกับทุกขั้นตอนเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ที่ไม่อาจยินยอมปล่อยปละละเลย เมื่อทุกขั้นทุกตอนสมบูรณ์ ผลงานย่อมสมบูรณ์ตามไปด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผลลัพธ์สุดท้ายก็อยู่ที่ว่าคนกินพอใจหรือเปล่า เพียงคำบอกกล่าวว่าอร่อย ก็เหนือกว่าอื่นใดแล้ว

ผมคิดว่าเข้าใจความรู้สึกนั้น บทความที่ผมเขียนก็ประหนึ่งของว่างมื้อเล็กๆ สำหรับสมองผู้อ่าน หากได้รับการตอบรับว่าอร่อย ก็เป็นรางวัลอย่างสำคัญแล้ว

ผมยกถ้วยชาดื่ม รสชาติระดับดี แต่ไม่ถึงขั้นโปรดปราน

อกเตอร์พิงหลังกับพนัก เอ่ยถาม ท่าทางสบายๆ

“ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง ฝันบ่อยขึ้น ชัดขึ้น หรือนานขึ้น อะไรทำนองนี้บ้างหรือเปล่า”

ผมวางเครื่องดื่มลงจานรองแผ่วเบา พยายามไม่ให้มีเสียง

“ครับ เหมือนว่าฝันบ่อยขึ้น แทบทุกครั้งที่งีบหลับไม่ว่าสั้นหรือยาว แต่ที่น่าแปลกหน่อยก็…” ผมพยายามคิดหาคำอธิบายที่ใกล้เคียงตรงใจที่สุด

“อะไร”

“อืม…” ผมคิดให้แน่ใจว่าที่ผ่านมาเป็นอย่างที่กำลังจะพูดหรือเปล่า หรือเป็นเพียงการคิดไปเอง แต่เมื่อตรองดู ก็ไม่น่าผิดไป

“คือผมว่าระยะนี้ลักษณะความฝัน เป็นเรื่องราวเดียวกัน หรือคล้ายกันมากขึ้น อาจไม่ต่อเนื่อง แต่ไม่สะเปะสะปะ หรือเป็นฝันไร้สาระ เพ้อเจ้อ เรื่องโน้นนี่ เหมือนเมื่อก่อน”

“น่าสนใจจริงๆ ด้วย”

“เป็นเรื่องผิดปกติหรือเปล่าครับ”

หัวหน้าโครงการเม้มปาก “ไม่นะ ถ้าพูดกันตามจริง ถือเป็นเรื่องดีทีเดียว”

ผมจิบเครื่องดื่มต่อ ก่อนเอ่ยถาม

“ทีแรกคิดว่าไม่ปกติ อกเตอร์เลยเรียกให้ผมมาวันนี้”

“เปล่าหรอก แค่อยากจะตรวจวัดคลื่นสมองของเธออีกสักรอบน่ะ”

“ผมคิดว่าจะตรวจเดือนหน้าเสียอีก”

“พอดีอยากได้ข้อมูลเพิ่มน่ะ อย่างที่รู้ นี่เป็นเรื่องใหม่ ไม่เคยมีใครทำ อย่างน้อยก็ในแบบการวิจัยของฉัน เลยอาจต้องปรับเปลี่ยนแบบแผนตามสภาพ”

“ครับ” ผมยอมรับอย่างว่าง่าย ไม่ขี้สงสัย

“งานวิจัย เป็นเรื่องของการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ สังเคราะห์ ยิ่งงานวิจัยใหม่ ยิ่งต้องการข้อมูลมาก เรื่องของสมองยังมีปริศนาอีกมากที่รอค้นพบ สมองมีอะไรมากกว่าที่เรารู้ ไม่ว่าเราจะมอง ฟัง รับรส ได้กลิ่น หรือคิด ล้วนถูกแปลความผ่านกระบวนการภายในสมอง ไม่ใช่เพียงการแปลความผ่านปัจจัยที่กระทบฉับพลันเท่านั้น สิ่งที่รับรู้ จะถูกแปลความด้วยข้อมูลที่ถูกสะสมไว้แต่เก่าก่อน” หัวหน้าโครงการวิจัยเริ่มเลเชอร์ ซึ่งทำให้ผมค่อนข้างงง

อกเตอร์คงอ่านสีหน้าเหมือนเด็กโง่ของผมออก อธิบายเพิ่ม

“อย่างเมื่อเธอเห็นคนสวมชุดทำงานท่าทางเหนื่อยอ่อนขึ้นรถไฟฟ้าตอนเย็น สมองไม่ได้มองเห็นแค่ทางกายภาพ แต่ยังประมวลต่อว่า คนนั้นต้องทำงานหนักมาตลอดวัน และกำลังกลับบ้าน ทั้งๆ ที่เธออาจเหนื่อยมาจากเรื่องอื่น มาขึ้นรถไฟฟ้าเพื่อไปบ้านเพื่อนก็ได้”

“พอเห็นภาพครับ” ผมเริ่มตามทัน

“จากสิ่งที่เรารู้ วิทยาศาสตร์พยายามค้นหากระบวนการทำงาน ตำแหน่งเก็บข้อมูลภายในสมอง ตำแหน่งที่เกิดความคิด ก่อนจะถูกส่งผ่านการแสดงออกในหลากหลายรูปแบบ ความฝันก็เป็นรูปแบบหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นจากกระบวนการในสมอง แต่คำถามอยู่ที่มันเกิดขึ้นยังไง และทำไมถึงเกิด หากเข้าใจมากพอ ก็สามารถเอาไปใช้ประโยชน์ได้”

ผมพยักหน้า ไม่รู้จะสานสนทนาอะไรตอบกลับ

นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นยกถ้วยชาดื่ม เลิกบรรยายวิชาการในคลาสวิทยาศาสตร์ระดับมหาวิทยาลัยต่อ บางทีแกอาจรู้ว่าไร้ประโยชน์ จึงเปลี่ยนเรื่อง

“แล้วช่วงนี้อาการข้างเคียงมีอะไรไหม ปวดหัวหรืออะไรอย่างอื่น”

“ก็ไม่ครับ ไม่ปวดอะไรเป็นพิเศษ มีบ้างนิดหน่อย แต่อาจมาจากเรื่องอื่นก็ได้”

“อย่ามองข้ามแม้เรื่องเล็กน้อย มีอะไรบันทึกไว้ให้หมด บางทีเรื่องน้อยนิด อาจสร้างหรือไขปริศนาที่ยิ่งใหญ่”

สีหน้าท่าทางจริงจังของแก ทำให้ผมต้องลองทบทวน แล้วค่อยพยักหน้าตอบรับคำแนะนำ

ไม่กี่นาทีต่อมา ผมลุกไปห้องเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว จากนั้นย้ายต่อไปยังอีกห้องหนึ่ง

ห้องสำหรับทดสอบเป็นห้องขนาดหอพักนักศึกษาราคาประหยัด เพดานมีดวงไฟสีเหลืองนวล ฝัชุดเล็กๆ สี่ดวงแยกกันไปเป็นรูปสี่เหลี่ยม ชั้นวางของประดับตัวการ์ตูน ตั้งอยู่ริมผนังด้านขวา เคยได้รับการบอกกล่าวว่า เพื่อสร้างบรรยากาศสบายเหมือนอยู่ในที่พักของตัวเอง เหนือขึ้นไปมีม่านสีฟ้าอ่อน ไม่แน่ใจว่าหลังม่านมีบานหน้าต่างจริงไหม หรือเป็นเพียงม่านประดับเพื่อไม่ให้ห้องแลดูทึบเท่านั้น เตียงวางอยู่ตรงกลาง หัวเตียงติดกับผนังด้านหนึ่งซึ่งผมไม่ทราบว่าทิศใด ข้างหัวเตียงทางขวามีโต๊ะวางอุปกรณ์กล่องสี่เหลี่ยมสีไข่ไก่ สายไฟหลากสีเส้นเล็กๆ หลายสิบหรืออาจจะถึงหลักร้อย ถูกจัดวางไว้อย่างเรียบร้อย ไม่พันกัน

อากาศกำลังสบาย คงราวยี่สิบสี่หรือยี่สิบห้าองศา กล้องวงจรปิดติดอยู่ทุกมุมบนของห้อง ไม่นับรวมกล้องที่วางปลายเตียง และบนเพดาน ตำแหน่งตรงกับใบหน้าของคนนอน

ผมหันมองผนังซ้ายมือ ไม่มีอะไรพิเศษนัก แต่ผมรู้ดีว่าหลังกำแพงปูนเป็นห้องคอนโทรล เคยเข้าไปครั้งหนึ่ง ไม่ถึงกับมีเครื่องมือส่งแสงวาบแวบ มีเพียงแผงเครื่องมืออิเล็ทรอนิส์ขนาดประมาณเครื่องมิกเซอร์ดนตรี แผงควบคุมมีหลายปุ่ม ช่องหน้าปัดเล็กๆ สองสามช่องมีเข็มชี้ปัดไปมา จอแอลอีดีสามจอ ปรากฏเป็นกราฟหลากสีและตัวเลข ทราบว่าเป็นการบอกค่าคลื่นสมอง และผลลัพธ์การประมวลผล นอกจากนี้ยังมีจอภาพจากกล้องทุกตัว หนุ่มหน้ามนสวมแว่นกรอบหนา ไม่พูดไม่จากับใคร เป็นคนคอยนั่งควบคุมอุปกรณ์ใต้การบัญชาการของอกเตอร์

เตียงวันนี้ใช้ผ้าปูสีขาว แต่นุ่มเหมือนเดิม ผ้าเนื้อดีไม่เคยทำให้ผมรู้สึกระคายเคืองผิว ผ้าห่มนวม ลายการ์ตูนทวิตตี้ พับเรียบร้อยอยู่ปลายเตียง

ย้อนไปถึงคราแรกเมื่อเข้ามาทดสอบ ไม่ใช่ห้องนี้ที่ผมใช้ตรวจร่างกาย แต่เป็นห้องซึ่งดูละม้ายห้องน้ำที่เพิ่งถูกดัดแปลงมาใช้ในการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ ไม่ได้ถูกจัดอย่างน่านอน ไม่มีผ้าปูลายการ์ตูน ม่านสีฟ้าสบายตา เป็นแค่ห้องอับตันๆ สี่ด้าน ไร้เครื่องเรือนนอกจากโต๊ะเก้าอี้ไม่กี่ตัว วันนั้น ผมนอนหลับยาว ตื่นมาอีกที รู้สึกเหมือนถูกใครเอาค้อนปอนด์ทุบหัว มึนงงยาวนาน อกเตอร์อธิบายว่า

แรกๆ ก็อย่างนี้ ต่อไปจะสบายขึ้น ไม่ต้องกังวล

เป็นไปตามที่อกเตอร์บอก การทดสอบต่อมาทุกครั้งไร้ความเจ็บปวด ไม่มีอาการราวถูกค้อนปอนด์ทุบอีก สถานที่เปลี่ยนจากห้องเดิมมาเป็นห้องนี้ พร้อมมีเครื่องมือรูปหมวกที่เต็มไปด้วยปุ่มนับร้อย มีเส้นสายระโยงระยางหลากสีเหมือนซ่าหริ่ม เมื่อนำมาสวมใส่ ผมเหมือนกลายเป็นนางกอร์กอน เมดูซ่า แต่ก็ไร้ปัญหาสำหรับการนอนหลับอย่างสบายพร้อมความฝัน

ผู้ช่วยของอกเตอร์มูรากิเปิดประตูเข้ามาตอนผมนั่งลงบนเตียง เธอเป็นหญิงสาววัยราวสามสิบกลางๆ รูปร่างค่อนไปทางอวบ แต่ก็ยังอยู่ในกรอบความหมายของความสมส่วน อย่างน้อยก็ในสายตาผม ไม่มีส่วนไหนเกินเลยไปถึงระดับความอ้วน เธอสูงไล่เลี่ยกับผม เตี้ยกว่าคงไม่มาก ผมยาวรวบเป็นหางม้า แว่นกรอบบางติดอยู่บนใบหน้ารูปเรียวไข่ ผิวขาวเหลืองใต้แสงไฟฟลูออเรสเนต์ทำให้แลดูขาว เธอสวมชุดกาวน์ติดกระดุมครบถ้วน แต่ก็ยังแลเห็นขอบขากางเกงขายาวสีดำ และรองเท้าส้นเตี้ย

ผมเรียกเธอว่าคุณรินทร์ ชื่อสั้นแต่ไพเราะหูในความเห็นผม อาจด้วยเหตุที่ชื่อเพียงพยางค์เดียวกระมัง ทำให้ผมมักเรียกคำนำหน้าพร้อมชื่อเธอเสมอ จนฟังค่อนข้างเป็นทางการ มีช่องว่างทางความสัมพันธ์

แล้วเธอเคยต้องการความใกล้ชิดสนิทสนมกับผมหรือ

คุณรินทร์หยิบหมวกเมดูซ่าสวมใส่ศีรษะผม จากนั้นเอาแผ่นโลหะโยงสายสีกับเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ตรงหัวเตียง ไม่ต่างจากสายที่โยงกับหมวกเมดูซ่า ปิดเพิ่มเข้าตรงบริเวณขมับ และบนหน้าผาก ซึ่งหมวกเมดูซ่าครอบไปไม่ถึง เมื่อแล้วเสร็จ เธอเดินไปทำอะไรสักอย่างกับกล่องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

“นอนลงได้เลยค่ะ” เธอบอก ผมคิดว่าเธอเป็นผู้หญิงที่เสียงต่ำกว่าสตรีอื่น แต่ก็ยังละมุนนุ่มหู รู้สึกเช่นนี้ตั้งแต่ครั้งแรกที่พบ จนเคยแอบคิดว่าหากเธอไม่เป็นนักวิทยาศาสตร์ บางทีน่าจะไปเป็นนักร้อง

ผมนอนลง เธอเดินมาข้างๆ ยื่นมือจับหมวกเมดูซ่าเหมือนตรวจดูให้แน่ใจ ระหว่างนั้นผมเห็นดวงตาเธอใกล้ๆ แม้เป็นการมองผ่านกระจกเลนส์แว่นกรอบบาง แต่ก็ยังแลเห็นความงดงามกลมโต เรียวหน้าของเธอแลดูสมมาตร ราวกับถูกรังสรรค์ด้วยจิตรกรระดับลีโอนาร์โด ดาวินชี คราก่อนๆ เธอมักมีหน้ากากคาดใบหน้า แต่วันนี้ไม่มี ทำให้เห็นเค้าโครงจมูกเป็นสัน ริมแก้มนวลปราศจากรอยประทินด้วยเครื่องสำอาง

เธอคงรู้สึกตัว ชำเลืองลงสบตาผม เธอไม่เขินอาย กลับเผยยิ้ม ริมแก้มปรากฏรอยบุ๋มเล็กๆ ยิ่งแลดูน่ารัก หากพบเจอกันที่อื่น ผมคงไม่เชื่อว่าเธอเป็นนักวิทยาศาสตร์ ทำงานอยู่ในแล็บใต้ดินไม่เป็นที่รู้จัก แต่พูดตามจริง ผมก็ไม่เคยเจอผู้หญิงคนไหนที่คิดว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ทำงานในสถานที่ใต้ดินเลยสักคน

“อยากได้อะไรก่อนนอนหรือเปล่าคะ” เธอถาม น้ำเสียงชัดเจน

“ไม่ครับ ไม่มี”

หญิงสาวดึงผ้าห่มจากปลายเตียงขึ้นมาห่มให้ผม แล้วเดินไปตรวจสอบหน้าปัดเครื่องมือตรงหัวเตียงอีกเล็กน้อย จากนั้นกลับมาบอก

“หลับให้สบายนะคะ”

ผมยิ้มรับ เธอหันเดินไปเปิดประตู ปิดสวิตช์ไฟ ห้องมืดลง มีเพียงแสงจากอุปกรณ์หัวเตียงเพียงรางๆ แสงไฟจากนอกห้องส่องให้ผมเห็นร่างหญิงสาวเป็นเงาดำ หยุดยืนมองกลับมาอีกครู่ จากนั้นบานประตูค่อยๆ ปิดลง

ผมหลับตา ภาพวงหน้า รอมยิ้มน้อยๆ บนริมฝีปากสีชมพู และริมแก้มแต้มลักยิ้ม ยังตรึงอยู่ในมโนภาพใต้เปลือกตา เป็นเครื่องช่วยให้นิทราเป็นไปด้วยดี

ผมลืมตาตื่นขึ้นก่อนประตูเปิดออกไม่กี่วินาที คุณรินทร์เข้ามาแกะอุปกรณ์บนหัวออก ผมค่อยๆ ดันตัวขึ้นนั่ง เธอส่งแก้วน้ำที่ถือติดมือเข้ามาให้

“หลับสบายไหมคะ”

“ก็ดีครับ

คุณรินทร์หยิบสมุดบันทึกมาให้ผมเขียนความฝันลงไป ใช้เวลาไม่นานก็เรียบร้อย จากนั้นลุกออกไปล้างหน้าล้างตา ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วไปรออกเตอร์ในห้องสมุด

ที่นั่นกว้างขวาง ชั้นหนังสือตั้งเรียงแถวยาว บริเวณผนังฝั่งขวาเรียงรายด้วยโต๊ะอ่านหนังสือไม่ต่ำกว่าสิบตัว แต่ละโต๊ะมีเก้าอี้ฝั่งละสอง ระหว่างแถวชั้นหนังสือกับโต๊ะอ่าน ไว้ช่องว่างเป็นทางเดิน พื้นพรมสีน้ำตาลอ่อนถูกทำความสะอาดจนรู้สึกว่าไร้ฝุ่น แต่ละก้าว ไม่มีเสียงสะท้อนก้องยามส้นรองเท้าลงสัมผัส

โต๊ะอ่านหนังสือทุกตัวว่างเปล่า ผมสงสัยว่าพื้นที่ใต้ดินเช่นนี้ จะมีสักกี่คนเดินลงมาเพื่ออ่านหนังสือ ตลอดการมาเยือน ผมไม่เคยพบใครอื่นนอกจากอกเตอร์ ผู้ช่วยสาวของแก และเจ้าหนุ่มแว่นคุมแผงหน้าปัดเครื่องมือ แน่นอนคงมีเจ้าหน้าที่อื่นทำงานที่นี่ แยกไปตามหน้าที่ ซึ่งผมไม่มีโอกาสได้พบ ที่นี่คงมีไว้สำหรับเจ้าหน้าที่หรือพนักงานส่วนเดอะคิวบ์เป็นการเฉพาะ อาจมีจำนวนมากหรือน้อยก็ได้ อย่างไรเสียการสร้างห้องสมุดขึ้น ย่อมต้องมีการใช้ประโยชน์อยู่แล้ว

ผมเลือกนั่งที่โต๊ะตัวหนึ่ง แถวที่สามนับจากตัวแรก โต๊ะไม้ขัดมัน งดงาม ใหม่ สะอาด ไร้ร่องรอยขูดขีด รอยสลักชื่อ หรือรูปวาดแก้เหงาอย่างในห้องสมุดมหาวิทยาลัย ผิวสัมผัสเรียบลื่น ดึงดูดให้ก้มลงฟุบหลับใหล ขนาดความสูงก็พอเหมาะ ผมปรารถนาได้อย่างนี้ไว้สักตัว เพื่อใช้เขียนงาน ราคาเท่าไรกัน ไม่น่าแพงเกินไป อยู่ในวิสัยซื้อได้

“อีกเดี๋ยวอกเตอร์ก็มาค่ะ” คุณรินทร์บอกหลังเปิดประตูกระจกเข้ามาพร้อมขนมวุ้นถั่วแดง และชา

“ไม่มีปัญหาครับ ว่าแต่ผลออกมาน่าพอใจไหมครับ คุณเห็นหรือเปล่าว่าฝันอะไร

เธอหัวเราะนิดๆ “เราเห็นเป็นความถี่ เป็นกราฟ อ่านค่าคลื่นสมองค่ะ ไม่ได้เห็นเรื่องที่ฝัน ถึงแม้เรามีเทคโนโลยีที่ทำอย่างนั้นได้ แต่เพื่อความถูกต้อง การอ่านค่าและการบันทึกจากผู้ฝันเอง น่าจะถูกต้องครบถ้วนมากกว่า แต่เท่าที่เห็นจากค่ากราฟ ฉันเดาว่าคุณน่าจะฝันดี”

ผมใช้เวลาไตร่ตรองสักครู่ “ก็…คิดว่าอย่างนั้น”

“คลื่นสมองของคุณน่าสนใจค่ะ โดยเฉพาะในช่วงฝัน ค่าเป็นระเบียบกว่าปกติ”

“ผลอย่างนี้ถือว่าดีใช่ไหม”

“ถือว่าไม่เลวเลยค่ะ”

อกเตอร์เคยบอกเกี่ยวกับเรื่องคลื่นสมองกับความฝัน หรืออะไรทำนองนี้ แต่เข้าใจยาก เลยจำอะไรไม่ค่อยจะได้”

เธอยิ้มเหมือนปลอบใจ “ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนทั่วไปค่ะ แม้กระทั่งคนที่ทำการศึกษาเอง ก็เข้าใจไม่ได้ง่ายๆ” เธอยกมือขยับขาแว่นเล็กน้อย ท่วงท่างามสง่า “ความฝันมีกลไกซับซ้อน ยังมีเรื่องให้ศึกษาอีกมาก นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เน้นศึกษากันที่การเคลื่อนไหวรับส่งสัญญาณไฟฟ้าในสมอง ซึ่งทำให้เกิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ที่เราเรียกว่าคลื่นสมอง มีสี่ชนิดค่ะ เบต้า อัลฟา ธีต้า เดลต้า ปกติเราสามารถใช้เครื่องอีอีจีเพื่อตรวจจับ ส่วนใหญ่เน้นเพื่อการตรวจจับคลื่นเบต้าและอัลฟา ซึ่งเกี่ยวข้องกับระดับจิตสำนึก การรู้ตัว แต่ก็มีหลายการทดลองที่มุ่งหาทางใช้ประโยชน์จากคลื่นธีต้า เพื่อบำบัด ทั้งทางกาย และโรคทางจิต อย่างพวกโฟเบียต่างๆ

“น่าสนใจ” ผมตอบสิ่งที่คิดว่าควรพูดออกไป

“อย่างการรักษาโฟเบียหลายๆ อาการ ใช้การสะกดจิตเพื่อศึกษาคลื่นธีต้า ค้นหาเรื่องราวฝังลึกที่อาจลืมไปแล้ว เพื่อนำมาแก้ไข เรื่องราวอดีตถูกเก็บไว้ในสมอง อยู่ในส่วนลึก แต่ไม่ได้หายไปไหน ไม่มีอะไรในจักรวาลหายไป มีแต่เปลี่ยนสภาพไปตามสภาวะ”

“ครับ”

หญิงสาวอาจรู้ว่าสมองผมไร้คุณภาพพอจะรับรู้เรื่องที่เธอบรรยาย จึงเพียงอมยิ้ม ลุกขึ้น

“ระหว่างรอ คุณหาอ่านหนังสือได้นะคะ สนใจเล่มไหน อ่านได้เต็มที่”

“ขอบคุณครับ”

เมื่อหญิงสาวหายลับประตูไป ผมยกถ้วยชาละเลียด กลิ่นหอมแต่ไม่รู้สึกโปรดปราน ไม่อาจหาว่าต้นสายปลายเหตุมาจากอะไร เพียงรู้สึกไม่ยินดีในการพยายามสรรหามาเพื่อลิ้มรสเช่นหลายคน เห็นทีต้องลองตรวจคลื่นสมอง เพื่อหาเหตุการณ์อันเป็นสาเหตุในจิตสำนึกกระมัง เอ.. หรือต้องเป็นระดับจิตใต้สำนึกกันนะ

ต้องตรวจหาคลื่นธีต้า เอ หรือเดลต้า?

ช่างเหอะ!

ผมวางถ้วยชาลงหลังจิบไปเล็กน้อย กวาดตามองชั้นหนังสือ น่าจะหาหนังสือสักเล่มฆ่าเวลา

หนังสือที่นี่มีมากกว่าห้องสมุดประชาชนจังหวัดบ้านเกิด แบ่งสัดส่วนดี ประวัติศาสตร์ ชีวประวัติ วิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ ฯลฯ ผมนึกสงสัยไม่หายว่าจะมีใครมาใช้บริการกัน คงมี ไม่อย่างนั้นคงไม่สร้างเอาไว้ ผมเดินไปหยุดตรงส่วนหนังสือชีวประวัติ มีหลากหลาย ทั้งเรื่องราวของนักเขียนคนสำคัญ โฮเมอร์ ผู้รังสรรค์มหากาพย์สำคัญสองเรื่อง อีเลียด และดิ โอเดสซี  ดอสโดเยสกี้ ผู้เขียนเรื่อง พี่น้องคารามาซอฟ  ลีโอ ตอลสตอย ผู้สร้างงานอย่างสงครามและสันติภาพ นอกจากนี้ยังมี เรื่องราวของเฮโรโดตัส บิดาประวัติศาสตร์โลก ชีวประวัติของตุตังคาเม มหาฟาร์โร ชื่อเสียงเลื่องลือ เรื่องเกี่ยวกับนโปเลียน โบนาปาร์ต เรื่องของศิลปินผู้สร้างงานศิลปะก็มีหลายคน เช่น โรแดง ปิเคสโซ มิเคลันเจโล ลีโอนาโด ดาร์วินชี เรื่องของชาวตะวันออกก็มีอย่างเรื่องของ จิ๋นซีฮ่องเต้ เจิ้งเหอ เรื่องราวชีวิตของซาคาโมโตะ เรียวมะ ประวัติและผลงานของอิเอยาสึ โทกุกาวะ

ผมไล่นิ้วมือไปตามสันหนังสือ มองหาเล่มใดสักเล่ม เรื่องราวของใครสักคน ที่น่าสนเพียงพอให้หยุดมือหยิบออกมา

ที่สุดผมหยุดนิ้วมือลงเมื่อไล่มาถึงสันหนังสือเรื่องราวของเฟอร์ดินานด์ แมกเจลแลนด์  ผมรู้จัก ได้ยินชื่อมามากมายนับครั้งไม่ถ้วนในฐานะนักเดินเรือรอบโลก ผู้พิสูจน์โดยบังเอิญว่าโลกกลม ไม่มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษว่าเหตุใดจึงเลือกหยิบ แค่รู้สึกสนใจขึ้นมาเท่านั้น

หนังสือเล่มที่ว่าจัดพิมพ์อย่างดี สี่สีสวยงามทีเดียว ปกเป็นรูปวาดลายเส้นชายในชุดตะวันตกโบราณ มีหนวดเครา ฉากหลังเป็นภาพลายเส้นเรือใบลำใหญ่กลางท้องทะเล ไล่สายตาลงมา เป็นชื่อ ฆวน เซบาสเตียน เอลกาโน่ เขียน

ในตอนที่ผมกำลังจะลองเปิด เสียงประตูแว่วมา ผมชะโงกหน้าไปมอง อกเตอร์มูรากิเดินเข้ามาพร้อมแฟ้มสีฟ้า หันซ้ายแลขวามองหาผม

ผมเก็บความสนใจพี่แมกไว้ชั่วคราว สอดคืนใส่ชั้น กลับมานั่ง ตอนนั้นคุณรินทร์ถือถาดเครื่องดื่มของว่างมาให้หัวหน้าของเธอ

“ต้องการชาเพิ่มไหมคะ” เธอถามผม

“ไม่ครับ ขอบคุณ”

“ชาเกียวคุโระ จากเกียวโตเชียวนะ ไม่ลองอีกหน่อยหรือ” อกเตอร์นำเสนอ

“ชาโปรดของอกเตอร์น่ะค่ะ” หญิงสาวช่วยเสริม

เธออมยิ้มให้อกเตอร์ผู้เฒ่านิดหนึ่ง

“กลิ่นหอมดีครับ รสชาติกลมกล่อม แต่ปกติผมไม่ค่อยดื่มชา” ผมบอก

“น่าเสียดาย”อกเตอร์ว่า “ชาเป็นเครื่องดื่มดีต่อสุขภาพนะ มีสารหลายอย่าง กรดอะมิโน วิตามินบี ซี อี สารแซนไทน์ อัลคาลอยด์ และธีโอฟีลีน ช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า ชาบางชนิดยังมีสารช่วยยับยั้งมะเร็งได้ด้วยนะ แต่ก็นั่นแหละ เป็นแค่เรื่องในห้องทดลอง ไม่เคยทดสอบในมนุษย์ในกลุ่มตัวอย่างที่มากเพียงพอนำมาอ้างอิงทางการแพทย์ได้ แต่แค่นี้ก็พอสำหรับบริษัทโฆษณาแล้ว” อกเตอร์ยกดื่มนิดหนึ่ง

“แต่ของว่างอย่างอื่นรสดีทั้งนั้นครับ” ผมบอก “เห็นทีต้องหาซื้อมาลองบ้าง ไม่รู้ว่าซื้อมาจากแถวไหน หรือแม่บ้านที่นี่เป็นคนทำเองกัน” ผมหมายถึงทั้งวุ้นถั่วแดง รวมถึงขนมหวานอื่นที่เคยได้รับตลอดการมาทดสอบ

“ไม่ได้ซื้อ และก็ไม่ใช่แม่บ้านทำด้วย แต่เป็นเธอต่างหาก”

อกเตอร์ผู้เฒ่าโคลงศีรษะไปทางผู้ช่วย

ผมตาโต “คุณทำเองหมดเลยหรือ”

เธอยิ้มเอียงอายแทนคำตอบ ยกมือปัดปอยผมทัดหู แต่แววตาแฝงความภูมิใจ “ไม่ได้เก่งอะไรหรอกค่ะ”

ผมยอมรับกับตัวเองว่าแปลกใจทีเดียว การเป็นผู้ช่วยอกเตอร์ในโครงการสำคัญ อนุมานได้ว่าเธอย่อมเก่งกาจทางวิทยาศาสตร์ แต่ผมไม่เคยคิดว่าเธอยังมีความสามารถด้านอื่น ทีจริงไม่ควรแปลกใจ คนมากความสามารถหลายคน ก็เก่งกาจหลากหลายด้าน เพียงแต่ผมไม่เคยมีเสี้ยวความคิดเรื่องความสามารถทางขนมหวานจากสาวคนนี้

“เธอเป็นผู้ช่วยฉันทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว ไม่มีเธอฉันคงแย่” อกเตอร์เสริม “ถึงฉันมั่นใจความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของตัวเอง แต่เรื่องอาหาร เรื่องขนม ห่างไกลจากคำว่าทำได้ เคยลองสมัยหนุ่มๆ นะ แต่ผลออกมาเลวร้ายไม่อยากนึก ที่จริงอาจเพราะสภาพแวดล้อมไม่อำนวยก็ได้ หลังสงคราม สภาพหมู่บ้านหลังโดนเจ้าลิตเติลบอยถล่ม แม้ทอดเวลาผ่านจนแทบปราศจากกัมมันตภาพรังสี แต่ทุกอย่างก็ยังไม่เอื้อต่อการทำขนม หรือของกินทุกอย่าง แต่เธอมีฝีมือ บวกกับรอบคอบ ชั่งตวงสัดส่วนวัตถุดิบ อุณหภูมิ ทุกอย่างเป็นตัวเลข ไม่ใช้ความรู้สึก รสชาติจึงคงที่”

ผมกินวุ้นจนหมดจาน ยกชาดื่ม รสชาติกลมกล่อมกว่าจิบแรกๆ บางทีอาจเป็นอิทธิพลจากเมื่อรับรู้ว่าเป็นชาฝีมือเธอ

หญิงสาวเก็บจาน แล้วออกจากห้องไป ปล่อยชายชรากับผมอยู่กันลำพัง

“เป็นไงบ้างครับ ผลการทดสอบ” ผมถาม

“ดูดี เป็นระเบียบ มีอะไรน่าสนใจหลายอย่างที่ฉันต้องกลับไปพิจารณาดูอย่างละเอียด” อกเตอร์บอก ชี้ให้ดูกราฟบนแผ่นกระดาษจากแฟ้ม รูปเส้นหยึกหยักที่ผมยากจะเข้าใจได้เอง “นี่คือผลของสมองหลังการทดสอบในช่วงเวลาที่เธอฝัน มีความสม่ำเสมอมากขึ้น หากเทียบกับเมื่อก่อน โดยเฉพาะกราฟธีต้าและเดลต้า ซึ่งเราสนใจ”

“เอาไปใช้ประโยชน์ได้แค่ไหนครับ”

“แน่นอน ข้อมูลพื้นฐาน สามารถนำไปต่อยอดใช้ประโยชน์ได้”

“ต่อยอดไปถึงการควบคุมความฝันด้วยหรือเปล่าครับ ผมเคยอ่านเจอว่า มีนักวิทยาศาสตร์ศึกษาพบว่าบางทีเราอาจควบคุมความฝันได้”

“เราไม่ได้สนใจเรื่องนั้น เรื่องที่ว่าใช้การบิดเบือนคลื่นสมอง ใส่สิ่งที่ต้องการเข้าไปให้สอดประสาน เป็นเรื่องเกี่ยวกับการโน้มน้าว ถือเป็นวิทยาศาสตร์ที่ล้ำหน้า แต่เราไม่สนใจ”

“แล้วอกเตอร์สนใจอะไร”

“เราพบว่า ความฝันถูกจัดระเบียบได้ อาจมาจากตัวผู้ฝันเอง หรือมีปัจจัยภายนอกกระตุ้น ดังนั้นเมื่อเราสามารถเข้าใจกระบวนการ เราอาจรู้ว่าความฝันบ่งบอกเรื่องที่ซ่อนลึกกว่าระดับจิตใต้สำนึก”

“ลึกกว่าจิตใต้สำนึก?” ผมสนใจ ก่อนนี้ไม่เคยคุยกันละเอียดมากเท่านี้ บางทีอาจเคย แต่ความยากทำให้สมองผมไม่จดจำก็เป็นได้ แต่เรื่องราวระดับลึกกว่าจิตใต้สำนึก คือเรื่องที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน “มันคืออะไรหรือครับ”

“ไม่มีใครรู้ว่าคืออะไรแน่ กระทั่งมีอยู่จริงไหม แต่ฉันว่ามันมี คล้ายๆ กับไอน์สไตน์บอกว่าที่ว่างในจักรวาลไม่ว่างเปล่า ผ่านไปเกือบร้อยปี เราจึงได้ข้อพิสูจน์จากการค้นพบคลื่นแรงโน้มถ่วง ช่วยยืนยันทฤษฎีไอน์สไตน์ฉันเองก็กำลังจะพิสูจน์ว่าลึกกว่าจิตใต้สำนึกมีบางอย่างอยู่ แต่จะเป็นอะไร ไม่นานคงรู้”

ผมนั่งฟังนิ่งๆ นึกไม่ออกกระทั่งว่าสงสัยอะไร

อกเตอร์กลับมายังเรื่องการทดสอบ “ข้อมูลที่ได้จากเธอถือว่าเป็นประโยชน์มาก ทำหน้าที่ต่อไป หวังว่าคงไม่เบื่อไปก่อนนะ”

“รายได้ดี ไม่เบื่อง่ายๆ ครับ” ผมพูดไปพลางยิ้มจนเกือบเป็นหัวเราะ

แต่นักวิทยาศาสตร์ผู้เฒ่าหัวเราะร่า

 



Don`t copy text!