สื่อสังหรณ์ บทที่ 5

สื่อสังหรณ์ บทที่ 5

โดย : ชลนิล

สื่อสังหรณ์ โดย ชลนิล เรื่องราวของสามหนุ่ม…แทนนที ภูดล และณคราม ผู้สามารถมองเห็นเหตุการณ์ที่คนทั่วไปไม่เห็น หากคุณเป็นพวกเขา…แล้วคุณจะตัดสินใจอย่างไร นิยายออนไลน์ อีกเรื่อง ที่ เว็ปอ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

****************************

– 5 –

สายฝนกระหน่ำหนาหนัก ถักทอเป็นม่านสะท้อนแสงไฟเมืองหลวงยามค่ำคืนดูแปลกตา ตึกสูงเรียงรายสองข้างถนนใหญ่ รถราติดยาว ไฟหน้ารถอาบท้องถนนดูคล้ายลำตัวงูขนาดมหึมา

ถัดจากตึกศูนย์วิจัยฯ เป็นสวนสาธารณะขนาดย่อม ให้ชาวกรุงได้มีที่สูดอากาศบริสุทธิ์ ออกกำลังกายยามว่าง

ภายในสวนไร้ผู้คน โคมไฟสีเหลืองตั้งเป็นระยะจับเม็ดฝนหล่นเป็นสายดูขรึมขลังสวยงาม

กลางสนามหญ้าใกล้หอนาฬิกามีชายร่างสูงนอนเหยียดยาวเปียกปอน มือกุมท้องเลือดไหลทะลัก ใบหน้าขาวซีด ริมฝีปากเม้มแน่นข่มความเจ็บปวด นัยน์ตาหลับสนิท ทรวงอกขยับช้าลง ช้าลงจนเกือบนิ่งไม่ไหวติง

เวลาปรากฏบนหอนาฬิกา 21:49

ชายคนนั้น ณคราม

——————————        ——————      ——————–

ภูดล แทนนทีรู้สึกตัวพร้อมกัน มือกุมท้องรับรู้ความเจ็บปวดไม่ต่างจากถูกแทง ร่างหนาวสะท้าน ริมฝีปากสั่นพูดอะไรไม่ออก ละอองไอขาวหน้ากระจกรถจางลงมาก เหลือร่องรอยนิมิตอยู่แค่ในความทรงจำ

ทั้งสองหันมองหน้ากัน ดวงตาฉายแววหวั่น หวาดกลัวที่สุดในชีวิต

ณครามกำลังจะตาย…เมื่อใดไม่ทราบ

สัมผัสลึกเร้นบอกแค่ไม่ใช่ภายในวันสองวัน รู้แค่มันต้องเกิดขึ้นแน่ๆ ที่สวนสาธารณะใกล้ศูนย์วิจัยฯ ที่อาจารย์หนุ่มทำงาน

นิมิตบอกอีกอย่าง…คืนนั้นฝนตกหนักมาก

———————–       ——————      ———————-

ลิ่วลมต้องใช้ความกล้า ข่มอาการขัดเขินทำตัวไม่ถูก พยายามตั้งใจวางท่าเฉยระหว่างการสนทนา สร้างระยะห่างให้พวกเขาเกรงใจ โดยจงใจบอกความจริงว่าเป็นหลานสาวพยาบาลปรานี

แทนที่สองหนุ่มจะรู้สึกประหลาดใจ ระวังตัวมากขึ้นกลับยิ่งให้ความสนิทสนม มองเธอเหมือนเป็นน้องสาวคนหนึ่ง พูดจาสนิทสนมจนตั้งตัวไม่ทัน รับสถานการณ์เช่นนี้ไม่ถูก

สุดท้ายต้องยอมมอบชื่อที่อยู่มารดาแทนนที ทั้งที่ไม่ได้รับการยืนยันว่าเขาจะร่วมมือหรือไม่

กลับมาส่งไลน์บอก ‘ลุงทัศ’ สรุปเนื้อหาการสนทนาสั้นๆ ขอโทษที่ทำงานไม่สำเร็จตามเป้าหมายครบถ้วน

ลุงทัศตอบไลน์แค่ ‘ไม่เป็นไร

ถึงอย่างนั้นก็รู้สึกไม่สบายใจ ลุงทัศเป็นผู้มีพระคุณอุปการะส่งเสียเลี้ยงดูตั้งแต่แม่ถูกพ่อทิ้งจนเธอเรียนจบ

‘ปาริตา’ น้องสาวพยาบาลปรานีเคยเป็นเด็กรักดี ตั้งใจเรียน ได้รับเงินบริจาคเป็นทุนการศึกษาหลังพี่สาวเสียชีวิตจำนวนมาก ชนิดเรียกว่าสามารถเรียนจบดอกเตอร์ ใช้ชีวิตสบายๆ ไม่ต้องทำงานเป็นสิบปียังได้

ถ้าเธอไม่พบผู้ชายคนหนึ่งทำให้ท้องตั้งแต่ยังเรียนไม่จบมหาวิทยาลัย จึงลาออกมาเลี้ยงลูก ใช้เงินบริจาคอย่างประมาท ต่อให้มีงานทำทั้งคู่ก็ยังร่อยหรอ กระทั่งหมดลงภายในเวลาไม่กี่ปี

ลิ่วลมในวัยสิบขวบเห็นพ่อแม่ทะเลาะกันเป็นปกติ ไม่แปลกใจที่เลิกกันในที่สุด แม่พร่ำบ่นเสียดายเงินที่เคยมี เสียดายโอกาสที่ไม่สามารถเรียนจนจบปริญญา เฝ้าพร่ำสอนลูกสาวคนเดียวไม่ยอมให้พลาดพลั้งอย่างตนเอง

สองสามปีต่อมา แม่เริ่มป่วยร่างกายอ่อนแอ ทำงานลำบากการเงินฝืดเคือง บางครั้งไม่มีเงินไปหาหมอ ซื้อยารักษาตัวเอง

ช่วงเวลานั้น ลุงทัศยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ส่งเสียจุนเจือโดยไม่เข้ามาก้าวก่ายชีวิตสองแม่ลูก

ลิ่วลมเคยถามว่าแม่รู้จักลุงทัศหรือไม่ คำตอบคือพยักหน้าพูดแค่ประโยคเดียว

ผู้ชายดีๆ อย่างนี้ หาไม่ได้อีกแล้ว…น่าเสียดาย…”

ปาริตาเสียชีวิตตอนลิ่วลมอายุเพิ่งยี่สิบ ยังเรียนไม่จบมหาวิทยาลัย ลุงทัศปรากฏตัวในงานศพ ปลอบโยนให้กำลังใจ รับปากส่งเสียจนเรียนจบโดยมีเรื่องขอให้ช่วยเหลือบางอย่าง

นั่นคือติดตามส่งข่าวภูดล ณคราม แทนนที สามชีวิตที่รอดจากเหตุตึกถล่ม

ช่วงเวลานั้นแทนนทีกำลังก้าวสู่จุดสูงสุดในอาชีพนักฟุตบอล ติดตามข่าวไม่ยาก ภูดลเป็นวิศวกรทำงานประจำบริษัทมั่นคง อีกทั้งรับงานนอกทุกอย่างที่สร้างรายได้ ขยันอดออมจนน่าทึ่ง ส่วนณครามเรียนต่อต่างประเทศตามข่าวยาก ลุงทัศบอกว่าจะติดตามรายนี้เอง

เธอไม่เคยถาม ลุงทัศให้ตามข่าวสามหนุ่มด้วยเหตุใด

ห้าหกปีที่เฝ้าดูสังเกตรายละเอียดชีวิตผู้ชายทั้งสาม รู้จักในหลายแง่มุมจนเกิดความชื่นชม ปลาบปลื้มจนกลายเป็นแฟนคลับพวกเขาโดยไม่รู้ตัว

เธอชื่นชมการใช้ชีวิตอยู่ในกรอบ มีวินัยของหนุ่มนักสู้อย่างภูดล พอณครามกลับมาก็ประหลาดใจกับความเก่งเข้าขั้นอัจฉริยะ สร้างชื่อเสียงในการมีส่วนร่วมสร้างนวัตกรรมการแพทย์ใหม่ๆ ตั้งแต่อยู่ต่างประเทศ

สุดท้ายก็ชื่นชมแอบเป็นแฟนบอลตัวแม่ของแทนนที ผู้ชายที่มีสายตาและหัวใจอยู่กับเจ้าลูกกลมๆ โดยไม่ไขว้เขว แม้อายุเข้าสู่ช่วงปลายของอาชีพนักฟุตบอล แววตาเขายังมีความสุขทุกครั้งที่ลงสนาม

การไปพบพูดคุยกับผู้ชายที่แอบปลื้มเป็นครั้งแรกย่อมมีความขัดเขินเกร็งเป็นธรรมดา พยายามข่มอารมณ์วางท่านิ่งๆ อย่างแสนยากเย็น พอทั้งสองพูดจาสนิทสนมเรียกขานเธอด้วยชื่อเล่น เห็นเป็นน้องสาวอย่างนั้นก็ไม่รู้จะทำตัวอย่างไร

กระทั่งตื่นมาเช้านี้ยังรู้สึกว่าเหตุการณ์เมื่อวานเป็นแค่ความฝันตื่นหนึ่ง

ทว่าเธอกลับพบความจริงอันน่าตกใจเมื่อกำลังจะเปิดประตูอพาร์ตเมนต์ แล้วพบกระดาษแผ่นหนึ่งสอดอยู่ข้างใต้

ในนั้นเขียนข้อความสั้นๆ

ลิ่วลม…เธอยังไม่รู้เบื้องหลังความจริง อยู่ห่างจากคดีนี้เถอะ…พี่หวังดีนะ

อ่านจบก็เข่าอ่อนนั่งแปะลงกับพื้นอย่างทำอะไรไม่ถูก เพราะเดาได้ว่า ‘พี่’ คนนี้คือใคร

หนึ่งในสามหนุ่มที่ไม่ตอบอีเมล ไม่ไปร้านกาแฟเมื่อวาน แต่เลือกที่จะส่งคำเตือนมาถึงที่พักเธอตรงๆ

แสดงให้ทราบว่าเขารู้เธอเป็นใคร อยู่ที่ไหน กำลังทำเรื่องอะไร…และทำงานให้ใคร!

ณคราม…ผู้ชายน่าทึ่งจนเกือบจะน่ากลัวเกินไปแล้ว

—————————       ————————–         —————————

เวลาบ่าย

แทนนทีจอดรถริมถนนนั่งมองร้านสะดวกซื้อชื่อดังฝั่งตรงข้ามอยู่นาน ผู้โดยสารด้านข้างไม่เร่งเร้าให้ลงรถ ไม่แสดงความเห็นใดๆ นั่งเปิดมือถือเช็กสภาพอากาศเงียบ ๆ

ครู่หนึ่งภูดลค่อยเงยหน้าจากจอเอ่ยลอยๆ

“ตอนนี้ฝนทิ้งช่วง ภายในสองสามสัปดาห์ไม่มีฝนตกหนัก ไม่มีพายุผ่านกรุงเทพ”

นิมิตที่เห็นสร้างความกังวลจนต้องตรวจสอบหาวันเวลาแน่นอน นี่เป็นครั้งแรกที่ภาพสังหรณ์ปรากฏล่วงหน้านานกว่าปกติ

สีหน้าคนหลังพวงมาลัยยังเคร่งเครียด กังวลใจ อีกฝ่ายจึงตั้งใจพูดแทงใจดำ

“มึงจะนั่งรอในรถจนถึงพรุ่งนี้กูไม่ว่าหรอกนะ แต่แน่ใจเหรอว่า ‘เขา’ อยู่ข้างในร้าน”

ข้อมูลบอกว่าดุจดาวเป็นเจ้าของร้าน เข้ามาดูแลนั่งประจำเคาน์เตอร์ช่วงกลางวัน ส่วนกลางคืนมีพนักงานเปลี่ยนกะขายของแทน

สองหนุ่มมาถึงจังหวัดนี้หลังเที่ยงเล็กน้อย พยายามยืดระยะเวลาพบหน้าด้วยการไปรับประทานอาหารกลางวัน อ้อยอิ่งจนบ่ายกว่าจึงมาจอดรถอยู่ตรงนี้

ที่นี่เป็นจังหวัดใหญ่การจราจรคับคั่ง ค้าขายคล่องตัว ผู้คนเข้าออกร้านสะดวกซื้อไม่ขาดสาย นั่งเฝ้าหน้าร้านร่วมชั่วโมงยังไม่เห็นวี่แววเจ้าของร้านจะออกมาข้างนอก

รูปถ่ายที่ลิ่วลมให้มาพร้อมที่อยู่ถูกนำออกมาดูไม่ต่ำกว่าสามสี่ครั้ง ใบหน้ามีส่วนคล้ายที่แทนนทีเห็นในฝัน เพียงเพิ่มริ้วรอยกาลเวลาเข้าไป ทรงผมเปลี่ยนเป็นผู้ใหญ่กว่าเมื่อสามสิบปีที่แล้ว

แทนนทีเชื่อว่าต่อให้ไม่มีรูปใบนี้ก็ยังทราบใครเป็นมารดาตน

“ว่าไง จะลองเข้าไปดูในร้านหรือนั่งจนรากงอกที่นี่” ภูดลกระตุ้นซ้ำ

นักฟุตบอลหนุ่มถอนใจยาวก่อนเอื้อมมือเปิดประตูรถ ก้าวลงด้วยความไม่มั่นใจ สายตามองร้านฝั่งตรงข้ามอย่างลังเล ก้าวขาไม่ออก จนกระทั่งมีแขนแข็งแรงมาโอบไหล่แล้วดันให้ข้ามถนน

“เข้าไปสั่งกาแฟสักแก้ว ซื้อขนมจีบซาลาเปาสักลูกก็ได้ มึงอย่าคิดเยอะเลย”

พูดพลางออกแรงผลักกึ่งบังคับเดินไปข้างหน้าไม่ยอมให้ขัดขืน

 

ภายในร้านมีลูกค้าประปราย สรรหาสินค้าตามต้องการแบบไม่เร่งรีบ เคาน์เตอร์จ่ายเงินมีพนักงานประจำสองคน ไม่พบตัวเจ้าของร้าน

ภูดลตั้งใจเข้าไปถามตรงๆ แทนนทีรู้ทันรีบรั้งแขนเอาไว้

“ไหนมึงว่าจะมาสั่งกาแฟ กินขนมจีบซาลาเปา”

“เออ…กูสั่งกาแฟก็ได้” ตอบแกมประชด

สองหนุ่มสั่งกาแฟคนละแก้ว พอพนักงานเงยหน้ามองนักฟุตบอลหนุ่มก็ยิ้มดีใจตื่นเต้น

“พี่ใช่แทนนที ที่เป็นนักฟุตบอลหรือเปล่าคะ”

คนโดนทักก้มมองอย่างแปลกใจ ปัจจุบันเขาไม่ค่อยมีรูปออกสื่อเหมือนสมัยดาวรุ่ง ถ้าคนยังจำได้แสดงว่าต้องเป็นแฟนบอลตัวจริง

“ใช่ครับ นี่แหละแทนนทีตัวจริงเสียงจริง น้องเป็นแฟนบอลพี่เขาเหรอ”

ภูดลทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์แทน

“หนูไม่ค่อยดูบอลหรอกค่ะ แต่คุณดุจดาว เจ้าของร้าน กับน้องบิว ลูกชายแกเป็นแฟนตัวยงเลย ไปเชียร์ที่สนามหลายครั้ง ที่ห้องพักข้างหลังก็ติดรูปเอาไว้ หนูเลยจำได้”

“ตอนนี้เจ้าของร้านอยู่หรือเปล่า มาถ่ายรูปด้วยกันได้เลยนะ เพื่อนพี่ไม่หวงตัวหรอก”

“คุณดุจดาวยังไม่เข้าร้าน แกบอกหนูว่าจะไปโรงพยาบาลตอนเช้า น่าจะเข้าร้านสายๆ หน่อย แต่นี่บ่ายแล้วยังไม่เข้าร้าน ไม่โทรบอกอะไรเลยค่ะ”

“เจ้าของร้านป่วยเป็นอะไร” แทนนทีหลุดปากถามอย่างเป็นห่วง

“ไม่หรอกค่ะ หนูเห็นแกแข็งแรงดี น่าจะไปตรวจร่างกายตามปกติมากกว่า เพราะน้องบิวเรียนหมออยู่ น่าจะเคี่ยวเข็ญให้คุณแม่ไปตรวจสุขภาพประจำปี”

สองหนุ่มออกจากร้านพร้อมรับรู้เรื่องราวส่วนตัวเจ้าของร้านมากกว่าคาดคิด

ณครามจบการบรรยายคาบบ่าย เก็บเอกสาร รอจนนักศึกษาออกจากห้องจนหมดค่อยตามไป หางตารับภาพบุคคลภายนอกที่ลอบมอง สังเกตความเคลื่อนไหวเขาตั้งแต่เช้า

ออกจากห้องด้วยกิริยาปกติไม่แสดงว่ารู้ตัว เดินลัดเลี้ยวตามมุมตึกต่างๆ อย่างคล่องแคล่วจนผู้ติดตามต้องเร่งฝีเท้ากลัวคลาดสายตา

ชายหนุ่มมาถึงมุมอาคารลับตาแห่งหนึ่งแล้วหยุดนิ่ง ยืนรอผู้ติดตามให้โผล่ออกมา

อีกฝ่ายสัมผัสได้ว่าเป้าหมายรู้ตัวจึงไม่หลงกลตามแผน จงใจกดฝีเท้าให้ดังขึ้นแล้วหยุดตรงมุมอีกด้าน ไม่แสดงตัวตนแต่สามารถสื่อสารได้ยินเสียง

“ผมรู้ว่าคุณแอบตามมาแต่เช้าแล้ว” อาจารย์หนุ่มเอ่ยปากก่อน ต่อให้ไม่เห็นหน้าก็คาดเดาปฏิกิริยาฝ่ายตรงข้ามออกจึงพูดต่อ

“ถ้ายังไม่มีคำสั่งฆ่าผม รบกวนฝากข่าวถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจทีว่า…ผมมีเรื่องจะคุยด้วย”

วาจาคล้ายทิ้งระเบิดลูกย่อมๆ ผู้ฟังไม่เอ่ยปากตอบรับหรือปฏิเสธ แสดงทีท่ารอคอยวาจาต่อไป

“อีกหนึ่งชั่วโมงผมจะไปรอที่ห้องทำงาน ถ้าทางคุณพร้อมก็…เชิญ…”

คำพูดจบลงแค่นั้น ณครามเดินจากโดยไม่สนใจคำตอบรับหรือปฏิเสธ รู้ว่าคนพวกนี้ทำงานตามคำสั่งที่ได้รับ และไม่มีทางกระทำนอกเหนือคำสั่งเด็ดขาด

ถ้ายังไม่มีคำสั่งฆ่าตกมาถึง มันย่อมนำคำพูดเขาไปบอกผู้มีอำนาจสั่งการแน่นอน

การที่ณครามลงมือช่วย ‘คนนั้น’ ให้รอดจากเงื้อมมือพวกมัน ทำให้ตนเองถูกหมายหัวจากฝ่ายตรงข้าม ก่อนหน้านี้แค่โดนลอบติดตาม เป็นเหยื่อให้ปลาตัวจริงมาติดเบ็ด

เมื่อช่วยให้ปลาตัวสำคัญหลุดมือ เหยื่อล่ออย่างเขาอาจถูกจับกุมเค้นความลับ ไม่ก็…สังหาร…

แทนที่จะเป็นฝ่ายรอให้คู่ต่อสู้เลือกลงมืออย่างใดอย่างหนึ่ง ชายหนุ่มลงมือก่อน จู่โจมยังจุดสำคัญไม่ให้ตั้งตัว

ลำพังคนเดียวไม่มีทางรับมือคนพวกนี้ไหว ต้องใช้สติปัญญาตั้งรับ คลี่คลาย หนทางที่ถูกเลือกเวลานี้คือการเจรจา

—————————-        —————————      ————————-

ภูดล แทนนทีตั้งใจไปโรงพยาบาล ไม่แน่ใจว่าดุจดาวอยู่ที่นั่นหรือไม่ มันเป็นทางเลือกที่ดีกว่านั่งรอหน้าร้าน หรือบุกไปหาถึงบ้าน

โชเฟอร์คราวนี้เป็นภูดล ไม่ใช่แทนนทีเจ้าของรถ

“มึงขับมาจากกรุงเทพแล้ว พักขาหน่อยเถอะ เดี๋ยวกูขับต่อเอง”

“กูไม่เป็นไรหรอก”

“ถ้ามึงปกติไม่เป็นไรจริง หมอคงไม่สั่งให้พักการใช้งานขา แล้วคงได้ลงสนามแข่งวันนี้ไปแล้วละ” ภูดลย้อน

นักฟุตบอลหนุ่มเงียบ หลังอัฒจันทร์ถล่มการแข่งขันก็ถูกเลื่อนมาเป็นวันนี้ โดยใช้สนามแข่งอีกแห่ง เพื่อไม่ให้โปรแกรมการแข่งขันนัดอื่นต้องสะดุดเลื่อนตามกัน

ภูดลขับรถคล่องด้วยคุ้นเคยเส้นทาง เนื่องจากสองสามปีก่อนเคยมาเป็นวิศวกรคุมงานสร้างคลังสินค้าที่นี่

เขาเลือกใช้เส้นทางที่ถนนโล่ง รถน้อยวิ่งคล่องตัว ขับมาจอดติดไฟแดงตรงสี่แยกเลนขวาเป็นคันแรก คันที่ขับตามมาห่างๆ ก็เปลี่ยนเลนมาจอดด้านซ้าย ด้านหลังรถเขาจึงว่าง ไม่มีคันอื่นมาจอดต่อท้าย

ฝั่งที่ได้สัญญาณไฟเขียวตอนนี้รถวิ่งค่อนข้างเร็ว ทิ้งระยะเป็นช่วงยาว สัญญาณไฟใกล้จะเปลี่ยน ภูดลมองถนนอย่างระมัดระวัง เหลือบดูกระจกหลังเห็นว่ายังว่างไม่มีรถต่อท้ายเช่นเดิม

สัญญาณไฟตรงหน้าเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีเขียว

“ไปได้แล้วมึง” แทนนทีเอ่ยปากเมื่อเห็นเพื่อนยังนิ่งไม่เข้าเกียร์ออกรถ

ภูดลเข้าเกียร์ แตะคันเร่ง หางตามองถนนฝั่งที่เพิ่งติดไฟแดง เห็นรถสิบล้อพ่วงคันใหญ่แล่นตะบึงมาอย่างเร็วผิดปกติ รถที่จอดข้างพวกเขาออกไปก่อนโดยไม่ทันสังเกต

เวลาไม่ถึงเสี้ยววินาทีจากนั้น

โครม…ปัง!

สิบล้อพยายามหักหลบแต่ไม่พ้น ชนรถเก๋งทางตรงเข้าอย่างจัง หนำซ้ำท้ายพ่วงก็สะบัด เป๋ปัดมายังรถอีกคันที่จอดนิ่งไม่เคลื่อนตัว

“เฮ้ย…” แทนนทีอุทานลั่น ตกใจเมื่อเห็นพ่วงท้ายสิบล้อปัดเข้ามาหารถตนโดยไม่มีทางเลี่ยง

ภูดลเหยียบคันเร่ง รถเคลื่อนตัว…ถอยหลังหลบอันตรายพ้นแบบเฉียดฉิว โชคดีที่ด้านหลังไม่มีรถจอดต่อท้ายจึงทำให้ไม่เกิดเหตุถอยชนขึ้นอีก

เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่วินาที

แทนนทีหันขวับ คาดไม่ถึงเพื่อนตนจะมีสติรับมืออุบัติเหตุไม่คาดฝันได้ดีเช่นนี้ เพราะแค่จอดนิ่งไม่ออกรถทันทีตอนเห็นสัญญาณไฟเขียวก็นับว่าแปลกแล้ว นี่ยังสามารถถอยหลังหลบท้ายพ่วงที่ปัดมาได้ราวปาฏิหาริย์

“ไอ้เหี้ยดิน…ทำได้ไงวะเนี่ย”

“ก็มองเห็นอยู่ด้วยกัน จะให้กูอธิบายอะไรอีก”

ภูดลพูดพลางถอนใจยาว ผ่อนคลายอาการตึงเครียดหลังผ่านพ้นเหตุร้ายหวุดหวิด

นักฟุตบอลหนุ่มจ้องหน้าเพื่อนเขม็ง เห็นแววโล่งอกในดวงตานั้นความเข้าใจค่อยบังเกิด

การจะรอดจะอุบัติเหตุแบบนี้ไม่ได้มีดีแค่โชคช่วย สติมั่นคงแก้ไขสถานการณ์ทันท่วงที…แต่…ต้องมองเห็นภาพอนาคตล่วงหน้ารอบด้าน วางแผนทางหนีทีไล่อย่างฉลาดรอบคอบรัดกุม และไม่ตกใจลนลานขณะเผชิญหน้ารับมือเหตุการณ์จริง

พอเข้าใจจึงเอ่ยปากเบาๆ

“เพราะอย่างนี้ใช่มั้ย มึงถึงขอตามกูมาด้วย”

“ไปโรงพยาบาลกันเถอะ”

ภูดลบอกเรียบๆ ขณะหาเส้นทางขับรถออกจากสี่แยกที่เกิดอุบัติเหตุ ลักษณะท่าทางไม่เหมือนคนยินดีที่ผ่านเรื่องร้ายมาหมาดๆ เลย

—————————         ———————-      ———————-

ลานจอดรถโรงพยาบาลกั้นกลางระหว่างตัวตึกอาคาร กับสนามหญ้าเขียวชอุ่ม สวนหย่อมดอกไม้สวยงามให้คนป่วยออกมาพักผ่อนรับอากาศบริสุทธิ์

สองหนุ่มไม่แน่ใจจะพบดุจดาวที่นี่ พอลงจากรถก็มองหน้ากันเป็นเชิงหารือว่าควรเริ่มเดินหาจากจุดไหนก่อน

“กูว่าไม่ต้องไปไหนไกลหรอก”

แทนนทีเอ่ยขึ้นเมื่อสายตากระทบร่างผู้หญิงกำลังนั่งพักผ่อนอยู่ในศาลาข้างสวนหย่อม แน่ใจแทบจะทันทีว่าเป็นคนที่ตนตั้งใจมาหา

ภูดลมองตามสายตาเพื่อนแล้วชะงัก ตัวจริงดูสาวกว่าในรูป แต่ที่น่าประหลาดใจกว่านั้นคือผู้หญิงคนนี้คล้ายเด็กสาวในฝันที่ยืนเกาะเชือกกั้นหน้าตึกโรงพยาบาลที่ถล่ม

ความเข้าใจบังเกิดรางๆ จึงรุนหลังอีกฝ่ายเบาๆ

“กูจะรอในรถ มึงเข้าไปคุยตามสบายเลย”

นักฟุตบอลหนุ่มถอนใจ รู้สึกขาแข็งก้าวไม่ออก ให้เข้าไปชาร์จแย่งลูกบอลจากคู่ต่อสู้ทีมแข็งที่สุดยังยากกว่าเดินไปหาผู้หญิงร่างเล็กบอบบางในศาลาข้างหน้าเสียอีก

————————        ——————–       ———————-

เด็กบ้านแสงเทียนมักวาดภาพพ่อแม่ในฝันเอาไว้แทบทุกคน พ่อเป็นวีรบุรุษ เข้มแข็ง อบอุ่น รักครอบครัว แม่ใจดี พูดจาไพเราะมีอ้อมกอดคอยปกป้อง ซับน้ำตาทุกเวลา

แม่ตัวจริงที่นั่งในศาลามองเนินหญ้าเขียวชอุ่ม สีหน้ามีรอยหม่นจางๆ คล้ายในหัวมีเรื่องครุ่นคิดกังวลมากมาย ย่อมไม่ใช่มารดาในฝันแทนนที

ชายหนุ่มหยุดยืนนอกศาลาไม่กี่ก้าว รู้สึกเหมือนเผชิญกำแพงที่มองไม่เห็น ไม่กล้าก้าวต่อไปแต่ก็ไม่กล้าถอยหลังกลับ

ชั่วขณะลังเลใจ เธอก็หันกลับมาคล้ายรู้สึกถึงสายตาที่จับจ้องมองตนเอง

ดวงตาหม่นฉายรอยผงะตกใจ ก่อนตั้งสติได้ร่างกายผ่อนคลาย รอยยิ้มบางๆ เปิดต้อนรับพร้อมวาจาแรก

“เข้ามาก่อนสิจ๊ะ”

แทนนทีกลับแปลกใจเสียเอง ลักษณะแม่คล้ายคาดเดาได้ว่าเขาต้องมาหาไม่วันใดก็วันหนึ่ง อาจไม่ทันเตรียมตัวแต่ไม่ถึงขั้นประหลาดใจ

นั่นทำให้กำแพงความประหม่าถูกทลายง่ายดาย ก้าวขาเดินเข้าศาลา นั่งลงตรงหน้ามารดาโดยไม่รู้ควรเริ่มต้นสนทนาอย่างไร

“มาที่นี่ได้ยังไง” คนเป็นมารดาถาม

“คนที่ร้านบอกว่า…เอ่อ…คุณ…มาตรวจร่างกายตั้งแต่เช้าแล้วยังไม่กลับ”

ดวงตาของแม่ฉายรอยยิ้ม หยาดน้ำใสๆ เอ่อคลอตื้นตันเข้าใจ จะให้ผู้ชายคนนี้เรียกตนเองว่า ‘แม่’ ทั้งที่เพิ่งพบกันครั้งแรกได้อย่างไร

“แทนรู้ที่อยู่แม่จากผู้หญิงคนนั้นหรือ” เธอต้องเป็นฝ่ายเอ่ยปากแสดงความสนิทสนมก่อน

“ครับ” วาจาตอบรับสั้น ในใจกลับซึมซับคำว่า ‘แม่’ อย่างเงียบงัน

“คิดอยู่เหมือนกันว่าเธอคงต้องไปหาแทน”

คำพูดนี้แสดงชัด เหตุที่ไม่ประหลาดใจเกินคาดก็เพราะลิ่วลมมาพบดุจดาวก่อนแล้ว เมื่อไม่ได้รับคำตอบที่ต้องการจึงต้องนำชื่อที่อยู่มาบอกแทนนทีแน่นอน เพื่อหวังให้ช่วยเหลือ

“ผมไม่ได้มาเพราะหลิว…เอ่อ…ขอให้มาช่วย…ถามเรื่องอะไรนั่น”

ดุจดาวพยักหน้าเข้าใจ รอยยิ้มเศร้าๆ เผยขึ้น

“งั้นที่มานี่ แทนคงอยากถามแม่ว่าทิ้งแทนทำไม…มีความสุขมากใช่มั้ยที่ทิ้งลูกหนีมาอย่างนั้น”

ก้อนแข็งๆ จุกตันลำคอ คำพูดหลุดจากปากชายหนุ่มยากเย็น

“เปล่า” วาจาข่มกลั้นความพลุ่งพล่านในใจ “ผมแค่อยากเห็นหน้า…แม่…อยากให้รู้ว่า…ผมทราบว่าแม่ยังมีชีวิตอยู่”

ต่อให้คำว่า ‘แม่’ หลุดจากปากก็ยังมีความรู้สึกห่างเหินอยู่ในที

“ถ้าแทนมาก่อนหน้านี้สักวัน แม่คงอาย รู้สึกผิดไม่กล้าพบหน้า ไม่รู้จะคุยอะไรด้วย…”

คำพูดพร้อมแววตาแปลกๆ ทำให้คนฟังฉุกใจ เหลือบเห็นซองสีน้ำตาลที่ใส่ผลการตรวจร่างกาย สังหรณ์ไม่ดีปรากฏรางๆ

“ผลตรวจร่างกาย…ปกติ…ดีใช่มั้ย” ถามด้วยใจหวังให้มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ

ดุจดาวยิ้มเต็มที่คล้ายจิตใจเปิดกว้าง พร้อมยอมรับความจริงตรงหน้า การได้เห็นลูกชายที่ตนแอบเฝ้ามองมาปรากฏเหมือนฝัน ไม่กล่าววาจาเสียดแทงเจ็บใจ ค่อยรู้สึกว่าโชคชะตาไม่เลวร้ายเกินไปนัก

“ตอนนี้แม่มีเรื่องอยากคุยกับแทนเยอะเลย มีเวลาให้แม่มั้ย”

“ครับ”

หลังจากนั้นคือบทสนทนายืดยาวระหว่างสองแม่ลูก ช่วงเวลาสั้นๆ จะกลายเป็นความทรงจำอันยืดยาวในอนาคต

———————–        —————–        ———————

ผู้ลอบติดตามณครามมาตามเวลานัดหมาย พบอาจารย์หนุ่มนั่งรอที่โต๊ะทำงานจึงเข้ามาวางโทรศัพท์มือถือตรงหน้า เปิดระบบสนทนาแบบเห็นหน้า

ชายที่ปรากฏในจออยู่ในความมืด เห็นเพียงเงาดำของรูปร่าง โครงหน้า

“ลูกน้องผมบอกว่าคุณมีเรื่องอยากคุยด้วย” คนในเงาเริ่มต้นก่อน

ณครามผงกศีรษะเชิงทักทาย

“ใช่…ผมถูกพวกคุณเฝ้าดูมาจนเบื่อแล้ว คิดว่าควรเปิดโต๊ะเจรจากันสักที”

“รู้ใช่มั้ยว่าที่ยังไม่มีคำสั่งฆ่ามาแทนคำสั่งเฝ้าดูติดตาม เพราะพวกเราเสียดายความสามารถของคุณ”

“ขอบคุณครับ แต่ผมก็รู้ว่าที่คุณติดตามเฝ้าดูก็หวังให้ผมเป็นสะพานเชื่อมไปหาคนคนนั้น”

“ดอกเตอร์แอล…เป็นบุคคลสำคัญที่ทางเราต้องการตัว…ถ้าคุณสามารถบอกที่อยู่ให้เราไปรับตัวเขามาได้เมื่อไหร่ ทางเรารับรองจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับคุณอีกต่อไป”

คำพูดธรรมดาแฝงความหนักแน่นแทนยืนยันสัญญา

“ผมก็อยากให้พวกคุณเลิกยุ่งเกี่ยว ไม่ต้องคอยมาเฝ้าดูติดตามเหมือนกัน แต่ผมไม่รู้จริงๆ ว่าดอกเตอร์แอลของคุณซ่อนตัวอยู่ไหน”

“ทางเราก็เชื่อเช่นนั้น คนฉลาดอย่างดอกเตอร์แอล ไม่มีทางบอกที่ซ่อนกับใคร แม้กระทั่งคนที่เคยช่วยเหลือให้เขาเดินทางกลับเมืองไทยโดยสวัสดิภาพอย่างคุณ”

ตอนเรียนต่างประเทศ ณครามเคยช่วยคนไทยคนหนึ่งให้เดินทางกลับประเทศจริง หลังจากนั้นก็โดนจับตาจากคนอีกกลุ่มจนถึงตอนนี้

“แต่…” ฝ่ายนั้นยังมีคำพูดต่อมา “ทางเราก็เชื่อว่า เขาไม่สามารถไว้วางใจขอความช่วยเหลือจากใคร โดยเฉพาะเรื่องการเงิน…นอกจากคุณ”

ณครามยิ้มรับไม่ปฏิเสธ

“ตอนนั้นผมคิดว่าเขาเป็นคนไทยไกลบ้าน เป็นพวกโรบินฮู้ดหนีเข้าเมืองที่หมดตัว อยากกลับบ้านแต่ไม่มีเงินค่าตั๋วเครื่องบิน เลยช่วยไปเท่านั้นเอง”

คำบอกกล่าวแฝงวาจาแก้ตัวแนบเนียน

“แล้วเขาก็ยังติดต่อคุณมาตลอด” น้ำเสียงบอกความเท่าทัน

“เขาติดต่อผมเอง ส่วนใหญ่ก็เรื่องเงินอย่างที่คุณรู้ ซึ่งผมก็ช่วยเท่าที่ช่วยได้ เพราะโดนทางคุณตามล่าแบบนี้เขาคงไม่มีทางทำมาหากินสะดวกแน่”

“ทุกครั้งที่ติดต่อมีเรื่องแค่ขอเงินอย่างเดียว ไม่ได้บอกเหตุผลอะไรเลยหรือ…ที่ทำให้คุณยังคอยซัพพอร์ตเขาจนถึงตอนนี้”

วาจาดักอย่างรู้ทัน…ไม่มีใครยอมให้เงินช่วยเหลือคนแปลกหน้าบ่อยๆ โดยไม่รู้เหตุผลเบื้องหลังแน่นอน

มุมปากณครามกระตุกรอยยิ้มแปลก ดวงตาฉายแวววับ

“ครั้งนี้เขาบอก…”

“บอกอะไร”

“เขาฝากไอ้นี่ให้คุณ”

พูดจบก็หยิบเมมโมรีการ์ดจากลิ้นชักยื่นให้ดูที่หน้าจอ ก่อนคนเป็นลูกน้องจะมารับเอาไปเสียบเชื่อมต่อโทรศัพท์ ส่งข้อมูลในนั้นไปให้คนปลายทาง

หลังกวาดตาดูข้อมูลคร่าวๆ เสียงฝ่ายตรงข้ามเข้มขึ้นบอกความขุ่นเคืองในใจ

“เขาบอกอะไรคุณอีก”

“ME โปรเจกต์”

ทันทีที่วาจานี้หลุดจากปากณคราม รังสีอำมหิตแผ่จากชายในเงา ส่งผลให้ผู้เป็นลูกน้องขยับตัวเตรียมพร้อม

อาจารย์หนุ่มไม่แสดงท่าทีวิตกต่ออาการคุกคาม ยังพูดต่อเรื่อยๆ

“เขาบอกว่าสามคำนี้เป็นเครื่องรับประกันความปลอดภัย ไม่อธิบายอะไรมากกว่านั้น เพราะเชื่อว่าบอกแค่นี้คุณคงจะรู้ว่าควรปฏิบัติตัวกับผมยังไง”

หึหึ เสียงหัวเราะกร้าวดังจากร่างในเงามืด

“ดอกเตอร์แอลฉลาดสมเป็นอัจฉริยะจริงๆ เขาคงรู้ว่าเมื่อทางเราเห็นคุณหมดประโยชน์ ไม่สามารถเป็นสะพานเชื่อมได้ต้องถูกสั่งเก็บแน่ๆ เลยตอบแทนบุญคุณด้วยการประกันความปลอดภัยด้วยเจ้าสิ่งนี้”

ณครามไม่แสดงท่าทีว่ารู้จัก หรือถามไถ่ว่า ME โปรเจกต์คืออะไร ด้วยมั่นใจว่ายิ่งตนรู้เรื่องราวน้อยเท่าใด เครื่องประกันความปลอดภัยยิ่งทรงประสิทธิภาพมากเท่านั้น

“เอาเถอะทางเราจะยกโทษ และลืมเรื่องที่คุณขัดขวาง ‘ภารกิจ’ ครั้งนี้ และมันจะเป็นแค่ครั้งเดียวเท่านั้น หวังว่าคุณคงไม่ทำตัวเป็นอุปสรรค สร้างปัญหาให้องค์กรและงานของเราอีก”

“ผมเป็นแค่อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมดา จะไปยุ่งเกี่ยวสร้างปัญหาอะไรให้พวกคุณได้”

คำพูดเรียบๆ ไม่แสดงทั้งการถ่อมตัวหรือเย้ยหยัน

โทรศัพท์ถูกเก็บ อีกคนในห้องออกไปเงียบๆ ปล่อยให้ณครามอยู่ลำพังท่ามกลางความเงียบและกลิ่นอายการเจรจาที่ทิ้งคลื่นความกดดันบางๆ เอาไว้

การเจรจาครั้งนี้ประสบผลบางส่วน ชื่อ ‘ME โปรเจกต์’ เป็นยันต์คุ้มภัยชั่วคราว ฝ่ายนั้นไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่าเขาจะรู้แค่ชื่อโปรเจกต์โดยไม่ทราบรายละเอียดใดเลย

ดังนั้นการส่งเมมโมรีการ์ดบันทึกข้อมูลโปรเจกต์บางส่วนย่อมเป็นการสำทับอีกที หากณครามเป็นอะไรไป ดอกเตอร์แอลจะปล่อยข้อมูลทั้งหมดออกสู่สาธารณะทันที

นั่นเป็นสิ่งที่พวกมันกลัวที่สุด จนน่าจะมีการประชุมใหญ่วางแผนหาวิธีจัดการกับพวกเขาอีกที

นั่นเท่ากับเป็นการซื้อเวลาได้อีกช่วงหนึ่ง สำหรับการทำงานเพื่อให้แผนการขั้นสุดท้ายบรรลุผลสำเร็จ

ณครามหวังว่าตนเองจะปลอดภัยถึงวันนั้น

—————————-       ———————     ———————-

ฟ้ามืด ถนนสู่กรุงเทพฯ คลาคล่ำด้วยรถรา

โชเฟอร์ขากลับเป็นภูดล ส่วนเจ้าของรถนั่งเงียบๆ ทบทวนความคิด ระลึกถึงช่วงเวลาที่เพิ่งผ่านมาไม่กี่ชั่วโมงก่อนอย่างอบอุ่นใจ

หลังบทสนทนาอันยืดยาวที่โรงพยาบาล แม่ชวนเขากับภูดลรับประทานอาหารเย็นก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ

ภูดลทำตัวสนิทสนมคุ้นเคยกับมารดาเพื่อนได้เร็ว เพราะตนเองไม่มีปมน้อยเนื้อต่ำใจใดๆ พูดคุยราวกับรู้จักกันมานาน หนำซ้ำเล่าเรื่องราวส่วนตัวสมัยเด็กให้รู้ราวกับจะบอกว่า…ชีวิตในบ้านแสงเทียนก็ไม่เลวร้ายนักหนา ความรู้สึกผิดที่ทอดทิ้งลูกชายควรคลายลงได้แล้ว

 

หลังจากขับรถมาชั่วโมงกว่า เห็นว่าเงียบเกินไปวิศวกรหนุ่มจึงเอ่ยปากคุยกับเพื่อนร่วมทาง

“แม่ของมึงยังดูสาวอยู่นะ ไม่น่าเชื่อว่ามีลูกโตเป็นหนุ่มตั้งสองคน”

เขาหมายถึงแทนนที และ ‘น้องบิว’ ลูกชายอีกคนที่กำลังเป็นนักศึกษาแพทย์ปีสอง

“ตอนเขามีกูอายุยังไม่ถึงสิบเจ็ดเลยมั้ง” น้ำเสียงที่พูดแฝงความเข้าใจ ไม่มีร่องรอยเจ็บช้ำ

“เพราะอย่างนั้น กว่าจะยอมแต่งงานจริงๆ ก็อีกตั้งหลายปี…มึงกับน้องชายเลยอายุห่างกันเกือบสิบปี”

“ถ้าสามีเขายังไม่ตาย ชีวิตน่าจะมีความสุขกว่านี้นะ” แทนนทีเปรย

“แหมลูกชายคนนึงเป็นถึงนักฟุตบอลค่าตัวแพง อีกคนก็เป็นว่าที่คุณหมอ…กูว่าแค่นี้เขาก็มีความสุขมากแล้ว”

แทนนทีอมยิ้มทว่าแววตายังมีรอยหม่นจางๆ

“เออ…ขอบใจนะที่มาด้วยกันวันนี้”

“เรื่องเล็กน้อยน่า ไม่ต้องมาขอบใจหรอก ก่อนกลับมานี่แม่เขายังฝากฝังให้กูคอยดูแลมึงเลย…เพราะฉะนั้นอย่าหือกับพี่นะไอ้น้อง” คนขับสัพยอก

แทนนทียิ้มน้อยๆ พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังกว่าเดิม

“กูพูดจริง…ขอบใจที่มาด้วยกัน ไม่งั้นวันนี้กูคงไม่ได้เจอแม่หรอก”

ดวงตาภูดลฉายรอยยิ้มในความมืด

“สำหรับพวกเราไม่ต้องมาขอบอกขอบใจอะไรกันแล้ว…อย่าลืมสิแก๊งเด็กเดนตายน่ะ มีหน้าที่ต้องช่วยเหลือกันและกัน”

“เออก็จริง…กูแค่ย้อนมาคิดดู ถ้ามาคนเดียวคงไม่รอดจากอุบัติเหตุตรงสี่แยกนั่นแน่ๆ น่าจะโดนสิบล้อชนเข้าเต็มๆ ต่อให้ไม่ตายคงเจ็บหนักไม่มีโอกาสเจอแม่วันนี้ ไม่มีโอกาสลงแข่งรอบปิดฤดูกาล…แล้วไม่รู้ว่าต่อไปจะรวบรวมความกล้ามาเจอเขาได้อีกเมื่อไหร่”

“เรื่องมันผ่านไปแล้วน่า ตอนนี้มึงกับแม่ก็เจอกันแล้ว ต่อไปมึงก็ดีกับเขาให้มากๆ แล้วกัน”

“เออ” รับปากหนักแน่น แววตาฉายรอยกังวลจางๆ

ภูดลลอบถอนใจเบาๆ เชื่อว่าเหตุการณ์หลังจากนี้คงไม่เหมือนความฝันเมื่อคืนอีกแล้ว

ภาพอนาคตที่ภูดลฝันเห็นเมื่อคืน มันร้ายกาจ เจ็บปวดมากกว่าแทนนทีคาดคิดมากมายนัก

Don`t copy text!