มรดกมนตรา บทที่ 30 : เกมส์นี้…ข้าคือผู้วางกระดาน

มรดกมนตรา บทที่ 30 : เกมส์นี้…ข้าคือผู้วางกระดาน

โดย : วัชรนริศ

Loading

มรดกมนตรา ผลงานของ วัชรนริศ ที่อ่านเอานำมาให้อ่านออนไลน์ทาง anowl.co กับเรื่องราวของนักวิจัยสาวผู้ไม่เชื่อในสิ่งลี้ลับที่ได้รับคฤหาสน์โบราณกลางป่ากาญจนบุรีเป็นมรดกจากญาติที่ไม่เคยรู้จัก ทว่าคฤหาสน์หลังนี้กลับซ่อนคำสาป วิญญาณ และอดีตอันมืดมนที่รอการปลุกตื่น พร้อมการฟื้นคืนของ “อัคนีนาฏเทวี” อสูรสาวในตำนาน

กลางดึกภายในเทวาลัยของอัคนีนาฏเทวี เธอได้นั่งสมาธิเพื่อส่งกระแสจิตไปเข้าฝันโฉมสุรางค์ หญิงสาวที่กำลังนอนหลับอยู่ เธอได้ฝันเห็นตัวเองอยู่ภายในห้องเก็บสมบัติขนาดใหญ่ เธอเดินหมุนไปรอบๆ ห้องด้วยความตื่นเต้น

“นี่มันที่ไหนกัน ทำไมสมบัติมันถึงได้มากมายขนาดนี้”

ระหว่างที่เธอพูด ก็มีเสียงที่แหบแห้งค่อยๆ ดังออกมาจากมุมมืดของห้อง เธอรีบหันกลับไปมองหาต้นตอของเสียงด้วยความตกใจแต่กลับไม่พบอะไร นอกจากกองสมบัติ “เสียงใครกัน ออกมานะ”

เสียงเรียกชื่อของเธอยังคงดังอยู่รอบๆ ตัว เธอหันมองไปรอบๆ ทันใดนั้นก็ค่อยๆ มีเสียงเดินลากโซ่ออกมาจากบริเวณข้างห้องและเรียกชื่อของเธออีกครั้ง

“โฉมสุรางค์ โฉมสุรางค์ ช่วยแม่ด้วย” ราตรีเดินออกมาด้วยเสื้อผ้าที่เปื้อนไปด้วยเลือด ขาของเธอมีโซ่ตรวนที่ถูกล่ามเอาไว้

โฉมสุรางค์อุทานร้องด้วยความตกใจ “คุณแม่! ทำไมแม่ถึงเป็นแบบนี้และแม่มาอยู่ที่นี้ได้ยังไง” โฉมสุรางค์รีบวิ่งเข้าไปกอดแม่ของเธอ

“ช่วยแม่ด้วยโฉม ช่วยแม่ด้วย พวกมันไม่ยอมปล่อยแม่ไปไหน ช่วยแม่ด้วยนะอย่าทิ้งแม่ไป” วิญญาณราตรีพูดด้วยความอาลัยอาวรณ์ อยู่ๆ ก็มีเสียงเปิดประตูค่อยๆ ดังขึ้น

“มันมาแล้ว มันมาแล้ว ช่วยแม่ด้วย” วิญญาณราตรีพูดด้วยน้ำเสียงหวาดกลัวและฟูมฟาย

“ใครมาคะแม่ ใครมา” เธอพูดและพยายามโอบกอดร่างแม่ของเธอไว้

เสียงหัวเราะของอัคนีนาฏเทวีค่อยๆ ดังขึ้น เธอเดินเข้ามาด้วยเสียงหัวเราะอย่างพึงพอใจ “เจอกันซะทีนะโฉมสุรางค์”

“แกเป็นใคร แกทำอะไรกับแม่ฉัน และที่นี่มันที่ไหน” หญิงสาวด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่น

อัคนีนาฏเทวีค่อยๆ เดินก้าวเข้ามา จนแสงสว่างภายในห้องกระทบกับใบหน้าของเธออย่างชัดเจน

“โฉมสุรางค์ เจ้าลองมองหน้าข้าดีๆ สิว่าเรารู้จักกันไหม” ในขณะที่อัคนีนาฏเทวีพูด เธอก็จำแลงกายกลับมาเป็นอัคคีรัตน์ เพื่อให้โฉมสุรางค์ได้เข้าใจชัดขึ้น

“อัคคีรัตน์!” โฉมสุรางค์อุทานด้วยความตกใจ

“แกทำอะไรกับแม่ฉัน และแกมันเป็นตัวอะไรกันแน่” โฉมสุรางค์ค่อยๆ ยืนขึ้นและถอยหลังด้วยความกลัว

อัคคีรัตน์ค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้ตัวเธอและหัวเราะเล็กน้อย “เจ้าก็ลองถามราตรีแม่ของเจ้าดูสิ ว่าทำไมมันถึงได้มาอยู่ที่นี่”

วิญญาณราตรีที่นั่งตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว เอาแต่พูดว่า “ไม่เอาแล้ว ไม่เอาแล้ว ปล่อยฉันไปเถอะ”

“ฉันจะบอกให้เอาบุญก็ได้โฉมสุรางค์ พวกเจ้าน่ะมันโลภมาก วันนั้นแม่ของเจ้ามาหาข้าถึงที่นี้ และข้าก็เห็นว่าแม่ของเจ้าโลภมากอยากจะได้สมบัติพวกนั้นมาครอบครอง ข้าก็เลยให้มันอยู่เฝ้าสมบัติทั้งหมดที่นี่ไงล่ะ”

โฉมสุรางค์พูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นและแววตาที่สับสน “เป็นไปไม่ได้ แม่ของฉันตายไปแล้ว จะมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”

อัคคีรัตน์ยังคงหัวเราะและยิ้มอย่างเย้ยหยัน “ใช่! แม่ของเจ้าน่ะตายไปแล้ว แต่ในเมื่อแม่ของเจ้าอยากได้ทรัพย์สมบัติพวกนี้มากนัก ถึงแม้ร่างจะแหลกสลายไปแล้วก็ตาม แต่วิญญาณยังคงอยู่ ข้าจึงพามันกลับมาเฝ้าสมบัติที่มันอยากได้นักหนาไงล่ะ” อัคคีรัตน์ยิ้มเย้ย

โฉมสุรางค์อุทานด้วยความโกรธแค้น “นางปีศาจร้าย แก…ฉันจะฆ่าแก” เธอโกรธและพยายามวิ่งเข้าไปบีบคออัคคีรัตน์ หญิงสาวบีบคอของเธออย่างสุดแรง แต่อัคคีรัตน์กลับหัวเราะและยิ้มอย่างสนุกสนาน

“เจ้าคิดว่าจะทำอะไรข้าได้งั้นหรือ” อัคคีรัตน์เอื้อมแขนมาบีบคอของโฉมสุรางค์ทำให้เธอเริ่มหายใจไม่ออกจนโฉมสุรางค์ต้องปล่อยมือของเธอออกจากคอของอัคคีรัตน์

“ว่ายังไงล่ะ เจ้าจะฟังข้าดีๆ ได้แล้วหรือยังโฉมสุรางค์” อสูรสาวพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

เธอพยายามพยักหน้า อัคคีรัตน์จึงปล่อยมือจากคอของเธอ “เอาละ โฉมสุรางค์ ข้าไม่ต้องการที่จะทำร้ายเจ้าหรอกนะ” โฉมสุรางค์ลงไปนั่งกองที่พื้นอย่างอ่อนแรง

“ถ้าหากเจ้าช่วยข้าดีๆ ละก็ นอกจากเจ้าจะได้สิ่งที่เจ้าต้องการแล้ว ข้าก็จะปล่อยวิญญาณของแม่เจ้าไปด้วย” อัคคีรัตน์พูดและเดินหันหลังให้กับเธอ

“แก ต้องการอะไรกันแน่นางปีศาจ” โฉมสุรางค์พูดในขนาดที่นั่งกองอยู่กับพื้นด้วยท่าทางอ่อนแรง

“ข้าน่ะหรือปีศาจ ถ้าข้าเป็นปีศาจเจ้าเองก็คงไม่ต่างอะไรไปจากข้าสักนิดนะโฉมสุรางค์ ข้ารู้นะว่าเจ้าเกลียดนางทิพย์ธิดาที่มาแย่งรวีไปจากเจ้า แล้ววันนั้นข้าก็รู้ด้วยว่า ทิพย์ธิดาไม่ได้ขโมยเครื่องเพชร แต่มันเป็นเจ้า!”

โฉมสุรางค์นั่งสำลักด้วยท่าทีหอบเหนื่อย

“เอาละ ในเมื่อเจ้าต้องการรวี และต้องการจะปลดปล่อยวิญญาณของแม่เจ้า ต่อไปนี้เจ้าต้องทำตามทุกอย่างที่ข้าต้องการ เข้าใจไหม!” โฉมสุรางค์พยักหน้าตอบรับคำของอัคคีรัตน์

“ดีมากโฉมสุรางค์! อีกเรื่องที่ข้าอยากจะบอก เจ้าคงได้พบกับสายใจแล้วสินะ”

โฉมสุรางค์พยายามลุกขึ้นยืน ในขณะที่บุษบาค่อยๆ เดินเข้ามาภายในห้อง โฉมสุรางค์มองเห็นบุษบาและอุทานด้วยความตกใจ

“นี่มันอะไรกันแน่ ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ได้บุษบา เธอเป็นปีศาจเหมือนพวกมันหรือ”

“โฉมสุรางค์ เจ้าลองมองหน้าบุษบาดีๆ สิ ว่าจริงๆ แล้วบุษบาเป็นใคร” อัคคีรัตน์หันกลับมาพูดกับเธอ

ทันใดนั้น ใบหน้าของบุษบาก็ค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นใบหน้าของนางสายใจที่กำลังยิ้มอย่างมีเล่ห์กล

“นี่แกไม่ใช่บุษบา แกเป็นใคร” โฉมสุรางค์ถามด้วยความกลัวและสับสน

บุษบามองหน้าโฉมสุรางค์ด้วยแววตาเย็นชา “อธิบายไป เจ้าคงไม่เข้าใจหรอกนะ แต่เอาเป็นว่าข้าคือคนที่เคยอยู่ที่คฤหาสน์วารีมรกต และข้าก็ถูกหักหลังจากคนที่นั่น สงสารเจ้านะโฉมสุรางค์ที่เจ้ามีคนที่เจ้ารักแต่เขากลับไม่เคยสนใจไยดีเจ้าเลย เพราะตัวข้าเองก็เคยรู้สึกแบบนั้น ข้าหวังว่าหลังจากนี้เจ้ากับข้าเราคงจะช่วยกันได้นะ” โฉมสุรางค์มองค้อนด้วยความไม่พอใจ

อัคคีรัตน์ยืนจ้องมองเธอ และพูดเสริม “โฉมสุรางค์ อีกไม่นานข้ามีเรื่องที่จะให้เจ้าทำ” เธอมองด้วยแววตามีแผนการ

โฉมสุรางค์รู้สึกตัวตื่นขึ้นอีกครั้งภายในห้องนอนของเธอด้วยความรู้สึกวิตกกังวลและตื่นกลัว เธอรู้ดีว่าหลังจากนี้เธอจะต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้รวีกลับมา และช่วยปลดปล่อยวิญญาณแม่ของเธอ

 



Don`t copy text!