มรดกมนตรา บทที่ 31 : เธอ…ผู้ว่าจ้างความตาย

มรดกมนตรา บทที่ 31 : เธอ…ผู้ว่าจ้างความตาย

โดย : วัชรนริศ

Loading

มรดกมนตรา ผลงานของ วัชรนริศ ที่อ่านเอานำมาให้อ่านออนไลน์ทาง anowl.co กับเรื่องราวของนักวิจัยสาวผู้ไม่เชื่อในสิ่งลี้ลับที่ได้รับคฤหาสน์โบราณกลางป่ากาญจนบุรีเป็นมรดกจากญาติที่ไม่เคยรู้จัก ทว่าคฤหาสน์หลังนี้กลับซ่อนคำสาป วิญญาณ และอดีตอันมืดมนที่รอการปลุกตื่น พร้อมการฟื้นคืนของ “อัคนีนาฏเทวี” อสูรสาวในตำนาน

เช้าวันรุ่งขึ้นภายในห้องอาหาร รวี ทิพย์ธิดาและโฉมสุรางค์กำลังรับประทานอาหารเช้าร่วมกัน ชายหนุ่มมองหน้าโฉมสุรางค์และเห็นสีหน้าของเธอดูไม่ค่อยดีนัก “คุณโฉมครับคุณเป็นอะไรหรือเปล่าครับ ดูสีหน้าคุณไม่ค่อยดีเลย” รวีถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง

“ไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ เมื่อคืนโฉมคงนอนหลับไม่ค่อยสนิทนะคะ คุณไม่ต้องห่วงนะคะ” เธอพูดพร้อมมองไปที่ชายหนุ่มและวางช้อนอาหาร

ทิพย์ธิดาพูดเสริมขึ้น “ยังไงตอนค่ำดิฉันจะให้บัวขึ้นไปเสิร์ฟนมอุ่นๆ ให้คุณโฉมได้ดื่มก่อนนอนดีไหมคะ จะทำให้หลับง่ายขึ้น” เธอพูดด้วยเสียงอ่อนโยน

โฉมสุรางค์ใช้ผ้าซับที่มุมปากเล็กน้อย “ไม่ดีกว่าค่ะ ขอบคุณมากนะคะ ถ้ามีอะไรฉันจะเรียกบุษบาขึ้นไปเอง” ทิพย์ธิดาเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติอะไรบางอย่างระหว่างโฉมสุรางค์และบุษบา เธอฝืนยิ้มให้โฉมสุรางค์เล็กน้อย

“ถ้ายังไงแล้ว ดิฉันขอตัวขึ้นห้องก่อนนะคะ พอดีรู้สึกเพลียๆ” โฉมสุรางค์พูดพร้อมยืนขึ้นและมองทั้งสอง

หญิงสาวเดินกลับมาที่ห้องนอนของเธอและปิดประตู เธอเดินมานั่งอยู่ที่เตียงของเธอ

เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น “ดิฉันเองค่ะ บุษบา” เธอพูดน้ำเสียงเย็นชา

“เข้ามาสิบุษบา” หญิงสาวตอบรับด้วยน้ำเสียงที่ซ่อนความกังวล บุษบาเปิดประตู และค่อยๆ เดินเข้ามา “เป็นยังไงบ้างคะคุณโฉมสุรางค์ เมื่อคืนนอนหลับสบายดีไหมคะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน และยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย

“เมื่อคืนมันไม่ใช่ความฝันใช่ไหม แต่มันคือความจริง” โฉมสุรางค์พูดและมองหน้าบุษบาด้วยท่าทีสับสน

“แล้วคุณโฉมคิดว่ายังไงล่ะคะ” ในขณะที่บุษบาพูด เธอก็เผยให้เห็นใบหน้าของสายใจที่อยู่ในร่างของเธอ

โฉมสุรางค์ตกใจจนตัวแข็ง “มันคือเรื่องจริง! เธอ ไม่ใช่บุษบา แต่เธอ…”

บุษบายืนยิ้มที่มุมปากและหัวเราะเล็กน้อย “ใช่ค่ะ ทุกอย่างที่คุณเห็นเมื่อคืนน่ะ มันคือเรื่องจริง และฉันก็ไม่ใช่บุษบา” เธอพูดและเดินเข้ามานั่งที่ปลายเตียง หล่อนใช้มือลูบไปที่ผ้าห่มบนเตียงของหญิงสาว

“ฉันแค่ยืมร่างของเธอเพียงก็เท่านั้น ฉันชื่อ สายใจ เคยเป็นบ่าวรับใช้ของท่านหญิงสวาทสุภาย์ ผู้เป็นเจ้าของร่วมคฤหาสน์กับหม่อมเจ้าอดิศร ท่านลุงของคุณรวีไงคะ”

“แล้วทำไมเธอถึงมาอยู่ในร่างของบุษบาได้ และบุษบาไปไหน” โฉมสุรางค์พูดด้วยอาการตัวสั่น

“บุษบาเธอก็ไม่ได้ไปไหนหรอกค่ะ แค่ฉันยึดร่างของเธอไว้และก็ส่งดวงจิตของเธอไปขังไว้เท่านั้นเอง” บุษบาพูดด้วยแววตาชั่วร้าย

“ส่วนที่คุณถามฉันว่าทำไมถึงมาสิงอยู่ในร่างนี้ ก็ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ ฉันก็แค่อยากจะกลับมาทำอะไรต่อมิอะไรที่ยังค้างคาอยู่ บุษบาก็เป็นคนเดียวที่อยู่ใกล้พวกคุณมากที่สุด ฉันก็เลยเลือกร่างของเธอ”

“คุณโฉมอย่าลืมนะคะ ว่าเทวีและพวกฉันเฝ้ามองคุณอยู่และอย่าคิดที่จะหักหลังพวกเราเป็นอันขาด เพราะไม่อย่างนั้น คุณอาจจะต้องไปเฝ้าสมบัติกับคุณราตรีแม่ของคุณไงคะ” เธอพูดและอมยิ้มเล็กน้อย

“อีกไม่กี่วัน เทวีจะมีงานให้คุณทำ ฉันหวังว่าคุณจะทำตัวเป็นเด็กดีนะคะ” บุษบามองอย่างค้อนสายตาและค่อยๆ เดินออกไปจากห้อง โฉมสุรางค์กัดฟันกำมือด้วยความแค้นที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลย

 

สหรัฐแวะมาพบกับทิพย์ธิดาอีกครั้งในช่วงสายของวัน บัวและจอมเดินมาสวัสดีต้อนรับเขาที่หน้าบ้าน

“สวัสดีครับคุณตำรวจ วันนี้มาพบคุณรวีหรือครับ” จอมพูดและยิ้ม

“วันนี้ผมตั้งใจจะมาพบคุณทิพย์ธิดาน่ะครับ คุณทิพย์เธออยู่ไหมครับ”

บัวพูดเสริม “วันนี้คุณทิพย์อยู่ค่ะเชิญคุณสหรัฐทางนี้นะคะ” เธอพูดและรีบเดินนำไปพร้อมกับจอม

รวีเดินออกมาที่หน้าบ้านราวกับรู้ว่าสหรัฐมาหาทิพย์ธิดา

“สวัสดีครับคุณรวี” สหรัฐยกมือไหว้สวัสดีทักทาย

“สวัสดีครับคุณสหรัฐ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ และยกมือรับไหว้

“วันนี้ดอกเตอร์อมรไม่ได้มาด้วยกันหรือครับ” รวีถามเสียงแข็งเล็กน้อย

“วันนี้ผมไม่ได้มีธุระอะไรหรอกครับ คือตั้งใจจะมาชวนคุณทิพย์เธอออกไปเดินเล่นข้างนอกน่ะครับ” เขาพูดด้วยท่าทางยิ้มแย้ม

“ผมว่าคุณก็มีงานที่คงจะต้องทำอยู่แล้ว ไม่น่าลำบากเลยนะครับ” รวีพูดด้วยอาการหึงหวง แต่ยังคงพยายามนิ่งให้มากที่สุด

“ไม่ลำบากเลยครับคุณรวี ผมยินดีมากกว่าครับ คิดว่าเธออยู่ที่นี่คงจะเบื่อ” เขาพูดและยังคงยิ้ม ไม่นานทิพย์ธิดาก็เดินออกมาจากคฤหาสน์ และเข้ามาทักทายสหรัฐ

“คุณสหรัฐ สวัสดีค่ะ วันนี้มาแต่เช้าเลยนะคะเห็นบัวบอกว่าคุณมาหาดิฉัน มีอะไรหรือเปล่าคะ” เธอพูดด้วยแววตายิ้มเล็กน้อย รวีที่ยืนอยู่แสดงอาการไม่ค่อยพอใจ

“วันนี้ผมตั้งใจจะมาชวนคุณทิพย์ไปเดินเล่นด้วยกันข้างนอกน่ะครับ คุณมาอยู่ที่นี่นานแล้วกลัวจะเบื่อ”

ทิพย์ธิดายิ้มแล้วตอบรับ “ค่ะ”

“ถ้าอย่างนั้นวันนี้ผมขออนุญาตอาสาพาคุณทิพย์ออกไปเดินเล่นข้างนอกนะครับ” เขาพูดและมองเธอด้วยแววตาอ่อนโยน

“ยินดีค่ะ ถ้าอย่างนั้นดิฉันขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะคะ” เธอพูดและรีบเดินกลับเข้าไปภายในตึก รวีรู้สึกไม่ค่อยดีกับสหรัฐเพราะความหึงหวงที่มีต่อทิพย์ธิดา

“เอ่อ ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวไปรอเธอที่รถก่อนนะครับคุณรวี สวัสดีครับ” เขายกมือไหว้อีกครั้ง

หญิงสาวเดินกลับลงมาจากตึกและขึ้นรถไปกับสหรัฐ รวีที่ยืนอยู่ภายในศาลาแอบชำเลืองมองรถของสหรัฐที่ขับออกไป

นายตำรวจหนุ่มขับรถพาหญิงสาวกลับเข้าพระนครเพื่อมาเดินเล่นที่ห้างนายเลิศ บริเวณถนนเจริญกรุง และพาไปทานข้าวที่ร้านอาหารกันต่อ ทิพย์ธิดาและสหรัฐเดินเข้าไปภายในร้าน และเลือกที่นั่ง

“ยังไงวันนี้ให้ผมเป็นเจ้ามือนะครับคุณทิพย์ธิดา แลกกับมื้ออาหารวันก่อน”

“ไม่ดีหรอกค่ะคุณสหรัฐ ให้ดิฉันได้ช่วยเถอะค่ะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงเกรงใจ

“วันนี้ยังไงให้ผมเป็นเจ้ามือเถอะนะครับ นานๆ จะมีโอกาสพาคุณทิพย์ออกมาเดินเล่น” เขาพูดด้วยน้ำเสียงนิ่มนวล

“อือ…ก็ได้ค่ะ แต่คราวหน้าให้ดิฉันได้เลี้ยงตอบแทนคุณบ้างนะคะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงเกรงใจ

ทั้งสองเริ่มสั่งเมนูอาหาร และระหว่างที่รออาหารมาเสิร์ฟ สหรัฐชวนเธอพูดคุยหลายเรื่อง และเขาได้ถามเธอถึงเกี่ยวกับ เรื่องราวของคฤหาสน์วารีมรกต “อืม คุณทิพย์ธิดาครับทำไมคุณถึงไปอยู่ที่นั่นได้หรือครับ” สหรัฐถามขึ้นด้วยความสนใจ

“ดิฉันทำงานเป็นนักวิชาการด้านโบราณคดีที่พระนคร วันหนึ่งดิฉันได้รับจดหมายเกี่ยวกับเรื่องพินัยกรรมของคฤหาสน์วารีมรกต ฉันเลยเดินทางมาที่นี่ และก็ได้พบกับคุณรวีค่ะ”

“แล้วตอนที่คุณอยู่ที่พระนครคุณอยู่กับใครหรือครับ คุณพ่อคุณแม่ของคุณล่ะ”

“เท่าที่ดิฉันจำความได้ดิฉันเติบโตมาจากบ้านเด็กกำพร้า พ่อแม่หน้าตาเป็นยังไงฉันก็ไม่เคยเห็นหน้าของพวกท่านเหมือนกัน แต่ตอนนี้ดิฉันดีใจนะคะเพราะอย่างน้อยฉันก็รู้แล้วว่าดิฉันก็มีครอบครัว ถึงแม้ว่าพวกท่านจะไม่อยู่แล้วก็ตาม ดิฉันก็ได้กลับมาในบ้านของพวกท่าน” เธอพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เมื่อสหรัฐรับรู้ถึงเรื่องราวชีวิตของเธอ ก็ยิ่งรู้สึกที่อยากจะคอยอยู่เคียงข้างและปกป้องเธอ

“งั้นก็เท่ากับว่า เวลานี้คุณรวีก็เป็นเพียงญาติของคุณเพียงคนเดียวใช่ไหมครับ”

“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ค่ะ เพราะเท่าที่ดิฉันอยู่ที่นี้มา ก็มีเพียงคุณรวีที่อยู่เป็นเพื่อนกับฉันที่นี่ ส่วนคุณโฉมสุรางค์เธอเพียงตามคู่หมั้นของเธอมาด้วยนะคะ”

สหรัฐหัวเราะเล็กน้อย “ผมว่าคุณโฉมนี่เขาน่าจะตามหึงหวงคู่หมั้นเขาน่าดูเลยนะครับ”

“อืม จะว่าอย่างนั้นก็ได้นะคะ เพราะเธอก็เป็นคู่หมั้นกับคุณรวี” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง

“คุณทิพย์ธิดาครับ ผมเห็นคุณใส่สร้อยเส้นนี้ติดตัวตลอดเลย มันคืออะไรหรือครับ” เขาพูดและมองไปที่สร้อยพระขรรค์ของเธอ

“ถ้าฉันเล่าไปคุณอาจจะไม่เชื่อฉันนะคะคุณสหรัฐ คุณชื่อเรื่องพลังงานเหนือธรรมชาติไหมคะ”

สหรัฐฟังด้วยความสนใจ “คุณทิพย์ธิดาครับ ตั้งแต่ผมได้เจอเจ้าอสุรกายสองตัวนั้นที่พยายามจะทำร้ายผม รวมถึงอาวุธประหลาดที่ดอกเตอร์อมรใช้เพื่อช่วยชีวิตผม ก็คงไม่มีเรื่องอะไรที่ผมจะต้องไม่เชื่ออีกแล้วครับ”

“ตั้งแต่คืนแรกที่ฉันมาอยู่ที่นี่ ฉันก็ได้พบกับวิญญาณของหม่อมเจ้าอดิศรค่ะ ท่านคือเจ้าของคฤหาสน์วารีมรกตแห่งนี้ และก็เป็นคนที่เขียนพินัยกรรมยกที่นี่ให้กับดิฉัน ในคืนนั้นฉันฝันเห็นว่าท่านชายมาหา ท่านได้มอบสร้อยเส้นนี้ให้กับดิฉันไว้ ดิฉันเชื่อว่าสร้อยพระขรรค์เส้นนี้อีกไม่นานมันจะช่วยไขความลับทั้งหมดที่คุณกำลังตามหาค่ะ” หญิงสาวพูดด้วยท่าทีที่จริงจัง

สหรัฐฟังด้วยความตั้งใจ “ผมไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้านะครับ แต่ผมขอรับประกันว่าผมจะอยู่ช่วยคุณทิพย์ธิดาตามหาความจริงครับ” เขาพูดและมองเธออย่างหวังดี

ไม่นานอาหารที่สั่งไว้ก็ถูกนำมาเสิร์ฟ ทั้งสองทานอาหารกันอย่างมีความสุข สหรัฐตักอาหารให้กับเธอ และพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน เมื่อทานเสร็จ เขาจึงพาเธอกลับมาส่งที่คฤหาสน์

ในช่วงหัวค่ำ รวีได้แอบมายืนรอเธอกลับบ้าน รถยนต์ของสหรัฐขับมาจอดส่งเธอที่บริเวณหน้าบ้าน หญิงสาวเปิดประตูรถและเดินลงมาโบกมือลาขอบคุณสหรัฐอีกครั้ง นายตำรวจหนุ่มขับรถกลับออกไปอย่างช้าๆ

“กลับมาแล้วหรือครับคุณทิพย์ธิดา อาหารข้างนอกอร่อยไหมครับ” รวียืนทักเธอด้วยความหึงหวง

“ค่ะ คุณสหรัฐวันนี้เขาพาฉันไปทานอาหารที่อร่อยที่สุดเลยค่ะ คุณเองก็คงจะสบายใจนะคะที่ได้อยู่ทานอาหารตามลำพังกับคุณโฉมสุรางค์บ้าง” เธอตอบอย่างวกไปวนมาและก็รีบเดินกลับเข้าตึกไป

เสียงรวีพูดตามหลังเธอมา “คุณคิดว่าผมมีความสุขมากนักหรือ ที่เห็นคุณไปกับไอ้หมอนั่น”

ทิพย์ธิดาหยุดเดินและหันมาสบตาเขาอีกครั้ง “ทำไมคะ ฉันไม่มีสิทธิ์ที่จะไปไหนมาไหนกับใครได้เลยหรือ”

ชายหนุ่มเดินเข้ามาใกล้เธอและจับที่ข้อมือของเธออย่างแน่น “คุณรวีจะทำอะไร ปล่อยฉันนะฉันเจ็บนะ”

“ผมจะทำให้คุณรู้ไง ว่าผมรู้สึกกับคุณยังไง” เขาพูดจบก็รีบดึงตัวเธอเข้ามาโอบกอดอย่างแนบแน่น และจูบลงไปที่ริมฝีปากของเธอ ทิพย์ธิดาพยายามจะขัดขืน แต่ด้วยความรักที่ชายหนุ่มมีต่อเธอ และความรักที่เธอก็มีต่อเขา มันทำให้ร่างกายของเธออ่อนระทวยจนหยุดขัดขืน และเธอก็คิดได้ว่าเขามีคู่หมั้นอยู่แล้ว เธอจึงพยายามรีบผลักตัวของเขาออกทันที หญิงสาวตบไปที่หน้าของเขา เธอรีบวิ่งหนีกลับขึ้นห้องของเธอไป ในขณะที่ชายหนุ่มยืนนิ่งอย่างได้สติและเอามือขึ้นไปแตะที่แก้มของตัวเองเพราะความรู้สึกเจ็บ

ในเวลาเดียวกัน เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้น โฉมสุรางค์ก็บังเอิญมาเห็นเข้า และยิ่งทำให้เธอเริ่มรู้สึกโกรธแค้นทิพย์ธิดา เธอเดินกลับมาที่ห้องนอนของเธอด้วยความโกรธจัด

“นางทิพย์ธิดา นางตัวมาร ถ้าไม่มีแกสักคน รวีคงไม่เป็นแบบนี้” เธอพูดและกำมือด้วยความโกรธแค้น

ทันใดนั้นแสงไฟภายในห้องนอนของหญิงสาวก็เกิดกะพริบ ปิดเปิด โฉมสุรางค์มองไปรอบห้องด้วยความตกใจและรู้สึกไม่ปลอดภัย เมื่อนั้นเสียงหัวเราะของอัคนีนาฏเทวีก็ดังขึ้น

“ถึงเวลาแล้วโฉมสุรางค์ ข้ามีงานบางอย่างให้เจ้าทำ”

เธอมองไปรอบห้องหาต้นตอของเสียง และพูดกลับไป “งานอะไร พวกแกจะให้ฉันทำอะไรกันแน่”

ควันสีดำโพยพุ่งออกมาจากมุมห้อง และปรากฏร่างของอัคนีนาฏเทวี โฉมสุรางค์ตัวแข็งด้วยความหวาดกลัว “เจ้าเห็นแล้วใช่ไหมโฉมสุรางค์ว่าเกิดอะไรขึ้น หากไม่มีทิพย์ธิดา เจ้าเองก็คงจะมีความสุขมากกว่านี้”

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับพวกแกด้วย” โฉมสุรางค์ถามด้วยความสงสัย

“เจ้าเห็นสร้อยพระขรรค์ที่นางทิพย์ธิดาใส่ติดตัวอยู่ใช่ไหม พระขรรค์นั้นมันเป็นอุปสรรคของข้า ในเวลานี้ผู้ที่เป็นเจ้าของก็มีเพียงนางทิพย์ธิดา เรามีศัตรูคนเดียวกัน ข้าอยากให้เจ้าหาทางเอาสร้อยพระขรรค์นั้นมาให้ได้ ถ้าหากเจ้าทำสำเร็จ นางทิพย์ธิดาก็จะไม่มีอะไรที่คอยปกป้องมันได้อีกต่อไป เมื่อถึงเวลานั้นข้าจะเป็นคนกำจัดมันให้กับเจ้าเอง” อัคนีนาฏเทวีพูดด้วยน้ำเสียงมีเลศนัย

โฉมสุรางค์หยุดยืนคิดถึงสร้อยพระขรรค์ที่อยู่บนคอของทิพย์ธิดา “ได้ ฉันจะเอาสร้อยพระขรรค์นั้นมาให้ได้”

“ดีมาก ข้าหวังว่าเจ้าจะทำมันได้สำเร็จนะโฉมสุรางค์” เมื่อสิ้นเสียงอสูรสาวก็หายไปกลับกลุ่มควันสีดำ

“ถึงเวลาของแกแล้วนางทิพย์ธิดา” เธอพูดด้วยแววตามีแผนการร้าย

เช้าวันรุ่งขึ้น ภายในห้องอาหาร รวีและทิพย์ธิดาลงมาทานอาหารเช้าตามปกติ ทั้งสองมองหน้ากันด้วยอาการเขินอายเล็กน้อย และยังคงไม่พูดอะไร

ชายหนุ่มหันไปถามจอมเด็กรับใช้ ที่รอตักเสิร์ฟอาหาร “แล้วคุณโฉมสุรางค์ละ ยังไม่ลงมาหรือ”

จอมพูดเสริม “เธอให้ลุงวินัยขับรถพาเธอออกไปข้างนอกแต่เช้าเลยครับ แต่ผมไม่ทราบว่าไปไหนกัน”

“ถ้าอย่างนั้นก็ตักข้าวได้เลย” รวีหันไปตอบกับจอม

วินัยคนขับรถจอดเทียบรถบริเวณริมถนนในเมือง โฉมสุรางค์ที่อยู่ในชุดเดรสสีดำ กับแว่นตากันแดดที่บดบังสายตาของเธอ ด้วยท่าทีลุกลี้ลุกลน “ลุงจอดรอฉันอยู่ตรงนี้ละ เดี๋ยวฉันมาไม่ต้องตามมาละ”

เธอพูดและเดินลงจากรถ เดินอย่างรีบร้อนเข้าไปภายในตรอกสลัมที่อยู่ไม่ไกลจากรถที่จอดอยู่ เธอเดินมาถึงห้องแถวไม้เก่าหลังหนึ่งที่อยู่ในตรอกสลัมริมคลอง มีกลุ่มชายฉกรรจ์มีรอยสักและผิวสีแทนเข้มนั่งเล่นไพ่กันอยู่ภายในบ้าน เธอเดินเข้าไปและหยุดยืนอยู่บริเวณหน้าบ้าน หนึ่งในนั้นหันมามองเธอ “อ้าว สาวสวยมาหาพี่ถึงนี้มีอะไรหรือเปล่าจ๊ะ”

“ฉันมาหาไอ้เสือเผ่น มันอยู่ไหม” เธอพูดด้วยท่าทีระมัดระวังตัว

“มาหาลูกพี่ผมหรือ แล้วมีเงินมาด้วยหรือเปล่า”

“มี และฉันก็มีงานให้พวกแกทำ”

“ถ้างั้นรอสักครู่ เดี๋ยวไปบอกลูกพี่ให้” หนึ่งในลูกน้องไอ้เสือเผ่นเดินเข้ามาในบ้าน

“พี่ มีผู้หญิงมาขอพบ มันบอกมีงานให้ทำและมันก็มีเงินมาด้วย”

เสือเผ่นหันมามองลูกน้องของตัวเอง ในขณะที่กำลังเล่นไพ่ ปากก็คีบบุหรี่ไปด้วย เสือเผ่นเป็นชายฉกรรจ์ตัวใหญ่ ผิวแทนและศีรษะโล้น มีรอยสักอยู่ทั่วตัว “เออ ให้มันเข้ามา” เขาตอบด้วยน้ำเสียงดุดัน

โฉมสุรางค์เดินเข้ามาภายในบ้านของเสือเผ่นด้วยท่าทีระวัง เธอยืนมองกลุ่มชายฉกรรจ์ที่กำลังนั่งล้อมวงเล่นไพ่อยู่ เสือเผ่นเดินคีบบุหรี่ออกมาด้วยท่าทางนักเลง “ว่ายังไงครับคุณนาย มีงานอะไรให้ผมรับใช้ครับ”

“แก คือไอ้เสือเผ่นใช่ไหม” เธอถามด้วยความกลัวเล็กน้อย

“ใช่ครับ ว่าแต่คุณนายบอกมีงานให้พวกเราทำ และมีค่าตอบแทนอะไรให้พวกเราครับ”

“ฉันอยากให้พวกแกไปจัดการฆ่าผู้หญิงคนหนึ่ง” เธอพูดและหยิบภาพถ่ายออกมายื่นให้เสือเผ่น

เสือเผ่นรับภาพนั้นและมองดูด้วยความสนใจ “ โอ้โห สวยไม่เบา แต่งานแบบนี้มันต้องใช้เงินเยอะหน่อยนะคุณนาย” เขาพูดเสริม

“เท่าไหร่ ฉันยินดีจ่าย แต่พอพวกแกฆ่ามันแล้ว ช่วยเอาสร้อยที่อยู่ในคอของมันมาให้ฉันด้วย และฉันจะให้ค่าตอบแทนอย่างงาม” เธอพูดด้วยท่าทางมีแผนการ

“ได้ครับคุณนาย แต่มันต้องมีเงินมัดจำเล็กน้อยสักนิดก่อนนะครับ หากงานนี้สำเร็จค่อยจ่ายอีกครึ่ง”

โฉมสุรางค์ชักสีหน้าไม่พอใจ หล่อนหยิบเงินออกมาจากกระเป๋า “นี่เงินของพวกแก ถ้าพวกแกทำสำเร็จฉันจะจ่ายให้อย่างงาม ส่วนอันนี้ที่อยู่” เธอพูดและหยิบกระดาษที่เขียนแผนที่ขนาดเล็กยื่นให้ “พวกแกจะเริ่มงานเมื่อไหร่ ยิ่งเร็วได้ยิ่งดี” เธอพูดด้วยท่าทางหยิ่งผยอง

เสือเผ่นรีบพูดเสริม “คืนนี้เลยครับคุณผู้หญิง”

“ดี! ห้องนอนของมันอยู่ที่ชั้นสองของบ้าน ริมทางขวาสุด พวกแกก็ทำอะไรให้เงียบและไวที่สุดล่ะ”

“ไม่ต้องห่วงครับคุณผู้หญิง เรื่องเก็บกวาดพวกเราถนัด” โฉมสุรางค์ยิ้มที่มุมปากอย่างมีเลศนัย และเดินกลับออกไป

ลูกน้องของเสือเผ่นเดินมาถาม “พี่จะรับงานนี้จริงหรือ มันอันตรายนะ และพวกเราก็เพิ่งจะออกจากคุกกันมาด้วย” ลูกน้องถามด้วยท่าทีนอบน้อม

“ข้า ไอ้เสือเผ่นไม่เคยกลัวอะไรอยู่แล้ว และเอ็งก็ไม่ต้องกลัวด้วยถ้ามีข้าอยู่ เสร็จจากงานนี้เมื่อไหร่เอ็งก็แบ่งเงิน และไปหลบซ่อนตัวอยู่ที่อื่นสักพักนะ” ลูกน้องไอ้เสือเผ่นพยักหน้า

โฉมสุรางค์เดินกลับออกมาจากตรอกสลัมด้วยท่าทีรีบร้อนและขึ้นรถ วินัยถามด้วยความสงสัย “คุณโฉมไปไหนมาหรือครับ เห็นคุณเดินเข้าไปในตรอกสลัมนั้น มันไม่ปลอดภัยนะครับ”

“อย่าถามอะไรมาก รีบขับกลับคฤหาสน์” เธอพูดด้วยความรีบร้อน วินัยขับรถกลับเข้ามาภายในคฤหาสน์ หญิงสาวรีบเปิดประตูรถและเดินกลับเข้าตึกทันที

จอมเด็กรับใช้ที่เห็นเธอกำลังเดินเข้ามาภายในบ้าน จึงถาม “คุณโฉมออกไปไหนมาครับ เมื่อเช้าคุณรวีถามหา”

หญิงสาวรีบเดินสวนไปทางบันไดไม่พูดไม่จา ทำให้จอมรู้สึกงงกับเธอ “เป็นอะไรของคุณเขานะ ถามก็ไม่ยอมตอบ”

โฉมสุรางค์เดินกลับเข้ามาภายในห้องนอนของเธอและรีบปิดประตูด้วยความกลัวถึงสิ่งที่ตัวเองกำลังทำลงไป เธอหยุดพิงประตูห้องและถอนหายใจด้วยความโล่งอก “นางทิพย์ธิดาอีกไม่นานแกก็จะเหลือแต่ชื่อ” เธอพูดและยิ้มเล็กน้อย

 



Don`t copy text!