
มรดกมนตรา บทที่ 34 : ปริศนาที่ถูกคลี่คลาย
โดย : วัชรนริศ
![]()
มรดกมนตรา ผลงานของ วัชรนริศ ที่อ่านเอานำมาให้อ่านออนไลน์ทาง anowl.co กับเรื่องราวของนักวิจัยสาวผู้ไม่เชื่อในสิ่งลี้ลับที่ได้รับคฤหาสน์โบราณกลางป่ากาญจนบุรีเป็นมรดกจากญาติที่ไม่เคยรู้จัก ทว่าคฤหาสน์หลังนี้กลับซ่อนคำสาป วิญญาณ และอดีตอันมืดมนที่รอการปลุกตื่น พร้อมการฟื้นคืนของ “อัคนีนาฏเทวี” อสูรสาวในตำนาน
ภายในห้องนอนของทิพย์ธิดาขณะที่เธอกำลังนอนหลับ สายลมที่พัดเข้ามาภายในห้องอย่างเบาสบายทำให้ผ้าม่านตรงหน้าต่างพลิ้วไหวเล็กน้อย และเกิดแสงสีขาวปรากฏขึ้นอีกครั้ง วิญญาณของหม่อมเจ้าอดิศรได้มาหาเธอในค่ำคืนนี้ เพราะต้องการจะบอกอะไรบางอย่างกับเธอ ท่านชายเอ่ยเสียงเรียกชื่อของเธอด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่น “ ทิพย์ธิดา ทิพย์ธิดา”
เมื่อเธอได้ยินเสียงเรียกของท่านชายอดิศร เธอลืมตาตื่นขึ้นและมองมาที่วิญญาณของท่านชาย
“ท่านชาย ฉันดีใจเหลือเกินที่วันนี้ได้พบกับท่านชายอีก ดิฉันมีเรื่องที่ไม่สบายใจค่ะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่กังวล
ท่านชายอดิศรยิ้มและพูดต่อ “ในเวลานี้อสูรร้ายก็ได้สร้อยพระขรรค์ไป เวลาของพวกเจ้าใกล้เข้ามาถึงทุกทีแล้วถึงเวลาแล้วที่เจ้าจะได้รู้เรื่องราวที่เหลือทั้งหมด” เมื่อสิ้นเสียงของท่านชาย ภาพความทรงจำบอกเล่าเรื่องราวในอดีตก็ได้ย้อนกลับมาอีกครั้ง…
หลังจากที่นางสายใจถูกอกาสูรทำลายพลังคุณไสยมนตร์ดำในตัวของเธอไปจนหมดสิ้น เวลานี้เธอได้ถูกคุมขังไว้ที่เรือนหลังเล็กของเธอ หญิงสาวถูกล่ามโซ่เอาไว้ภายในห้อง
“เทวีช่วยข้าด้วย ทำไมท่านถึงผลักไสข้า ทิ้งข้าไว้คนเดียว” เธอพูดปนเสียงร้องไห้สุดแสนจะทรมาน
เสียงไขกุญแจดังขึ้น บ่าวจากเรือนคนใช้ได้เปิดประตูเข้ามา “นางสายใจข้าเอาข้าว เอาน้ำมาให้เอ็ง กินสักหน่อยนะ” เธอพูดและเอาชามข้าวสังกะสีมาวางไว้ใกล้ตัวของนางสายใจ
“ข้าไม่กิน พวกเอ็งเอากลับไป” นางสายใจที่นั่งอยู่ได้พูดขึ้นและเอาเท้าถีบชามข้าวจนหกกระเด็น
เธอพูดเสริม “ข้าต้องการเจอท่านชายอดิศร พวกเอ็งช่วยข้าหน่อยนะข้าขอร้องละ ช่วยบอกให้เธอมาหาฉันหน่อยนะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงเว้าวอน ระหว่างนั้นพระมารดาของหม่อมเจ้าหญิงสวาทสุภาย์ก็ค่อยๆ เดินเข้ามาภายในห้องของนางสายใจ
“ใครใช้ให้พวกเอ็งเอาข้าวเอาน้ำมาให้มัน” เธอพูดและหันไปดุบ่าว พระมารดาหันมาสบตาสายใจด้วยความโกรธแค้น “นางสายใจเอ็งมันคนทรยศ คิดใช้วิชาคุณไสยมนตร์ดำทำร้ายสวาทสุภาย์ มิหนำซ้ำยังพยายามคิดการใหญ่หวังจะขึ้นไปนั่งชูคออยู่บนตึก” นางสายใจมองพระมารดาด้วยสายตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
พระมารดายังกล่าวต่อไปว่า “เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน ถึงได้บังอาจคิดทำร้ายผู้เป็นเจ้านาย สวาทสุภาย์ดีกับเอ็งมาก แต่เอ็งกลับคิดคดทรยศหวังจะได้ตัวท่านชายอดิศรมาครอบครอง และยังกล้าใช้วิชาคุณไสยมนตร์ดำมาทำร้ายคนที่นี่อีก ข้าจะบอกอะไรเอ็งไว้อย่างนะ สุดท้ายแล้วความชั่วที่เอ็งสร้างขึ้นมันจะเผ่าทำลายตัวของเอ็งเอง ในเวลานี้มันคงถึงเวลาที่เอ็งคงจะต้องชดใช้กรรมเสียที” พระมารดาพูดด้วยน้ำเสียงที่ดุดัน
เมื่อเธอพูดจบเธอก็เดินออกไปจากห้อง พร้อมกับบริวารของเธอที่เดินตามหลังออกไป
มีเพียงนางสายใจที่นอนล้มตัวไปกับพื้นของเรือนด้วยความเสียอกเสียใจ น้ำตาที่ไหลอาบไปทั่วหน้า เหงื่อที่ท่วมชโลมไปทั้งตัว และสภาพที่ดูสกปรกจากการที่ถูกขังไว้ภายในเรือนเป็นเวลานาน นางสายใจร้องไห้โหยหวน และเอาแต่เรียกชื่อ ท่านชายอดิศร
“ท่านชายเจ้าขา ท่านชายของบ่าว บ่าวคิดถึงท่านชายเหลือเกิน ท่านชายปล่อยบ่าวไปเถอะ” นางสายใจพูดปนร้องไห้อย่างสิ้นหวังและสับสนเป็นที่น่าเวทนา
ภายในคฤหาสน์วารีมรกตในเวลานั้น อกาสูรได้กลับมาพบกับท่านชายอดิศร เพื่อที่จะคุยเรื่องสำคัญกับเขา
ท่านชายอดิศรกำลังที่นั่งทำงานอยู่ภายในห้องทำงาน บ่าวผู้ชายได้ขึ้นมาบนห้องและนั่งคุกเข่าอยู่ที่หน้าประตูห้องทำงาน “ท่านชายครับ ท่านอกาสูรมาขอพบท่านครับ”
“อือ ให้เขาเข้ามาได้เลย” ท่านชายตอบรับ
อกาสูรเดินขึ้นมาที่ห้องทำงานขอชายหนุ่ม “สวัสดีครับท่านชาย”
ท่านชายอดิศรได้ยินเสียงและลุกขึ้นทักทายเขาด้วยสายตายินดี “สวัสดีครับท่านอกาสูร ท่านหายไปหลายวันเลย ฉันเองกำลังคิดเป็นห่วงกลัวว่าท่านจะไม่สบาย”
“ขอบคุณครับท่านชาย หลังจากวันที่ทำลายคุณไสยของนางสายใจ กระผมก็กลับไปพักฟื้นและเข้าฌานเพื่อเตรียมตัวกับเรื่องสำคัญอีกครั้งครับ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่นิ่ง
“ยังมีเรื่องสำคัญอะไรอีกหรือท่าน ในเมื่อนางสายใจตอนนี้ก็ไม่มีพลังจะไปทำร้ายใครได้อีก” ท่านชายพูดและขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
“ท่านชายครับ อีกไม่กี่วันจะเป็นคืนจันทร์ดับ มันเป็นเวลาที่อสูรร้ายจะไม่สามารถใช้พลังของมันได้อย่างเต็มที่ กระผมตั้งใจจะใช้จังหวะนี้ผนึกดวงจิตของมันอีกครั้ง เพราะถ้าตราบใดที่มันยังมีชีวิตอยู่ในเวลานี้ ผู้คนที่ไม่รู้เรื่องหลายคนอาจจะต้องตกเป็นเหยื่อสังเวยให้กับพลังของมัน อีกไม่นานมันจะต้องหาทางกลับมาช่วยนางสายใจอีกครั้งเป็นแน่ และครั้งหน้ากระผมก็ไม่อาจรู้ได้เลยว่า จะต้านทานพลังของมันได้แบบนี้อยู่ไหม”
ท่านชายอดิศรมองด้วยความกังวลใจ “ท่านหมายความว่ายังไงอกาสูร ที่ท่านบอกว่าจะไม่อาจต้านทานพลังของมันได้อีก”
“กระผมคิดว่าที่ผ่านมาจอมอสูรร้ายต้องสยบให้กับแสงรัศมีของพระขรรค์เพลิงพยัคฆ์มาโดยตลอด กระผมเชื่อว่ามันยังมีอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้มันสามารถที่จะต้านทานพลังของพระขรรค์ได้อยู่บ้าง นั่นคือ กายทิพย์ครับ”
“กายทิพย์” ท่านชายอุทานขึ้น
“ใช่ครับ กายทิพย์ มันคือการถอดดวงจิตออกจากกายสังขารของตัวเอง เพราะถ้าหากเจ้าอสูรร้ายคิดใช้วิธีนี้ขึ้นมาจริงๆ กระผมก็ไม่อาจรู้ได้เลยว่า มันจะซ่อนดวงจิตของมันไปไว้ที่ใด เพราะต่อให้พระขรรค์เพลิงพระพยัคฆ์ทำลายกายสังขารของมันได้ ก็ไม่ได้แปลว่าอสูรร้ายจะสูญสลายไป เหลือเพียงดวงจิตของมันที่สามารถทำพิธีหาร่างใหม่ได้อีกครั้ง”
“และฉันพอจะช่วยอะไรท่านได้บ้างอกาสูร ท่านบอกฉันมาได้ทุกเรื่องเลย” ท่านชายพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ท่านชายเชื่อเรื่องการกลับชาติมาเกิดไหมครับ” เขาพูดและมองหน้าท่านชาย
“ชาติภพหรือ” ท่านชายอุทานขึ้นด้วยความสงสัย
“อีกไม่นาน จะมีบุคคลในอดีตชาติที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ พวกเขาจะกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง เพราะในกาลครั้งหน้าจะมีเรื่องร้ายแรงที่จะต้องเกิดขึ้นอีกเป็นแน่”
“และฉันจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นพวกเขา” ท่านชายพูดเสริม
“คนที่จะกลับมาเกิดใหม่ จะเป็นชายหนึ่งคน หญิงหนึ่งคน พวกเขาทั้งสองเคยมีอดีตชาติที่ทำร่วมกันมา เด็กชายคนนั้นก็คือหลานชายของท่านที่จะกลับมาเกิดใหม่ในไม่ช้า ส่วนเด็กผู้หญิงอีกคนเธอจะเกิดมาพร้อมกับรอยปานรูปดอกบัวที่ข้อเท้าขวาของเธอ” ท่านชายอดิศรฟังด้วยความตั้งใจ
“ฉันรับปากท่านอกาสูร ว่าจะตามหาตัวเด็กผู้หญิงคนนั้นให้พบ”
“เมื่อท่านพบกับเธอแล้ว ขอให้ท่านนำพระขรรค์เพลิงพยัคฆ์นี้มอบให้กับเธอและให้เธอจงดูแลรักษาสิ่งนี้ไว้ให้ดี”
เมื่ออกาสูรพูดจบ เขาได้ผายมือออกและปรากฏเป็นพระขรรค์เพลิงพยัคฆ์ ที่ส่องสว่างรอยขึ้นออกมาจากฝ่ามือของเขา อยู่ๆ ท้องฟ้าภายนอกคฤหาสน์ก็เกิดครึ้มฟ้าครึ้มฝนอย่างน่าประหลาด ลมที่สงบนิ่งก็เกิดพัดจนผ้าม่านที่อยู่ภายในห้องพลิ้วไหว
“ท่านชายยื่นมือมาที่กระผมครับ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่นิ่ง
ท่านชายอดิศรเมื่อเห็นพระขรรค์เพลิงพยัคฆ์ปรากฏขึ้น ก็จ้องมองด้วยความตกตะลึงถึงพลังที่ยิ่งใหญ่ ชายหนุ่มยื่นมือออกไปรับ ทันใดนั้นพระขรรค์ก็ลอยลงมาที่ฝ่ามือของท่านชายและเปลี่ยนขนาดเล็กลงไปจนเท่าขนาดเหรียญสิบ
อกาสูรได้พูดต่อ “หากในคืนพระจันทร์มืดกระผมต้องมีอันเป็นอะไรไป ขอให้ท่านชายจงรับปากกระผม ขอให้ท่านจงเก็บกล่องผนึกดวงจิตอสูรนี้ไว้นะครับ อย่าให้ผู้ใดได้มาปลดปล่อยเจ้าอสูรร้ายได้อีก และจงตามหาเด็กผู้หญิงคนนั้นให้ดี เพราะเธอจะมาเป็นคนจบทุกอย่างทั้งหมดเอง” เมื่อเขาพูดจบบรรยากาศท้องฟ้าที่ทำท่าว่าเหมือนจะมีพายุก็กลับมาสู่สภาวะปกติ แสงแดดอ่อนๆ กลับมาปรากฏขึ้นอีกครั้ง
ท่านชายอดิศรพยักหน้าตอบรับ “ฉันสัญญาท่านอกาสูร”
“และตอนนี้นางสายใจเป็นยังไงบ้างครับ” อกาสูรได้ถามต่อ
“ตอนนี้ฉันให้คนคุมขังมันไว้ในเรือนหลังเล็ก เมื่อเช้าท่านแม่ของน้องหญิงสวาทสุภาย์ ท่านก็ได้เสด็จมาดูนางสายใจที่นี่ ท่านเองก็ฝากขอบคุณท่านอกาสูรมาด้วยนะที่ทำลายพลังคุณไสยของนางสายใจไปได้ เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว ท่านเองก็เป็นห่วงว่าจะเกิดเรื่องร้ายอะไรขึ้นอีก” อกาสูรฟังและพยักหน้า
“แต่ท่านชายก็อย่าเพิ่งนิ่งนอนใจไปนะครับ ให้บ่าวไพร่ในเรือนช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้ท่านอีกที”
“ฉันขอขอบใจท่านมากนะอกาสูร”
“ถ้าอย่างนั้นแล้ว กระผมขอตัวกลับก่อนนะครับ ขอให้ท่านชายดูแลสุขภาพให้ดี” เขาพูดอย่างนอบน้อมและเดินกลับออกไป
เมื่อพระอาทิตย์ตก ยามค่ำคืนได้กลับมาอีกครั้ง นางสายใจที่เอาแต่นอนร้องไห้อยู่กับพื้นด้วยท่าทีสิ้นหวังก็พูดขึ้นกับตัวเอง “ท่านชายข้าคิดถึงท่านชายเหลือเกิน ท่านชายรู้ไหมว่านางบ่าวคนนี้ถึงมันจะต่ำต้อยแต่ก็รักท่านชายมากกว่าตัวของมันเอง ต่อให้ท่านจะทำร้ายข้ามากเพียงใดข้าก็ขอรักท่านอย่างนี้ตลอดไป ถ้าหากไม่มีนางสวาทสุภาย์ ไม่มีไอ้อกาสูร ไม่มีพวกของมัน ข้าก็คงได้อยู่กับท่านชายอย่างมีความสุข” เธอพูดร้องไห้ผสมกับความเจ็บปวดและโกรธแค้น
หลายคืนผ่านไป ภายในห้องพระของอกาสูร แสงเทียนที่ถูกจุดบูชาเทวรูป ส่องสว่างไปทั่วทั้งห้อง ธูปและดอกไม้หอมที่ถูกจุดและจัดวางอยู่หน้าหิ้งส่งกลิ่นหอมอบอวล กล่องเทพมนตราถูกวางบูชาอยู่ เบื้องหน้าเวลานี้อกาสูรที่กำลังนั่งหลับตาเข้าสมาธิอยู่นั้น ลึกลงไปภายในใจเขารู้สึกหวาดหวั่นกับพิธีผนึกดวงจิตของอสูรร้ายในครั้งนี้ แต่เป็นเพียงหนทางเดียวที่จะทำให้ทุกอย่างกลับมาสงบสุขอีกครั้ง
ภายนอกบนท้องฟ้าในคืนจันทร์ดับนี้ไม่ปรากฏแสงของพระจันทร์ อากาศที่เย็นลงราวกับเป็นการบอกว่า อีกไม่กี่นาทีข้างหน้าอสูรร้ายจะถูกเรียกตัวมาที่นี่ ไม่นานอกาสูรเริ่มท่องบทพระเวทมนตรา ตัวอักขระโบราณที่ถูกสลักอยู่บนกล่องเทพมนตราส่องแสงสว่างขึ้น เพื่อเป็นการขานรับบทมนตราของอกาสูรในขณะที่เขาสวด
อัคนีนาฏเทวีที่กำลังเข้าฌานอยู่ภายในเทวาลัยของเธอ ก็รู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่างที่กำลังค่อยๆ ขยับใกล้เข้ามาตัวเธอ อยู่ๆ เธอก็รู้สึกเหมือนกำลังถูกไฟเผ่าร่างของเธอ
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมฉันถึงได้ร้อนแบบนี้ ร้อนเหลือเกิน” เธอพูดและขยับตัวโอบกอดตัวเองด้วยความเจ็บปวด
“วันนี้มันคือคืนพระจันทร์ดับ ไอ้อกาสูร แก…” เธออุทานด้วยความโกรธ เธอพยายามควบคุมสติและนั่งสมาธิเรียกพลังของเธอทั้งหมดออกมาในเวลานี้เพื่อขับไล่เปลวไฟที่กำลังเผาร่างของเธอ ทันใดนั้นไฟและความร้อนต่างๆ ก็ค่อยคลายลง
แต่ไม่ช้า ไฟเหล่านั้นก็กลับร้อนขึ้นอีกครั้ง จนทำให้เธอทนไม่ไหวและลุกยืนขึ้นด้วยความโกรธ “ได้ ในเมื่อแกอยากจะเจอฉันนัก คืนนี้ก็จะเป็นคืนสุดท้ายของแกไอ้อกาสูร” เธอพูดและเปลี่ยนร่างเป็นแสงไฟสีดำลอยพุ่งออกไปนอกเทวาลัย
แสงไฟสีดำได้ลอยพุ่งลงมาหยุดบริเวณด้านหน้าบ้านของอกาสูร อัคนีนาฏเทวีที่เดินออกมาจากแสงนั้นได้เรียกชื่อของอกาสูรด้วยความโกรธ
“กล้าดียังไงถึงได้ใช้มนตรากับข้า ออกมาเดี๋ยวนี้เจ้าอกาสูร ในเมื่อข้าออกมาแล้ว ทำไมไม่โผล่หัวของเจ้าออกมาล่ะ” เธอยืนพูดด้วยท่าทีดุดันอยู่ที่บริเวณหน้าบ้านของเขา
อกาสูรที่นั่งสมาธิค่อยๆ ลืมตาขึ้น และพูดกับตัวเอง “ถึงเวลาแล้วสินะ” เขาพูดและหยิบกล่องเทพมนตราออกไปด้วย ชายหนุ่มเดินออกมาหยุดอยู่ที่หน้าบ้าน ทั้งสองที่กำลังยืนเผชิญหน้ากันท่ามกลางบรรยากาศของคืนที่ไร้จันทร์ และอากาศที่เย็นตัวลง
“ออกมาแล้วหรือ เจ้าคิดหรือว่าไอ้พลังกระจอกๆ ของเจ้ามันจะทำอะไรข้าได้” เธอพูดด้วยน้ำเสียงผยอง
“ข้ารู้ว่าลำพังตัวข้าก็ไม่อาจต่อกรอะไรกับอสูรร้ายอย่างท่านได้ และข้ารู้อย่างหนึ่งว่า ในเมื่อข้าถูกลิขิตไม่ให้สามารถทำลายท่านได้ในเวลานี้ แต่ข้าก็สามารถผนึกดวงจิตอสูรของท่านได้อัคนีนาฏเทวี” ชายหนุ่มพูดและผายมือออกอีกครั้ง ในที่สุดบนฝ่ามือของเขาก็ปรากฏกล่องเทพมนตราขึ้น
เมื่ออัคนีนาฏเทวีที่ยืนอยู่ ได้มองเห็นกล่องนั้นก็ทำให้เธอผงะ “อกาสูร เจ้าคิดว่าจะใช้พลังของกล่องเทพมนตราสะกดข้างั้นหรือ เจ้าอย่าหวังไปเลยว่าเจ้าจะทำได้” เมื่อเธอพูดจบเธอก็หลับตาลงและท่องบทมนตรา เธอชี้นิ้วไปที่ร่างของอกาสูร เกิดเป็นพลังความชั่วร้ายที่พุ่งเข้าใส่ร่างของอกาสูร
กริชอาคมอาวุธคู่ใจปรากฏขึ้นต่อหน้าของชายหนุ่ม ทันใดนั้นกริชได้ลอยอยู่กลางอากาศและพุ่งเข้าขวางใส่พลังชั่วร้ายนั้นไว้ มันได้ทำหน้าที่เป็นเกาะคุ้มกันภัยให้กับชายหนุ่มผู้เป็นนาย
“เจ้าคิดหรือ ว่ากริชเล็กๆ นั้นมันจะช่วยอะไรเจ้าได้อกาสูร” เมื่อเธอพูดจบเธอได้จำแลงกายเป็นหมอกควันสีดำโพยพุ่งเข้าไปหาร่างของอกาสูร กริชอาคมที่กำลังคุ้มกันอกาสูรได้ถูกอัคนีนาฏเทวีพุ่งเข้าใส่ทำให้กริชนั้นแตกกระจายตัวออก จนทำให้พลังที่เป็นเกาะคุ้มกันอกาสูรได้สลายหายไปในอากาศพร้อมกับกริช
ความรุนแรงในพลังของเธอที่พุ่งใส่ร่างของอกาสูร ทำให้เขากระเด็นล้มลงไปกองอยู่ที่พื้น เขาได้พยายามพยุงร่างตัวเองขึ้นมา และเริ่มขยับปากสวดบทพระเวทอีกครั้ง
ทันใดนั้นก็เกิดแสงสีทองออกมาจากร่างของอกาสูรพุ่งใส่ร่างของอสูรสาว แสงสีทองที่พุ่งปะทะเข้ากับเจ้าหล่อน ทำให้อัคนีนาฏเทวีกระเด็นออกไปจนต้องหยุดยืนด้วยความเจ็บปวด อกาสูรไม่รอช้าเขาใช้จังหวะนั้นในการสวดพระเวทอีกครั้ง แสงสว่างบนอักขระของกล่องเทพมนตราก็เปล่งแสงขึ้น
บรรยากาศรอบๆ เกิดพายุลมแรง ในเวลานั้นกล่องเทพมนตราก็ค่อยๆ ถูกเปิดออกมาด้วยตัวของมันเอง จนในที่สุดแสงสว่างที่อยู่ภายในกล่องหมุนตัวออกมา จนทำให้อสูรสาวที่ยืนอยู่เริ่มรู้สึกที่จะยืนไม่ติดพื้น เธอรู้สึกเหมือนกำลังจะถูกดูดพลังทั้งหมดออกไปจากร่างของเธอ หญิงสาวพยายามที่จะรั้งตัวเองไว้จนทนไม่ไหว ดวงจิตที่อยู่ในร่างของเธอหลุดลอยออกและเข้าไปอยู่ภายในกล่องเทพมนตรา
ในเวลานี้อัคนีนาฏเทวีเหลือเพียงกายสังขารของเธอแล้ว พลังอสูรของเธอถูกผนึกไปพร้อมกับดวงจิตที่อยู่ภายในกล่องเทพมนตรา เธอล้มลงไปนั่งด้วยความโกรธแค้นอกาสูร
“เจ้าอย่าคิดนะว่าเจ้าจะผนึกพลังของข้าไปได้ตลอด” เธอพูดและลุกขึ้นยืนอีกครั้ง
อัคนีนาฏเทวีพนมมือขึ้นและสวดพระเวทอีกครั้งเพื่อใช้พลังหยดสุดท้ายที่มีกำจัดชายหนุ่ม พลังนั้นทำให้เกิดเป็นแสงสีแดงสลับสีดำลอยพุ่งออกมาจากร่างของเธอ พุ่งตรงเข้าไปที่ร่างของอกาสูรอีกครั้ง ทำให้ชายหนุ่มล้มกระเด็นลงไปนอนด้วยความเจ็บปวดและหยุดหายใจในที่สุด
พลังของอัคนีนาฏเทวีในเวลานี้ไม่เหลือพอที่จะทำให้เธอยืนอยู่ไหว เธอรู้สึกหอบและหายใจแรงขึ้นจนล้มลงไปนั่งกับพื้น ร่างของเธอค่อยๆ แตกสลายและหลุดลอยออกไป
เช้าวันรุ่งขึ้น ณ คฤหาสน์วารีมรกต ท่านชายอดิศรที่กำลังนั่งสมาธิสวดมนต์อยู่ภายในห้องพระ ก็เกิดนิมิตเห็นวิญญาณของอกาสูรมาปรากฏตรงหน้า
“ท่านชายครับ” อกาสูรเรียกเขาด้วยความนอบน้อม
ฉากหลังรอบๆ ท่านชายอดิศรที่กำลังยืนอยู่ เป็นเพียงความว่างเปล่าสีขาว เขาที่ได้ยินเสียงก็มองหาอกาสูร
“อกาสูร นั่นท่านหรือ ท่านอยู่ที่ไหน” ท่านชายพูดและมองไปรอบๆ ก็ไม่พบกับร่างของอกาสูร
เสียงของอกาสูรดังขึ้นมาอีกครั้ง “ท่านชายครับ ตอนนี้กระผมได้ผนึกดวงจิตของจอมอสูรไว้แล้ว ต่อไปนี้กระผมฝากท่านชายด้วยนะครับ กระผมขอกราบลาท่านชาย” เมื่อสิ้นเสียงท่านชายอดิศรก็ลืมตาขึ้น
เมื่อเขาลืมตาขึ้น กล่องเทพมนตราก็ถูกวางอยู่บนพานที่หน้าหิ้งพระ ท่านชายอดิศรมองไปและพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสงบ
“ท่านอกาสูร ฉันขอรับปากว่าจะตามหาเด็กสาวคนนั้นและจะปกป้องกล่องผนึกเทพมนตรานี้ไว้ จะไม่ให้ใครมายุ่งกับมันได้อีก”

- READ มรดกมนตรา บทที่ 34 : ปริศนาที่ถูกคลี่คลาย
- READ มรดกมนตรา บทที่ 33 : ชัยชนะของความมืด
- READ มรดกมนตรา บทที่ 32 : แสงศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกกลืน
- READ มรดกมนตรา บทที่ 31 : เธอ...ผู้ว่าจ้างความตาย
- READ มรดกมนตรา บทที่ 30 : เกมส์นี้...ข้าคือผู้วางกระดาน
- READ มรดกมนตรา บทที่ 29 : รอยยิ้มของคนที่ไม่ควรไว้ใจ
- READ มรดกมนตรา บทที่ 28 : มารยาใต้รอยยิ้ม
- READ มรดกมนตรา บทที่ 27 : ซ่อนวิญญาณ
- READ มรดกมนตรา บทที่ 26 : เวรกรรมสั่งล้าง
- READ มรดกมนตรา บทที่ 25 : สิ่งที่ถูกกำหนดไว้
- READ มรดกมนตรา บทที่ 24 : เงื่อนงำในรอยเลือด
- READ มรดกมนตรา บทที่ 23 : ผู้ถูกครอบงำ
- READ มรดกมนตรา บทที่ 22 : ความลับของกริชอาคม
- READ มรดกมนตรา บทที่ 21 : เลือดบุรุษบนแท่นบูชา
- READ มรดกมนตรา บทที่ 20 : มนตร์ร้อยเล่ห์เทวีเลือด
- READ มรดกมนตรา บทที่ 19 : ราคาของความอยากได้
- READ มรดกมนตรา บทที่ 18 : กลิ่นแห่งความตาย
- READ มรดกมนตรา บทที่ 17 : รอยยิ้มของซาตาน
- READ มรดกมนตรา บทที่ 16 : ซินแสของเอกภพ
- READ มรดกมนตรา บทที่ 15 : สังเวยรัก…แด่นางพญา
- READ มรดกมนตรา บทที่ 14 : เสียงกระซิบจากแผลเก่า
- READ มรดกมนตรา บทที่ 13 : การตื่นขึ้นของกริชอาคม
- READ มรดกมนตรา บทที่ 12 : การเผชิญหน้าที่ฟ้าลิขิตไว้
- READ มรดกมนตรา บทที่ 11 : นางฟ้าในคราบอสรพิษ
- READ มรดกมนตรา บทที่ 10 : เงาร้ายในร่างเธอ
- READ มรดกมนตรา บทที่ 9 : ใต้หน้ากากนางพญา
- READ มรดกมนตรา บทที่ 8 : ไฟสุมทรวง
- READ มรดกมนตรา บทที่ 7 : จอมเวทย์ผู้ศักดิ์สิทธิ์
- READ มรดกมนตรา บทที่ 6 : อดีตของวิญญาณร้าย
- READ มรดกมนตรา บทที่ 5 : นางอสูรคืนชีพ
- READ มรดกมนตรา บทที่ 4 : วิญญาณบาปผู้คร่ำครวญ
- READ มรดกมนตรา บทที่ 3 : ปลดปล่อยเทวีมนตรา
- READ มรดกมนตรา บทที่ 2 : การพบกันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
- READ มรดกมนตรา บทที่ 1 : การมาถึงของหญิงสาว
- READ มรดกมนตรา : บทนำ







