มรดกมนตรา บทที่ 41 : ใต้ปีกนางพญา

มรดกมนตรา บทที่ 41 : ใต้ปีกนางพญา

โดย : วัชรนริศ

Loading

มรดกมนตรา ผลงานของ วัชรนริศ ที่อ่านเอานำมาให้อ่านออนไลน์ทาง anowl.co กับเรื่องราวของนักวิจัยสาวผู้ไม่เชื่อในสิ่งลี้ลับที่ได้รับคฤหาสน์โบราณกลางป่ากาญจนบุรีเป็นมรดกจากญาติที่ไม่เคยรู้จัก ทว่าคฤหาสน์หลังนี้กลับซ่อนคำสาป วิญญาณ และอดีตอันมืดมนที่รอการปลุกตื่น พร้อมการฟื้นคืนของ “อัคนีนาฏเทวี” อสูรสาวในตำนาน

เมื่อถึงเวลายามเย็น รวีขับรถพาทั้งสี่คนมาหยุดอยู่ที่หน้าบ้านของอสูรสาว พวกเขาเดินลงจากรถโดยที่รวีเดินเข้าไปกดกริ่งหน้าบ้าน อัคนีนาฏเทวีที่นั่งอยู่บนบัลลังก์หินของเธอก็รับรู้ได้ทันทีว่าศัตรูของเธอได้มาถึงอย่างพร้อมหน้ากันแล้ว เธอจำแลงกายเป็นอัคคีรัตน์ สาวสวยลึกลับในชุดเดรสสีดำลูกไม้เดินออกไปรอต้อนรับทั้งสี่คนที่สนามหญ้าหน้าบ้าน สมิงดงเดินออกไปเปิดประตูรับแขก

“สวัสดีครับ พวกเรามาขอพบคุณอัคคีรัตน์ครับ” รวีกล่าวอย่างสุภาพ

บ่าวผู้รับใช้ไม่ได้พูดอะไร ได้แต่เดินมาเปิดประตูและเดินกลับเข้าไปราวกับรับรู้ล่วงหน้าว่าทั้งสี่คนจะมาที่นี่ เมื่อทั้งสี่คนเดินเข้ามาภายในบ้าน บรรยากาศวันนี้ดูแตกต่างกว่าทุกวัน หมอกหนาจัดลอยฟุ้งอยู่ทั่วสนามหญ้าหน้าบ้านทั้งที่เป็นเวลายามเย็น พวกเขารับรู้ได้ถึงบรรยากาศความผิดปกติของบ้าน เมื่อทั้งหมดเดินเข้าใกล้ตัวบ้าน อัคคีรัตน์ก็ค่อยๆ เดินออกมาจากม่านหมอกอย่างช้าๆ

“สวัสดีค่ะทุกคน วันนี้ตั้งใจมาพร้อมหน้ากันเลยนะคะ” อัคคีรัตน์พูดปนยิ้มที่มุมปาก

ทิพย์ธิดากล่าวทักทาย “สวัสดีค่ะคุณอัคคีรัตน์”

รวียิ้มทักทาย “สวัสดีครับคุณอัคคีรัตน์” อมรและสหรัฐยกมือสวัสดีเล็กน้อย

“ทั้งสี่ท่านวันนี้มาหาฉันถึงที่นี่ ดิฉันรู้สึกดีใจมากเลยนะคะวันก่อนคุณสหรัฐก็เพิ่งมาเอง” อัคคีรัตน์พูดปนยิ้มและสบตากับทั้งสี่คน

“วันนี้พวกเราตั้งใจจะมาเยี่ยมคุณอัคคีรัตน์นะคะ” ทิพย์ธิดากล่าว

“ขอบคุณมากนะคะ ถ้าอย่างนั้นเชิญเข้าไปนั่งในบ้านดีกว่าค่ะ” อัคคีรัตน์พูดและเดินนำทางไปห้องรับแขก

ทั้งสี่คนเดินตามเข้ามาและนั่งลงที่เก้าอี้ “ดีเลยนะคะ พวกคุณมาทันมื้อเย็นพอดีเลย จะได้ทานอาหารเย็นร่วมกันไปเลย” อัคคีรัตน์กล่าว

“บ้านคุณอัคคีรัตน์สวยมากเลยนะครับ” รวีพูดและมองไปรอบๆ

“ขอบคุณค่ะ จริงๆ ถ้าไม่นับคนรับใช้ ฉันก็อยู่ที่นี่คนเดียวนะคะ”

รวีพยายามออกอุบายเพื่อที่จะรั้งเธอไว้ “จะเป็นอะไรไหมครับ ถ้าพวกเราขอเดินชมรอบๆ บ้าน”

“ได้สิคะ เดี๋ยวดิฉันพาพวกคุณเดินชมค่ะ” อัคคีรัตน์มองหน้ารวีด้วยความอ่อนโยน “เว้นแต่คุณสหรัฐคงไม่อยากเดินชมแล้วมั้งคะ เพราะเหมือนวันก่อนก็ได้เดินตรวจตรารอบบ้านดิฉันไปแล้ว” เธอพูดและหันไปมองตำรวจหนุ่มเล็กน้อย

“ครับ ผมเองก็ต้องขอบคุณที่มีโอกาสได้เดินชมรอบๆ บ้าน ยังไงพวกคุณเดินชมกันก่อนได้เลยนะครับ เดี๋ยวผมนั่งรออยู่ที่นี่ละ” นายตำรวจหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

ดอกเตอร์อมรรีบพูดเสริม “ช่วงนี้ขาผมไม่ค่อยดี ยังไงผมอยู่นั่งเป็นเพื่อนกับคุณสหรัฐที่นี่ดีกว่าครับ พวกคุณเดินกันตามสบายกันก่อนเลยนะครับ”

เมื่ออมรพูดจบ อัคคีรัตน์ก็ลุกขึ้นและเดินนำทางทิพย์ธิดาและรวีไปชมรอบบ้านของเธอ “ถ้าอย่างนั้นเชิญพวกคุณทั้งสองตามมาทางนี้ดีกว่าค่ะ ดิฉันจะพาไปชมห้องสะสมของดิฉันนะคะ”

ไม่นาน ระหว่างที่อัคคีรัตน์เดินพาทั้งสองไปชมห้องอื่นๆ สหรัฐรีบพาอมรเดินลงบันไดไปอย่างห้องใต้ดิน เมื่อไปถึงทั้งสองมองหาทางเข้าห้องลับ สหรัฐพยายามเดินไปแตะรอบๆ บริเวณผนังห้องเพื่อหากลไกเปิดประตูห้องลับ แต่กลับไม่พบสิ่งผิดปกติ ราวกับห้องทั้งห้องถูกบดบังสายตาจากพลังมนตราบางอย่าง

อมรจึงรวบรวมสมาธิและพนมมือท่องคาถาบางอย่าง ไม่นานผนังของห้องก็กลับกลายเป็นประตูลับบางอย่างปรากฏขึ้นตรงหน้า ทั้งสองมองหน้ากันด้วยความหวาดหวั่น สหรัฐค่อยๆ เดินเข้าไปผลักประตู สิ่งที่อยู่หลังประตูนั้นกลายเป็นบันไดที่ต้องเดินลงไปอีก ทั้งสองเดินลงบันไดไปเรื่อยๆ จนไปถึงชั้นล่างสุด จึงพบว่ารอบๆ ห้องด้านล่างเป็นคุกใต้ดินโบราณขนาดใหญ่ บรรยากาศมืดสลัว และฝุ่นสกปรกเกาะคลุมไปทั่วทั้งบริเวณ มีเพียงคบไฟโบราณที่ถูกจุดตั้งอยู่เป็นระยะๆ

โฉมสุรางค์ที่ถูกขังอยู่ ได้ยินเสียงของคนที่เดินเข้ามา เธอจึงส่งเสียงร้องเรียกให้คนมาช่วย หญิงสาวเดินมาเกาะที่ลูกกรงและส่งเสียง

“ใครอยู่ตรงนั้น ช่วยฉันด้วยใครก็ได้”

อมรและสหรัฐรู้ทันทีว่าเสียงนี้คือโฉมสุรางค์ พวกเขาทั้งสองรีบเดินตรงเข้าไปที่ห้องขังนั้น และได้พบกับหญิงสาวในที่สุด

“คุณโฉม!” ดอกเตอร์อมรอุทาน

“พวกคุณมาที่นี่ได้ยังไง แล้วรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่นี่” โฉมสุรางค์ถามด้วยความดีใจปนสงสัย

“อย่าเพิ่งพูดอะไรตอนนี้เลย เอาเป็นว่าพวกเราจะช่วยคุณออกมาก่อนนะครับ” นายตำรวจหนุ่มพูดและรีบคว้าปืนออกมายิงใส่กุญแจประตูลูกกรง เขายิงไปสองนัดแต่ก็ไม่มีท่าทีว่าประตูลูกกรงจะเปิดออกได้เลย อมรเห็นท่าไม่ดี เพราะใช้เวลาอยู่ตรงนี้นานและเขารู้ทันทีว่าห้องขังนี้ไม่น่าจะใช้ห้องขังธรรมดา อาจจะถูกลงอาคมอะไรเอาไว้

“คุณสหรัฐถอยออกมาก่อน” อมรพูดและผายมือออก เกิดแสงสีทองเจิดจรัสขึ้นบนฝ่ามือของเขา ตรีศูลสุริยะพิโรธปรากฏขึ้นอีกครั้ง ชายหนุ่มจับด้ามของตรีศูลนั้นฟันเข้าไปที่กุญแจของห้องขังทันที

พลังของตรีศูลได้ทำลายอาถรรพณ์ลง ประตูห้องขังถูกเปิดออกอย่างง่ายดาย โฉมสุรางค์รีบเดินออกมาจากห้องขังทันทีด้วยท่าทีตื่นกลัว

“พวกเราไปจากตรงนี้กันก่อนดีกว่าครับ ผมว่าพวกมันน่าจะรู้แล้วว่าเรามาช่วยคุณโฉม” สหรัฐหันไปพูดกับทุกคน ทั้งสามที่กำลังเดินกลับขึ้นไปก็ต้องผงะด้วยความตกใจ เพราะอัคคีรัตน์กำลังค่อยๆ เดินลงมาราวกับรู้อยู่แล้วว่าจะต้องมีคนมาช่วยหญิงสาว

อสูรสาวในร่างของอัคคีรัตน์เดินลงมาอย่างช้าๆ พร้อมกับผู้รับใช้ของเธอทั้งสองคนที่เดินตามหลังมาด้วย “สวัสดีอีกครั้งนะคะดอกเตอร์ คุณสหรัฐ แหม ดิฉันเผลอนิดเดียวก็รีบลงมาหาคุณโฉมสุรางค์เลยหรือคะ” เธอพูดและยิ้มเย้ยเล็กๆ

“นางแม่มด ทำไมแกไม่ปล่อยพวกเราไปเสียที แกต้องการอะไรกันแน่” โฉมสุรางค์พูดสวนด้วยความโกรธ

“ดิฉันบอกแล้วยังไงล่ะคะ ว่าคุณน่ะยังมีประโยชน์กับดิฉัน ถ้าดิฉันไม่พาคุณมาที่นี่ มีหรือศัตรูทั้งสี่คนจะได้มาปรากฏตัวพร้อมกันแบบนี้”

“คุณหมายถึงอะไรคุณอัคคีรัตน์” นายตำรวจหนุ่มพูด

“ก็หมายความว่า ดิฉันต้องการที่จะจัดการกับพวกคุณทีเดียวไงล่ะ” อสูรสาวพูดและยิ้มที่มุมปาก

“ไม่มีใครกลัวพวกแกหรอก พวกแกมันก็แค่อมนุษย์” โฉมสุรางค์พูดด้วยน้ำเสียงท้าทาย

“แน่ใจหรือคะ” เมื่ออัคคีรัตน์พูดจบควันสีดำก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นรอบตัวเธอ หญิงสาวคืนร่างกลับมาเป็นอัคนีนาฏเทวีอีกครั้ง อมรและสหรัฐที่เห็นพลังของเธอต่างก็หยุดมองด้วยความตกตะลึง

“ปักษาดำ สมิงดง จับตัวพวกมันเอาไว้” หญิงสาวออกคำสั่ง

“พวกคุณถอยออกไป” อมรพูดและเดินก้าวขึ้นมาข้างหน้า ชายหนุ่มพนมมือขึ้นอีกครั้งและสวดร่ายคาถาเพื่อเรียกตรีศูลออกมา แต่ยังไม่ทันจะได้สวดจบ ปักษาดำก็พุ่งตัวเข้ามาบีบคออมรด้วยความเร็ว สหรัฐที่ยืนอยู่ด้านหลังชี้ปืนไปทางปักษาดำ

“เฮ้ย! หยุดเดี๋ยวนี้นะ ปล่อยดอกเตอร์” นายตำรวจหนุ่มพูดตะคอกเสียงดัง

อมรที่กำลังถูกบีบคอจนเท้าที่ยืนอยู่ลอยไม่ติดพื้น เขาพยายามกลั้นใจสวดอีกครั้ง จนตรีศูลปรากฏลอยเหนืออยู่ข้างตัวเขา ชายหนุ่มรีบคว้าอาวุธและฟาดพลังของตรีศูลใส่ปักษาดำจนกระเด็นออกไป

สหรัฐกับโฉมสุรางค์รีบเข้ามาประคองหลังอมรไว้และพยายามวิ่งหนี โดยมีสมิงดงและปักษาดำที่กำลังไล่ตามหลังมาติดๆ สหรัฐยิงปืนใส่ไปที่พวกมันหลายนัด แต่กลับไม่ระคายผิวพวกมันเลย

เสียงปืนที่ดังขึ้นทำให้ทิพย์ธิดาและรวีที่กำลังทำท่าทียืนชมของสะสมอยู่นั้นต้องสะดุ้งตกใจ และรู้ทันทีว่าอมรและสหรัฐกำลังตกอยู่ในอันตราย

“เสียงปืนนี่คะคุณอัคคีรัตน์!” ทิพย์ธิดาพูดด้วยท่าทีตกใจ

“ใช่ครับ ผมขอออกไปดูข้างนอกก่อนนะครับ” รวีพูดเสริมและเดินออกไป แต่อัคคีรัตน์คว้าแขนของชายหนุ่มไว้ และใช้พลังสะกดจิตของเธอทำให้เขาหยุดนิ่งอยู่กับที่

“คุณรวีจะไปไหนคะ”

ชายหนุ่มถูกสะกดจิตให้ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ทิพย์ธิดาเมื่อเห็นดังนั้นก็พยายามรีบเดินเข้าไปใกล้รวี

“คุณรวีคะ คุณรวี” เธอเดินไปจับมือเขา แต่ชายหนุ่มกลับไม่รู้สึกตัวยืนนิ่งเฉยราวกับถูกสะกดไว้

“คุณทำอะไรกับคุณรวี” ทิพย์ธิดาหันไปถามอัคคีรัตน์ด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจ และมองเธอด้วยความท้าทาย

อัคคีรัตน์ยิ้มเล็กน้อย “ดิฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลยค่ะ ก็แค่…สะกดเขาไว้เท่านั้น” เธอถอนหายใจและพูดต่อ “พวกคุณคิดว่าดิฉันไม่รู้หรือคะ ว่าการที่พวกคุณมาหาดิฉันพร้อมกันถึงที่นี่ คงไม่ได้แค่ต้องการมาหาดิฉันเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการจะมาช่วยโฉมสุรางค์”

ทิพย์ธิดาจ้องหน้าอัคคีรัตน์ด้วยความโกรธ “ถ้าอย่างนั้นคุณก็หมายความว่า คุณโฉมสุรางค์ถูกจับอยู่ที่นี่จริงๆ”

อัคคีรัตน์ที่กำลังจ้องมองหญิงสาว ค่อยๆ เยื้องย่างเดินผ่านเธอไปที่ด้านหลัง “ก็ใช่น่ะสิคะ ที่ดิฉันนำตัวเธอมาไว้ที่นี่ก็เพราะต้องการให้เธอมาเป็นเหยื่อล่อให้พวกคุณมาหาฉันที่นี่ยังไงล่ะ”

ทิพย์ธิดาหันหลังกลับไปมองอัคคีรัตน์แต่ก็ไม่เห็นร่างของเธอ ได้ยินเพียงเสียงพูดของเธอที่ดังลอยไปมาอยู่ใกล้ๆ รวีที่ยืนนิ่งก็เริ่มขยับตัวและเดินออกไปราวกับถูกสะกดจิต

“คุณรวี คุณจะไปไหนคะ ทิพย์ธิดาพูดและรีบคว้าแขนของชายหนุ่มไว้ รวีสะบัดแขนออกด้วยความแรงแต่เธอก็ยังคงพยายามรั้งเขาไว้

“คุณจะไปไหน ตอนนี้ไปไม่ได้นะมันอันตราย” หญิงสาวพยายามรั้งตัวเขาไว้ แต่ด้วยพลังจากมนตร์สะกดทำให้ชายหนุ่มออกแรงสลัดหญิงสาวจนล้มลงไปนั่ง

ทิพย์ธิดาพยายามวิ่งตามเขาไป ตอนนี้รวีเดินมาด้วยท่าทีของคนละเมอมาหยุดอยู่ที่ห้องเทวาลัย ภายในห้องมีไฟที่ถูกจุดอยู่โดยรอบสว่างไสวเสมือนกับเป็นการต้อนรับทุกคนที่มาในวันนี้

ทิพย์ธิดาที่เดินตามชายหนุ่มเข้ามาก็ต้องรู้สึกตกใจเมื่อมองไปรอบห้อง “ที่นี่มันคือห้องอะไรกัน” เมื่อหญิงสาวพูดจบ เปลวไฟที่ถูกจุดอยู่รอบเทวาลัยก็พวยพุ่งลุกโชนอีกครั้งจนทำให้เธอต้องตกใจ

ในเวลานี้เบื้องหน้าของเธอและรวีคือบัลลังก์หินโบราณที่ยิ่งใหญ่ มีสตรีในชุดโบราณที่นั่งอยู่อย่างน่าเกรงขาม

“ขอต้อนรับสู่เทวาลัยของข้านะทิพย์ธิดา” อัคนีนาฏเทวีกล่าวด้วยเสียงที่ทรงอำนาจ

“เธอ! อัคคีรัตน์” ทิพย์ธิดาอุทานชื่อขึ้น

“จะเรียกข้าว่าอัคคีรัตน์ หรือจะเรียกอีกชื่อหนึ่งของข้าว่าอัคนีนาฏเทวีก็ได้นะ” เธอพูดด้วยเสียงที่ดุดันและท้าทาย

“เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นมันก็เพราะท่านใช่ไหม การที่คุณราตรีต้องมาตาย หรือแม้แต่คนอื่นๆ ก็เป็นฝีมือท่านใช่ไหม” หญิงสาวพูดและยืนมองหน้าอสูรสาว

“จะว่าอย่างนั้นก็ไม่ถูก เพราะพวกมันแส่หาเรื่องกันเอง ข้าก็เลยมอบชีวิตใหม่ให้กับพวกมันไงล่ะ” อัคนีนาฏเทวีหัวเราะด้วยความสนุกใจ

“แล้วตอนนี้ดอกเตอร์อมร คุณสหรัฐ และคุณโฉมอยู่ที่ไหน ท่านเอาพวกเขาไปขังไว้ที่ไหน”

ดอกเตอร์อมร สหรัฐ และโฉมสุรางค์กำลังวิ่งหนีปักษาดำและสมิงดง โดยที่สหรัฐพยายามหันหลังกลับมายิงปืนใส่ แต่ลูกกระสุนกลับทำอะไรพวกมันไม่ได้เลย พวกเขาวิ่งหนีจนมาสุดทางเดินของบ้านโดยที่เบื้องหลังเป็นกำแพง

“เราจะทำยังไงกันดีคะดอกเตอร์” โฉมสุรางค์พูดด้วยท่าทางร้อนใจ หญิงสาวพูดและเดินถอยหลังมาประชิดกำแพง แต่เธอรู้สึกได้ว่ากำแพงด้านหลังของเธอคล้ายกับมีกลไกอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ หญิงสาวรู้สึกได้ว่ากำแพงขยับเล็กน้อย

“ดอกเตอร์คะ คุณสหรัฐ มาช่วยฉันที ฉันว่ากำแพงนี้มันต้องผลักออกไปได้แน่ๆ” หญิงสาวพูดและหันไปดันกำแพง โดยที่สหรัฐกับอมรก็รีบหันไปช่วยเธอ จนในที่สุดกำแพงก็สามารถเปิดออกไปได้ ทั้งสามที่ไม่มีทางเลือกมากนักก็รีบวิ่งไปตามทางเดินด้านหลังของกำแพงจนมาพบกับห้องเทวาลัย ทั้งสามคนมองไปรอบๆ ห้องเทวาลัยด้วยความตกตะลึง

“นี่มันอะไรกัน” โฉมสุรางค์พูดและมองไปรอบๆ

“ที่นี่มันน่าจะเป็นห้องสังเวยเลือดของเจ้าอสูรแน่ๆ” อมรกล่าว

“คุณโฉม ดอกเตอร์ คุณสหรัฐ” ทิพย์ธิดาอุทานที่ได้เห็นพวกเขาทั้งสาม

“คุณทิพย์ธิดา!” โฉมสุรางค์หันกลับมามองเธอ

“พวกคุณปลอดภัยนะคะ” ทิพย์ธิดากล่าวท่าทีตื่นตระหนก

“พวกเราทุกคนปลอดภัยดีครับ แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเราถึงมารวมกันอยู่ที่ห้องนี้ได้” นายตำรวจหนุ่มรีบพูด

อัคนีนาฏเทวีหัวเราะและพูดขึ้น “พวกเจ้าไม่ต้องแปลกใจไปหรอก! ข้าให้เจ้าสมิงดงและปักษาดำต้อนพวกเจ้ามาที่นี่เอง จะได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ข้าจะได้จัดการกับพวกเจ้าทีเดียวยังไงล่ะ”

“เจ้า! อัคนีนาฏเทวีหยุดก่อบาปกรรมได้แล้ว ที่ผ่านมาเจ้ายังทำร้ายชีวิตคนอื่นยังไม่มากพออีกหรือ” อมรพูดด้วยท่าทีไม่เกรงกลัว

โฉมสุรางค์มองไปที่รวี “คุณรวีเป็นอะไรทำไมถึงยืนนิ่งแบบนั้น”

“ทุกคนคะ ช่วยคุณรวีด้วยค่ะ ตอนนี้คุณรวีตกอยู่ภายใต้พลังสะกดจิต” ทิพย์ธิดาพูดและเดินไปจับที่แขนของชายหนุ่ม

“มีทางเดียวที่จะทำลายมนตร์สะกดของพวกมันได้คือ จะต้องทำลายร่างของจอมอสูรซะ” อมรพูด

อสูรสาวยืนขึ้นและหัวเราะ “พวกเจ้าจะมีปัญญาอะไรจัดการกับข้าได้ ครั้งนี้มันจะไม่เหมือนครั้งไหน วันนี้พวกเจ้าทั้งหมดจะต้องถูกสังเวยเลือดให้กับข้า” หญิงสาวก้าวลงจากบัลลังก์และผายมือออกข้างหนึ่ง เกิดเป็นแสงสีดำรวมตัวกันอยู่ในมือ เธอสลัดพลังนั้นใส่ทั้งสามคนที่อยู่เบื้องหน้า ทำให้ทั้งสามต่างกระเด็นไปคนละทาง

“ทุกคน!” ทิพย์ธิดาร้องตกใจ

อมรที่ล้มลงนั่งรีบพูดขึ้นทันที “คุณทิพย์ ถึงเวลาแล้ว”

ทิพย์ธิดาที่ยืนอยู่ก็รู้ทันทีว่าตนเองจะต้องเรียกพระขรรค์เพลิงพยัคฆ์ออกมาเสียที ทันใดนั้นเธอหลับตาและนึกถึงพระขรรค์ ไม่นานเกิดแสงสีทองสว่างขึ้นอยู่เบื้องหน้าเธอ ปรากฏเป็นพระขรรค์อันศักดิ์สิทธิ์

อัคนีนาฏเทวีที่เห็นดังนั้น ก็รีบใช้พลังเหวี่ยงใส่ทิพย์ธิดาโดยทันที

 



Don`t copy text!