มรดกมนตรา บทที่ 42 : เสียงร้องสุดท้ายใต้เงาจันทร์ (จบบริบูรณ์)

มรดกมนตรา บทที่ 42 : เสียงร้องสุดท้ายใต้เงาจันทร์ (จบบริบูรณ์)

โดย : วัชรนริศ

Loading

มรดกมนตรา ผลงานของ วัชรนริศ ที่อ่านเอานำมาให้อ่านออนไลน์ทาง anowl.co กับเรื่องราวของนักวิจัยสาวผู้ไม่เชื่อในสิ่งลี้ลับที่ได้รับคฤหาสน์โบราณกลางป่ากาญจนบุรีเป็นมรดกจากญาติที่ไม่เคยรู้จัก ทว่าคฤหาสน์หลังนี้กลับซ่อนคำสาป วิญญาณ และอดีตอันมืดมนที่รอการปลุกตื่น พร้อมการฟื้นคืนของ “อัคนีนาฏเทวี” อสูรสาวในตำนาน

ในจังหวะนั้นเองอมรรีบลุกขึ้นและเรียกตรีศูลเขวี้ยงใส่ไปที่อสูรสาว แต่จอมอสูรสาวใช้มืออีกข้างหนึ่งของเธอต้านพลังของตรีศูลของอมรเอาไว้ ทำให้พลังที่เหวี่ยงใส่ทิพย์ธิดาต้องหลุดพลาดเป้าไป

ทิพย์ธิดารีบคว้าพระขรรค์และรีบวิ่งเข้ามาใกล้ร่างของอัคนีนาฏเทวี จอมอสูรสาวสลัดแขนของเธอทั้งสองข้างและปล่อยพลังของเธออีกครั้ง แสงสีดำที่กระจายออกมาจากร่างของเธอ ทำให้ตรีศูลของอมรกับทิพย์ธิดาที่กำลังวิ่งเข้าไปกระเด็นออกไปอีกครั้ง

“หากพวกเจ้าคิดจะจัดการกับข้าคงจะไม่ใช่เรื่องง่าย วันนี้ข้าจะส่งพวกเจ้าไปลงนรกพร้อมกันทั้งหมดนั่นแหละ”

“ปักษาดำ สมิงดง ฆ่าพวกมันและเอาเลือดพวกมันมาสังเวยข้าให้จงได้” อสูรสาวออกคำสั่งและเดินพุ่งไปที่ทิพย์ธิดา โดยที่ปักษาดำและสมิงดงคืนร่างเป็นสัตว์อสูรอีกครั้ง พวกมันวิ่งพุ่งเข้าใส่ อมร โฉมสุรางค์ และสหรัฐ

อมรรีบลุกขึ้นยืน โดยที่สหรัฐดึงตัวโฉมสุรางค์ให้มายืนอยู่ด้านหลังพวกเขา ตำรวจหนุ่มยิงปืนใส่ไปที่ปักษาดำและสมิงดง อมรหยุดยืนนิ่งและหลับตานึกถึงคำพูดของฤๅษีอนันตเทพผู้เป็นอาจารย์ว่าครั้งนี้เขาจะไม่กักขังอสูร แต่ต้องการที่จะปลดปล่อยมัน ในเวลานี้ต่อให้เขาต้องแลกด้วยชีวิตเพื่อทำลายอาถรรพณ์ทั้งหมด เขาก็ยินดี

อมรลืมตาขึ้นโดยมีตรีศูลอยู่ในมือ เขาใช้พลังทั้งหมดที่มีปล่อยตรีศูลออกไปพร้อมกับพลังของเขา พลังจากอาวุธของชายหนุ่มพุ่งเข้าใส่ร่างสมิงดงและปักษาดำอย่างเต็มแรง พลังของตรีศูลในครั้งนี้รุนแรงมากกว่าครั้งไหน เหมือนกับรู้ว่าศึกนี้จะเป็นศึกสุดท้ายที่จะปลดปล่อยวิญญาณชั่วร้ายนี้ให้กลับไปชดใช้กรรมอีกครั้ง

ตรีศูลพุ่งออกไปจนเกิดเป็นแสงเปลวไฟสีทอง พุ่งกระแทกใส่ร่างสัตว์อสูรทั้งสอง ทำให้ดวงจิตของพวกมันแตกดับโดยทันที อัคนีนาฏเทวีรีบหันมามองด้วยความตกใจ

“สมิงดง ปักษาดำ!” เจ้าหล่อนอุทานขึ้น

“วันนี้ข้าจะไม่ปล่อยพวกเจ้าเอาไว้แน่” อสูรสาวลอยตัวขึ้นอยู่เหนือกลางอากาศ เธอหันไปสั่งชายหนุ่ม “รวี เจ้าจงไปเอาพระขรรค์มาจากนางผู้หญิงนั่นเดี๋ยวนี้”

รวีรีบเดินเข้าไปใกล้ทิพย์ธิดาเพื่อเอาพระขรรค์ออกมาจากมือเธอ

“คุณรวีอย่าทำแบบนี้นะคะ คุณตั้งสติหน่อยสิอย่าตกเป็นทาสของเธอ” ทิพย์ธิดาพูด

จอมอสูรสาวลอยพุ่งลงมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าอมร “พวกเจ้าบังอาจมากนะที่ทำร้ายอสูรของข้า ครั้งนี้ชีวิตพวกเจ้าต้องเป็นของข้าเท่านั้น” เมื่อหล่อนพูดจบก็พุ่งเข้าไปบีบคอของอมรด้วยความเร็ว ในขณะที่นายตำรวจหนุ่มคว้าปืนขึ้นมายิ่งใส่อสูรสาวหลายนัด แต่อาวุธธรรมดากลับไม่สามารถทำอะไรเจ้าหล่อนได้แม้แต่น้อย

ตอนนี้อมรถูกอัคนีนาฏเทวีบีบคอแน่นจนร่างของชายหนุ่มลอยขึ้นไปเหนืออากาศ โฉมสุรางค์หันไปเห็นดาบโบราณที่วางอยู่ไม่ไกลจึงรีบวิ่งเข้าไปหยิบดาบและพุ่งเข้าไปตัดแขนข้างที่อสูรสาวกำลังใช้บีบคออมรอยู่ แขนของอสูรสาวหลุดออกจากร่างจนทำให้อมรตกลงมานั่ง เธอร้องด้วยความเจ็บปวดและหันมามองโฉมสุรางค์ด้วยแววตาสีดำสนิท

“พวกเจ้าบังอาจมากนักนะ” อสูรสาวใช้พลังของเธอสลัดใส่โฉมสุรางค์และสหรัฐจนกระเด็นไปสลบอยู่ไม่ไกล

ในขณะเดียวกันรวีที่พยายามยื้อแย่งพระขรรค์ออกจากทิพย์ธิดา พลังของพระขรรค์เพลิงพยัคฆ์ก็ค่อยๆ ถูกปล่อยออกมาอย่างช้าๆ เป็นคลื่นแสงสีขาว พลังของพระขรรค์นั้นทำให้ชายหนุ่มที่ตกอยู่ในอำนาจของอสูรสาวต้องรู้สึกปวดหัวและล้มลงไปนั่ง

“ช่วยด้วย ทำไมปวดหัวแบบนี้” รวีที่ล้มลงไปนั่งก็ค่อยๆ ได้สติขึ้น

“คุณรวี คุณรวี ได้ยินที่ฉันพูดไหมคะ” ทิพย์ธิดาเดินเข้าไปใกล้ชายหนุ่มและแตะที่ตัวเขา

“เกิดอะไรขึ้นกับผม” รวีพยายามลุกขึ้นยืน

“อย่าเพิ่งถามอะไรมากเลยค่ะ รีบไปช่วยทั้งสามคนก่อนดีกว่า” หญิงสาวพูดและรีบวิ่งไปทางอมร อสูรสาวเดินมาหยิบแขนของเธอที่ถูกตัดกลับมาต่อที่ร่างของเธอทันที เจ้าหล่อนที่กำลังมองเห็นทิพย์ธิดากำลังวิ่งเข้ามาหาจึงรีบใช้พลังของเธอซัดใส่ร่างของทิพย์ธิดา

รวีที่วิ่งตามหลังหญิงสาวรีบผลักร่างของเธอเพื่อหลบพลังของอสูร จนทำให้พลังชั่วร้ายนั้นพุ่งเข้าไปโดนกับเสาหินภายในเทวาลัยจนแตกกระเด็น

อมรรีบลุกขึ้นยืนอีกครั้งด้วยท่าทางบาดเจ็บ ชายหนุ่มพยายามพยุงตัวเองขึ้น และเริ่มท่องบทพระเวทมนตราเพื่อเรียกตรีศูลออกมาอีกครั้ง ครั้งนี้เขาตั้งใจจะใช้พลังทั้งหมดที่มีของเขาโถมเข้าใส่ไปที่ร่างของอสูรสาวพร้อมกับอาวุธคู่ใจ ทันใดนั้นก็ปรากฏว่าตรีศูลได้ส่องแสงขึ้นอยู่เบื้องหน้าและพุ่งเข้าใส่อสูรสาวจากด้านหลังอย่างรวดเร็ว ทำให้อสูรสาวต้องรีบหันร่างกลับไปต้านพลังของตรีศูลไว้

“ในเวลานี้จะเป็นครั้งสุดท้ายของฉันกับแกแล้วนะอสูรร้าย” อมรพูดพร้อมทั้งปล่อยพลังทั้งหมดที่มีคู่ไปกับตรีศูล

เพลิงสีดำลุกโชนทั่วโถงเทวาลัย ร่างของอัคนีนาฏเทวีเหินลอยกลางอากาศ เส้นผมยาวสีเพลิงของนางสะบัดไหวตามแรงพายุที่นางสร้างขึ้น “เจ้าคิดหรือว่าพลังของเจ้าจะเทียบข้าได้! ข้าเคยปกครองแผ่นดินทั้งหมดของข้าด้วยปลายนิ้วเดียว!”

พลังของอมรและตรีศูลนั้นได้ทำให้อสูรสาวต้องพยายามต้านทานพลังเอาไว้อยู่ชั่วครู่หนึ่ง อมรตะโกนร้องสุดเสียงพร้อมปล่อยพลังทั้งหมดที่มีเป็นครั้งสุดท้าย ตรีศูลส่องแสงสว่างไปทั่วบริเวณและเกิดเป็นแรงระเบิดจนทำให้อสูรสาวและอมรต่างกระเด็นแยกออกจากกัน กลุ่มหมอกควันลอยฟุ้งไปทั่วทั้งบริเวณ ร่างของอมรได้รับบาดเจ็บและล้มลงไปนอนกองกับพื้นด้วยความอ่อนแรง

ชายหนุ่มพยายามกวาดสายตามองหาอสูรสาวอีกครั้ง ทันใดนั้นเสียงหัวเราะของอสูรสาวก็ดังขึ้น

อัคนีนาฏเทวีหัวเราะด้วยความชอบใจ เมื่อนั้นทิพย์ธิดาค่อยๆ ก้าวออกมายืนต่อหน้าอสูรสาวอีกครั้ง มือขวาของเธอจับพระขรรค์เพลิงพยัคฆ์ไว้แน่น แสงสีทองจากพระขรรค์เปล่งประกายตอบสนองพลังในตัวเธอ

เสียงกระซิบของท่านชายอดิศรดังก้องอยู่ในหู “อย่าหวั่นไหว เจ้าคือทายาทที่แท้จริง…ผู้ปลดปล่อยคำสาป…”

อัคนีนาฏเทวีรีบลอยพุ่งตรงมาทางหญิงสาวและสะบัดเปลวเพลิงใส่ไปที่ตัวเธอ

เปรี้ยง!!

เปลวไฟเส้นตรงพุ่งเข้าหาทิพย์ธิดา แต่เธอกลับตวัดพระขรรค์สะบัดเปลวเพลิงออกด้วยท่วงท่าที่อ่อนช้อย ทว่าเต็มไปด้วยพลัง

“ฉันไม่ใช่เพียงหญิงสาวผู้สืบสายเลือด…” เธอก้าวเท้าช้าๆ เข้าหาอัคนีนาฏเทวี “แต่ฉันคือผู้ที่ถูกเลือกจากบรรพชน…”

อัคนีนาฏเทวีหัวเราะ หล่อนตวัดมืออย่างพลิ้วไหวสร้างเพลิงจากอากาศ เพลิงหนึ่งระเบิดขึ้นด้านหลังทิพย์ธิดา แต่หญิงสาวกลับหมุนกายหลบได้อย่างง่ายดาย แล้วเขวี้ยงพระขรรค์พุ่งเข้าฟาดกลางร่างของอสูรสาวโดยทันที อสูรสาวล้มลงไปนอนแน่นิ่งด้วยความเจ็บปวด ทว่ากลับค่อยๆ ลุกขึ้นมายืนและหัวเราะอีกครั้ง

“พวกเจ้าคิดว่าข้าโง่มากนักหรือ ถึงจะยอมปล่อยให้พวกเจ้ามาทำลายข้าได้อย่างง่ายดาย” อสูรสาวสะบัดพลังอีกครั้งใส่หญิงสาวด้วยความโกรธ และพุ่งเข้าหาทิพย์ธิดาอีกครั้งจนเธอไม่ทันตั้งตัว หล่อนใช้พลังกรงเล็บทั้งหมดที่มีบีบคอหญิงสาว จนทำให้พระขรรค์ที่อยู่ในมือเธอหลุดร่วงไปด้วยความอ่อนแรง อสูรสาวบีบคอทิพย์ธิดาจนเท้าของเธอเริ่มลอยเหนือพื้นขึ้นเล็กน้อย และเริ่มขาดอากาศหายใจ

ในเวลานั้นรวีรีบวิ่งไปคว้าตรีศูลของอมรที่ตกอยู่ เขากำด้ามตรีศูลไว้จนแน่น และวิ่งพุ่งเข้าไปใช้ตรีศูลปักลงไปที่กลางหลังของอสูรสาว ทำให้นางต้องปล่อยมือออกจากร่างของทิพย์ธิดาและหันไปซัดพลังใส่ร่างของชายหนุ่มจนกระเด็นลงไปล้มอีกครั้ง

ทิพย์ธิดาใช้จังหวะนี้รีบคว้าพระขรรค์ที่ตกอยู่ข้างๆ ตัวและตวัดฟันไปที่คอของอสูรสาวโดยฉับพลัน เสียงกรีดลมของพระขรรค์เพลิงพยัคฆ์ดังก้องสะท้อนกลางโถงเทวาลัย ก่อนที่คมดาบศักดิ์สิทธิ์จะฟาดฟันผ่านลำคอของอัคนีนาฏเทวีอย่างฉับพลัน ศีรษะของนางกระเด็นลอยคว้างกลางอากาศ ดวงตาที่เคยเปล่งแสงอหังการและความหยิ่งผยองเบิกกว้างด้วยความไม่เชื่อและตกตะลึง ริมฝีปากที่เคยกรีดร้องออกคำสั่งแก่เหล่าภูตผีปีศาจ บัดนี้กลับสั่นระริกเหมือนจะเอื้อนเอ่ยคำสุดท้าย…แต่นั่นก็ไม่มีวันมาถึง

ชั่วขณะที่ศีรษะกระแทกลงกับพื้นหิน เสียงแตกดังสะท้านราวกับโลกทั้งใบแตกร้าวไปพร้อมกัน ดวงตาของนางยังคงลืมโพลงแต่ปราศจากแสงแห่งชีวิต สีหน้าที่เคยงดงามและแฝงไว้ด้วยความเย่อหยิ่ง บัดนี้กลับบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดทรมาน ผิวพรรณที่เคยเปล่งประกายกลับเริ่มแตกร้าวเป็นเส้นๆ ราวกับผิวหินแห้งในเปลวแดด ร่างกายของอัคนีนาฏเทวีชักกระตุก มือข้างหนึ่งเหยียดออกเหมือนจะคว้าบางสิ่งไว้แต่ก็ไม่สามารถคว้าอะไรไว้ได้ ในขณะเดียวกันนั้นร่างของนางค่อยๆ จางหายกลายเป็นฝุ่นธุลีทีละน้อยและพัดหายไปกับสายลมที่พัดผ่านมาขณะนั้นต่อหน้าทุกคน

พลังอาถรรพณ์ที่อยู่รายล้อมไปทั่วเริ่มสลายตัวลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ห้องเทวาลัยรวมถึงบ้านที่ถูกเนรมิตขึ้นมาของอสูรสาวค่อยๆ ถล่มลงอย่างช้าๆ

ทิพย์ธิดา รวี และอมรรีบเข้าไปพยุงร่างของสหรัฐและโฉมสุรางค์พาวิ่งออกมาจากเทวาลัย ทั้งห้าคนวิ่งออกมาหยุดอยู่ด้านนอกและหันกลับไปยืนมองบ้านของอสูรสาวที่ค่อยๆ ถล่มและเลือนรางหายไปในอากาศราวกับไม่เคยมีสถานที่นี้อยู่

“จบลงเสียที อัคนีนาฏเทวี” อมรมองออกไปและพูดขึ้นด้วยความโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก

ในช่วงเวลาเดียวกันที่บ้านของคุณหญิงช่อผกา แม่บ้านได้ขึ้นไปเคาะห้องของเธอ

“คุณหญิงอยู่ไหมคะ ป้าเอาชาร้อนขึ้นมาให้ค่ะ” ไม่มีเสียงตอบรับของคุณหญิงจากในห้อง แม่บ้านรู้สึกมีลางสังหรณ์

“ขอป้าเข้าไปนะคะ” เมื่อแม่บ้านเปิดประตูห้องเข้าไปก็ต้องผงะกับร่างของคุณหญิงที่นอนตาค้างตัวซีดขาวไร้เลือดราวกับเสียชีวิตมาหลายวัน ด้วยพลังอาถรรพณ์ของอสูรสาวที่ถูกทำลายลงจึงส่งผลให้บริวารของเธอทั้งหมดถูกทำลายไปพร้อมด้วยเช่นกัน

 

เช้าวันรุ่งขึ้นพระอาทิตย์ส่องแสงสว่างของวันใหม่ แสงแดดอ่อนๆ ที่ทอดตัวลงมากระทบกับคฤหาสน์วารีมรกต เหมือนจะเป็นสัญญาณให้รู้ว่าเรื่องร้ายๆ ได้ผ่านพ้นไปแล้ว ทั้งห้าคนยืนใส่บาตรพร้อมกันอยู่ที่บริเวณหน้าคฤหาสน์ด้วยความรู้สึกโล่งใจ หลังจากนั้นโฉมสุรางค์จึงหันไปบอกกับทุกคน

“ดิฉันขอขอบคุณพวกคุณอีกครั้งนะคะ ถ้าหากไม่มีพวกคุณดิฉันเองก็คงไม่ได้มายืนอยู่กับพวกคุณวันนี้”

ทิพย์ธิดายิ้มและจับมือหญิงสาว “คุณโฉมไม่ต้องคิดมากนะคะ ต่อไปนี้พวกเราคือครอบครัวเดียวกัน ดิฉันดีใจมากที่คุณปลอดภัยค่ะ”

รวีหันไปพูดขึ้น “ผมเองก็ต้องขอบคุณพวกคุณทุกคนเหมือนกันครับ โดยเฉพาะดอกเตอร์อมร คุณสหรัฐ และคุณทิพย์ธิดา เพราะเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นมันคงหาคำอธิบายได้ยาก แต่การที่พวกคุณได้เข้ามาที่นี่ มันได้เปลี่ยนทุกอย่างให้กับทุกคนที่นี่จริงๆ”

“ไม่เป็นไรครับคุณรวี ทุกอย่างมันถูกลิขิตไว้หมดแล้ว มันก็คงถึงเวลาที่จอมอสูรคงต้องกลับไปสู่การเวียนว่ายตายเกิดแบบคนปกติกับเขาเสียที” อมรพูดและยิ้มเล็กน้อย

“เห็นด้วยนะครับ เรื่องทั้งหมดนี้มันคงเป็นเรื่องที่หาคำอธิบายได้ยาก ผมเองก็ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองว่ามันจะเกิดขึ้นจริง แต่ก็ต้องขอบคุณทุกคนนะครับที่อยู่ช่วยกันมาตลอด” นายตำรวจหนุ่มสหรัฐพูดเสริม

“เอาละค่ะ เห็นทีวันนี้ดิฉันคงจะต้องเดินทางกลับจริงๆ แล้วนะคะทุกคน หวังว่าคงไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกนะคะ” โฉมสุรางค์พูดปนยิ้ม

“เอาอย่างนี้ดีไหมครับคุณโฉม ผมอาสาขอเป็นสารถีตามไปส่งคุณด้วยได้ไหมครับ” สหรัฐพูดและส่งสายตาหวาน

โฉมสุรางค์ยิ้มกว้างและหันมาตอบ “จะดีหรือคะ ถ้าอย่างงั้นดิฉันขอไม่ปฏิเสธนะคะ”

สหรัฐเตรียมสตาร์ตรถรอโฉมสุรางค์ โดยมีทิพย์ธิดา รวี และอมรที่เดินตามหลังมาส่งที่หน้าบ้าน

“คุณโฉมเดินทางปลอดภัยนะคะ” หญิงสาวจับมือเธอ

“ค่ะ ดิฉันจะดูแลตัวเองให้ดีค่ะ พวกคุณก็เหมือนกันนะคะ” เธอยิ้มบอกกับทุกคนและเดินถือกระเป๋าขึ้นรถไป โดยที่รถของสหรัฐค่อยๆ แล่นออกไปอย่างช้าๆ

“เอาละครับ ก่อนที่ผมจะขอตัวกลับอีกคนผมมีเรื่องสุดท้ายที่อยากจะทำ เดี๋ยวพวกคุณไปที่ห้องพระกับผมนะครับ” อมรหันมาบอกกับทิพย์ธิดาและรวี ทั้งสามเดินตามกันมาที่ห้องพระและนั่งลง เบื้องหน้าของพวกเขาคือหิ้งพระ โกศอัฐิของหม่อมเจ้าอดิศรและหม่อมเจ้าหญิงสวาทสุภาย์ ไม่ไกลกันมีกล่องเทพมนตราวางอยู่บนแท่นบูชา โดยที่วิญญาณของนางสายใจยังคงถูกพันธนาการเอาไว้

ทั้งสามก้มกราบหิ้งพระและโกศอัฐิของหม่อมเจ้าทั้งสอง

“เรื่องร้ายๆ ก็ได้ผ่านพ้นไปแล้วนะครับ ต่อไปนี้ผมขอให้คุณทั้งสองคนจงดูแลกันและกัน ร่วมถึงดูแลคฤหาสน์วารีมรกตต่อจากหม่อมเจ้าอดิศรให้ดีที่สุดนะครับ” อมรพูดจบและหันไปมองกล่องเทพมนตรา

“ส่วนเจ้ากล่องนี้ผมอยากขอพวกคุณได้ไหมครับ ผมจะนำกล่องเทพมนตรานี้ไปถวายให้กับพระธุดงค์รูปหนึ่งที่ผมนับถือ ผมหวังว่าวิญญาณของนางสายใจอาจจะได้เรียนรู้อะไรบ้าง และคงไม่ออกมาทำร้ายอะไรใครอีก”

ทิพย์ธิดาและรวีหันมองหน้ากัน “ค่ะ ดอกเตอร์ ดิฉันเองก็หวังว่าเธอจะหลุดพ้นจากบ่วงกรรมไปได้”

สายลมเย็นพัดผ่านเข้ามาภายในห้องพระอีกครั้ง ทั้งสามคนมองไปที่บริเวณหน้าต่าง แสงสีขาวพุ่งตัวข้ามาภายในอย่างช้าๆ ปรากฏเป็นวิญญาณของท่านชายอดิศร

“ฉันขอขอบคุณทุกคนมากเลยนะ ในที่สุดทุกอย่างก็จบลงเสียที ฉันเองก็คงหมดหน้าที่ที่นี่แล้ว” ท่านชายอดิศรพูดและส่งยิ้มอย่างอบอุ่นให้กับทั้งสาม “จากนี้ ฉันขอให้ทิพย์ธิดาจงช่วยรวีอยู่ดูแลที่นี่นะ ขอให้พวกเธอทั้งสองจงรักกันและดูแลกันให้ดี”

เมื่อสิ้นเสียง วิญญาณของหม่อมเจ้าอดิศรก็ค่อยๆ เลือนรางหายไปพร้อมกับสายลมเย็นเบาบาง…

รวีและทิพย์ธิดาเดินลงมาส่งอมรขึ้นรถโดยที่ในมือของเขามีกล่องเทพมนตราติดตัวไปด้วย

“ส่งผมตรงนี้ละครับ ขอบคุณพวกคุณมากนะครับ” อมรพูดและยิ้มเล็กน้อย

ทิพย์ธิดาและรวีเดินจับมือกันมายืนอยู่ที่บริเวณหน้าคฤหาสน์วารีมรกต ทั้งสองมองหน้ากันด้วยความรู้สึกอบอุ่นและโล่งใจ

“ต่อไปคุณจะต้องอยู่กับผมที่นี่นะครับ” รวีกล่าว

“ค่ะ ดิฉันก็คิดว่าคงไม่อยากจากที่นี่ไปไหนอีกแล้ว เพราะคุณคือคนที่ฉันจะรักและอยู่ดูแลคุณไปตลอด”

ทั้งสองมองหน้ากัน และกอดกันด้วยความอบอุ่นหัวใจ

 

วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทุกสรรพสิ่งยังคงดำเนินต่อไป แต่กาลเวลาของอสูรสาวยังคงถูกหยุดไว้ ณ ที่ใดที่หนึ่ง

ภายในถ้ำโบราณหลังม่านน้ำตกยังคงมีมีวิญญาณของจอมอสูรสาวที่ถูกถอดฝากเอาไว้ในสถานที่ลึกลับ โดยผู้ที่ล่วงรู้ความลับของเธอทั้งหลายก็ล้วนแต่สิ้นชีพไปกันหมด อีกไม่นานหากมีมนุษย์ผู้ใดที่ล่วงล้ำเข้าไปในสถานที่ลึกลับด้วยความบังเอิญ อาจจะเป็นเหตุให้อสูรสาวได้ฟื้นคืนชีพกลับมาอีกครั้งก็เป็นได้

เจ็ดสิบสองปีผ่านไป เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นภายในคฤหาสน์เศรษฐีที่นิวยอร์ก

“สวัสดีค่ะ บ้านสุริยะค่ะ” สาวใช้รับสาย

“ขอสายท่านสุริยะค่ะ” เป็นเสียงหญิงสาวปริศนา

“จากใครคะ”

“ให้เรียนท่านว่าจากคุณสนธยาค่ะ อีกอย่างนะคะ ให้เรียนท่านเพิ่มไปว่า ดิฉันมีข้อมูลสำคัญ และคิดว่าสิ่งนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ท่านกำลังตามหามาตลอด!”

 

– จบบริบูรณ์ –

 



Don`t copy text!