
ขุนเขาแมกไม้ บทที่ 2 : ผู้พบใหม่
โดย :
“ขุนเขาแมกไม้” นวนิยายเรื่องเยี่ยมในชุดโหราศาสตร์ ผลงานเรื่องล่าสุดของ ’กฤษณา อโศกสิน‘ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ประจำปีพุทธศักราช 2531 กับเรื่องราวของเดินดงและอิทธิพลของดาวเสาร์ที่มีต่อชีวิตของเขาได้ในอ่านเอา
หลังจากกินอาหารอร่อยที่ร้านมีชื่อของจังหวัด ซึ่งเก่งหาความรู้ก่อนเดินทางมา ต่างก็ชวนกันขึ้นไปเดินเล่นบนเนินที่มีขั้นบันไดสับไว้ลดหลั่น แต่เสียงมือถือของทั้งเดช อัมพวา อิงเดือน องค์อรต่างก็สลับกันดังแข่งขึ้นมาให้เดินดงต้องรับสาย เขาก็เลยรู้สึกสบายใจขึ้นที่ยังมีพ่อแม่พี่น้องคอยห่วงใย
ตรงกันข้ามกับตนเองที่ตลอดชีวิตเป็นต้นมา ไม่เคยมีชื่อบิดามารดาพี่น้องสองหญิงอยู่ในสมองเลยแม้แต่น้อย แทบไม่มีความรู้เอาเลยว่าใครเรียนอะไร สำเร็จหรือไม่สำเร็จมากน้อยแค่ไหน รักชอบกับใคร เรียนยากหรือง่าย คิดจะแต่งงานไหม ถ้าแต่งจะยังอยู่กับพ่อแม่หรือแยกทางไป…คำถามเหล่านี้ไม่เคยมีติดอยู่ในสมองอันเขรอะด้วยคาวโลกีย์ของเขา
จนกระทั่งคืนนี้ ที่เขากับเก่งกำลังเดินรับลมค่อนข้างเย็นจากแม่น้ำแควน้อยที่กำลังไหลแลดูเป็นมันละเลื่อมท่ามกลางแสงเดือนใกล้เป็นดวงอันลอยคว้างอยู่กลางเมฆา
เดินดงจึงเพิ่งนึกขึ้นได้ถึงตนเองตลอดยี่สิบกว่าปีที่ผันผ่าน
เป็นยี่สิบกว่าปีที่มีแต่ ‘ตนเอง’ กับเพื่อนหญิงสี่นางซึ่งต่างก็จากกันไป
ดูเป็นวันเวลาที่ช่างเหลวไหลไร้สาระกระไรเช่นนี้
แต่ทั้งพ่อแม่พี่และน้องก็ยังคอยประคับประคองไต่ถาม
“เก่ง…นั่นแกยังอยู่หรือเปล่า ทำไมเงียบกริบยังกะเงาเดินมากับเรางั้นล่ะ” ปลายเสียงของเขาค่อนข้างหงุดหงิดเมื่อคิดมาถึงตรงนี้
“ก็กำลังเพลินดูพระจันทร์ไงล่ะ…เห็นไหม…คุณดง พระจันทร์สวยจนลืมกรุงเทพเลยละนะ…ตอนอยู่โน่น ทำไมถึงไม่ค่อยได้เห็นก็ไม่รู้ หรือว่าต้นไม้มันบัง” หนุ่มคนสนิทพึมพำคล้ายเพ้อพก ราวกับไม่เคยเห็นพระจันทร์และดวงดาวมาก่อน
แต่ด้วยความเย็นบางๆ อันแผ่ซ่านอยู่รอบกาย จึงพลอยให้เดินดงเลิกลาจากความโทมนัสลึกซึ้งที่ประหนึ่งไม่เคยรู้จักได้ชั่วครู่
แหงนมองฟ้าตราตรูที่อยู่เบื้องบน
เป็นท้องฟ้าแสนสะอาด มีเพียงเมฆเบาๆ ลอยละล่องเป็นทิวบาง เวิ้งว้างด้วยรองพื้นสีเทาอ่อนซ่อนเหลืองจากจันทราใกล้เป็นดวงอันลอยเด่น
นานกี่ปีแล้วที่เขาไม่เคยยืนอยู่เช่นนี้ ไม่ว่ายังมีหญิงหรือไม่มี
ช่างเป็นชีวิตที่ขาดวิ่นสิ้นธรรมชาติและธรรมดานี่กระไร
ดีแต่พุ่งออกไปข้างนอกอย่างหลงละเลิง
“ก็ดีนะแก…มาคราวนี้…เราว่าดี” ในที่สุดเขาก็เปล่งเสียงออกมา
“คุณลุงบอกว่า…ให้ผมช่วยคุณจนถึงที่สุดแล้วตกรางวัล”
“อ้อ…นี่แกก็หวังรางวัลจากพ่องั้นเรอะ” เขาก็เลยหันมาสัพยอก
อย่างน้อย มีเก่งไว้คนหนึ่ง ก็ถึงไหนถึงกันได้ทุกที่
“ผมน่ะไม่ได้หวังหรอกฮะ…คุณลุงเองเป็นคนบอกเองว่า ถ้าไปคราวนี้ผมช่วยให้คุณตั้งตัวได้ กลับไปจะให้รางวัล” เก่งเพิ่งเล่าเดี๋ยวนี้…เล่าอย่างไม่มีอะไรจะคุยมากกว่าเล่าเพราะอยากได้
“ไม่ต้องกวนพ่อหรอก” เดินดงยืนยันอย่างมั่นใจ “เราให้เอง…ถ้านะ…ถ้าแกทำให้ฉันศรัทธากับบ้านป่าเมืองดอยถึงกับต้องปักหลักอยู่แถวนี้”
“ที่ดินอยู่ทองผาภูมินะฮะคุณดง” คนสนิทบอกกล่าว “ผมลืมไป คุณลุงก็คงลืม พูดแต่ว่าเป็นที่ว่างตีนเขา เคยพาผมมาทำบ้านหนเดียวก็จำทางได้…ไปไม่ยาก พรุ่งนี้รับรองถึงแน่ เพียงแต่กระท่อมไม้ไผ่จะยังอยู่ไหม อันนี้ไม่รับรอง”
“พระจันทร์สวยจนไม่อยากนอนเลยว่ะ” ชายหนุ่มพึงมพำอย่างตรึงใจ
เก่งได้แต่ยิ้มในหน้า
นายของพ่อเขานั่นเอง เรียกเขาเข้าไปสั่งเสียก่อนเดินทางมาคราวนี้อีกครั้ง
‘ขอให้รู้นะแกว่า ฉันจะดัดนิสัยมันจากคนเก่าให้เป็นคนใหม่ มีแกเป็นลูกมือ ถ้าทำสำเร็จ มีรางวัลให้แน่นอน เป็นรางวัลก้อนใหญ่ที่ตลอดชีวิตแกไม่มีวันได้’
“คุณก็อย่ารีบนอนละกัน” หนุ่มวัยต้นพยักพเยิด
“แกง่วงหรือยัง”
“ยังเลยฮะ”
“ถ้ายังก็เดินดูพระจันทร์กันไปก่อน…ไหนๆ ก็ตัดสินใจเช่าแพแล้ว…ลมก็เย็น แม่น้ำก็กว้าง…เผื่อไปถึงไร่แล้วแม่น้ำหายไป เดี๋ยวจะได้แต่เสียดายไงล่ะแก”
“โอ๊ย…เรื่องไม่เจอแม่น้ำนี่ไม่มีวันเลยละฮะ…ทั้งแควน้อยแควใหญ่ เขื่อนศรีนครินทร์ ลงเรือล่องเขื่อนล่องแก่ง เอาอย่างไหนบอกมา พาไปได้ทุกที่เลยนะ” เก่งจาระไนด้วยน้ำเสียงสดใสชื่นบาน
จะไม่ชื่นบานได้ไฉน
ในเมื่อบัดนี้ ทั้งเขาและคุณดงกำลังมา ‘เริ่มชีวิตใหม่’
รุ่งขึ้น รถกระบะคู่ใจก็พาทั้งสองมาถึงทางแยกไปทองผาภูมิ ผ่านหน่วยราชการ ตลาดร้านค้า รีสอร์ตจนออกสู่ถนนเปล่าเปลี่ยวนอกอำเภอ พาไปสู่ที่ดินยี่สิบห้าไร่เชิงภูเขาที่มีกระท่อมซึ่งในเดชมาปลูกรอไว้สำหรับ ‘เนรเทศ’ ลูกชายคนเดียว
“อ้าว…นั่นไง ถึงแล้ว…กระท่อมยังอยู่แฮะ” เก่งร้องอย่างยินดี
ออกจากตัวเมืองเช้าวันนี้ เขาเลยขอขับเองบ้าง ปล่อยให้นายหนุ่มได้นั่งนิ่งๆ เคียงข้าง คิดเตลิดเปิดเปิงตามอำเภอใจด้วยความตื่นเต้นกับชีวิตที่ตนเองก็ยังมิสู้จะแน่ใจได้ว่า เริ่มเช่นนี้ ดีหรือไม่ดี เหมาะกับตัวเองเพียงไหน
“เออ…ดีจังโว้ย…โชคดี” เดินดงดีใจจนต้องร้องเสียงดัง
ตรงหน้าเขานั้นคือกระท่อมไม้ไผ่หลังน้อยที่ตั้งสงบราวกำลังรอคอยเจ้าของตัวจริง…
“นี่มันอิงนิยายรึเปล่าวะ ใครเฝ้าให้ล่ะเนี่ย” ชายหนุ่มรีบโดดลงทันทีที่กระบะจอดสนิท พอๆ กับเก่งผู้รีบวิ่งเข้าไปดูที่พักหลังจิ๋ว แต่น่าเอ็นดู น่าอยู่ น่านั่งเล่นนอนเล่น
นั่นก็คือ เป็นกระท่อมไม้ไผ่แข็งแรงมุงแฝกใหม่เอี่ยม มีบันไดขึ้นเจ็ดขั้น จึงดูสูงพอสวยพอ เมื่อประกอบด้วยห้องข้างในโล่งๆ มีประตูหน้าต่างไม้ไผ่เช่นกัน พร้อมชานเรือนทั้งหน้าและหลัง ชานหน้านั่งเล่นรับแขกด้านหลังทำอาหาร มีห้องน้ำห้องส้วมเหมือนตู้ไม้ไผ่สี่เหลี่ยมเล็กๆ ตั้งอยู่ถัดออกไปไม่กี่ก้าว ก็ช่วยให้สองหนุ่มชาวกรุงชูนิ้วหัวแม่มือราวกับนัดกัน
“ขอบคุณเทวดาฟ้าดินที่ชื่อคุณเดช” นาทีนี้เดินดงถึงแก่เปล่งเสียงออกมาอย่างซึ้งใจ
รวมทั้งเริ่มรู้คุณพ่อกับแม่ผู้นำหยาดเหงื่อทุกหยดตั้งแต่สมัยยังยากจน มาปรุงปนเข้าด้วยกันจนกลายเป็นน้ำอบไทยขวดใหญ่ โสรจสรงให้ที่ศีรษะ
เก่งก็เลยบอกเขา
“ผมขึ้นไปก่อน ไปดูบนเรือนว่ามันเป็นยังไง ถ้าขี้ฝุ่นเยอะ จะได้กวาดถูก่อน…พี่รออยู่นี่ก่อน”
หนุ่มคนสนิทว่าพลางขึ้นสำรวจกระท่อมทุกตารางนิ้ว ก็พบโอ่งดินเผากับโอ่งมังกรสองใบ ปิดด้วยฝาสังกะสีมีน้ำเต็มวางเรียงอยู่ใกล้กับบันไดลงหลังกระท่อม
ก็ได้แต่แปลกใจ
“เอ…ผมว่า คงต้องมีใครสักคนคอยดูและเฝ้าให้นะฮะ…จะใช่ชาวไร่ชาวนาแถวนี้หรือไง คุณลุงก็ไม่ได้บอก แต่ทำท่าเหมือนไม่เป็นห่วงยังไงไม่รู้”
“เดี๋ยวก็รู้จนได้น่า”
นั่นไง…ยังไม่ทันขาดคำ ชายคนหนึ่งในกางเกงขาก๊วยเก่าๆ เสื้อสีเทามอๆ โพกผ้าขาวม้าก็ขี่จักรยานยนต์โผล่ออกมาจากสุมทุมพุ่มพฤกษ์ที่อยู่ถัดออกไปทางซ้ายมือ
เก่งก็เลยยกมือไหว้
ช่วยให้คนมือแข็งอย่างผู้ถูกตามใจ พลอยไหว้ตาม
“ท่านเจ้าคณะวัด…” เขาเอ่ยชื่อวัดใดวัดหนึ่งแถวนั้น “ท่านรู้จักกับพระครูสุนทรที่กรุงเทพ พระครูเลยฝากท่านเจ้าคณะให้ใครสักคนช่วยเฝ้ากระท่อมปลูกใหม่ให้ด้วย เพราะอีกไม่นาน จะมีลูกชายอุบาสกคนหนึ่งย้ายบ้านมาอยู่นี่…ดูเหมือนจะมาบุกเบิกที่ดินทำไร่”
“ใช่ครับลุง”
“ผมชื่อนวม” ชายวัยห้าสิบเศษบอกกล่าว ขณะไล่สายตามองหนุ่มทั้งคู่อย่างถี่ถ้วน “คุณล่ะชื่อไร คนไหนเป็นลูกคุณเดช”
“ผมครับ” เดินดงยกมือ
ขณะที่เริ่มรู้สึกสบายปลอดโปร่งใจเป็นครั้งแรกในปีนี้
“ผมชื่อเก่ง เป็นลูกจ้างคุณเดชพ่อคุณเดินดง”
“บ๊ะ…ชื่อเดินดง…” คราวนี้นายนวมหัวเราะ เห็นฟันสีน้ำตาลอมเทา แต่ก็เห็นชัดว่าเปิดเผยไร้เลศนัย “เหมาะกับไร่ที่นี่เลย…”
“นั่นซีฮะ” เก่งหันไปมองภูผาสูงที่ทอดยาวทาบท้องฟ้าปกคลุมด้วยหมู่ไม้ใบเขียว…ด้วยซีดเซียวลงเมื่ออากาศเย็นมาเยือน “แถวนี้มีกี่เจ้าของฮะลุง”
“ถัดไปก็มี…แต่นั่นเขาทำนา…อีกข้างนั่นสิที่ทำไร่ใบชา คุณชอบชาหรือกาแฟ ถ้าชอบชาจะได้พาไปรู้จัก…”
“ชอบหมดเลยฮะ” ชายหนุ่มไหลตามทุกคำทุกอัธยาศัยกับผู้พบใหม่ ผู้ช่วยให้ชีวิตที่น่าจะลุ่มดอนของเขากับการย้ายถิ่นกลายเป็นการย้ายที่แสนจะน่ายินดีพึงใจ “ผมสนใจหมดละฮะลุง ทั้งทำนา ปลูกชา หรืออะไรอื่นก็ชอบทั้งนั้น…เพราะผมเองก็มีเมล็ดพันธุ์พืชเยอะแยะติดมาด้วยครับ…ตั้งใจจะมาทำไร่ที่นี่ให้เป็นล่ำเป็นสันกันจริงๆ”
“ดีใจด้วยนะ…มีอะไรพอช่วยกันได้ก็ช่วยกัน” นายนวมบอกกล่าว “แล้วนี่จะขนของเข้าบ้านละยัง ถ้าขน ฉันจะได้ช่วย…จัดบ้านให้เสร็จก่อน พรุ่งนี้ค่อยไปกราบท่านเจ้าคณะ”
- READ ขุนเขาแมกไม้ บทที่ 8 : ต้นไม้ใหญ่มีอารักษ์
- READ ขุนเขาแมกไม้ บทที่ 7 : พืชพรรณไม้มงคล
- READ ขุนเขาแมกไม้ บทที่ 6 : ตำราล้ำค่า
- READ ขุนเขาแมกไม้ บทที่ 5 : ช้างบุก
- READ ขุนเขาแมกไม้ บทที่ 4 : นายจัดลูกนายจัง
- READ ขุนเขาแมกไม้ บทที่ 3 : สองชายฉกรรจ์
- READ ขุนเขาแมกไม้ บทที่ 2 : ผู้พบใหม่
- READ ขุนเขาแมกไม้ บทที่ 1 : ชีวิตที่เริ่มต้น