ขุนเขาแมกไม้ บทที่ 32 : คำถามที่อยากให้ตอบ

ขุนเขาแมกไม้ บทที่ 32 : คำถามที่อยากให้ตอบ

โดย :

Loading

“ขุนเขาแมกไม้” นวนิยายเรื่องเยี่ยมในชุดโหราศาสตร์ ผลงานเรื่องล่าสุดของ ’กฤษณา อโศกสิน‘ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ประจำปีพุทธศักราช 2531 กับเรื่องราวของเดินดงและอิทธิพลของดาวเสาร์ที่มีต่อชีวิตของเขาได้ในอ่านเอา

ดังนั้น จึงเอนกายเข้าไปใกล้เอื้องอินทร์ขณะที่ลมจากการปะทะกันระหว่างแพและน้ำพุ่งผ่านจนเปียกปอนถ้วนหน้า หากก็อบอวลชวนหรรษาในยามนภาเต็มแสง แข่งกับสายหมอกบางๆ ริมฟ้า

“ถามจริงๆ เลยนะฮะ”

แม้เสียงถามจะแสนเบาด้วยเกรงนายจัง นายจัด นายโอกาสผู้นั่งเรียงเคียงกันอยู่แถวหลัง มีเขา เก่งและสองสาวอยู่แถวหน้าเพราะอยากผจญกับแรงพุ่งของน้ายามแพวิ่งออกไป…จะได้ยิน…หากก็ดังพอที่เอื้องอินทร์จะรับรู้

“ถามเลยค่ะ”

“ผมกําลังเรียนดวง” เขาบอกกล่าว “เลยคิดว่า…เอ้อ…ถ้าได้ดวงพวกเราที่มาด้วยกันคราวนี้คงจะช่วยให้รู้จักกันดีขึ้นอีกมากพอใช้เลยละฮะ”

“เรียนดวง…” เอื้องอินทร์งึมงําในลําคอ

พอดีกับน้ำและลมผสมกันค่อนข้างแรง

คนที่นั่งถัดไปด้านหลังห่างพอประมาณ จะมิอาจจับความได้ง่าย มิฉะนั้นก็อาจแว่วเสียงเพียงบางคําหรือไม่ก็ไม่ได้ยินความใดเลย

“คุณว่าดีไหม” ฝ่ายชายเอนตัวเข้าไปจนชิดบ่าฝ่ายหญิงพร้อมแพที่กําลังถูกลากจนเกือบกระโจน ชวนให้คนนั่งด้านหลังเฮกันดังลั่น หากจะสนใจคนนั่งหน้าตั้งแต่แรกลงแพ ก็แค่ประเดี๋ยวหนึ่ง ด้วยว่ามัวตื่นเต้นอยู่กับความเร็วที่เพิ่มขึ้นเป็นลําดับ

คนนั่งหลังต่างก็ชวนกันชูมือ แม้คนขับเรือตรงโน้นจะนั่งหันหลังให้หากตนเองกับลูกเรือคู่ใจก็เอี้ยวตัวมาหัวเราะกว้างอย่างพลอยสําราญ พาเรือผกโผนไปข้างหน้า

“ก็ได้ค่ะ” หญิงสาวพยักพเยิด พร้อมกับตบกระเป๋าสะพายเพื่อให้อีกฝ่ายรู้ว่า ตนเองจะส่งข่าวถึงเขาทางเครื่องมือสื่อสาร

“ตกลง” เดินดงเริ่มเกษมหรรษาที่อีกฝ่ายตอบรับเต็มใจ

ขณะมองริมฝีปากบางสีชมพูเรื่อของหล่อนขยับขึ้นลง ความว่า

“ที่จริง เราสามคนก็ปีเดียวกันทั้งหมดเลยค่ะ”

เชียงคําพลอยหยอกเอินเอื้องอินทร์โดยเอนไหล่เข้ามาชนนิดหนึ่ง หากก็ไม่เอ่ยคําใด

“เหรอฮะ”

“ปีมะโรง” หญิงสาวหันมาขยับริมฝีปากขึ้นลง “คุณล่ะคะ ปีอะไร”

แต่เดินดงยังไม่ตอบ

นั่นก็เนื่องจาก แพกําลังถูกลากเร็วแรงแทบจะโผนเผ่นโดยนักขับเรือมืออาชีพ

มีเสียงเฮดังลั่นอยู่ข้างหลัง

“จับมือกันให้แน่นอย่าให้ใครหลุดลงไปลอยคอนาฮะ” เสียงนายโอกาสผู้กําลังเป็นสุขไร้ทุกข์ใดๆ ดังขึ้นอย่างสดใสใจสบาย ฝ่าละไอแดดอ่อนที่ความเย็นแห่งเดือนสิบสองลดทอนความร้อนหมดสิ้น

“ถึงลอยก็ไม่เป็นไร” นายจังร้องตามอย่าง ‘ยกให้’ คู่มิตรที่เคยเป็นคู่ศัตรูมาก่อนหน้า

ฝ่ายนายจัดได้แต่จับลําไผ่ที่ตนเองนั่งกันกระเด็นลงไปลอยคอ

เพราะถึงอย่างไร ใจเขาในยามนี้ก็มิใคร่จะอยากเล่นล้อกับความสนุกเท่าไรนัก เนื่องด้วยนึกเสียดายด้วยว่าอารมณ์มีไม่พอที่จะตีสนิทกับหญิงใด

ยิ่งแลเห็นหล่อนดูจะยินดียิ่งนักยามได้พูดจาล้อเล่นกับชายชาวกรุง ตนเองก็ยิ่งยุ่งเหยิงอยู่ในใจ

อย่างน้อยก็คิดว่า เพื่อนของน้องคงต้องล่วงรู้รายละเอียดลึกลับที่มีอยู่ เป็นเรื่องราวติดตัวที่คนในตําบลอําเภอนี้ล่วงรู้ทั่วกัน

เพียงแต่จะมีใครพูดหรือไม่พูดเท่านั้น

ฝ่ายผู้ที่นั่งเคียงกันอยู่ที่เก้าอี้บนชานแพที่พัก ต่างก็มองตามเรือเร็วที่กําลังลากแพไม้ไผ่เปิดโล่งด้วยใจที่เต้นแรง

นายอุกกาแรงเพราะบัดนี้มีเวลาเกินพอที่จะเอ่ยขอความรักหญิงที่ตนเองผูกใจใฝ่หาทั้งหลับและตื่นมาเป็นเวลานานใกล้ครึ่งปี หากก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดที่จะชวนใจให้ปีติดังปรารถนานอกจากพฤติกรรมปาทองทิ้ง อันเป็นเรื่องโจษขานกันไม่ขาดปาก พร้อมด้วยความขําขันแกมหยันเยาะของฝ่ายที่ไม่ชอบนายโอกาส

ส่วนพวกที่เป็นฝ่ายนายจังก็หาทางซ้ำเติมสมน้ำหน้า เพราะหลายคนรู้ฤทธิ์ลูกสาวเจ้าของไร่ขวามือเป็นอย่างดี

บางคนก็ถึงแก่พนันกันว่า

‘ถ้าแม่จันรับหมั้นนายอุก มึงมีอะไรให้กู…เพราะกูว่าไม่มีวันที่เด็กนั่นจะชอบคนซื่อบื้ออย่างลูกนายโอ’

‘ก็บ่แน่ดอกนาย’ คนท้าชิงได้แต่ลากเสียง เพราะตนเองก็หาได้แน่ใจไม่

แต่เช้าวันนี้กลับมีภาพที่ทุกคนแม้แต่พ่อของทั้งสองฝ่าย ยังคงแปลกใจมิรู้หายจนกระทั่งอยู่บนแพ เรือกําลังลากให้แพวิ่ง ก็ยังต้องคอยเหลียวมองสองร่างที่นั่งอยู่เคียงกันบนโน้น…บนแพที่พักโน่น

ด้วยทีท่าที่เปลี่ยนแปลกไปจากทุกวัน

ใบจันดูจะกลายร่างกลึงรอยยิ้มให้ดูพริ้มเพราเบาบาง ไร้ความขึงขังขุ่นมัว ดังทุกวันที่พบเจอนายอุกกา

ฝ่ายลูกนายโอกาสก็เช่นกัน…ที่เคยอึกอักพูดไม่ออก แต่มิใช่นาทีนี้…ที่เขาเปล่งเสียงออกมาอย่างมั่นหมายมั่นใจ

“น้องจันครับ” ในที่สุดเขาก็ละสายตาจากผู้คนบนแพที่บัดนี้ถูกลากออกไปไกลทางซ้ายมือ หันมาเอ่ยกับนวลนางในดวงแด “พี่มีอะไรอยากพูดกับน้อง…น้องจะฟังพี่ซักนิดได้ไหม”

“พี่ก็พูดออกมาสิคะ” หล่อนหันมายิ้มใจดีจนชวนให้นายอุกกาตะลึงไปอึดใจ…ทั้งดีใจและแปลกใจ เพราะคิดไม่ถึงว่าจะมีชั่วโมงนาทีทองของชีวิตลอยละล่องเข้ามาอย่างง่ายๆ อย่างไม่ต้องใช้ความเพียรใดๆ ปลุกเร้า

“เอ้อ…ก็…ก็…ที่…อยากจะบอกน้อง…มานาน…แล้ว…ไง…ว่า…พี่รักน้องมาก…รักสุดหัวใจ…”

เพียงแต่จบประโยค ใบจันก็ถึงแก่หัวเราะกิ๊กออกมา

“พี่…พูดเก่งจัง…ไปลอกใครมาอ๊ะป่าว นึกไม่ถึงเลยนะว่า พี่ก็พูดเป็น…”

คราวนี้ผิวหน้านายอุกกาค่อยๆ กลายเป็นสีชมพูระเรื่ออย่างสุดจะเขิน

เขาก็จํามาจากนวนิยายโรแมนติกนั่นแหละ

ไม่ได้อ่านเอาเรื่องหรือเอารสอะไรทั้งสิ้นเพียงแต่ ‘เอาอย่าง’ แค่นั้น

แล้วก็…นี่ไง…ใบจันยังหัวเราะออกมาได้เลย

นายอุกกานึกในใจ…อย่างแอบสรรเสริญความเก่งของตนเองอยู่เพียงลําพัง

“ว่าแต่ว่า…น้องยังไม่ตอบเลยว่ารักพี่เหมือนที่พี่รักน้องหรือเปล่า”

แต่หญิงสาวกําลังสุขสันต์หรรษาก็เลยยังคงหัวเราะจนตัวงอ

“โอ้โฮ…วันนี้ทําไมพี่อุกกลายเป็นพระเอกไปได้อย่างที่ชวนให้งงขนาดนี้ล่ะ…จันเห็นจะต้องถอยหลังแล้วมั้ง สู้สํานวนโวหารพี่ไม่ไหวไงคะ”

นายอุกกาก็เลยมีเรี่ยวแรงหัวเราะเสียงสัพยอกของหญิงสาวอย่างดังที่สุด

รู้สึกทันทีทันใดว่าเขาไม่เคยมีความสุขทั้งกายและใจในชีวิตมาก่อนจนกระทั่งนาทีนี้

“ไงๆ น้องต้องตอบพี่ก่อน” อุกกาได้ทีก็เลยบอกหล่อนเชิงบังคับนิดๆ “เพราะตอนนี้เราอยู่ด้วยกันสองต่อสอง…โอกาสแบบนี้มันหายากนะ น้องจัน…ถ้าถึงบ้านแล้วก็อดหมดเลย…ทีนี้…ที่จะขึ้นต้นใหม่ก็ยากอีกละ…เหนื่อยนะน้อง…ต้องเห็นใจพี่มั่ง…”

“แหม…อยากอัดเสียงพี่ไว้จัง” หญิงสาวยังคงล้อเขาเล่นฆ่าเวลา

แต่สายตาก็ยังแล่นตามความเร็วแรงของแพไม้ไผ่ที่มีคนบนแพอยู่เจ็ดคนซึ่งนับว่าน้อยมาก แต่ก็กําลังสบาย ไม่เบียดแน่นเหมือนบางแพที่มีคณะใหญ่มาจับจอง

“น้องจะเอาแต่ยั่วพี่ไปเรื่อยๆ งี้เหรอ ถามจริ๊ง…”

ใบจันฟังแล้วก็ยิ่งหัวเราะไม่หยุด

“พี่เป็นอะไรไปวันนี้ทําไมถึงพูดเยอะ ทีวันก่อนๆ ไม่พูดเลย…ทําไมไม่พูด” หล่อนก็ทําเป็นถามไถ่ไปอย่างนั้นเอง…ฆ่าเวลา…

เพราะอีกประเดี๋ยว…ทั้งคณะก็จะกลับจากล่องแพ

ทุกคนก็จะได้รับรู้ข่าวใหม่ข่าวใหญ่จากปากลูกชายนายโอกาส…ว่า…

นายอุกกาขอความรักจากใบจัน

ลูกชายเจ้าของไร่คนสําคัญ น่าจะรีบส่งข่าวด้วยตนเอง

ว่าแต่ว่า…หล่อนจะตอบคําถามคนทั้งหลายว่าอย่างไรดี

หญิงสาวเจ้าบทบาทได้แต่นึกสนุกสุขฤดีหาใดปาน



Don`t copy text!