ขุนเขาแมกไม้ บทที่ 35 : เที่ยวชมไร่ให้สิ้นสงสัย

ขุนเขาแมกไม้ บทที่ 35 : เที่ยวชมไร่ให้สิ้นสงสัย

โดย :

Loading

“ขุนเขาแมกไม้” นวนิยายเรื่องเยี่ยมในชุดโหราศาสตร์ ผลงานเรื่องล่าสุดของ ’กฤษณา อโศกสิน‘ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ประจำปีพุทธศักราช 2531 กับเรื่องราวของเดินดงและอิทธิพลของดาวเสาร์ที่มีต่อชีวิตของเขาได้ในอ่านเอา

แม้เดินดงจะลงมาขอไปนั่งคู่กับเขาแล้วให้เก่งนั่งหลัง อีกฝ่ายก็โบกมือ

“ขอนั่งหน่อยละกัน แดดก็ไม่ร้อน อากาศดีผมอยากตากอากาศ”

เจ้าของรถก็เลยตามใจ

ดังนั้น จึงต่างก็ขับพาหนะของตนเองออกจากประตูกระท่อมแล้ววกเลี้ยวไปตามถนนสาธารณะขวามืออันเป็นถนนที่พาไปสู่ไร่ของนายจัง จนกระทั่งเลี้ยวไปตามทางดินลูกรังอัดแน่นด้านขวาอันเป็นทางที่เจ้าของไร่ทำขึ้นมาเองเป็นระยะๆ เพื่อความสะดวกในการปลูกพืชสามชนิดบนเนื้อที่ที่จัดสรรปันส่วนจำนวน 110 ไร่ ได้แก่ปลูกต้นหม่อนหรือมัลเบอร์รีพร้อมกับไร่ซากาแฟถัดออกไป

“อื้อฮือ” เดินดงผู้ต้องยอมแพ้อาคันตุกะ ซึ่งบัดนี้นั่งเหยียดขาตามสบายอยู่บนกระบะ พิงกระจกกั้นหลังรถ ออกอุทานขณะรถแล่นผ่านไปตามดงมัลเบอร์รีอันเขียวขจี “ไร่คุณจังงามดีมากเลยนะแก ยังกะอุโมงค์ต้นไม้ยังไงยังงั้น…ท่าทางคงเจ้าระเบียบเหมือนคนปลูกนั่นแหละ เรียงกันเป็นพุ่มเป็นหมู่เป๊ะๆ…ว่าแต่ว่ายังไม่เห็นลูกเลย…มัลเบอร์รีหรือหม่อนนี่ ลูกสีอะไรนะเก่ง”

“แดงฮะ” อีกฝ่ายพึมพำพลางเพ่งมอง “คิดว่าคงต้องแดง คงเหมือนลูกหว้า หรืออะไรพรรค์นั้น นี่ก็เดาเอา ลูกหว้านี่มันก็เริ่มเขียวก่อน แล้วออกชมพูแล้วแดง พอแก่จัดๆ ก็แดงเข้ม…เดี๋ยวก็ลองถามเจ้าของเขาดู…อ้าว…นั่นไง…เห็นแล้ว…เผื่อพี่จะได้ปลูกมั่ง”

“บ้า” นายจ้างเอ็ดเบาๆ “เรื่องอะไรกูจะต้องปลูกอะไรเหมือนใคร”

“ฮิฮิ…” เก่งทำเสียง “มันก็…บ่แน่…ดอกนาย-ย”

“หมู่นี้แม่นั่นกระดี้กระด๊าเลยนะ” นายของเขาพึมพำ แม้ที่นั่งจะปิดทึบเปิดแอร์ ไม่มีทางที่คนนั่งบนกระบะหลังจะได้ยิน ก็ยังไม่ไว้ใจ จึงลดเสียงให้เบาลงพอโต้ตอบกันไปมาแค่สองคน “เจ้าประคู้น…ขอให้กินเลี้ยงแต่งงานไวๆ…ในงานมีการโปรยทองเป็นทานด้วยยิ่งดี…กูจะได้ไปรอหงายร่มรับทอง”

“คอยไป” เก่งท้านิดๆ “เอ้า…มาพนันกันไหมพี่…ว่าแต่ว่า…ถ้าผมชนะ พี่จะตกรางวัลไหม”

“ผมว่า…อีก็ทำท่าทำทางไปยังงั้นละ”

“แหม…มึงนี่ก็…ทำยังกะเคยคั่วกะใครมาซักสิบคน” นายของเขาทำเสียงล้อๆ “เด็กเมื่อวานซืนมันยังไม่เล่นด้วยเลย”

“อ๋อ…เจ้าแอ้คน่ะเหรอ” เขาหมายถึงเด็กสาวลูกจ้างที่ร้านชำหัวถนนซึ่งเก่งเคยไปก้อร่อก้อติกอยู่พักใหญ่แต่ไม่สมหวัง เพราะเด็กสาวมีเด็กหนุ่มที่ร้านขายยาตรงกันข้ามเป็นแฟนพันธุ์แท้อยู่ก่อนแล้ว

ขณะเดียวกัน…นายโอกาสผู้นั่งหลังก็ใช้มือถือถ่ายรูปต้นมัลเบอร์รีที่แลดูเป็นอุโมงค์ยาวข้างทาง เมื่อคืนได้ยินนายจังบอกเล่าให้ฟังว่ามัลเบอร์รีของเขาทำเงินให้ตลอดปี ด้วยว่าผลัดกันออกลูกถึงสามครั้งต่อปี ที่บ้านเขาก็เลยทำแยม ทำน้ำมัลเบอร์รี มัลเบอร์รีกวน มัลเบอร์รีอบแห้งขาย มีเจ้าประจำมารับซื้อถึงที่เลยทีเดียว ซึ่งนายโอกาสก็ล่วงรู้อยู่ก่อนแล้ว

แต่ก่อนที่นายจังจะหันมาปลูกมัลเบอร์รี เขาเคยปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่นายโอกาสปลูกเช่นกันมาก่อน ควบคู่ไปกับปลูกมันสำปะหลัง ครั้นแข่งกันจนกลายเป็นคู่ศัตรูตัวฉกาจ ใบจันผู้ครั้งนั้นยังอยู่ในวัย 18-19 ปี ก็บอกเขาว่า หนีไปปลูกมัลเบอร์รีดีกว่าพ่อ น่าเบื่อไอ้โอกาส

นั่นก็เนื่องด้วยหล่อนได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้แผนกวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร ได้รับรู้สูตรการปลูกหม่อนแบบซุ้มอุโมงค์ การทำปุ๋ยหมักคุณภาพ จึงหาทางปลุกเร้าให้บิดาเปลี่ยนจากข้าวโพดมันสำปะหลังเป็นมัลเบอร์รี

นายจังจึงตัดสินใจทำตามโดยศึกษาธรรมชาติของไม้พันธุ์นี้จากคนที่กำลังปลูก ก็ได้ความรู้ความเข้าใจจนกล้าเลิกล้มการปลูกข้าวโพด มันสำปะหลัง ล้างไร่ทั้งสองแล้วเริ่มใหม่ ปลูกหม่อนเพียงอย่างเดียว ตัดการเลี้ยงไหมออกเพื่อให้ง่ายกับการดูแลผลผลิต โดยเลือกพันธุ์หม่อนที่ออกลูกตลอดปี นั่นก็คือสี่เดือนครั้ง

กว่าจะทำสำเร็จก็เมื่อวันเวลาผ่านไปจนใบจันจบการศึกษา ซึ่งหล่อนก็ขอพ่อว่าพอแค่นี้

มีชายหลายนายทั้งคนที่เคยคบหามาตั้งแต่สมัยเล่าเรียนอยู่ด้วยกัน และคนอื่นในอำเภอ

แต่ใบจันก็ไม่เคยพอใจผู้ใดเป็นพิเศษ

จนกระทั่งวันใดวันหนึ่ง นายจังสุดแสนจะอึดอัดใจ จึงนำวันเดือนปีเวลาตกฟากของหล่อนไปให้ท่านพระครูดู แต่ดูแล้วท่านก็ไม่ว่ากระไร นอกจากเอ่ยออกมาประโยคหนึ่ง

‘ไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอก จัง มันก็ต้องถึงวันของเขาจนได้ละน่า’ ครั้นแล้วท่านก็นิ่งไปอึดใจจึงต่อความ ‘วันที่เลือดตกยางออก’

 

ในที่สุด รถกระบะก็วกเลี้ยวตามรถยนต์และจักรยานยนต์คันหน้ามาถึงบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ขนาดกลางที่ขนาบด้วยโกดังมหึมา คือ กว้างใหญ่กว่าตัวบ้านสองเท่า ปลูกเรียงกัน

ครั้นแล้ว ทุกคันก็จอดลงตรงหน้าตัวบ้าน

นายจังเชื้อเชิญนายโอกาสและเดินดงผู้เป็นแขกคนสำคัญลงไปนั่งในห้องกว้างด้านหน้าที่มีเคาน์เตอร์วางสินค้าที่ผลิตจากหม่อนวางสลอนสลับกันอยู่ตามมุมต่างๆ

นั่นมัลเบอร์รีอบแห้ง นู่นแยมบรรจุขวด โน่นไวน์ ล้วนแล้วแปรรูปจากผลผลิตเมื่อต้นปี

เชียงคำกับเอื้องอินทร์ เลยบอกเพื่อนว่าจะขอซื้อให้ครบทุกอย่างเอาไปฝากพ่อแม่ญาติๆ ที่เมืองเพชร

“ใครจะซื้ออีกมั่งฮะ ผมลดให้ห้าสิบปูเช็ง” นายจัดร้องดังอย่างเป็นเจ้าของใหญ่

“ผมไงฮะ” นายอุกการีบชูมือหน้าบานแฉ่ง ขณะที่เดินดงเหลือบมอง เกือบจะสวนออกไปแล้ว ‘จำคุณอุกเกือบไม่ได้ว่าเป็นคนเดียวกับเมื่อกี้หรือไม่’

ด้วยว่านาทีนี้ นายอุกกาทำท่าเหมือนอยากเหมาทั้งร้านทั้งบ้านเอาทีเดียว

นางบุญมีไม่ออกมาต้อนรับเนื่องด้วยไม่ชอบหน้าพ่อลูกทั้งคู่ จึงปล่อยให้พนักงานหญิงผู้เป็นกึ่งญาติกึ่งลูกจ้างคอยดูแลเรื่องซื้อขายโดยนายจัง นายจัดนำทุกคนเดินชมภายในห้องโถงใหญ่ ใบจันพานายอุกกาตามไปข้างหลัง

ฝ่ายเดินดงเพียงแต่หยิบขวดไวน์ที่เคาน์เตอร์ด้านหน้าขึ้นพิจารณาพลางอ่านป้ายข้างขวด

ในที่สุดก็ซื้อทั้งแยม ทั้งน้ำมัลเบอร์รี ทั้งไวน์ แต่ไม่มีผลหม่อนสดในเดือนนี้

“ขอเอาไปชิมก่อนละกันคุณจัด” เขาหันไปบอกกล่าวลูกชายเจ้าของไร่ผู้ถึงอย่างไรก็ไม่ทิ้งแขกจากกรุงเทพฯ เพราะรู้ดี

‘อีมีเงินนะ ทำเล่นไป’ พ่อเขาย้ำคำ ‘ไงๆ ก็ต้องเอาใจให้ดี…แต่…ก็อย่าไปเข็นหนูจัน’

“ได้เลยฮะ…ถ้าชอบผมจะเอาไปให้อีกเมื่อไหร่ก็ได้” พลางเจ้าตัวก็เหลือบไปทางนายโอกาสผู้กำลังคุยกับนายจัง “อย่าเอะอะไป…ตั้งใจจะให้ฟรีด้วยซ้ำ…แต่ตอนนี้…จ่ายก่อนก็ดี เดี๋ยวมีคนเอาอย่าง”

ฝ่ายเอื้องอินทร์ถือกระปุกแยมกับขวดน้ำหม่อนอย่างละสองขวดเดินตรงมาหาเขา พลางหารือ

“เอื้องอยากซื้อไปฝากพ่อแม่พี่สาวพี่เขยด้วยน่ะค่ะ ไม่ทราบว่าเอาไวน์ไปด้วย เขาจะดื่มกันไหม…พี่เขยชอบวิสกี้ค่ะ…”

ชายหนุ่มก็เลยช่วยตัดสินใจ

“เอาไวน์ด้วยดีกว่าฮะ…คงดื่มได้หมดนั่นแหละ” เดินดงแนะนำ

หล่อนเป็นคนเงียบๆ แต่น่าเอ็นดู

ไม่น่ากลัวน่าขยาดเหมือนหญิงบางนาง

เฮ้อ…เขาละก็…นะ…อยากจะ…เหวี่ยงหญิงผู้นี้ลงพงหญ้าเหมือนที่หล่อนเหวี่ยงทองของนายอุกกาโดยไม่ไว้หน้าผู้ให้เลยแม้สักนิดเสียจริงๆ

แต่เชียงคำกำลังนิ่งคิด

“เรายังนึกไม่ออกเลยว่าจะให้ใคร มีแค่ป้าคนเดียวอยู่ด้วยกัน”

นั่นก็เพราะบัดนี้ เพชรบุรีคือบ้านเกิดของมารดา แต่ทั้งบิดาและมารดาต่างก็วายชนม์ไปแล้วทั้งคู่ หล่อนจึงตั้งใจรับราชการ ณ บ้านเกิดซึ่งนับว่าสะดวกที่สุด ครั้นเรียนจบจากมหาวิทยาลัยของจังหวัดจึงสอบเข้าทำงานที่นี่รวมทั้งสอบได้ทันที โดยมีเพื่อนสนิทคือ เอื้องอินทร์เป็นคู่หู แต่สอบไม่ได้ จึงรอสอบคราวต่อไปพร้อมกับขายเสื้อไปพลางๆ ฝ่ายใบจันเคยตามบิดาไปเยี่ยมญาติที่บังเอิญสนิทกับเอื้องอินทร์ จึงไปมาหาสู่โยงใยกันจนวันนี้

“ไม่ต้องนึกมากหรอกแก” ใบจันตัดสินใจ “แกก็ซื้อไปอย่างละขวด สองขวดก็ได้เอ้า…ลดให้ห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ไปให้หัวหน้าแผนก”

จึงเป็นอันว่าตกลงตามนั้น

แต่ผู้ที่ซื้อมากกว่าใคร เพราะพนักงานบรรจุถุงยื่นให้เก่ง คือเดินดง

“แยม 3 ขวด น้ำหม่อน 3 ขวด ไวน์ 3 ขวดนะคะ…”

แต่พนักงานไม่รับบัตรเครดิตที่ชายหนุ่มยื่นให้

ครั้นหันไปดู…ก็เห็นนายจังยืนยิ้มนิดๆ อยู่ข้างหลัง



Don`t copy text!