ขุนเขาแมกไม้ บทที่ 37 : ธรรมชาติงามไฉไล

ขุนเขาแมกไม้ บทที่ 37 : ธรรมชาติงามไฉไล

โดย :

Loading

“ขุนเขาแมกไม้” นวนิยายเรื่องเยี่ยมในชุดโหราศาสตร์ ผลงานเรื่องล่าสุดของ ’กฤษณา อโศกสิน‘ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ประจำปีพุทธศักราช 2531 กับเรื่องราวของเดินดงและอิทธิพลของดาวเสาร์ที่มีต่อชีวิตของเขาได้ในอ่านเอา

เพียงไม่ถึงชั่วโมง นายโอกาสก็จัดการกับการริเริ่มใหม่เอี่ยมเสร็จสิ้น โดยเชียงคำขับรถพาเอื้องอินทร์มีเขาขี่มอเตอร์ไซค์ตามไปเพื่อเช่าแพต่ออีกหนึ่งคืน ครั้นถึงพรุ่งนี้ หล่อนทั้งคู่จึงจะเก็บสัมภาระใส่รถ ขับตามคณะทัวร์เดินป่าที่จัดการว่าจ้างน้าอำไพเรียบร้อยแล้ว ไปแวะรับทุกคนแล้วออกเดินทางไปด้วยกัน

นั่นก็คือ จะพาทั้งหมดไปเยี่ยมเยือน ‘บ้านอีต่อง’ ที่เคยเป็นดินแดนแห่งการทำเหมืองแร่ดีบุกและวุลแฟรมในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา ตั้งอยู่บริเวณชายแดนไทย-พม่า ตามแนวเทือกเขาตะนาวศรีเหมืองใหญ่ที่สุดก็คือ เหมืองปิล็อกซึ่งอยู่ใกล้บ้านอีต่องนั่นเอง แต่ที่ต้องยุบกิจการไปก็เนื่องด้วยแร่วุลแฟรมและดีบุกราคาตกจนถึงราว พ.ศ.2534 ชาวบ้านอีต่องส่วนใหญ่จึงย้ายทำเลไปทำงานที่อื่น ทิ้งคนบางส่วนให้ขุดหาร่อนแร่ดีบุกและทองคำที่ไหลปะปนกันลงมาในลำธารรอบหมู่บ้าน

หากแต่ที่นั่น อากาศแสนดี เย็นสบายตลอดปี

นายโอกาสจึงแลเห็นช่องทางระหว่างนี้ที่สองสาวโดยเฉพาะเชียงคำยังคงมีวันลาเหลืออยู่อีกหกวันจัดการท่องเที่ยว ‘การเมือง’ เรื่องหัวใจของนายอุกกา ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนผู้เป็นทายาท

ให้ได้ใกล้ชิดผูกรักสมัครสมานกับลูกสาวนายจังให้จงได้

จะไม่ยอมให้คลาดแคล้วไปจากกันละครานี้

ระหว่างที่บิดาไปจัดการเรื่องเดินทาง นายอุกกาก็ดูจะวางตัวไม่ถูกเพราะไม่มีลูกคู่ ก็เลยได้แต่นั่งนิ่งอึกๆ อักๆ เมื่อนายจังถาม

“แล้วนี่อุกปรึกษาแม่เรียบร้อยดีแล้วนะว่าชอบหนูจัน เต็มใจเอาของหมั้นไม่ว่าเท่าไรมาหมั้น”

นายอุกกาฟังแล้วเลยยิ่งทำเสียงอึกๆ ในลำคอ เพราะแม่เขาหาได้พอใจใบจันสักเท่าไรไม่

หากก็หลุดออกมาได้ว่า

“เต็มใจฮะอา”

เดินดงแทบจะปล่อยยิ้มเยาะออกมาแล้ว

แค่เห็นสีหน้าลูกชายอ่อนหัดของนายโอกาส ก็ล่วงรู้ถึงตับไตไส้พุง

แน่ใจเลยว่าแม่ของหมอนี่ยังไม่พอใจหญิงนี้

จะพอใจได้อย่างไร ชายหนุ่มนึกต่ออย่างเห็นด้วย

นางดูเย่อหยิ่งไว้วางตนราวกับเป็นหญิงชั้นสูงที่ชายต่ำต้อยด้อยราคาและคุณค่าจะไม่มีวันเข้าถึงฐานะและภูมิปัญญาอันติดมาจากชาติปางก่อน

เธ่อเอ๊ย…อะไรจะขนาดนั้น

คนอย่างฉันที่มีแค่อนุปริญญากับกระท่อมเล็กนิดพร้อมที่ดินเท่าฝ่ามือก็เถอะนะ จะไม่มีวันยอมสยบเธอเป็นเด็ดขาด

อย่ามาทำคางเชิดให้เมื่อยหน้า

“แหม…นี่…ผมชักอยากจะนอนเต็นท์ติดหมัดขึ้นมาซะแล้วซี” ในที่สุด เดินดงก็เอ่ยขึ้น

นายอุกกาจึงหันมาสบตากับเขาพร้อมยิ้มกว้างที่อีกฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นมา

“คุณดงเคยไปนอนเต็นท์ที่พวกนักท่องเที่ยวเขาไปนอนกันไหมฮะ” นายจังจึงเป็นฝ่ายดำเนินรายการสนทนา รอนายโอกาสกลับจากจ้างน้าอำไพจัดคนนำทางพร้อมด้วยเครื่องอำนวยความสะดวกในการพักแรม

“ยังไม่เคยเลยฮะ…” เขาเองก็แปลกใจตนเองเช่นกัน…หากก็พอจะนึกออกว่าเพราะเหตุใด

ก็คงเพราะมัวแต่เพลิดเพลินกับหญิงสาวคนแล้วคนเล่า รวมทั้งการกีฬาทางบกทางน้ำที่เขารัก เลยหมดชั่วโมงนาทีตลอดวัยต้นจนถึงวัยเต็มหนุ่มในวันนี้

แม้กระนั้น เวลาก็ยังมีเหลือเฟือ

เพียงแต่เขาจะบริหารเวลาที่เหลืออยู่นี้ให้สมกับตำแหน่งลูกชายคนเดียวของพ่อแม่ที่หวังจะได้เห็นเขาตั้งตัวได้หรือไม่ ถ้าได้ จะได้อย่างดีเพียงใด

ภายในไม่นาน นายโอกาสก็บึ่งรถจักรยานยนต์ของตนเองกลับมา

“พรุ่งนี้ เขาจะมาแต่เช้าเลยนะฮะ” เจ้าของไร่ซ้ายมือบอกกล่าวด้วยสีหน้าเต็มเปี่ยมด้วยความหวัง “ถ้างั้น…เดี๋ยวผมกับอุกขอแยกตัวไปบ้าน ไปจัดของเตรียมพักแรมสองคืน…คุณจังกับหนูใบจันจะได้นอนพัก คุณดงด้วย”

ครู่ต่อมา เดินดงกับเก่งจึงได้นั่งรถกระบะกลับบ้านพร้อมกับเสียงบ่นจากคนนั่งข้างๆ

“โอ้โฮ…วันนี้กูเหนื่อยจัง…แปลกสุดๆ เลยนะ…ทั้งๆ น่าจะสนุก…แต่กลับอึดอัดไงก็บอกไม่ถูก”

เก่งก็เลยตอบกลับอย่างที่ทำให้นายตบมือ

“จะไม่อึดอัดได้ไง…ในเมื่อมาซื้อขายคน แล้วไม่มีพี่ได้ซื้อด้วย”

“จริงของแก…คงเป็นเพราะเราไม่มีสิทธิ์ประมูลมังนะ”

“ก็มัว…เอ้อ…มัว…”

“มัวอะไร ไอ้บ้า” ว่าพลางก็เคาะหัวคนขับ

“มัวนึกว่าตัวเองหล่อน่ะเซ่”

คราวนี้นายจ้างหัวเราะก๊าก

 

เพียงแต่ตีห้ามาถึง เสียงรถสองสามคันก็ดังขึ้น ครั้นแล้วจึงจอดอยู่หน้ารั้วไม้ไผ่โดยไม่เข้ามา เก่งผู้ตื่นตั้งแต่ตีสี่เพื่อทำอาหารเช้าง่ายๆ คือข้าวไข่ดาวให้นายจ้างและตนเองกินเสร็จก่อนออกเดินทาง จึงออกไปชะโงกดู ครั้นเห็นมีรถของเชียงคำด้วย จึงเปิดประตูจนกว้าง บอกให้หล่อนขับเข้าไปจอดเคียงกับรถกระบะของเขา

เจ้าของแพใหญ่จัดรถสองแถวสองคัน คันหนึ่งขนคน อีกคันขนเต็นท์และสัมภาระ เพราะไปคราวนี้ผู้เช่าจะไม่ไปเช่าที่พักสุขสบาย ณ บ้านอีต่อง ดังเช่นนักท่องเที่ยวทั่วไป แต่จะใคร่นอนติดดินกินติดทรายด้วยว่ามีอาหารทั้งสดและแห้ง ทั้งคาวและหวานติดไปด้วยอย่างเพียบพร้อม เรียกว่า ก่อนเข้าเต็นท์รูดซิปแล้วหลับตา ก็ต้องอิ่มแล้วระบายได้ ณ ที่ที่ทางการจัดไว้ให้ครบถ้วน หรือจะไปซื้อกิน ณ ที่นั้นก็สุดแต่ใจของนักเดินทาง

สักครู่ ทั้งนายจังนายจัดใบจันและนายโอกาส นายอุกกาก็ขี่จักรยานยนต์เกาะท้ายกันมาพร้อมเป้คนละใบ บรรจุเสื้อผ้าของใช้แค่พักแรมสองคืน

ต่างก็ขอจอดพาหนะไว้ภายในรั้วรอบขอบชิดของกระท่อมไม้ไผ่

ครั้นแล้ว จึงขึ้นรถสองแถวขับตามกันไปบนถนนสายทองผาภูมิ-บ้านอีต่องอันเป็นทาง 399 โค้ง คอนกรีตเย็นสบาย แต่ทุกคนก็อบอุ่นด้วยเสื้อและหมวกกันหนาว

รถสองแถวมีที่นั่งสองฟาก พอนั่งได้ข้างละห้าคน นายจังนายจัดเดินดงเก่ง นั่งข้างหนึ่ง นายโอกาสนายอุกกา ใบจันเชียงคำและเอื้องอินทร์นั่งอีกข้าง

ถ้าอยากสบตากันก็สะดวก

แต่เดินดงนั่งเอียงๆ ไม่มองภาพตรงหน้าเลยแม้แต่ชำเลือง

เนื่องด้วยเป็นภาพของหญิงสาวผู้วันนี้อยู่ในกางเกงผ้าสักหลาดสีน้ำเงินเข้ม เสื้อแจ็กเก็ตรูดซิปปิดคอสีเดียวกัน สวมหมวกหนังนุ่มปีกแคบสีเนื้อ ดึงขอบลงมาปิดครึ่งหน้าผาก

สองข้างทางมีเพียงต้นไม้ต้นสูงสีเขียว คล้ายป่าโปร่ง ขณะที่รถวิ่งเร็วพอดีๆ มีทั้งรถที่กำลังขึ้นไปและที่แล่นลงมา…ชีวิตชีวาอันผุดขึ้นท่ามกลางสายหมอกขาวที่เป็นระลอกอยู่โดยรอบ แลดูเสมือนเมืองในฝัน

สวยจังเลย…เดินดงมองผ่านไม้ยืนต้นสูงระหงข้างทางอันแทรกด้วยเส้นสีขาวจากเกลียวหมอกที่ลอยเลื่อนเกลื่อนกล่นราวกับมีคนกำลังฉีดโปรยด้วยฝักบัว ก็ถึงแก่นึกในใจ

ธรรมชาติงามไฉไลถึงเช่นนี้…คนอย่างเขาน่าจะมีใครสักคนควงมา แล้วชี้ชวนเชยชื่นกันสองต่อสอง

แต่นี่นั่งเบียดกันมาราวขบวนแห่

ก็พอดีนายโอกาสเอ่ยขึ้น

“บ้านอีต่องนี่ไม่เหมือนที่ไหนหรอกนะ คุณดง”

ช่วยให้เดินดงต้องหันมา จึงปะทะเข้ากับสายตาผู้หญิงทั้งสาม

“หรือฮะ ไม่เหมือนยังไงมั่ง…ผมอยากถึงเร็วๆ จัง…ชื่อเสียงเรียงนามก็ไม่เห็นน่าจะ…เออ…อะไรดี…โรแมนติกซักเท่าไหร่”

“แต่เดี๋ยว…คุณเจอแล้วจะร้องเลยว่ายกให้เป็นที่หนึ่ง…นั่นก็คือ ไม่ว่าหน้าไหนก็เย็นสบาย…ถึงหน้าร้อนที่ว่าเมืองกาญจน์แย่สุด…แต่ไม่ใช่บ้านอีต่อง…ที่นี่ จะมาทั้งฝนทั้งหมอก ครบจบที่เดียว สบายมาก ใครมาได้มาเลย จะไม่ผิดหวังเลย” นายโอกาสทำหน้าที่เรียกแขก

หากแต่เดินดงก็ถามนายอุกกา

“คุณอุกเคยมาไหมฮะ…เคยควงแขนใครมาบ้างไหม”

คราวนี้ลูกชายเจ้าของไร่ใหญ่หัวเราะ ดูเขาเบิกบานขึ้นจากเมื่อครู่อีกเท่าตัว แม้ต้องนั่งนิ่ง ปล่อยให้สองแถวพาขึ้นเขาเกือบสี่ร้อยโค้ง ก็ไม่รู้สึกว่าต้องโก่งเกร็งแต่อย่างใด เพราะหัวเข่าเขากับหัวเข่าหล่อนเสียดสีกันตลอดเวลา

นี่ถ้ามิใช่เนื้อผ้าสักหลาดค่อนข้างหนามากางกั้นไว้ละก็….นะ

“ก็…ก็…เพิ่งมานี่ละฮะ” ท้ายที่สุด เจ้าตัวก็ปริปาก “น้องจันก็เหมือนกันใช่ไหม”

“พี่อุกลืมแล้วเหรอว่าปีก่อนๆ จันขลุกอยู่กับไร่ของจัน…ตอนนั้นยังไม่เจอพี่” อีกฝ่ายพาชายนั่งข้างไปอย่างคล่องแคล่ว

เชียงคำก็เลยยั่วแหย่

“แต่ตอนนี้ก็เจอแล้วไงจ๊ะ”

“เจอแล้วก็ดีแล้วน่ะเซ่…ใช่ไหมเอื้อง” ใบจันชะโงกหน้าไปพยักพเยิดกับอีกคนผู้กำลังมองชายตรงข้ามอย่างค้นหา…

หนึ่ง…อยากรู้…ว่า ‘ดวง’ ของเขามีใครเป็นเนื้อคู่

ผู้หญิงคนนั้นคือใคร

คือหล่อนเองหรือใครอื่น

เพราะดูเหมือนเขายังคงชื่นบานหรรษา มิได้เหงาเงียบแต่อย่างใด

ท่าทางคล้ายไม่จำเป็นต้องมีคู่

ฝ่ายนายจัดเหลือบดูหัวเข่าของน้องกับนายอุกกาเสียดสีกันโดยใบจันไม่รู้สึกแม้แต่จะเก้อเขินสักนิดหนึ่ง ก็เอาแต่อึ้งอั้นอยู่ในใจ เนื่องด้วยตามไม่ทันอาการภายในของอีกฝ่าย

แม้นายจังเองก็ยังงงๆ…แต่เขารู้มานานแล้วเกี่ยวกับลูกสาวว่า มักจะทำให้ใครต่อใครแปลกใจอยู่เสมอ

นึกไปแล้วก็ดีเหมือนกัน

มาพักกายพักใจจากการงานคราวนี้…ดูซิว่า หล่อนจะเปลี่ยนไปหรือไม่

 



Don`t copy text!