
บุปผาตีตรา บทที่ 22 : คนทำอาหาร
โดย : สีน้ำฟ้า
![]()
บุปผาตีตรา โดย สีน้ำฟ้า นวนิยายสะท้อนอคติและพลังคำพูด ผ่านชีวิต “นวลปราง” ที่ใช้การศึกษาโต้กลับคำครหา และ “อุรา” ผู้หลงทางจนกลายเป็นเมียเช่า เรื่องราวในอีสานยุคสงครามเวียดนาม ถ่ายทอดมิตรภาพ ความรัก และบาดแผลจากการถูกตีตรา ชี้ให้เห็นว่าคำพูดบางคำอาจผลักดันหรือทำลายชีวิตคนได้ อ่านออนไลน์ได้แล้วบนเว็บไซต์อ่านเอา anowl.co
“พวกทหารใช้ชีวิตแบบไม่รู้จะตายพรุ่งนี้ไหม กิน ดื่ม เที่ยว ผมเห็นพวกเขาเป็นแบบนั้น ผมไม่ว่า แต่ผมไม่ชอบ ผมอยู่ฝ่ายเสบียง โชคดีที่ไม่ต้องไปจับปืน แม้จะต้องฝึกเอาไว้ป้องกันตัว แต่ผมไม่เคยฆ่าใคร”
“ถือว่าเป็นโชคดีของคุณ สงครามคือการเข่นฆ่ากันน่ากลัวมาก ฆ่าคนคือทำบาป คุณรู้จักบาปไหม”
“เดี๋ยวนี้คุณเก่ง มีคำศัพท์เยอะแยะที่คุณพูดแล้วผมทึ่ง”
“เพราะฉันต้องคุยกับคุณไง ฉันเลยเรียนรู้”
“ผมเคยเจอคนไทย เป็นทหารรับจ้าง รายได้ดีแต่บางคนบาดเจ็บหนัก ต้องกลับมารักษาตัวไม่รู้คุ้มไหม”
“อื้อ แล้วคุณบาดเจ็บอย่างไร คราวก่อน ที่ต้องไปรักษาในกรุงเทพ”
“อ๋อ มันเป็นอุบัติเหตุ มีคนบุกมายิงที่กองเสบียง เห็นว่าเป็นโจร ไม่ใช่ทหารฝ่ายโน้น จะว่าโชคดีก็ใช่ ผมออกไปเข้าห้องน้ำ พอกลับมาโดนมีดกะซวกแทงตรงนี้”
เจสันเปิดเสื้อให้เห็นรอยแผลเป็นที่หน้าท้องสองแผล นวลยกมือปิดปาก
“มีรอยหนึ่งทำให้กระเพาะอาหารรั่ว ต้องไปผ่าตัดแล้วเย็บ นอนอยู่ในโรงพยาบาลห้าวัน และพักฟื้นอีกเป็นเดือน กองทัพดูแลอย่างดี ถือว่าเป็นสวัสดิการที่ดีที่ผมได้รับ”
“รู้สึกเจ็บแทน หวาดเสียว”
“ผมนึกว่าผมตายแล้ว ผมคิดถึงคุณนะ แต่ไม่รู้จะบอกข่าวอย่างไร คิดว่าเพื่อนๆ ผมคงบอกว่าผมไปรักษาตัว แต่ไม่รู้เป็นหรือตายอย่างไร”
“ใช่ คุณหายไปนานมาก แล้วพอกลับมา คุณดวงก็ตามมาด้วย”
“ดวงเขาเป็นพยาบาลที่เก่ง ไปเรียนที่อเมริกา เขาถึงให้มาเป็นอาจารย์สอนพยาบาลที่นี่”
“อ๋อ เข้าใจแล้วค่ะ แล้วคุณกับคุณดวงเป็นแฟนกันไหม”
“ดวงเขาเคยชอบผมนะ”
“ไม่ปฏิเสธหน่อยเหรอคะ”
“ผมจริงใจไง บอกว่าไม่ใช่คงโกหก แต่ผมกับดวงไม่ได้…” เขาเว้นวรรค “ไม่ได้นอนด้วยกัน”
“เออะ”
เจสันหัวเราะ ตาหยี
“คุณโตแล้ว อยู่กับสภาพแวดล้อมนี้ ผมรู้ว่าคุยเรื่องเซ็กซ์กับคุณได้”
“เบาได้ก็เบาค่ะ ฉันยังเป็นผู้หญิงอยู่ แล้วที่พี่ดวงเล่า เขาว่าเขานอนกับคุณ”
เจสันหัวเราะ
“คุณถูกดวงอำแล้วละ ดวงชอบพูดเล่นคุณยังไม่รู้อีกหรือ นอนด้วยสิ ใช่ผมไม่เถียง ผมนอนบนเตียง นอนป่วยแบบหายใจรวยรินจวนเจียนจะขาดใจตาย ดวงเขาทำเกินหน้าที่พยาบาล เหมือนผมจะเป็นเคสผู้ป่วยหนักคนแรกของเธอ เธอเลยตั้งใจรักษา อยากให้ผมรอด ถึงขั้นเลยมานอนเฝ้า เขาเอาโซฟามานอนไม่ได้หมายถึงมีเซ็กซ์ ภาษาไทยดิ้นได้นะครับคุณผู้หญิง”
นวลยิ้มแทนคำตอบ ฝรั่งคนนี้นี่ก็นะ ร้ายเหมือนกันรู้จักพูดทับศัพท์ซะด้วย ว่า ‘ภาษาไทยดิ้นได้ – ไทยแล้งเกวจแด้นซิ่ง’ ตลกนักนะพ่อหนุ่มจีไอ
“ผมชอบที่นี่นะนวล ผมตัวดำขนาดนี้ ผมหยิก มีสีผิวที่แตกต่าง แต่ไม่มีใครมองเหยียดหยามผม ผมรู้ว่าคนไทยเรียกนิโกรหมายถึงคำสรรพนาม ไม่ใช่เรียกด้วยความเหยียดเหมือนเพื่อนฝรั่งบ้านผม”
“นวลได้รับการสอนมาเหมือนกันค่ะว่าคนผิวดำไม่ชอบให้เรียกว่า นิโกร บางคนโกรธแค้นถึงกับทำร้ายกันก็มี”
“มันก็ส่วนหนึ่ง ที่คนผิวดำได้รับการปฏิบัติไม่ดี ที่ต่างประเทศที่คุณบอกว่าไม่เคยเห็น พวกเขาถึงขั้นแยกห้องน้ำเลยนะ ว่านี่ห้องน้ำคนผิวขาว นี่ห้องน้ำคนผิวดำ”
นวลตาโต ตกใจจริงๆ เผลอเอามืออุ่นๆ ไปจับต้นแขนที่แข็งแรงของเขาเพราะอยากส่งต่อสัมผัสไออุ่นเพื่อปลอบโยน
“โลกใบนี้โหดร้ายเหมือนกันนะคะ นวลโชคดีจัง มีพ่อแม่ที่อ่อนโยน เข้าใจ แม่นวลสอนดีมากเลยนะคะ จะบอกว่าอวดแม่ก็ยอมรับ”
“ผมรักแม่ของนวล แม่น่ารัก ผมเห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์เลย”
“ที่หมู่บ้านมีคนที่เขาชอบนินทา เขาเรียกพวกนวลหรือผู้หญิงที่ไปทำงานว่าผู้หญิงหากิน หมายถึงโสเภณีค่ะ”
“พวกคนจิตใจไม่ดี พูดมาก อย่าใส่ใจไปเลย เหมือนที่หลวงพ่อสอนไว้ บาปเป็นของคนพูด”
“ขอบคุณนะคะ บางทีก็สะเทือนใจ เพราะสังคมมองผิดไป รู้สึกไม่ยุติธรรมเลย”
“อย่ากังวลเลย ผมที่เคยถูกเหยียดหยามเพราะเกิดมาผิวดำ ฝ่าฟันชีวิตมามากกว่า เคยรู้สึกน้อยใจโชคชะตา แต่พอมาอยู่เมืองไทย ผมรู้สึกดีมาก เป็นสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตของผมของการได้มาเจอนวล ได้มาที่หมู่บ้านนี้ ผมต้องใช้ความรู้ที่ผมมีทำให้ทุกคนอยู่สบาย ได้กินดีๆ ผมทำอาหารเก่งนะ”
“ค่ะ คุณเชฟเป็นถึงเจ้าของร้านอาหาร คุณต้องทำให้ทุกคนได้กินของดีๆ ฉันเชื่อก็ได้”
“อื้ม…ผมพูดจริงจังนะ อีกอย่างผมไม่ใช่เชฟ ผมเป็นกุ๊ก”
“มีแยกด้วยหรือคะ”
“มีความแตกแยกในโลกนี้หมดนั่นแหละ”
“อือ ช่างมันเถอะ อย่าไปใส่ใจเลย เชฟ กุ๊ก คนขาว คนดำ คนไทย ผู้หญิง โสเภณี ช่างมัน”
หนุ่มสาวมองตากันในความสลัว นั่งคุยกันจนหนังที่ฉายจบลง คนจำนวนมากลุกขึ้น นวลก็ชวนเขาลุกขึ้นเช่นกัน อุราไม่กลับมาทางเดิม อุระกับดวงฤดีก็หายต๋อมไปแล้ว จึงชวนเจสันเดินกลับกันสองคน
แสงจันทร์กระจ่างส่องทางเดิน ผู้คนทยอยเดินกลับบ้าน สองคนเดินคุยกันมา มีการทักทายกันแล้วก็แยกย้ายเข้าบ้าน เจสันไปส่งนวลขึ้นบ้าน นวลพาเขาย่องไปดูควายสองตัวแม่ลูกที่นอนในคอก เห็นควายนอนกันเงียบเธอก็เลยบอกลา เขามองเธอไต่บันไดขึ้นบ้านแล้วจึงกลับไปนอนที่บ้านอุระ
เช้ารุ่งของอีกวัน เจสันตื่นไปเป็นเพื่อนอุระตักน้ำมาใส่โอ่งประจำบ้านทั้งสองบ้านเหมือนเมื่อวาน และไม่ลืมที่จะเอาน้ำไปเติมในรางให้ควายด้วย เขามองดูวิธีให้หญ้าและน้ำและแอบจำ สักวันหนึ่งคงได้เป็นคนให้หญ้ากับควายสองตัวนี้
อุระเป็นไกด์ที่ดีมาก ภาษาอังกฤษเขาก็เก่งมากขึ้น เขาชี้ชวนให้เจสันดูบ้านเรือนที่นี่ เป็นบ้านยกสูงมีใต้ถุน แทบทุกบ้านจะมีตั่งเอาไว้นั่งเล่น บ้านไหนมีวัว มีควายก็จะแบ่งไว้เป็นคอก บ้านไหนไม่มีก็ปล่อยโล่ง หรือเอาไว้เก็บอุปกรณ์ทำนา หาปลา แล้วแต่บ้าน บางบ้านมีหูกทอผ้าด้วย เจสันนึกคำนวณถึงพื้นที่ การเดินท่อประปาเข้ามาเพราะเคยมีประสบการณ์ตอนทำร้านอาหาร แล้วต้องตกแต่งอาคารสถานที่ใหม่ เขาเลยได้ความรู้พวกนี้ติดอยู่ในหัวด้วย
“อุระ คุณว่าเป็นไปได้ไหม ว่าถ้าเราใช้ปั๊มน้ำแล้วทุกคนในหมู่บ้านจะสะดวกขึ้น โดยเฉพาะบ้านของคุณสองคนที่ลูกออกไปทำงานนอกบ้านเหลือแต่พ่อแม่ที่อายุมากขึ้นทุกวัน”
“ผมเห็นด้วย ผมพอเป็นงานช่างบ้าน ก็งานที่คุณแนะนำผมไปทำให้กองทัพ ผมพยายามเรียนรู้ทุกอย่าง เผื่อจะมาช่วยหมู่บ้านของเรา”
“คุณเป็นผู้ชายที่เก่ง เป็นผู้นำได้ เขาเรียกอะไรนะ ผู้นำหมู่บ้าน”
“ฮ่าๆ แมนๆ เขามีชมกันแบบนี้ด้วยเหรอเจสัน ผมนึกว่าคุณไม่ชอบผมเสียอีก”
“คุณเป็นพี่ชายของนวล”
เจสันสบตาผู้ชายข้างๆ แล้วยิ้ม อุระยิ้มตอบเศร้าๆ ใช่ แมนๆ เขารู้กัน
“หึหึ”
อุระส่งเสียงหัวเราะในลำคอ
“เฮ้ย งอนเป็นผู้หญิงไปได้”
เจสันจับบ่าของอุระแล้วบีบแรงๆ เจอกล้ามเนื้อแน่นๆ ของพ่อหนุ่มเจ้าของกิจการสามล้อถีบซึ่งตอนนี้ขยายได้มากมายจนนับไม่ถ้วนแล้ว อุระหันมาแล้วทำท่าค้อนสะบัดสะบิ้งเหมือนหญิงสาว
ขณะเดียวกัน ป้านง ป้าดา น้าแสง ที่กลับจากตลาดเช้าเดินสวนทางมา สามนางนี้สบตากันแล้วตาเป็นประกาย ยิ้มกระหยิ่มกันทุกคน!
ตัวต้นเรื่องสองคนเดินไปตักน้ำคุยกันไปหารู้เรื่องอะไรไม่ ในขณะที่สามป้าข้างบ้านเดินผ่านหน้าบ้านเห็นนวลและสาวๆ อยู่ใต้ถุนบ้าน พวกเธอนั่งเด็ดผักแบบแบ่งกันทำ ดวงฤดีเด็ดตำลึง อุราเด็ดกะเพรา ส่วนนวลกำลังปอกกระเทียม
สามนางรุ่นใหญ่รีบเดินแถเข้าไปจีบปากจีบคอ เล่าๆๆ แข่งกันเล่า ใส่ไข่ ใส่เปลือก ใส่สี ตีความจนสามสาววัยรุ่นในบ้านอ้าปากค้างกันทีเดียว
“เออ พวกป้าไปก่อนละนะ”
“ค่ะ ขอบคุณนะคะป้านง ป้าดา น้าแสง ที่มาบอกข่าว”
“ไม่เป็นไร บ้านใกล้เรือนเคียงกัน ถ้าอุระจะจัดงานกินดองเมื่อไหร่เอิ้นมาป้านะ เดี๋ยวมาช่วย”
ป้าๆ ยกตะกร้าผักที่ตอนนี้เฉาจนคอห้อยอย่างเห็นได้ชัดขึ้นคล้องแขก แล้วเดินแถวเรียงหนึ่งออกไป สามสาววัยรุ่นสบตากันไปมาในความเงียบครู่แล้ว แล้วก็ระเบิดเสียงหัวเราะ โดยอุราเป็นคนนำเธอหัวเราะก๊ากๆ พยักหน้า นวลเองก็หัวร่อจนน้ำตาไหล ดวงฤดีแม้จะงงกับภาษาถิ่นที่เว้ากันตะลึ้ดตึ้ดตึ่งเหมือนจังหวะดนตรีสามช่า แต่ก็เดาๆ เอาได้ว่าเป็นการนินทาอุระกับเจสันแบบถึงกึ๋นแน่ๆ ก็พลอยหัวเราะผสมโรงไปด้วยอีกคน
เช้านี้เป็นฝีมือทำกับข้าวของนวลกับอุรา ที่มีดวงฤดีคอยหยิบจับของส่งให้บ้าง หลังติดเตาเสร็จ นวลก็เริ่มลงมือผัดพริกแกงเพื่อทำแกงคั่วไก่บ้าน กลิ่นคลุ้งลอยลมไปหลายบ้าน ไก่นี่ซื้อมาจากตลาดเย็นเมื่อวาน พ่อเป็นคนสับเตรียมใส่ตู้เย็นไว้ให้ตั้งแต่เช้ามืด นวลแบ่งส่วนหนึ่งแกง ส่วนหนึ่งทอดกระเทียมพริกไทย อาหารหนักไปทางภาคกลาง เพราะแขกที่มาเป็นคนกรุงเทพฯ กับฝรั่ง
เจสันตักน้ำใส่ตุ่มเสร็จก็มาสมทบ บอกว่าอุระไปเกี่ยวหญ้ามาไว้ให้ควาย เขามาเจอดวงฤดีกำลังนั่งดูทีวีอยู่ที่ชาน นวลซื้อทีวีมาไว้ให้พ่อกับแม่ เดี๋ยวนี้ชาวบ้านแถบนี้มีทีวีดูกันมากขึ้นแล้ว
“ดูอะไร ดวง”
“ภาพข่าว เขาเอามาวนฉายใหม่ เป็นข่าววันเด็กของวันก่อน”
เจสันหยุดมองในทีวีเป็นภาพเด็กกำลังเข้าชมยุทโธปกรณ์ บางคนกำลังลูบคลำล้อรถถัง แล้วหันไปมองหลังกล้องคงเป็นพ่อแม่ของพวกเขา ชายหนุ่มยิ้มให้กับวิถีชีวิตคนไทย การเลี้ยงดูลูกของพวกเขาที่เจสันได้พบ ให้ความรู้สึกอบอุ่นชุ่มชื่นหัวใจ ถ้าจะมีครอบครัวเขาอยากมีภรรยาเป็นคนไทย
“แล้วยูจะไปไหน”
“อื้ม ไปช่วยนวลทำอาหาร”
“อ้อ งานถนัดของยู ไปเลย ไป ไอหิวข้าวแล้ว”
เจสันเดินไปหานวล บอกว่าเขาทำเป็นเลยขอโชว์ฝีมือเจ้าของร้านอาหาร อุราวางมือ ลุกขึ้นชวนดวงฤดีปลีกตัวลงใต้ถุนไปจัดจานรอ วันนี้จะกินข้าวกันที่ใต้ถุน แล้วหาเก้าอี้ หาลังไม้เก่าๆ มาทำที่นั่งแทน เพราะกินข้าวบนชานบ้านนั่งกับพื้น ฝรั่งกับสาวกรุงนั่งไม่ค่อยถนัด
นวลจับดุ้นฟืนยัดใส่เข้าไปในเตาอีกหนึ่งชิ้น แล้วถอยออกมา ถามเจสันว่าไฟแบบนี้ได้ไหม เขาพยักหน้า บอกว่าเคยใช้ตอนไปอยู่ที่ประเทศเพื่อนบ้านเรา มีครัวแบบนี้ด้วย เจสันบอกนวลว่าไม่ต้องกังวลเขาเป็นทหารที่สมบุกสมบัน เคยใช้ก้อนหินวางสามเหลี่ยมแทนเตาด้วย
“อ๋อ เขาเรียกก้อนเส้า คุณรู้จักด้วยหรือคะ”
“แน่นอน ชีวิตผมมีทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ เพียงแค่ไม่ได้ใช้ปืนยิงกับทหารฝั่งตรงข้ามตรงๆ สักหน มีแค่อุบัติเหตุที่ผมเล่าให้ฟังเท่านั้นเอง”
นวลพยักหน้า ส่งสายตาชื่นชม
“ค่ะ ฉันเชื่อคุณ อะ แล้วเมื่อเช้าคุณไปไหนมาคะ”
“ไปหาบน้ำ แล้วก็อุระชวนให้ดูเส้นทาง เราอาจจะฝังท่อประปาใช้ปั๊มน้ำ ส่งน้ำจากภูเขามาในหมู่บ้านได้”
“แล้วหน้าแล้ง พวกคุณคิดว่ายังไง”
“ผมกำลังคิดว่าจะขุดน้ำจากใต้ดิน ต้องคุยกับอุระและหลวงพ่ออีก”
“อ้ายอุระเขาพูดให้คุณฟังไหม ว่าที่นี่ภาคอีสานของประเทศไทย น้ำเป็นสิ่งที่หายากมาก อาจขุดไปแล้วไม่เจอน้ำก็ได้นะ”
“คุยแล้ว ผมจะไปศึกษาอย่างจริงจังแล้วช่วยให้ทุกคนได้มีน้ำกินน้ำใช้แบบสะดวกสบายให้ได้เลย”
“หือ พูดเหมือนจะมาเป็นคนในหมู่บ้านนี้”
“ถ้านวลอนุญาต ผมจะมาครับ”
เจสันยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวอีกแล้ว นวลได้แต่หลบตาอย่างเขินอาย
“เอ้า ต้มจืดนะ ไม่ต้องใส่น้ำตาลมากก็ได้”
อุราซึ่งเดินมาหยิบของบนเรือนเห็นเข้าพอดี อดที่จะออกปากแซวไปไม่ได้ ยิ่งทำให้นวลเขินม้วนเข้าไปอีก เจสันยิ้มเริงร่ามองสาวสิบเก้าตรงหน้า เธอช่างสวยน่ารักเหลือเกิน
“แม่ไปไร่แล้วบ่” อุราถามเพราะไม่ทันสังเกตว่าแม่ลงเรือนไปตอนไหน
“อื่อ ไปแล้ว ของกินมีแล้วไม่ต้องเอาไปส่ง เดี๋ยวกินข้าวเสร็จพวกเราไปวัดกัน เจสันบอกว่ามีเรื่องจะขอข้อมูลหลายเรื่อง”
“โอ๊ย คือรีบแถ้ จะมาเป็นเขยบ้านโนนดอกไม้แดงจริงแล้วบ่ อ้ายเจสัน แล้วเจ้าจะเป็นเขยบ้านใด๋น้อ เขาบ้านนวล หรือเขยบ้านข้อย กินดองกับอ้ายอุระบ่”
เจสันหันไปหาอุรายิ้มเก้อๆ ส่งสายตาเว้าวอน อุราทำไม่รู้ไม่ชี้ ส่งสายตาไปหานวล ก็ไม่ได้รับคำแปลซะงั้น เขาเลยส่งสายตาหวานๆ ไปคาดโทษทำเอานวลเขินแก้มแดง ยิ่งเงียบไม่ยอมพูดอะไรอีกเลย
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 27 : บุปผาใกล้ใจ
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 26 : ผมมันคนซื่อ
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 25 : เมื่อบุปผาบาน
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 24 : บทเรียนชีวิต
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 23 : คืนวันที่ผันผ่าน
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 22 : คนทำอาหาร
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 21 : หนังกลางแปลง
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 20 : เกิดมาเพิ่งเคยพบเคยเห็น
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 19 : บ้านนอก
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 17 : ดวงฤดี
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 16 : โรงหนังใหญ่
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 15 : ฤาจะเป็นโชคชะตา
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 18 : เงินหาง่าย
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 14 : สร้างตัวตน
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 13 : โลกเป็นโรงละครใหญ่
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 12 : ยินดีที่รู้จัก
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 11 : ในเรื่องเล่า
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 10 : ขวัญมาเด้อหล่า
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 9 : บังเอิญมีจริงไหม ?
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 8 : ชีวิตที่ต้องเรียนรู้
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 7 : น้องเขาเพิ่งมาใหม่
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 6 : ทางเลือกและทางรอด
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 5 : เฮ้ย ! นั่นที่นาใคร
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 4 : เอื้อยชอบแบบนี้
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 3 : ฝันร้าย
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 2 : เด็กเลี้ยงควาย
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 1 : โนนบุปผาแดง








