
บุปผาตีตรา บทที่ 24 : บทเรียนชีวิต
โดย : สีน้ำฟ้า
![]()
บุปผาตีตรา โดย สีน้ำฟ้า นวนิยายสะท้อนอคติและพลังคำพูด ผ่านชีวิต “นวลปราง” ที่ใช้การศึกษาโต้กลับคำครหา และ “อุรา” ผู้หลงทางจนกลายเป็นเมียเช่า เรื่องราวในอีสานยุคสงครามเวียดนาม ถ่ายทอดมิตรภาพ ความรัก และบาดแผลจากการถูกตีตรา ชี้ให้เห็นว่าคำพูดบางคำอาจผลักดันหรือทำลายชีวิตคนได้ อ่านออนไลน์ได้แล้วบนเว็บไซต์อ่านเอา anowl.co
ยามสายอุราไปแอบอยู่ใกล้ๆ ปากทางเข้าโรงพยาบาลเพื่อดักพบดวงฤดี พอเธอโผล่มา อุรารีบเดินไปหา
“พี่ดวง อุราเป็นอะไรไม่รู้ ฉี่ออกมาแสบมาก มีเมือกขาวๆ เหม็นๆ ด้วย”
อุรากระซิบกระซาบกับดวงฤดีด้วยท่าทางกระมิดกระเมี้ยน ดวงฤดีถึงกับตาโต
“ห๊ะ ไปทำยังไงมา ไม่ใส่ถุงใช่ไหม”
คุณพยาบาลทำหน้าดุ อุราพยักหน้าหงอยๆ
“ก็เคยคบกันอยู่ ไปด้วยกันหลายหน คิดว่าสะอาดปลอดภัย”
“ไม่ได้เลยนะอุรา อย่าประมาทนะ เสี่ยงมาก ไปที่โรงพยาบาลต้องตรวจละเอียด”
“ตอนนี้เลยหรือคะ”
“ใช่ ไปพร้อมกันเลย มีบัตรผู้ป่วยหรือยัง ไปห้องบัตรเข้าคิวตามระเบียบนะ ไม่ต้องอาย มันเสี่ยงมากๆ น่าตีจริง”
เมื่อเสร็จกระบวนการตรวจและรอผล ดวงฤดีจัดการอบรมอุราอีกชุดใหญ่ด้วยความเป็นห่วงเป็นใย แล้วให้อุรางดกิจกรรมทางเพศเด็ดขาดจนกว่าจะพบหมออีกครั้งและหายดี ตอนที่ดวงฤดีกำลังอบรมแถมยังขู่เด็กสาวนั้น ปรากฏว่าป้าดาซึ่งมาหาหมอเนื่องจากปวดฟัน ไปได้ยินคำว่ากามโรคแล้วห้ามทำแบบนี้อีก ไม่งั้นจะฟ้องนวลว่าถ้าทำแบบนี้เสี่ยงต่อการลุกลามถึงขั้นเสียชีวิต แล้วเธอจะฟ้องนวล ให้นวลพาอุรากลับไปอยู่บ้านไม่ให้มาทำงานอีก
ป้าดากลับมาถึงหมู่บ้าน ไปเล่าให้น้าแสงฟังว่าอุราเป็นกามโรค และไม่แน่นวลอาจเป็นด้วย เพราะไปทำงานด้วยกัน น้าแสงไปเล่าต่อ เรื่องราวลือกันไปทั้งหมู่บ้านว่าทั้งอุรากับนวลเป็นกามโรค แม่ของอุราได้ยินก็ลากแขนพ่อของอุราไปยืนเท้าเอวด่ากราดป้าดากับน้าแสง ผัวป้าดากับผัวน้าแสงได้ยินก็ไม่พอใจ กำลังจะเกิดการตะลุมบอนตบตีกัน อุระซึ่งพาช่างกับลูกน้องมาดูสถานที่เพื่อสร้างบ้านหลังใหม่ให้พ่อแม่มาถึงหมู่บ้าน ได้ตะโกนขอความช่วยเหลือให้ชาวบ้านออกมาช่วยแยกคนที่ทะเลาะกันไปคนละทิศคนละทาง
น้อยมาหานวล มาถามหาอุรา บอกว่าอุราไม่ไปทำงาน เธอจึงปิดร้านเร็วขึ้นเพื่อไปหาเพื่อน ไปถึงห้องเช่าที่อุราเช่าอยู่กับแฟนคนล่าสุด ไม่ทันได้เปิดประตูเข้าไปก็ได้ยินเสียงทะเลาะกัน ฝ่ายชายซึ่งเมาเหมือนจะมีการตบตี นวลรีบเคาะประตู เมื่ออุรามาเปิด ภาพที่เห็นทำให้นวลน้ำตาตก เพราะอุราคนที่เคยสวย แต่งตัวดี เป็นยายเพิ้งหัวยุ่ง สวมผ้าถุงกับเสื้อคอกระเช้า กลิ่นเหล้าโชยออกมา
นวลเข้าไปกอดเพื่อน แฟนของอุราหันมามองนวลตาเป็นมัน ไม่รู้ว่าเพราะฤทธิ์น้ำเมาหรือว่าสันดานดิบของผู้ชาย นวลรีบกอดเพื่อนพาออกไปจากตรงนั้น คนข้างห้องโผล่หน้าออกมามอง ซุบซิบๆ ผู้หญิงบางคนเบะปากเข้าใส่ นวลน้ำตาไหล นี่คนไทยด้วยกันแท้ๆ ทำไมถึงได้ทำท่าดูถูกเหยียดหยามกันขนาดนี้ เสียงที่ลอยมาดังอย่างไม่แคร์ว่าใครจะได้ยินปาก
“สมน้ำหน้าอีกะหรี่ ไม่สนผัวใคร แฟนใคร เอาหมด ไม่รู้ไปหิวเงินมาจากไหน”
นวลกอดเพื่อนแน่นขึ้น ทั้งลากทั้งจูงอุรามาที่พักของเธอ พาเพื่อนไปเข้าห้องน้ำตักน้ำเย็นๆ ราดทั้งเสื้อผ้าเพื่อให้อุราได้สติ อุรายังสะลึมสะลือ นวลสงสารเพื่อนจึงจัดแจงอาบน้ำให้เหมือนเด็กแล้วพาไปนอน สภาพของอุราที่ไม่พบกันเพียงครึ่งเดือนโทรมไปจนน่าใจหาย
เมื่อดูแลจนอุราหลับไปแล้ว นวลย่องออกจากห้องไป ขอความช่วยเหลือจากร้านข้างๆ ให้ลูกสาวของเพื่อนบ้านเอาจดหมายไปส่งให้ดวงฤดีที่โรงพยาบาล หลังเลิกงานดวงฤดีรีบมาหา พอเห็นสภาพน้องสาวของอุระก็ใจหาย มองดูนวลที่ตาแดงๆ ก็เข้าไปกอด
“อุราไปหาหมอ เจอพี่ เบื้องต้นหมอให้ยาบรรเทาอาการมา หมอเอาสารคัดหลั่งที่ปากมดลูกไปตรวจ มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นหนองในแท้ เค้าคงกลุ้มใจ ดื่มเหล้าจนเมาขาดสติ”
“ผลตรวจออกเมื่อไหร่คะพี่ดวง”
“พรุ่งนี้”
ยังไม่ทันได้คุยอะไรกันก็มีเสียงเคาะประตู เปิดออกมาเป็นอุระ ที่มาจากบ้านแล้วตรงดิ่งไปหาน้องสาวที่ห้องพัก คนข้างบ้านบอกว่านวลไปพามา เขาจึงตามมา ดวงฤดีเป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อนว่า ดวงเป็นคนพาอุราไปหาหมอเอง ไม่มีอะไรต้องปิดบัง และไม่ต้องอายที่จะเล่า
อุระบอกว่าเพิ่งกลับมาจากบ้าน มีคนในหมู่บ้านไปนินทาว่าอุรากับนวลเป็นกามโรค เกือบจะเกิดการทะเลาะวิวาทตอนนี้รอฟังข่าวอยู่ อุระมองน้องสาวที่นอนหลับไม่รู้เรื่องเพราะดื่มเหล้าเข้าไปเท่าไรไม่รู้ เขารู้สึกเสียใจอย่างที่สุด ที่มัวแต่ทำงานไม่ได้มาดูแลน้อง
“นวลก็เสียใจอ้าย นวลขอโทษ”
จากที่ตาแดงตอนนี้นวลปล่อยน้ำตาให้ไหลออกมา ดวงฤดีกอดเพื่อนรุ่นน้องแน่น จนทนไม่ไหว ดวงฤดีก็ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาด้วย อุระเบือนหน้าหนี น้ำตาของลูกผู้ชายไหลอาบเงียบๆ
ทุกคนอยู่ในความเงียบ อุราพลิกตัวส่งเสียงอ้อแอ้เรียกสติ นวลรีบไปดูแลเพื่อน ดวงฤดีเดินมาจับมืออุระแน่น แล้วพยักหน้าชวนกันออกไป เพื่อให้ทั้งสองคนได้พักผ่อน
ดวงฤดีอยู่ในเวลาทำงาน จึงไม่สามารถอยู่ฟังผลกับอุราและนวลได้ สองสาวน้อยนั่งอยู่ต่อหน้าหมอ นวลยืนอยู่ข้างๆ จับมือเพื่อนไว้ เหงื่อออกมือจนเปียก อุราได้สติแล้ว วันนี้แต่งตัวสดใส ใส่เดรสสีเหลืองดำ มีโบที่เอว และที่คาดผมเป็นโบสีเหลือง ขับผิวของเธอสว่าง ดวงหน้าสดใส ไม่มีเครื่องสำอางใดๆ นอกจากลิปมันที่เคลือบจางๆ ที่ริมฝีปาก
“ก็เป็นไปตามที่คาดไว้ คนไข้ไม่ได้เป็นกามโรคหรือโรคร้ายแรงกว่านี้ หมอส่งไปตรวจที่กรุงเทพ ตรวจละเอียดทุกอย่างแล้ว แต่จะบอกว่ายินดีด้วยก็ไม่ได้ คนไข้ต้องมารักษาโรคนี้ให้หายขาด ไม่งั้นจะเป็นคนที่มีลูกยาก หมอให้พยาบาลทำนัดแล้ว เดี๋ยวไปพบพยาบาลหน้าห้องนะ”
สองสาวยืนพนมมือไหว้คุณหมออย่างนอบน้อม อุราดีใจมาก รู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่อีกครั้ง นวลทำตามที่ดวงฤดีบอกไว้ คือขอให้คุณหมอออกใบรับรองแพทย์ แล้วให้อุราเก็บติดตัวไว้ ถ้าหากคิดจะทำอาชีพนี้ต่อไป ดวงฤดีบอกไว้แล้วว่าต้องดูผลตรวจเลือดนี้ก่อน ถ้าเป็นจะไม่สามารถทำได้อีกแล้ว แต่ถ้าไม่เป็นก็ทำได้แต่ต้องรักษาตัวให้หายก่อนและระมัดระวังเป็นพิเศษ
อุระขอลางานมาเพื่อมารับน้องสาวกลับบ้าน เขายืนลุ้นอยู่อย่างกระวนกระวายใจ เมื่อสองสาวออกจากห้องหมอ เห็นน้องทั้งสองคนยิ้มก็รู้สึกดีใจมาก รู้ว่าผลออกมาดีแน่นอน อุราบอกอุระว่ายังไม่กลับบ้าน ต้องรักษาตัวให้หายดีก่อน ระหว่างนี้จะไปทำงานกับนวล ช่วยหยิบจับอะไรในร้านก็ยังดี แม้ไม่ได้เงินก็จะทำ เพราะวันที่ชีวิตแขวนอยู่บนระหว่างเส้นด้ายความเป็นความตาย ก็ได้นวลนี่แหละที่เป็นคนดูแล
อุระบอกว่าไหนๆ ลาหยุดงานมาแล้ว จึงจะพาสองสาวไปเที่ยว โดยจะพาไปวัดโพธิ์ชัย ไปกราบหลวงพ่อนาค ที่ชาวบ้านร่ำลือกันว่าท่านศักดิ์สิทธิ์ นวลทักท้วงว่า หลวงพ่อบัว เจ้าอาวาสวัดบ้านเราเองก็ศักดิ์สิทธิ์ ไปบ้านไม่ดีกว่าหรือ อุราส่ายหน้าบอกว่าไม่อยากกลับไป ถ้าได้ยินคนในหมู่บ้านพูดจาไม่ดี กลัวว่าจิตใจจะไขว้เขว จิตตก นวลพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนออกเดินทางจึงพากันไปกินก๋วยเตี๋ยว
ระหว่างทางเดินไปร้านก๋วยเตี๋ยว เจอเจสันที่เพิ่งกลับมาจากกรุงเทพฯ ถือของพะรุงพะรังลงจากรถประจำทาง ทั้งสามเลยตามไปช่วย ถุงต่างๆ เป็นของฝากของทุกคน รวมถึงของฝากพ่อแม่ของนวลด้วย นวลออกความคิดว่าเอาข้าวของไปเก็บที่ร้านนวลก่อน จากนั้นไปกินก๋วยเตี๋ยวและไปวัด ไปไหว้พระด้วยกัน
เมื่อกราบพระประทานในโบสถ์กันแล้วทุกคนพากันเดินออกมา บริเวณวัดร่มรื่น ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด ไม่มีร้านขายพระเครื่องอย่างที่เคยได้ยินจากคนเล่าลือกันไป ทุกคนพากันไปนั่งใต้ร่มไทรหน้ากุฏิพระ มีรถกระบะเก่าๆ คันหนึ่งแล่นมาจอด คนที่ลงจากรถเป็นหลวงพ่อบัว จากวัดเกษรเสมาราม วัดประจำหมู่บ้านของนั่นเอง ทุกคนดีใจมากเข้าไปกราบ หลวงพ่อบอกว่ามาหารือกับท่านเจ้าอาวาสวัดนี้เพื่อจะสร้างวัดอีกแห่งหนึ่ง ในหมู่บ้านที่ยังไม่มีวัดในตำบลนี้ เพื่อให้ฆราวาสจะได้ไม่ต้องเดินทางไกล
พวกหนุ่มสาวขอร่วมแรงร่วมใจสร้างกุศล โดยการสอบถามว่าจะทำอย่างไรบ้าง แต่ละคนถนัดงานแต่ละอย่าง หลวงพ่อมอบหมายหน้าที่ให้ เจสันหารือว่า เรื่องน้ำดื่มน้ำใช้ที่ต้องทำในหมู่บ้าน เรื่องวัดเพื่อศรัทธา แล้วเรื่องเจ็บป่วย โรงพยาบาลอยู่ไกลบ้าน ในหมู่บ้านควรมีร้านขายยา โรงพยาบาลหรือคลินิกด้วย ดวงฤดีเลยอาสาบอกว่าจะหาข้อมูลเพิ่ม แล้วให้พ่อแม่ของเธอช่วย ตอนนี้พ่อใกล้เกษียณแล้ว เผื่อพ่ออยากมาอยู่ทางนี้ ซึ่งอากาศดีและความเป็นอยู่น่าอยู่กว่าในเมืองกรุงมาก
คุยกันจนบ่ายทุกคนจึงลากลับ อุราซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานเกี่ยวกับประชาสัมพันธ์ รู้สึกดีมากที่ตัวเองได้ทำตัวให้เป็นประโยชน์ ทุกคนเห็นอุราหลุดจากความกังวลก็รู้สึกดีใจและมีกำลังใจที่จะช่วยให้เธอมีชีวิตอย่างมีความสุข
อุราเลิกทำงานไปช่วยนวลที่ร้านตัดเย็บเสื้อผ้า หน้าตาสดใสขึ้น เธอตั้งใจรักษาตัว และทำตามคำแนะนำของหมออย่างเคร่งครัด แดงเข้ามาในเมืองแวะมาหาที่ร้าน สองสาวดีใจมาก หลังปิดร้านก็พาแดงไปเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวและได้พูดคุยกัน แม้ว่าแดงอายุน้อยกว่าแต่ตอนนี้เป็นหนุ่มร่างบึกบึน เพราะทำงานใช้แรงงานในนาในสวน ส่วนหลานก็เข้าโรงเรียนแล้ว แม้จะไม่ชอบนิโกรแต่เมื่อเลี้ยงก็รัก ทัศนคติของแดงกับฝรั่งตอนนี้ดีขึ้นมาก
แดงหอบข้าวของมากมายที่นวลและอุราฝากไปให้ครอบครัว แดงทำท่าอาลัยอาวรณ์ ขออนุญาตว่าอีกสองวันกลับมาใหม่ได้ไหม นวลเห็นสายตาของแดงที่มองอุรายังไม่เปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่อุราเป็นสาวแรกแย้ม จึงตอบว่าได้ ให้แดงกลับมาแล้วจะพาไปเที่ยวในเมืองให้ทั่วมากกว่านี้ ถ้ากลับบ้านไม่ทัน ก็ไปนอนค้างที่ห้องของอ้ายอุระ แดงตื่นเต้นและดีใจมาก ขึ้นรถกลับบ้านด้วยความอิ่มเอมใจ
สองสาวส่งเพื่อนขึ้นรถประจำทางเที่ยวสุดท้ายแล้วเดินกลับบ้าน ฟ้ามืดแล้วแต่สองข้างทางยังสว่างไสวไปด้วยแสงนีออน ผู้คนสัญจรไปมาคึกคัก สามล้อเป่าปากตะโกนวิ้วว้าวเรียกลูกค้า บางคนก็ตะโกนทักทาย เสียง ฮัลโล่ ฮัลโหล ดังไม่ขาดสาย
“นานแล้วเนาะ ที่เราไม่ได้เดินกันแบบนี้”
“อื่อ เจ้าอยากกินอะไรอีกบ่ อุรา”
“ไปกินข้าวจี่กันไหม ยายตรงปากตรอกนั่นยังขายอยู่บ่”
“อื่อไปดูกัน”
สองสาวเดินลัดเลาะถนนใหญ่ไปถึงซอยเล็กๆ ที่มีร้านขายข้าวจี่อยู่หัวมุมถนน เจ้าของร้านขายข้าวมันไก่แบ่งหน้าร้านให้ยายมาขายหลังปิดร้าน ไปถึงที่รถเข็นขายข้าวจี่ ยายกำลังจี่ข้าวบนเตากลิ่นหอมลอยลมไปไกล คนยืนออ รอกันทั้งไทยทั้งฝรั่ง เห็นว่าคนไม่มากทั้งสองเลยยืนรอต่อคิว
การต่อคิวเป็นวัฒนธรรมที่ได้มาจากทหาร ทำให้ไม่ต้องแย่ง ไม่ต้องทะเลาะ ตบตีกันเพื่อแย่งของกิน ข้าวจี่เป็นอาหารยอดนิยม บางคนกินแทนอาหารหนึ่งมื้อ บางคนกินเล่นเป็นขนม ข้าวจี่คือการเอาข้าวเหนียวที่นึ่งสุกแล้ว ปั้นเป็นรูปทรงต่างๆ มีทั้งปั้นกลมเป็นลูกปิงปอง หรือปั้นกลมแล้วตีให้แบนเป็นแว่น เอาชุบไข่ ย่างไฟให้เหลือง พอสุกน่ากิน ยายมาทำหลายแบบ เอาไม้มาเสียบตีแบนๆ เลียนแบบไอศกรีมทำให้ถือกินง่าย
รอนานพอสมควรก็ได้ข้าวจี่ร้อนๆ หอมฉุย ยายมาใช้ใบตองพันแล้วห่อเปิดปลายไว้ ก่อนจะใส่ถุงกระดาษสีน้ำตาลไม่มีหูหิ้วส่งให้ จ่ายเงินเสร็จก็เดินออกมา อุราเป็นคนถือ ความอุ่นของข้าวจี่และความหอมยั่วยวนมาก แม้ยังอิ่มๆ ถึงขนาดต้องกลืนน้ำลาย พอล้วงลงในถุง ข้าวจี่ก็ร้อนลวกมือเกือบพอง เธอรีบดึงมือมาเป่าฟู่ๆ คลายความร้อน
“ฮ่าๆ สมน้ำหน้า ตะกละ เมื่อกี้เพิ่งกินกันไปหยกๆ”
“เอ้า ก็มันหอมน่ากินนี่เนาะ”
“อย่าได้หลงกลิ่นมันสิ อาหารก็เหมือนดอกไม้ หอม เย้ายวน แต่บางครั้งก็มีอันตราย”
“จ้า แม่เสี่ยว” อุราลากเสียงยานคางล้อเลียนเพื่อนรัก
“นวล เจ้าตกลงจะแต่งกับเจสันบ่”
นวลเงยหน้าหันมองเพื่อนที่จู่ๆ ก็เปลี่ยนเรื่องซะงั้น อุรามองมาสบตา นวลสบตาตอบก่อนจะเบนสายตากลับมามองทางเหมือนเดิม
“ข้อยก็ยอมรับว่าเจสันรูปหล่อ ใจดี น่าคบหา แต่ข้อยยังบ่อยากรีบร้อน”
“ถ้าเขากลับเมืองนอกล่ะ”
“ก็แล้วแต่เขา คนเราจะคู่กัน เดี๋ยวก็ได้คู่เองนั่นแหละ”
“อือ ข้อยก็เข้าใจ ความรักเหมือนไฟ พวกเราเหมือนแมงเม่า เห็นไฟรู้ว่ามันร้อนก็อดไม่ได้ที่จะบินเข้าไป สุดท้ายถ้ารู้ตัวไวก็ไม่ตาย แต่ถ้าหลวมตัวไปแล้วต่อให้ตายก็ไม่ถอย”
“ว่าซ่านเนาะ คืนนี้เราไปเที่ยวบาร์กันไหม ไปแบบนักท่องเที่ยว ไม่ได้ไปทำงาน ข้อยเห็นเจ้าหงอยๆ เหงาๆ ข้อยไปเป็นเพื่อน”
“เจสันไปไหม”
“ไม่มั้ง เขาว่ามีอะไรให้ทำหลายเรื่อง ข้อยบ่ได้ถามซักไซ้”
“อืม ไปก็ไป เผื่อเจอพี่น้อย”
“เจ้าต้องสัญญาก่อน เหล้าน่ะดื่มได้ แต่อย่าให้เมา ข้อยแบกกลับบ่ไหวเด้อ”
“ฮ่าๆ ได้ๆ ข้อยจะพยายาม ถ้ารู้ว่าเมาจะรีบกลับก่อนที่จะเดินไม่รอด”
“จัดไป”
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 27 : บุปผาใกล้ใจ
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 26 : ผมมันคนซื่อ
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 25 : เมื่อบุปผาบาน
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 24 : บทเรียนชีวิต
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 23 : คืนวันที่ผันผ่าน
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 22 : คนทำอาหาร
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 21 : หนังกลางแปลง
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 20 : เกิดมาเพิ่งเคยพบเคยเห็น
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 19 : บ้านนอก
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 17 : ดวงฤดี
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 16 : โรงหนังใหญ่
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 15 : ฤาจะเป็นโชคชะตา
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 18 : เงินหาง่าย
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 14 : สร้างตัวตน
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 13 : โลกเป็นโรงละครใหญ่
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 12 : ยินดีที่รู้จัก
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 11 : ในเรื่องเล่า
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 10 : ขวัญมาเด้อหล่า
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 9 : บังเอิญมีจริงไหม ?
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 8 : ชีวิตที่ต้องเรียนรู้
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 7 : น้องเขาเพิ่งมาใหม่
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 6 : ทางเลือกและทางรอด
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 5 : เฮ้ย ! นั่นที่นาใคร
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 4 : เอื้อยชอบแบบนี้
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 3 : ฝันร้าย
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 2 : เด็กเลี้ยงควาย
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 1 : โนนบุปผาแดง








