
บุปผาตีตรา บทที่ 25 : เมื่อบุปผาบาน
โดย : สีน้ำฟ้า
![]()
บุปผาตีตรา โดย สีน้ำฟ้า นวนิยายสะท้อนอคติและพลังคำพูด ผ่านชีวิต “นวลปราง” ที่ใช้การศึกษาโต้กลับคำครหา และ “อุรา” ผู้หลงทางจนกลายเป็นเมียเช่า เรื่องราวในอีสานยุคสงครามเวียดนาม ถ่ายทอดมิตรภาพ ความรัก และบาดแผลจากการถูกตีตรา ชี้ให้เห็นว่าคำพูดบางคำอาจผลักดันหรือทำลายชีวิตคนได้ อ่านออนไลน์ได้แล้วบนเว็บไซต์อ่านเอา anowl.co
บรรยากาศรอบตัวคุ้นเคย ผู้คนก็เรียกว่าแทบจะรู้จักกันหมด น้อยเล่าให้ฟังว่ามีทหารจีไอหน้าใหม่มาชุดหนึ่ง คงจะเป็นชุดที่เปลี่ยนกันกับชุดของเจสันที่ถึงเวลาปลดประจำการ นวลกับอุราสั่งเครื่องดื่มคนละแก้ว น้อยมานั่งคุยด้วย และมีหนุ่มหน้าใหม่โต๊ะข้างๆ สั่งเครื่องดื่มมาเลี้ยง สามสาวยิ้มขอบคุณ
อุราหันไปมองรอบห้อง เหมือนว่ายังหัวค่ำ นอกจากโต๊ะของหนุ่มที่สั่งเหล้ามาเลี้ยงกับโต๊ะของพวกเธอ นอกนั้นโต๊ะยังว่างมาก
“พี่น้อยร้องเพลงให้ฟังหน่อย”
น้อยหันไปมองรอบๆ ตัวแล้วก็หัวเราะ อุราชอบเพลงที่น้อยแต่งเองมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
“อกหักเพราะรักบ่าวจีไอเหรอ”
“ใช่พี่ ร้องเลยๆๆ อยากฟัง”
“อะ จัดให้เพราะอุราเป็นคนขอ”
น้อยขึ้นเวทีไปกระซิบกระซาบกับนักดนตรี ไม่นานก็ได้ยินเสียงกีตาร์หวานแผ่วพลิ้ว วันนี้น้อยสวมชุดเดรสสีดำ ผูกโบสีส้มที่เอว ผมสั้นซอยรับกับรูปหน้า เธอแต่งหน้าพองาม ใส่ขนตาปลอมงอนเด้ง ลิปสติกเป็นสีแดงเชอร์รีแบบที่เธอชอบใช้ประจำ
เสียงหวานใสเรียกความสนใจจากหนุ่มๆ แม้ว่าฟังไม่ออกแต่ก็เงียบตั้งใจฟังมาก
“โอ่…โอ้ บักจอห์น หัวใจสะออนมักเจ้าหลาย ไหล่ผึ่งอกผายสมชายชาติทหาร ได้พบสบตา คบกันเพียงไม่นาน เว้าวอนอ่อนหวาน บอกเพิ่นว่าไอเลิฟยู”
เสียงปรบมือเกรียวกราวแข่งกับเสียงดนตรี
“โอ่โอ้บักจอห์น หล่อเหมือนพระเอกละครที่ข้อยมักดู บ่ทันจะได้เคียงคู่ ต้องหดหู่เพราะเขาเปลี่ยนไป อกหักเพราะรักผู้บ่าวจีไอ หวังเก้อเพ้อไป แสนจะอับอาย”
เสียงเป่าปากวี้ดวิ้ว ขณะเสียงดนตรียังบรรเลงต่อไป เสียงกีตาร์พลิ้วไหวและไพเราะ
“อกหักเพราะหลงคารมรูปหล่อ บอกจะมาขอ แล้วก็ทำตัวเงียบหาย คนรอ…รอเก้อ เจ็บเจียนตาย หัวใจสลายเพราะรักอ้ายบ่าวจีไอ…”
หนุ่มๆ เริ่มจับจังหวะได้ จึงเคาะนิ้วกับโต๊ะเบาๆ แม้ฟังไม่ออกแต่ก็เชียร์ต่อ เพราะเสียงนักร้องแว่วหวานจนอดจะรอฟังต่อไปไม่ไหวแล้ว
“อกหักเพราะหลงคารมรูปหล่อ บอกจะมาขอ แล้วก็ทำตัวเงียบหาย อกหักเจ็บช้ำเจียนขาดใจตาย หัวใจสลายเพราะรักอ้ายบ่าวจีไอ…”
เสียงดนตรีพลิ้วเพราะระบบเครื่องเสียงของบาร์นี้สุดยอดอยู่แล้ว น้อยจบท่อนท้ายของเพลง
“อกหักเจ็บช้ำน้ำตานอง ได้แต่ร่ำร้อง คิดฮอดอ้ายบ่าวจีไอ”
นวลบีบมืออุราเบาๆ เมื่อเห็นเพื่อนรักเม้มปาก น้ำตาคลอ จบเสียงดนตรีทุกคนปรบมือเสียงดังลั่น น้อยไม่ได้วางไมค์เสียทีเดียว เธอได้แปลเพลงเป็นภาษาอังกฤษให้หนุ่มทหารจีไอที่อยู่ในบาร์ได้ฟัง ทุกคนปรบมืออีกครั้งเมื่อเธอพูดจบ
น้อยเดินไปที่โต๊ะหนุ่มๆ กล่าวคำขอบคุณ แล้วพวกเขาก็สั่งเครื่องดื่มมาเลี้ยงโต๊ะสามสามอีกรอบ ทุกคนก้มหัวแสดงความขอบคุณอีกครั้ง
เจสันเดินเข้ามาที่โต๊ะ เขาทักทายทุกคนพอเป็นพิธี กระซิบชวนนวลออกไปข้างนอก นวลหันไปหาเพื่อนและพี่น้อย ทั้งสองพยักหน้า น้อยเอ่ยปากว่าจะดูแลอุราไม่ให้เมาและจะไปส่งอุรากลับบ้านเอง นวลไม่ต้องกังวล เธอจึงยอมเดินออกไปพร้อมกับเขา
เจสันบอกวันที่เขาจะกลับบ้าน และพานวลเดินไปช็อปปิงเพื่อซื้อของฝากให้พ่อกับแม่ของเขา นวลช่วยเลือกสินค้า ในขณะที่เจสันเป็นคนบอกรายละเอียดความชอบของแต่ละคน ว่าชอบสีอะไร ชอบแบบไหน สองคนหอบของพะรุงพะรังเต็มมือ
วันนี้อุระออกมาปั่นสามล้อด้วยตนเองเมื่อเจอทั้งสองจึงเรียกให้ขึ้นสามล้อ พอรู้ว่าเจสันจะกลับบ้าน แทนที่จะไปส่งที่ห้องพักทันที เขากลับพาสองคนขับรถวนเวียนไปตามถนนในเมืองแม้ว่ายามค่ำคืนแต่แสงไฟยังสว่างไสว คึกคักด้วยผู้คนมากมาย บ้างก็หยุดคุยกันเป็นคู่ บ้างก็คุยกันเป็นกลุ่มเฉพาะชายหนุ่ม ต่างแสดงสีหน้าท่าทางผ่อนคลาย
บางทีนวลก็บอกให้อุระจอดรถ เธอพาเจสันเดินลงไปซื้อของฝากเพิ่ม เสียงพูดคุยของทั้งสามเต็มไปด้วยมิตรภาพที่ดีต่อกัน จนดึกดื่นอุระไปส่งนวลที่ห้อง จากนั้นก็ไปส่งเจสันที่ห้องพักในค่าย
เช้าที่ท้องฟ้าแจ่มใสของฤดูหนาว อากาศเย็นสบายสำหรับฝรั่งอย่างเจสัน แต่นวลต้องสวมเสื้อกันหนาวตัวบางๆ ทั้งสองเรียกสามล้อให้ไปส่งที่โนนหนองนาซึ่งเป็นหนองน้ำกว้างในตัวเมือง เป็นหนองน้ำสาธารณะที่คนชอบมานั่งเล่น บางคนมาตกปลา บางคนมาออกกำลังกาย หนองน้ำนี้เหมือนเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดนี้ พื้นที่โดยรอบมีประมาณสามกิโลเมตร รอบบริเวณมีร้านขายอาหารและร้านนวด ฟากหนึ่งของหนองน้ำมีวัด ซึ่งเป็นที่พักพิงทางใจของทั้งไทยและฝรั่ง ใครว่าฝรั่งไม่เข้าวัด กลุ่มทหารนี่แหละไปวัดกันบ่อย ว่ากันว่าไปขอของดี ก็คือพระเครื่องเอาไว้ติดตัวเวลาไปรบก็อุ่นใจ ไม่ว่าพระศาสนาใดก็เป็นที่พึ่งทางใจได้ไม่แบ่งแยก แต่ไม่ค่อยมีคนมากลางคืนเพราะมันมืดและเปลี่ยว
รถสามล้อจอดให้ที่ร้านขายกาแฟและอาหารเช้าแบบไทยๆ มีขนมข้าวต้มให้เลือกมากมาย นวลและเจสันเลือกเข้าไปนั่งโต๊ะด้านใน ยังเช้ามากคนยังไม่มาก โต๊ะว่าง เลือกที่นั่งได้ตามสบาย ทั้งคู่เลือกสั่งอาหารที่ตนชอบ คงไม่บังเอิญที่สั่งข้าวต้มปลาและกาแฟเหมือนกัน นวลสบตาเจสันแล้วยิ้ม
“คิดว่าคุณชอบกินขนมปังไข่ดาวซะอีก”
นวลมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม อีกฝ่ายมองตอบ นัยสายตามีมากกว่าคำตอบ นวลหลบตาด้วยความเอียงอาย
“ผมกินมาเกือบทั้งชีวิต พอมาเมืองไทยมีอาหารแปลกๆ มากมาย การปรุงอาหารก็แตกต่าง บางทีผมชอบไปร้านอาหารตามสั่ง ดูวิธีการทำอาหารของพวกเขา มันน่าทึ่งมาก”
“อื้ม นั่นสิ คุณเป็นพ่อครัว เอ๊ะ เขาเรียกอะไร กุ๊ก เชฟ นวลไม่ค่อยเข้าใจหรอกค่ะ ว่าแตกต่างกันอย่างไร”
“ในความคิดผม ไม่รู้จะแบ่งแยกไปทำไม อย่างไรคนทำอาหารก็คือคนทำอาหารอยู่ดี”
“ก็จริงค่ะ แต่บางทีคนเราก็ต้องการความแตกต่างไหม”
“ในภัตตาคาร อาหารจานละร้อยห้าสิบ ที่นี่อาหารจานละยี่สิบ ก็คือให้ความรู้สึกหนึ่งคืออิ่ม”
“ก็จริง ชีวิตคนเรากินข้าวได้ทีละหนึ่งคำ อิ่มได้ครั้งละหนึ่งมื้อ”
“นวลอายุเท่าไหร่กัน สิบแปดถึงรึยัง”
“ปีนี้สิบแปดค่ะ นวลเกิดปลายปี เดือนธันวาคม” นวลยิ้มอายๆ
“ดีนะ สาวราศีธนูใจดี คุณเกิดวันอะไร”
“วันพฤหัสค่ะ คุณล่ะ”
“ผมเกิดวันจันทร์” คนตอบเสียงทุ้มน่าฟัง แล้วยังแถมยิ้มหวานฉ่ำมาให้ด้วย
นวลยิ้มเขินๆ ไม่รู้จะพูดอะไร มองออกไปนอกร้านเห็นหนองน้ำมีไอน้ำลอยขึ้นมา อาหารมาเสิร์ฟ กลิ่นกาแฟหอมกรุ่น ผสมกับกลิ่นข้าวต้มและผักขึ้นฉ่ายโรยหน้า เจสันผายมือให้นวลลงมือกิน แต่นวลยังคน วนไปวนมาให้ข้าวต้มคลายความร้อนลง
“พรุ่งนี้ผมต้องบินกลับแล้วนะ”
เสียงเขาเบา อ่อนโยนแต่ทำให้คนฟังฟังแล้วเศร้า
“ค่ะ” ก็ไม่รู้จะตอบอะไร แต่ใจหายเหมือนกัน บ้านของเจสันอยู่ไกลไปอีกซีกโลก เคยได้ยินแต่ชื่อ
“ผมสามารถเปลี่ยนไปโดยพาคุณไปพร้อมกัน แต่เราต้องไปกรุงเทพ คุณต้องทำวีซ่าก่อน วีซ่าก็เหมือนใบขออนุญาตเข้าประเทศผม”
“นวลบอกคุณแล้วว่าบ้านคุณไกลเหลือเกิน นวลเป็นลูกคนเดียว ทิ้งพ่อแม่ไปไม่ได้”
“งั้นพาพ่อแม่ไปด้วยสิ ผมมีความสามารถพอที่จะเลี้ยงพวกคุณทั้งสามคนให้อยู่สุขสบายโดยคุณไม่ต้องกังวลเลยนะ”
นวลยิ้ม เจสันสบตาสาวน้อย ดีใจที่เดี๋ยวนี้นวลเปลี่ยนสรรพนามเรียกชื่อตัวเองแล้ว เหมือนเขาได้รับความไว้วางใจอีกระดับหนึ่งแล้ว
“นวลเพิ่งอายุสิบแปดเองนะคะ โลกยังกว้างมากสำหรับนวล นวลชอบแฟชั่น”
“ก็เปิดร้านสิ ผมเปิดให้ได้”
“นี่ มิสเตอร์เจสัน แฟชั่นบ้านคุณกับแฟชั่นที่นี่ แล้วนวลผู้ซึ่งมีพรสวรรค์นิดหน่อย ไม่ได้เรียนสูงๆ ภาษาอังกฤษนวลก็พูดก็แค่พอเข้าใจ จะให้นวลไปเปิดร้านอะไรที่บ้านคุ๊ณ”
นวลตาโตเสียงดังอย่างลืมตัว
“คุณอย่าเอาแต่ใจ สักแต่ให้นวลไปพร้อมคุณ อยากได้คนรับใช้ก็ไปใช้เงินของคุณจ้างเอาสิ เรื่องอะไรมาให้ฉันไปรับใช้คุณถึงบ้าน”
“เอ้า เข้าใจผิดแล้ว”
“ไม่รู้ละ จะกลับบ้านก็กลับไปชีวิตของพวกเรา แค่มาเจอกันโดยบังเอิญเท่านั้น”
“ที่ผ่านมาคุณไม่มีใจให้ผมสักนิดเลยหรือ”
เจสันเสียงอ่อน ตาละห้อย
“ฉันยอมรับว่าชอบคุณ แต่ไม่ได้รักใคร่ถึงขั้นตามไปอยู่ด้วยสักหน่อย เราพบกันกี่ครั้ง เรากินข้าวด้วยกันกี่มื้อ วัฒนธรรมบอยเฟรนด์ เกิร์ลเฟรนด์ ก่อนจะมาเป็นเดต และคู่รัก พวกเราผ่านมันไปแล้วเหรอ”
“ไม่เห็นจำเป็น แค่ผมชอบคุณก็พอแล้ว”
“คุณยังใช้คำว่าชอบอยู่เลย คุณแค่ถูกใจนวล ยังไม่พร้อมที่จะรับนวลเข้าไปในชีวิตหรอก อยู่ที่นี่วันหนึ่งคุณมาบอก ผมไปทำงานนะ แล้วหายไป พอว่างก็โผล่มา ไม่รู้ว่าถ้าคบกันแล้ว คุณจะผลุบโผล่แบบนี้อีกกี่นาน”
“ผมจะอยู่กับคุณตลอดไป”
“ถ้ากลับไป ฉันไปด้วย คุณไปเจอผู้หญิงประเทศเดียวกับคุณ คุยกันรู้เรื่องมากกว่า สวยกว่า คุณจะทำอย่างไร คุณจะทิ้งฉัน ส่งกลับ เอาเงินให้นิดหน่อย แบบนั้นหรือ”
นวลร้อนไปทั้งใบหน้า ขอบตาก็ร้อน หยดน้ำตาคลอเบ้า เพราะไม่เคยทะเลาะกับใคร แล้วนี่เธอกำลังโวยวายใส่ผู้ชายตรงหน้าเหมือนไม่มีเหตุผล นวลบอกไม่ถูก กลัวไปหมด คราวนี้เขาไม่ได้หายไปในสนามรบ แต่กลับไปบ้านซึ่งเป็นที่ที่เขาอยู่ตั้งแต่เกิด เขาไม่มีภาระหน้าที่ให้กลับมา ณ ที่แห่งนี้อีกแล้ว
“โอ๋ๆ สาวน้อยวัยสิบแปดปีของผม”
เจสันพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เท่านั้นเองเขื่อนน้ำตาของนวลก็พังทลายปล่อยให้น้ำใสไหลรินแบบไม่อายใคร เจสันขยับตัวลุกจากเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ไปนั่งข้างๆ เขาไม่ได้กอด แต่ลูบผมสลวยของเธอเบาๆ ส่งผ้าเช็ดหน้าให้ ปล่อยให้สาวน้อยของเขาสงบสติอารมณ์
“นวลกลัวใช่ไหม”
นวลกลั้นสะอื้น พยักหน้า เจสันกางแขน
“ให้ผมกอดปลอบโยนคุณได้ไหม”
นวลหันไปมองซ้ายขวา ลูกค้าในร้านโต๊ะอื่นๆ มองมาท่าทางยิ้มๆ นวลเอียงอาย หลบสายตาผู้คน แล้วเบะปากมองเจสัน ส่ายหน้า
“อายเค้า”
เจสันยิ้ม กลั้นหัวเราะ เขาไม่กล้าเดี๋ยวสาวน้อยที่นิสัยเหมือนลูกแมวขู่แฟ่ดๆ คนเดิมกลับมาอีก
“งั้นเรากินข้าวให้เสร็จ แล้วกลับไปคุยกันในที่สงบๆ หลบสายตาผู้คนตรงริมน้ำกัน”
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 27 : บุปผาใกล้ใจ
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 26 : ผมมันคนซื่อ
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 25 : เมื่อบุปผาบาน
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 24 : บทเรียนชีวิต
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 23 : คืนวันที่ผันผ่าน
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 22 : คนทำอาหาร
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 21 : หนังกลางแปลง
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 20 : เกิดมาเพิ่งเคยพบเคยเห็น
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 19 : บ้านนอก
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 17 : ดวงฤดี
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 16 : โรงหนังใหญ่
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 15 : ฤาจะเป็นโชคชะตา
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 18 : เงินหาง่าย
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 14 : สร้างตัวตน
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 13 : โลกเป็นโรงละครใหญ่
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 12 : ยินดีที่รู้จัก
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 11 : ในเรื่องเล่า
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 10 : ขวัญมาเด้อหล่า
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 9 : บังเอิญมีจริงไหม ?
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 8 : ชีวิตที่ต้องเรียนรู้
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 7 : น้องเขาเพิ่งมาใหม่
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 6 : ทางเลือกและทางรอด
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 5 : เฮ้ย ! นั่นที่นาใคร
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 4 : เอื้อยชอบแบบนี้
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 3 : ฝันร้าย
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 2 : เด็กเลี้ยงควาย
- READ บุปผาตีตรา บทที่ 1 : โนนบุปผาแดง








