บุปผาตีตรา บทที่ 28 : ตีตราบุปผา (จบบริบูรณ์)

บุปผาตีตรา บทที่ 28 : ตีตราบุปผา (จบบริบูรณ์)

โดย : สีน้ำฟ้า

Loading

บุปผาตีตรา โดย สีน้ำฟ้า นวนิยายสะท้อนอคติและพลังคำพูด ผ่านชีวิต “นวลปราง” ที่ใช้การศึกษาโต้กลับคำครหา และ “อุรา” ผู้หลงทางจนกลายเป็นเมียเช่า เรื่องราวในอีสานยุคสงครามเวียดนาม ถ่ายทอดมิตรภาพ ความรัก และบาดแผลจากการถูกตีตรา ชี้ให้เห็นว่าคำพูดบางคำอาจผลักดันหรือทำลายชีวิตคนได้ อ่านออนไลน์ได้แล้วบนเว็บไซต์อ่านเอา anowl.co

 

 

ในที่สุดวันแห่งความภาคภูมิใจก็มาถึง เป็นวันซ้อมใหญ่การพระราชทานปริญญาบัตรสำหรับนักศึกษาที่มีนวลเป็นหนึ่งในรุ่นนั้น อุระเป็นคนอาสาเอารถตู้ของบริษัทมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ เขาเดินทางมาพร้อมกับพ่อกับแม่ของนวลที่ปิดร้านเพื่อมางานรับปริญญาด้วยความภาคภูมิใจ จากเด็กหญิงบ้านนอกที่มีโอกาสได้ร่ำเรียนจนถึงวันนี้ อุราก็มาด้วยแต่แดง สามีของเธอไม่ได้มาเพราะต้องเลี้ยงลูกสองคนอยู่บ้าน

แม่สาคูในวันนี้แต่งตัวสวยสมวัย เสื้อและผ้าถุงทำจากผ้าไหมแท้ตัดเย็บให้เข้ารูป แม้ร่างจะอวบอ้วนแต่ดูสวยงามลงตัว ส่วนพ่อเอิบก็หล่อ ทั้งหมดนี้นวลเป็นคนตัดเย็บให้เองทั้งหมด รวมถึงของพ่อแม่ของดวงฤดีด้วย ความสวยสง่าเรียกว่าไม่แพ้กันทีเดียว ส่วนอุราสวมชุดเดรสสีฟ้าขาวสดใส เข้ารูป อุราอวบขึ้นหลังจากมีลูกสองคน แต่นวลก็จัดการให้ไม่น้อยหน้าผู้ใหญ่ อุระมาในมาดนักธุรกิจหนุ่ม ใส่สูทบาง ผูกไท มาดอาเสี่ยแต่หุ่นนักกีฬา สูง ผอม กล้ามเนื้อแน่น ก่อนมาเขาแวะไปกินอาหารเช้า ได้พูดคุยและเขารับของฝากจากแม่ค้าร้านอาหารเช้ามาแสดงความยินดีกับนวลด้วย

ป้านง ป้าดา น้าแสง ผู้ใหญ่ดำที่ปลดเกษียณไปแล้ว และผู้คนในหมู่บ้านโนนดอกไม้แดงคนที่ไม่ได้มาด้วย ช่วยกันทำช่อดอกไม้ผ้าไหมมาให้ บางคนก็ฝากของกินมา นวลถือเป็นผู้หญิงคนแรกของหมู่บ้านที่เรียนจนจบสูงและได้รับปริญญากับในหลวง พ่อหลวงแห่งปวงประชาชาวไทยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่เก้า เป็นพระบิดาแห่งฝนหลวงไทย ที่ทำให้แดนดินถิ่นอีสานได้ลืมตาอ้าปากกับผลิตผลทางเกษตรกรรมมากขึ้น

แม่บอกทุกคนว่า นี่ไม่ใช่บุญของนวล แต่เป็นความพยายามของเด็กสาวบ้านนอกคนหนึ่ง ใครที่เคยดูแคลนนวลว่าผู้หญิงที่เข้ามาทำงานในเมืองหรือทำงานในกรุงเทพฯ เป็นผู้หญิงหากิน ในที่สุดก็ประจักษ์แก่สายตาและยอมรับว่าไม่ควรไปตราหน้าผู้หญิงที่คบกับฝรั่งว่าเป็นผู้หญิงพรรค์นั้นทั้งหมด นวลได้พิสูจน์ตัวเองมาตลอดหลายปีนี้

“คิดถึงดวงจัง” แม่ของดวงฤดีพึมพำ

แม่ของดวงฤดีทุ่มเงินจัดจ้างช่างภาพมืออาชีพมาช่วยถ่ายภาพ เพื่อเป็นเกียรติประวัติให้นวลซึ่งนางรักเหมือนลูกสาวคนหนึ่ง ระหว่างที่ถ่ายภาพกันนั้นอดไม่ได้ที่จะหันไปมา คิดถึงดวงฤดีจับใจ ในใจเจ็บแปลบปลาบ งานมงคลแบบนี้ ปกติดวงฤดีจะโดดเด่นสดใส อ้อนออดกอดคลอเคลียไม่ห่าง

ช่างภาพมาเกณฑ์ให้ทุกคนถ่ายภาพหมู่ โดยเรียงลำดับคนสูงคนเตี้ยให้กระจายกัน ขณะที่ทุกคนกำลังตั้งใจฟังช่างภาพ แขกไม่ได้รับเชิญสามคนโผล่เข้ามาในเฟรม คนหนึ่งเป็นหญิง แต่งหน้าพองาม สวมชุดเดรสสีม่วงอ่อน แต่งด้วยดอกไม้โตๆ ที่เอวคอด ผู้ชายฝรั่งผิวดำคนหนุ่มสวมชุดสูทสีครีม ฝรั่งผิวดำคนสูงวัยสวมชุดสูทสีเทาเข้ม

“เอ้า พี่…โผล่มาก็ไม่บอก เอาใหม่ครับ เอาใหม่ๆ” ช่างภาพตะโกนออกมาเสียงดัง

“พี่ผู้ชายฝรั่ง พูดไทยได้ไหมครับ มาทางขวาหน่อย พี่ตัวสูง ยืนกับพี่ผู้ชายไทยคนสูงๆ ส่วนพี่สาวมายืนด้านหน้าคู่กับคุณป้าเลยครับ”

ชาวคณะหันกันเลิ่กลั่กไปหมด เจสันยืนยกมือขวาเหมือนรับรู้การขานเรียก อีกมือจับข้อศอกคุณพ่อเอาไว้ ส่วนสาวชุดม่วงกางแขนร่า วิ่งเข้าหาแม่ตัวเองก่อนเพื่อน แม่รับแรงกอดลูกสาวอย่างงุนงง

“ฮือๆ พี่ดวง”

นวลยืนตกตะลึง แล้วถึงกับร้องไห้ออกมาอย่างไม่อาย เมื่อหันมาเจอดวงฤดี คนที่นวลถือว่าเธอมีบุญคุณสามารถชี้ทางสว่างให้นวลได้เรียนหนังสือและมีวันนี้ พอหันไปอีกทางเจอเจสัน ซึ่งเขากำลังมองมา สายตาของเขาบอกความนัยออกมาหมด ไม่ว่าจะเป็นความคิดถึงสุดหัวใจ ความห่วงใยที่ล้นออกมา ชายหนุ่มเองก็มีน้ำตาคลอเบ้า

แม่ของดวงฤดีตั้งสติได้ก็ยกมือฟาดไปที่ลูกสาวตัวดีเบาๆ ดวงฤดีกอดแม่แนบหน้าซุกไซ้อย่างซุกซน เสียงหัวเราะร่าเริง ไม่มีใครสนใจช่างภาพ

หนุ่มช่างภาพกำลังหัวเสียเพราะอยากจะจบงานไวๆ แต่เขาไม่เสียงาน เขาก็กดชัตเตอร์เก็บภาพบรรยากาศอย่างมืออาชีพ

“พี่ช่างภาพ กดชัตเตอร์รัวๆ ไปเลยค่ะ ทุกภาพดวงซื้อหมดเลย ฟิล์มไม่พอ วิ่งไปซื้อใหม่เลยพี่”

ดวงฤดีตะโกนบอกช่างภาพ

“เดี๋ยวมีทิปค่ะ ไม่ต้องห่วง ดวงมาแล้ว ดวงจัดให้”

แม่ของดวงฤดีเลยฟาดให้อีกเผียะที เจ้าตัวดีหัวเราะร่า

“โธ่ แม่ เดี๋ยวหนูไปไถแฟนของนวลต่อ ไม่ต้องกลัว บ้านเขารวยค่ะ ทหารเกณฑ์บ้าอะไรไม่รู้ รวยขนาดนี้ยังทำตัวติดดิน นี่ดวงรู้สึกโคตรเสียดายที่เลิกกับเขา ฮ่าๆๆ”

เธอพูดแกมหยอก แล้วหันไปแปลให้พ่อของเจสันฟังรัวๆ ส่วนเจสันนั้นยืนยิ้มเงียบๆ เขาไปซุ่มเรียนภาษาไทย ทั้งอ่าน ออก เขียนได้ ดวงฤดีรู้แล้วว่าพ่อหนุ่มเจสันนี่ธรรมดาซะที่ไหน

“มา มา นวลมานี่ พี่แย่งซีนเธอไปเยอะแล้ว”

ดวงฤดีเดินไปกอดนวลที่ยืนเช็ดน้ำตาป้อยๆ อยู่

“ใครเป็นสปายให้พี่ บอกมาเลย อ้ายอุระใช่ไหม”

“ฮิฮิ พี่ก็มีของพี่แหละ เน้อะ ที่รักเนอะ”

เธอหันไปยิ้มหัวกับอุระ แล้วจัดแจงแนะนำตัวให้กันไปมาอย่างด่วนๆ เพื่อที่จะได้ให้ช่างภาพถ่ายรูปให้เสร็จ จนแล้วจนรอดพระเอกรูปหล่อพ่อรวยคนนั้นก็ไม่ได้คุยกับนางเอกของงานเพราะเธอไม่มีเวลาว่างเลย เดี๋ยวคนโน้น คนนี้ เข้าหา ดึงตัวไปถ่ายรูป จึงได้แต่คอยสบตากันเป็นระยะ ความคิดถึงชัดแจ๋วในแววตา ไม่ต้องพูดก็รู้ว่ารอ นวลยังรอเขาด้วยความรักที่เต็มเปี่ยมในหัวใจ

มีอยู่เรื่องหนึ่งที่เจสันแอบยกนิ้วให้ดวงฤดี คือจับให้เขาและนวลได้ถ่ายภาพคู่ แต่ก็อยู่ภายใต้สายตาผู้ใหญ่เขาจึงทำได้แค่ยืนเบียดๆ และเอามือแตะไหล่เธอแบบหลวมๆ

วันนี้เป็นวันซ้อมใหญ่ นวลได้รับคิวเข้าหอประชุมตอนบ่าย พอถ่ายรูปเสร็จก็พากันออกไปกินข้าวกลางวัน และอุระเป็นคนมาส่งนวลเข้าหอประชุมคนเดียว ส่วนชาวคณะยกกันไปบ้านของดวงฤดี ที่พร่ำบอกว่าบ้านเจสันร่ำรวย ในขณะที่ของเธอก็ใช่ย่อย คฤหาสน์สองชั้นสิบห้องนอน สิบแปดห้องน้ำสามารถรองรับทุกคนเข้าพักได้สบายๆ ห้องหับเหลือเฟือ มีสวนดอกไม้และสนามหญ้ารอบตัวอาคาร มีเรือนแถวหลังเล็กอยู่มุมในสุดสำหรับคนรับใช้ด้วย

 

นวลนั่งใต้ต้นไม้รอเวลาสำหรับเข้าหอประชุมเพื่อซ้อมครั้งสุดท้ายก่อนจะรับปริญญาจริง รอบกายของเธอยามนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นของความสุข ไม่น่าเชื่อว่าชีวิตของนวลจะมาถึงวันนี้ จากเด็กจบปอสี่ โรงเรียนประจำหมู่บ้านมาสู่นางสาวนวลปราง โนนแดง ผู้มีรายชื่อเข้ารับปริญญาบัตรในปีนี้

ท้องฟ้าวันนี้ สีของฟ้าสดใส เมฆสีขาวฟูฟ่องจับตัวเป็นกลุ่มเป็นก้อน ชวนให้จินตนาการให้เป็นรูปโน้นรูปนี้ นวลคิดถึงอีดำกับอีเผือก ที่อดคิดถึงไม่ได้คืออนาคต ม่านประเพณีที่กั้นระหว่างสาวไทยที่แต่งงานกับฝรั่ง แถมยังเป็นฝรั่งผิวสี ชีวิตของเธอจะเป็นอย่างไรหนอ

เงยหน้ามองฟ้า ต้นไม้ที่ให้ร่มเงาเธอ มีดอกสีม่วงจางๆ บานเต็มต้น พอลมพัดมาเบาๆ ดอกไม้กลีบบอบบางก็ปลิดขั้วปลิว นวลมองตามมันลอยเคว้งคว้างอยู่ในอากาศเพียงชั่วครู่ก็ร่วงลงไปบนพื้นหญ้า พอลมพัดมาอีกครั้งมันก็ปลิวไปอีกทอด

รอบตัวเธอมีผู้คนมากมายกำลังจดจ่อกับกิจกรรมของตน ไม่มีใครสนใจดอกไม้ที่ร่วงหล่นแล้วปลิวตามแรงลมนั้นเลย นวลคิดถึงตัวเอง เธอเป็นเพียงเด็กสาวบ้านนอกคนหนึ่ง เป็นเพียงคนตัวเล็กๆ บนโลกใบกว้าง คงไม่ต่างอะไรจากดอกไม้นี้เลย เวลาอยู่บนต้นไม้ สูง สวย สง่างาม แต่พอร่วงลงมาจะมีใครสักกี่คนที่เห็นคุณค่าของมัน ดอกไม้ไม่สามารถเลือกได้ว่าจะปลิวไปตกตรงไหน จะถูกคนเหยียบย่ำหรือไม่

มีเพียงแรงลมจากธรรมชาติเท่านั้นที่จะพาพัดดอกไม้นั้นไปหยุดอยู่ไหนสักแห่ง แล้วอาจจะมีใครสักคนเก็บมันไปแล้วทะนุถนอมมันจนกว่าจะย่อยสลายไป

เสียงประกาศดังก้องให้นิสิตที่จะเข้าฝึกซ้อมเข้าห้องประชุมได้แล้ว เธอสลัดทุกอย่างออกไปจากหัว หลวงพ่อเคยสอนว่า ‘ใครพูดอะไรก็ช่างเขา กรรมมันอยู่ที่เขา ไม่ได้อยู่ที่เรา’ ชีวิตของเรา เลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกเส้นทางเดินต่อไปได้ ‘ช่างมัน’

อย่างไรก็ตามนวลไม่ลืมที่จะก้มเก็บดอกไม้นั้นเอาไปซ่อนไว้ในกระเป๋าเสื้ออย่างทะนุถนอม

 

ค่ำของวันนั้นที่บ้านของดวงฤดี หลังอาหารมื้อเย็น ทุกคนแยกย้ายไปพักกันตามอัธยาศัย ที่ศาลาหกเหลี่ยมในสวนข้างบ้าน หนุ่มสาวที่ไม่ได้พบหน้ากันนานปี กำลังนั่งถ่ายทอดเรื่องราวมากมายที่แต่ละฝ่ายได้พบเจอให้กันและกันฟังอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

“คุณร้ายมากนะเจสัน ไม่ยอมบอกก่อนเลยว่าจะมาในวันนี้”

“ผมคุยกับดวงและอ้ายอุระ ดวงบอกให้เก็บเงียบ ผมน่ะอยากโทรหาคุณใจแทบขาด”

นวลเบะปาก

“เหอะ น่าเชื่อเหลือเกิน คิดถึงแบบใด โผล่หน้ามาทีเล่นเอาช็อกเลย”

“โอ๋ๆๆ” เขาขยับตัวเข้าใกล้ ทำท่าจะโอบกอดคนตัวเล็ก แต่เธอเขินอายเกินกว่าจะยอมง่ายๆ

“ไหนบอกคิดถึง กอดก็ไม่ได้”

“ใคร ใครบอกคิดถึงคุณ”

“ดวงตาของคุณไง”

นวลยิ้ม ใจสั่น ใบหน้าร้อนวูบวาบ ก้มหน้าหลบตาไปแป๊บเดียวก็ถูกประชิดตัวตกอยู่ในอ้อมกอดของเขาเสียแล้ว พอเงยหน้าไปมอง คนตัวโตก้มหน้าลงมานวลหลับตาปี๋ รู้สึกริมฝีปากชื้นๆ แตะลงบนหน้าผากบางเบาดุจขนนก จากนั้นก็ไล่ลงมาที่แก้มซ้ายขวา และมาเจอกับริมฝีปากของนวล เขาเบียดริมฝีปากลงมาจนนวลต้องเผยอรับ

“งื้อ…”

ไม่มีทางที่เจสันจะยอมอีกแล้ว เขาไม่ต้องขออนุญาตก็ครอบครองจนพอใจ

“ตกลงคิดถึงไหม”

มือใหญ่ยังเชยคางไว้พร้อมที่จะเข้าครอบครองต่อตลอดเวลา สายตาที่มองมาพูดว่าถ้าตอบไม่ดีมีหวังถูกลงโทษอีกแหงๆ

“นิดนึง”

“นิดแค่ไหน” เขาก้มต่ำลงมาอีก

“ปล่อยก่อนสิคะ หายใจไม่ออกแล้ว เดี๋ยวตายก่อนรับปริญญาพรุ่งนี้ทำไง”

เจสันหัวเราะหึๆ ขยับตัวให้นวลนั่งสบายๆ จับศีรษะเธอมาพิงที่ไหล่ของเขา มือใหญ่กุมมือเล็กไว้มั่น ทั้งสองนั่งกันเงียบๆ มองออกไปยังท้องฟ้าเบื้องหน้าที่กว้างไกลสุดสายตา

“คุณไม่ให้สัญญา ผมก็ไม่สัญญา แต่ผมรักษาใจของผมไว้ให้คุณตลอดมา และนับจากนี้ไปผมจะตีตรา มัดคุณไว้ด้วยความรักของผม” เขาเว้นช่องว่างคำพูดด้วยการจุมพิตที่หน้าผากของเธอ แล้วเอ่ยคำว่า “ตลอดไป”

นวลแหงนหน้า เขามองลงมา สองสายตาสบกันนิ่งๆ คำสัญญาใช้ไม่ได้กับคนบางคน มีแค่เวลาเท่านั้นที่จะพิสูจน์ว่าคนสองคน รัก มั่นคง และจริงใจต่อกันมากเพียงใด

 

– จบบริบูรณ์ –



Don`t copy text!