
อาคันตุกะ บทที่ 2 : ในภาพฝัน
โดย : ดารัช
อาคันตุกะ โดย ดารัช นิยายที่ผ่านการคัดเลือกประกวดพล็อตจากโครงการช่องวันอ่านเอา ครั้งที่ 3 กลุ่มนวนิยาย ‘รักร้าย’ แต่เขียนไม่ทัน โครงการอ่านเอาก้าวแรก รุ่น 4 จึงช่วยให้ดารัชปิดจบนิยายเรื่องนี้อย่างสมบูรณ์ และวันนี้ พร้อมให้นักอ่านได้เพลิดเพลินไปกับเรื่องราวนี้แล้ว
กลีบบัวจ้องมองหญิงสาวใบหน้าสวยหวานในกระจกตรงที่นั่งข้างคนขับตาไม่กะพริบ กระทั่งธีรดนย์กระแอมนั่นแหละ เธอจึงคาดเข็มขัดนิรภัย
ว่าแต่คนเราสวยได้ขนาดนี้เลยเหรอ ไหนจะผมนุ่มสลวย เอวแบบบาง…
หญิงสาวนึกถึงหญิงสูงวัยหน้าตาอารีที่มาหาเธอตอนรถชน คุณป้าคนนั้นพูดว่าอะไรนะ…อยากเปลี่ยนชะตาชีวิต หรืออะไรสักอย่างนี่แหละ ดูเหมือนเรื่องทั้งหมดจะเกี่ยวพันกับหญิงสูงวัยคนนั้น
เธอลอบมองธีรดนย์ที่นั่งอยู่ข้างๆ เขาช่างหล่อเหลาจนใจเจ็บ ทั้งจมูกคมสัน กรามเหลี่ยม การได้นั่งข้างอีกฝ่าย ราวกับมาอยู่ในความฝันที่กลีบบัวไม่มีวันยอมรับกับใครทั้งนั้น
กระนั้นหญิงสาวก็ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ทั้งหมดนี้คืออะไร เธอสลับร่างกับพิสชาหรือ แล้วพิสชาเล่า หรือแม้แต่ร่างของเธอ
“บัว เอ้ย ฉันหลับไปอาทิตย์หนึ่งเลยเหรอคะ” กลีบบัวจำได้ว่าผู้ชายคิ้วเข้มที่คอยเฝ้าเธอบอกแบบนั้น
ธีรดนย์หรี่ตาซึม “อืม”
หนึ่งอาทิตย์! ไม่ใช่เวลาน้อยๆ เลย เธอต้องไปหาย่าจงกล พี่กฤต และรุจิดา บางทีตอนนี้พิสชาอาจอยู่ในร่างเธอ และกำลังสับสนไม่ต่างกัน ถ้าได้เจอกัน น่าจะช่วยกันคิดหาวิธีสลับร่างคืนได้
เธอหันไปมองธีรดนย์ ไม่รู้จะอธิบายให้เขาเข้าใจได้อย่างไร จะให้เธอบอกว่าเธอคือกลีบบัว ที่บังเอิญสลับร่างกับคู่หมั้นเขา มีหวังได้โดนส่งกลับโรงพยาบาลไปเช็กสมองแน่ๆ กลีบบัวรู้จักธีรดนย์มากพอจะรู้ว่าเขาไม่ใช่คนที่เชื่ออะไรง่ายๆ
“พี่ธีร์… คุณธีร์…” เธอเรียกเขา “ฉัน…พิสชา…คือฉันอยากเข้าห้องน้ำค่ะ”
ธีรดนย์หันมาหรี่ตามอง “เรียกว่าพี่ธีร์ แล้วแทนตัวเองว่าพิสชาเหมือนเดิมก็ได้ครับ” เขาบอก “งั้นเดี๋ยวพี่แวะปั๊มให้นะ”
รถจอดสนิท กลีบบัวปลดเข็มขัดนิรภัย แล้วหันมามองคนข้างๆ “พิสชาหิวด้วยค่ะ พี่ธีร์ช่วยซื้อของกินให้ระหว่างพิสชาเข้าห้องน้ำได้ไหมคะ จะได้ทานเลย”
ธีรดนย์หลุดขำ หญิงสาวทำหน้าเหลอหลา “ขำอะไรคะ”
“ก็ไม่คิดว่าพิสชาจะห่วงกินน่ะสิ เหมือน…” ปลายประโยคเขาเงียบไป
เหมือนกลีบบัวสินะ…เธอคิด
ไม่สิ เธอหวังให้เขาคิดแบบนั้น
หญิงสาวตั้งสติ ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาทบทวนความหลังกับสามีเก่า เธอเดินไปทางห้องน้ำ รอจนธีรดนย์เดินลับสายตา กลีบบัวรีบวิ่งตื๋อไปโบกแท็กซี่หน้าปั๊มน้ำมัน บอกเส้นทางไปยังบ้านของเธอ
หน้าบ้านสองชั้นสีฟ้าอ่อนล็อกประตูรั้วแน่นหนาจนกลีบบัวเผลอขมวดคิ้ว เพราะปกติจะมีคนอยู่บ้านตลอด เธอก้าวลงจากแท็กซี่ ชะเง้อมองผ่านรั้วบ้าน แต่ดูเหมือนไม่มีใครอยู่ หญิงสาวอยากโทร.หารุจิดา แต่ไม่มีโทรศัพท์มือถือ โชคดีแค่ไหนแล้วที่พกกระเป๋าสตางค์ติดตัวมาด้วย
รออยู่ไม่นานนัก เก๋งสีดำขนาดกะทัดรัดของทัตพลก็แล่นมาจอดหน้าบ้าน ทัตพลและรุจิดาก้าวลงมาจากรถ ทั้งคู่สวมชุดสีดำ ในมือถือกระเป๋าใส่ข้าวของพะรุงพะรัง
“ยังจะมีหน้ามาที่นี่อีกเหรอ” ทันทีที่เห็นเธอ รุจิดาก็ตวาดแหว “เธอกล้าดียังไง เอาเงินฟาดหัวแล้วยังจะมาเยาะเย้ยหรือไง”
“เดี๋ยวก่อน รุ้ง เอาเงินฟาดหัวอะไร แล้วเยาะเย้ยอะไร” กลีบบัวสับสน “แล้วย่าจงกลกับพี่กฤตไปไหน ทำไมปิดบ้านล่ะ”
“สืบข้อมูลเรื่องยัยบัวมาละเอียดดีนี่” รุจิดาพูดเสียงลอดไรฟัน โดยมีทัตพลพยายามจับตัวเจ้าหล่อนไว้ไม่ให้อาละวาด
กลีบบัวขยับถอยห่างจากเพื่อนรัก รู้ดีกว่าใครว่าเวลารุจิดาโมโหน่ากลัวขนาดไหน ตอนนี้เธออยู่ในร่างพิสชาซึ่งเป็นคนขับรถผิดเลนจนทำให้เกิดอุบัติเหตุ ร่างของเธออาจกำลังรักษาตัวในโรงพยาบาล ย่าจงกลและกฤตคงกำลังเฝ้าดูอาการ โดยที่ทัตพลและรุจิดาแวะมาเอาของที่บ้าน การที่รุจิดาฟาดงวงฟาดงาใส่เธอในร่างพิสชาจึงเป็นเรื่องที่คาดเดาได้
“ฉันไม่ได้จะมาเยาะเย้ยอะไรนะคะ ฉันอยากมาเยี่ยมคุณกลีบบัว” หญิงสาวอธิบาย “ฉันขอพบคุณย่ากับพี่ชายคุณกลีบบัวด้วยได้ไหมคะ”
“เยี่ยมกลีบบัว” รุจิดาทวนคำ ก่อนจะหัวเราะขื่น “คงเยี่ยมไม่ได้หรอก”
ร่างของเธออาจจะอาการหนักมาก
“งั้นขอพบคุณย่ากับพี่ชายก็ได้ค่ะ”
“ย่าจงกลเหรอ ท่านอยู่โรงพยาบาล คุณย่าล้มตอนรู้ว่าหลานสาวคนเดียวโดนรถชนตาย ตอนนี้อาการคุณย่ายังไม่ดีขึ้น ส่วนพี่กฤตเฝ้าดูอาการอยู่ แล้วเธอยังจะกล้าเสนอหน้าไปเยี่ยมงั้นเหรอ กล้าดียังไง!” รุจิดาแหว
“ตาย” กลีบบัวทวนคำ “กลีบบัว…ตาย…”
“แล้วครอบครัวเธอก็ใช้อิทธิพลบีบให้คดีกลายเป็นอุบัติเหตุที่ไม่ได้ตั้งใจทั้งสองฝ่าย ทั้งที่เธอฆ่าคนแท้ๆ!” รุจิดาพยายามถลันมาหาเธอ แต่ทัตพลรั้งตัวไว้
“กลับไปก่อนเถอะ ขอร้องละ” ทัตพลพูด แต่ขากลีบบัวไม่ยอมขยับ
มือแข็งแรงราวคีมเหล็กบีบแขนกลีบบัวแน่นจนเธอน้ำตาไหล ธีรดนย์ตามมาตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ สีหน้าของเขาถมึงทึงด้วยความโกรธจัด “กล้าดียังไงถึงมาที่นี่!”
“ไป๊! ไปให้พ้นทั้งสองคนนั่นแหละ พี่ธีร์ก็เหมือนกัน ไม่ต้องเสนอหน้ามางานศพบัวเลยนะ เป็นคนทิ้งบัวไปแท้ๆ พาคู่หมั้นของตัวเองไปให้พ้นหน้าเลยนะ!”
ธีรดนย์กึ่งลากกึ่งจูงเธอขึ้นรถ แทบจะโยนเธอไปบนนั้นด้วยซ้ำ ชายหนุ่มกำมือสั่นเทาบนพวงมาลัยแน่น แล้วบึ่งรถออกไปโดยไม่พูดอะไรอีกแม้แต่คำเดียว
แล้วกลีบบัวก็มาอยู่ในร่างของพิสชาทั้งอย่างนั้น
มันเป็นยามบ่ายที่สวยงามราวอยู่ในภาพฝันสมบูรณ์แบบ
งานเลี้ยงต้อนรับที่พิสชาหายป่วยจัดขึ้นมุมหนึ่งของสวนสวยที่รายล้อมคฤหาสน์ร่วมสมัยสไตล์หรูหรา ป้าผกาซึ่งเป็นหัวหน้าแม่บ้านคอยดูแลคฤหาสน์จับกลีบบัวสวมเดรสยาวสีขาวไล่สีชมพูระเรื่อตรงชายกระโปรงเหมือนกลีบดอกไม้ พิสชาดูเหมือนตุ๊กตากระเบื้องราคาแพงที่ไม่ว่าอย่างไรกลีบบัวก็ยังไม่ชินกับรูปร่างหน้าตานี้
งานจัดหลังกลีบบัวออกจากโรงพยาบาลสี่วัน ระหว่างนั้นเธออ้างว่ายังรู้สึกไม่ค่อยสบาย ใช้เวลาในห้องนอนขนาดเท่าห้องนอนของเธอ ย่าจงกล และกฤตรวมกัน กลิ้งตัวไปมาบนเตียงสี่เสาราวเตียงเจ้าหญิง เพื่อค้นข้อมูลเกี่ยวกับสมาชิกในบ้านของพิสชา ธีรดนย์ไม่มาเยี่ยมเธออีก มีเพียงพุฒิเมธ เลขาฯ หุ่นหมีของเขาที่นำดอกไม้มาให้เธอทุกวัน และผู้ชายคิ้วเข้มที่มักเอาขนมอร่อยๆ มาให้ แม้เธอจะปฏิเสธไม่ยอมให้เขาพบเพราะกลัวหลุดโป๊ะ กลีบบัวมาค้นเจอในอินเทอร์เน็ตทีหลังว่าเขาชื่อแดนไท เป็นเพื่อนสนิทของพิสชา และเป็นเจ้าของร้านอาหารเรือนดอกบัว ร้านอาหารดังที่ต้องจองคิวกันข้ามปี
หลังค้นข้อมูลอย่างหนักมาสี่วันติด วันนี้จึงเป็นวันแรกที่กลีบบัวต้องเผชิญหน้ากับการใช้ชีวิตในฐานะพิสชา
หญิงสาวเดินตามแม่บ้านผกาเข้ามาในงานเลี้ยง เสียงเปียโนสลับกับไวโอลินบรรเลงเพลงอ่อนหวาน แขกในงานล้วนเป็นคนที่กลีบบัวคุ้นหน้าจากอินเทอร์เน็ต นายภูวดลและนางบงกช พ่อแม่ของพิสชากล่าวต้อนรับแขกบริเวณด้านหน้างาน เธอเคยเจอพวกท่านแค่ครั้งเดียวตอนมาที่คฤหาสน์วันแรก
ตอนนั้น พ่อแม่ของพิสชานั่งอยู่ฝั่งหนึ่งของโต๊ะอาหารยาวเหยียด บรรยากาศมื้อเย็นมีแต่ความเงียบ กลีบบัวไม่รู้ว่าปกติเงียบแบบนี้อยู่แล้ว หรือเป็นเพราะพวกท่านโกรธที่พิสชาขับรถไม่ระวังจนเกิดเหตุน่าเศร้า น่าแปลกที่มีเพียงแม่บ้านผกาคอยมาถามไถ่ว่าเธอรู้สึกอย่างไรบ้าง
ที่งานเลี้ยง นายภูวดลมีมาดของนักวิชาการคงแก่เรียนที่มนุษยสัมพันธ์ดี ส่วนนางบงกชก็อ่อนหวานน่าทะนุถนอมชนิดที่แค่เห็นก็รู้เลยว่าโครงหน้าไร้ที่ติของพิสชาถอดแบบมาจากใคร หญิงสาวเดินไปหาทั้งคู่ พนมมือไหว้
“ดีขึ้นแล้วใช่ไหมจ๊ะพิสชา” บงกชลูบศีรษะเธอด้วยท่าทางอ่อนโยน “ขวัญเอ๊ยขวัญมานะลูก”
กลีบบัวตัวแข็งทื่อ เพราะนับเป็นครั้งแรกที่เธอได้คุยกับพ่อแม่พิสชา หญิงสาวปั้นยิ้มอ่อนหวาน “ขอบคุณค่ะคุณแม่”
นายภูวดลเดินมาหา และกอดเธอด้วยท่าทางอบอุ่น พร้อมกระซิบข้างหู “วันนี้ตาธีร์ก็มางาน ทำตัวดีๆ อย่าให้มีข่าวว่าระหองระแหงกับบ้านนั้นเชียว ไม่งั้นฉันเอาแกตายแน่!”
กลีบบัวชะงัก ไม่แน่ใจว่าตัวเองเพิ่งได้ยินอะไร พ่อของพิสชาปล่อยเธอจากอ้อมกอด พยายามส่งยิ้มอบอุ่นมาให้
“ตาธีร์มาโน่นแล้ว ไปต้อนรับพี่เขาสิลูก” นางบงกชกล่าว
ธีรดนย์สวมชุดสูทสีน้ำตาลอ่อนซึ่งเข้ากับเขา เดินควงนาถนพินในชุดเดรสสีงาช้างงามสง่า โดยมีทรงชัย ชายวัยกลางคนท่าทางภูมิฐาน ในชุดสูทสีดำเดินประกบมาอีกฝั่ง
ตอนที่แต่งงานกับธีรดนย์ กลีบบัวเจออดีตพ่อสามีนับครั้งได้ ถ้าไม่ใช่ตอนที่ทรงชัยทำหน้าถมึงทึงก็จะเมินเฉยต่อเธอราวอากาศธาตุไปเลย หญิงสาวรู้สึกหนาวยะเยือกเมื่อเจออีกฝ่ายอย่างช่วยไม่ได้
กลีบบัวสูดลมหายใจเรียกสติ เดินไปทางครอบครัวสามีเก่า พนมมือไหว้ทรงชัยและนาถนพินด้วยท่าทางนอบน้อม
“ขอบคุณที่มางานเลี้ยงของพิสชานะคะ คุณลุง คุณป้า” เธอกล่าว ผายมือไปยังตัวงานซึ่งจัดเป็นมุมชาและขนมโดยมีสวนสวยและเสียงดนตรีคลอเป็นฉากหลัง “เชิญตามสบายเลยนะคะ”
“หน้าตาสดใสขึ้นนะหนูพิสชา ค่อยยังชั่ว ลุงตกใจหมดตอนรู้ข่าวว่าหนูเข้าโรงพยาบาล” ทรงชัยส่งยิ้มอบอุ่นให้อย่างที่กลีบบัวไม่เคยได้รับ
“หมดเคราะห์หมดโศกนะหนู” นาถนพินลูบศีรษะเธอด้วยท่าทางเอ็นดู
กลีบบัวลอบมองธีรดนย์ สีหน้าของเขานิ่งเฉย แต่แววตาเจือความเศร้า กลีบบัวนึกถึงตอนที่เธอไปที่บ้าน เจอรุจิดาและทัตพล เพื่อนรักของเธอบอกว่าธีรดนย์ไปงานศพของเธอทุกวัน แต่กลีบบัวไม่กล้าถามเหตุผล ดูเหมือนระหว่างธีรดนย์และพิสชาจะมีเส้นกั้นบางอย่าง ฉากหน้าธีรดนย์เป็นคู่หมั้นที่ช่างเอาใจใส่ แต่พออยู่ด้วยกันสองคน เขาไม่ปรายตามองเธอเลยสักนิด
เคยมีคำพูดที่ว่า ถ้าคุณสวยและหุ่นดี โลกจะใจดีกับคุณสองร้อยเปอร์เซ็นต์ และถ้าคุณมีเงินด้วย โลกจะใจดีกับคุณอีกสองร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่กลีบบัวกลับรู้สึกว่าโลกรอบตัวพิสชาเต็มไปด้วยความอ้างว้างมหาศาล
ธีรดนย์ส่งรอยยิ้มทางการให้เธอ ยื่นแขนให้กลีบบัวควง หญิงสาวรับคำห่วงใยจากแขกเหรื่อในงาน ทุกคนต่างมาแสดงความยินดีที่พิสชาหายดี ไม่มีใครพูดเรื่องที่อุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้คนคนหนึ่งเสียชีวิตเลย ไม่มีใครรู้ว่าคนที่น่าจะตายไปแล้วอย่างกลีบบัว กลับมาลอยหน้าลอยตาในร่างของหญิงสาวที่เพียบพร้อมไปเสียทุกอย่างคนนี้
เพียบพร้อมจริงๆ หรือเปล่านะ
หญิงสาวกวาดสายตาไปทั่วงานเลี้ยงหรูหราอย่างไร้จุดหมาย จนไปสบตากับแดนไท ชินดนัย และอธิน สามหนุ่มเพื่อนสนิทของพิสชา วินาทีที่สาวเท้าเดินตรงไปยังคนทั้งสาม กลีบบัวรู้สึกเหมือนตัวเองได้หายใจทั่วท้องเป็นครั้งแรก
“เมนูสุดท้าย แกงกะทิสายบัวปลาทูจ้ะ”
ถ้วยเซรามิกรูปใบบัววางตรงหน้าหญิงสาว กลิ่นกะทิหอมฉุยจนชวนน้ำลายสอ กลีบบัวกะพริบตา จ้องมองหญิงสูงวัยผมซอยสั้น คิ้วเข้ม ใบหน้าแฝงความกร้าวแกร่ง ชวนให้นึกถึงแดนไท เจ้าตัวส่งยิ้มให้เธอ แล้วทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้ไม้สีน้ำตาลเข้มฝั่งตรงข้าม
กลีบบัวกวาดตามองรอบตัว ดูจากอาหารเรียงรายบนโต๊ะไม้ และพนักงานเสิร์ฟหญิงสองคนเกล้าผมมวยเรียบร้อยที่เดินวนตักข้าวจากโถใส่จานกลุ่มคนบนโต๊ะ เธอกำลังอยู่ในร้านอาหารเรือนไทยยกสูง โซนริมระเบียง ตัวร้านแบ่งเป็นสองฝั่ง มีสะพานไม้เชื่อมสุดปลายอาคารทำให้กลายเป็นรูปตัวยู ล้อมสระบัวที่มีสะพานไม้และเรือสำหรับให้ลูกค้ามาถ่ายภาพด้านล่าง
หญิงสาวเบิกตาโพลง เผลอผุดลุกขึ้นยืน เธอจำที่นี่ได้ ร้านอาหารเรือนดอกบัวอยู่ในลิสต์ร้านอาหารที่เธออยากมาเยือน แต่ไม่เคยจองทัน แถมพอเลิกกับธีรดนย์ กลีบบัวก็ไม่มีกะจิตกะใจจะไปไหน
แต่ทำไมเธอจึงมาที่นี่กันนะ ก่อนหน้านี้กลีบบัวยังอยู่ในงานเลี้ยงต้อนรับที่พิสชาเพิ่งหายป่วยอยู่เลย มือของหญิงสาวกำชายกระโปรง สัมผัสของเนื้อผ้าไม่เหมือนเดรสยาวสีขาวไล่สีชมพูที่สวมก่อนหน้านี้ หากแต่เป็นเดรสสีดำพอดีตัว สไตล์เดียวกับที่พิสชาสวมในงานนิทรรศการศิลปะ ตอนกลีบบัวยังไม่สลับร่าง
“พิสชา มีอะไรหรือเปล่า” แดนไทที่นั่งข้างๆ ลุกขึ้นยืน และจับแขนเธอไว้ สีหน้าแปลกใจ
เธอมองเพื่อนร่วมโต๊ะอาหาร แดนไทยืนข้างเธอ ส่วนชินดนัย-หุ้นส่วนร้านอาหารนั่งถัดออกไป ตรงข้ามคืออธิน ผู้ประกาศข่าวที่กลีบบัวเห็นทางหน้าจอโทรทัศน์บ่อยๆ ข้างๆ อธินคือมุกตาภาคนรักของเขา หญิงสาวมีใบหน้าคม ผมสีน้ำตาลอ่อนดัดลอนตรงปลาย สวมเดรสสีกรมท่ารูปแบบเดียวกับชุดที่กลีบบัวสวม แววตาที่บังเอิญสบกันฉายแววหงุดหงิด ชวนให้สงสัยว่าพิสชามีเรื่องไม่พอใจอะไรกับอีกฝ่ายหรือเปล่า ผู้ร่วมโต๊ะอาหารอีกคนคือหญิงสูงวัยท่าทางอารีที่หน้าตาละม้ายแดนไท
“รู้สึกไม่สบายเหรอ” อธินถามบ้าง “หน้าซีดเชียว”
กลีบบัวส่ายหน้า ทรุดนั่งลงที่เดิม
“งั้นก็ทานข้าวเถอะจ้ะ วันนี้ย่าเข้าครัวเอง ทำอาหารเองกับมือ ฉลองที่หนูพิสชาอาหารดีขึ้นเชียวนะ” หญิงสูงวัยพูดยิ้มๆ
กลีบบัวพนมมือไหว้ เธอรู้สึกคุ้นหน้าอีกฝ่ายเหลือเกิน
“คุณย่าฤดี!” เธอโพล่งจนแดนไทที่นั่งข้างๆ ทำช้อนตักข้าวหล่น “คุณย่าฤดีจริงๆ ด้วย”
“ก็คุณย่าฤดีน่ะสิ คุณย่าที่เลี้ยงเรามาตั้งแต่เด็กไง” แดนไททำหน้างง
กลีบบัวเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองเผลอแสดงอาการแปลกๆ หญิงสาวกล่าวขอโทษสมาชิกบนโต๊ะอาหาร พลางเก็บซ่อนความลิงโลดไว้ในใจ
ก่อนหน้านี้ กลีบบัวเคยเรียนทำอาหารไทยที่คุณย่าฤดีเปิดคอร์สสอน เธอปลื้มหญิงสูงวัยผู้รักในการทำอาหาร ยิ่งมารู้ในภายหลังว่าคุณย่าฤดีเป็นเจ้าของสูตรอาหารหลายเมนูในร้านอาหารเรือนดอกบัว ที่แดนไทและชินดนัยเป็นหุ้นส่วนร่วมกัน กลีบบัวก็ยิ่งอยากมาเยือนร้านเข้าไปอีก การที่เธอได้มานั่งต่อหน้าไอดอลที่ตัวเองปลื้ม แถมยังได้ชิมอาหารฝีมือคุณย่าฤดี ทำให้หัวใจพองโต
แม้จะยังงงๆ ว่าตัวเองทำเวลาหายไปไหน แต่กลีบบัวก็จดจ่ออยู่กับอาหารอร่อยๆ และฟังเรื่องเล่าเกี่ยวกับสูตรอาหารต่างๆ จากคุณย่าของแดนไทจนลืมความกังวลทั้งหลาย ไม่ว่าจะเรื่องที่ตัวเองสลับร่างกับพิสชา เรื่องที่เธอคิดถึงย่าจงกล พี่กฤต และรุจิดาเหลือเกิน ไหนจะท่าทางเย็นชาของพ่อแม่พิสชา ความห่างเหินของธีรดนย์
ถ้าหยุดเวลาได้ หญิงสาวอยากอยู่ที่นี่ ตอนนี้
กลีบบัวหลับตา ฟังเสียงรอบตัว มีเสียงนกร้องจากที่ไกลๆ ราวกำลังขับกล่อมบทเพลง สายลมอ่อนๆ พัดพาความสดชื่นมาให้ กลิ่นอาหารน่าทานที่อบอวลรอบๆ เสียงพูดคุยของคนรอบตัว แดนไทกำลังเล่าแนวคิดการปรับปรุงโซนไอศกรีมของร้านให้อธินและหญิงสาวหน้าคมฟัง โดยมีชินดนัยคอยเสริม เสียงอ่อนโยนของแดนไทชวนฟังและทำให้ใจสงบ
เธอค่อยๆ ลืมตา มองทัศนียภาพรอบตัว ระลอกน้ำในสระพลิ้วไหวเมื่อต้องลม ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีไอศกรีมวนิลา พนักงานเปิดไฟตามจุดต่างๆ ชวนให้รู้สึกอบอุ่น
กลีบบัวไล่สายตาไปยังมุมหนึ่งของร้านอาหาร ประสานสายตากับหญิงวัยกลางคนที่เจอกันตอนที่เธอโดนรถชน!
“ขอตัวสักครู่นะคะ” เธอรีบสาวเท้าตามอีกฝ่ายไป
หญิงร่างท้วม ผมสั้นหยักศกแสกกลาง ท่าทางเหมือนคุณป้าใจดีข้างบ้านเดินลิ่วๆ แล้วมาหยุดยืนพินิจบ่อปลาคาร์ป ซึ่งลับตาจากมุมที่กลีบบัวนั่งทานอาหาร
กลีบบัวเดินไปหยุดข้างอีกฝ่าย
หญิงสูงวัยขยับแว่น พูดเหมือนกำลังชวนคุยว่าวันนี้อากาศดีนะ “ชอบร่างใหม่ไหม”
“เกิดอะไรขึ้นกับหนูคะ” กลีบบัวถาม “แล้วคุณพิสชาอยู่ไหน คุณป้าเป็นคนทำให้หนูสลับร่างเหรอคะ หนูอยากให้ทุกอย่างกลับไปเป็นเหมือนเดิม หนูอยากเป็นแค่กลีบบัว อยากเจอย่าจงกล เจอพี่กฤต แล้วก็ยัยรุ้ง”
อีกฝ่ายหันมาจ้องเธอ เลิกคิ้ว “ร่างของหนูเหลือแค่ร่างนี้แล้วละ”
หญิงสาวหน้าเจื่อน จริงสินะ ร่างของเธอเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถชน แถมตอนนี้ก็ทำพิธีทางศาสนาไปเรียบร้อยแล้วกระมัง ผ่านมานานตั้งขนาดนั้น
“ไม่ชอบร่างนี้เหรอ” หญิงร่างท้วมครุ่นคิด “มนุษย์นี่ซับซ้อนจริงๆ เลย”
“คุณป้าเป็นใครคะ คุณป้าเป็นยมทูตเหรอคะ เพราะว่าหนูควรจะตายไปแล้ว หนูเลยเห็นคุณป้าเหรอคะ แล้วคุณพิสชาหายไปไหนคะ”
“เขาจับตามองกันอยู่นะ” หญิงสูงวัยพูด
“เขา” กลีบบัวทวนคำ “ใครคะ”
“เบื้องล่างไง” คุณป้ายมทูต (?) ตอบ “นานๆ ทีเบื้องล่างก็มีบริการพิเศษ จะเรียกว่าโบนัส หรือกิจกรรม CSR เพื่อสังคมก็ได้ เพราะฉะนั้น ใช้โอกาสในฐานะอาคันตุกะของร่างนี้ให้ดีล่ะ แม่หนู”
“อาคันตุกะ” กลีบบัวก้มหน้าใช้ความคิด คิ้วขมวดเป็นปม “ยังไงนะคะคุณป้า หนูไม่เข้าใจ…”
ทว่าพอเงยหน้ามอง อีกฝ่ายก็หายไปแล้ว ราวกับหายตัวไปเสียเฉยๆ
“มาทำอะไรอยู่ตรงนี้คนเดียวจ๊ะ หนูพิสชา”
กลีบบัวหันกลับไปตามเสียงเรียกด้านหลัง ก็เห็นคุณย่าของแดนไทเดินมาหา ใบหน้าแต้มรอยยิ้มเอ็นดู
“เอ่อ…ดูปลาคาร์ปค่ะ สีสวยดีนะคะ” เธอชี้ไปยังปลาที่ว่ายวนในสระกว้าง
“ย่าเพิ่งรู้นะจ๊ะว่าหนูพิสชาชอบสัตว์ด้วย” หญิงสูงวัยเดินมาหยุดข้างๆ
“ปกติหนูไม่รักสัตว์เหรอคะ”
ย่าฤดีส่ายหน้าน้อยๆ “ปกติหนูไม่ค่อยคุยกับย่าจ้ะ”
“ทำไมล่ะคะ” กลีบบัวไม่เข้าใจจริงๆ “คุณย่าคุยสนุก เล่าเรื่องเคล็ดลับเวลาทำอาหารก็ฟังเพลิน บัว… เอ้ย พิสชาดีใจมากๆ เลยนะคะที่ได้ทานอาหารฝีมือคุณย่า แถมยังได้ฟังเรื่องสูตรอาหารด้วย”
“ถ้ารู้ว่าหนูชอบฟังคนแก่อย่างย่าคุย เราน่าจะคุยกันตั้งนานแล้วนะจ๊ะ” ย่าฤดีหัวเราะ
“คุยตอนนี้ก็ได้ค่ะ” กลีบบัวดวงตาเป็นประกาย “ถ้าได้ทำอาหารกับคุณย่าอีก ต้องสนุกแน่ๆ ค่ะ”
“ทำอาหารกับย่าอีกเหรอจ๊ะ” ย่าของแดนไททำหน้างง
กลีบบัวหยิกตัวเอง เตือนสติว่าตอนนี้เธอคือพิสชา ไม่ใช่กลีบบัวที่เจอย่าฤดีในคลาสทำอาหาร “พิสชาหมายถึง ถ้าได้เรียนทำอาหารกับคุณย่า คงสนุกค่ะ”
“ย่ายินดีสุดๆ ไปเลยจ้ะ ถ้าหนูพิสชาอยากมาทำอาหารกับย่า ก็มาได้ทุกเมื่อเลยนะจ๊ะ ทั้งร้านอาหารเรือนดอกบัว และบ้านของเรายินดีต้อนรับหนูจ้ะ”
ความอบอุ่นของหญิงสูงวัยทำเอากลีบบัวน้ำตาคลอ ตั้งแต่ตื่นมาในร่างพิสชา เธอรู้สึกเหมือนมีระยะห่างระหว่างตัวเธอกับทุกคน พิสชาเป็นเหมือนภาพวาดสูงค่า สมบูรณ์แบบ แต่ไม่เป็นของที่ไหนสักแห่ง ความรู้สึกของการเป็นที่ต้อนรับจึงเป็นสิ่งล้ำค่ามากๆ สำหรับเธอ
“แอบมาคุยอะไรกันตรงนี้ครับสาวๆ” แดนไทส่งเสียงเรียก แล้วมาหยุดยืนด้านหลังกลีบบัวและย่าฤดี
“ดูปลาคาร์ปจ้ะ” หญิงสูงวัยตอบ “ดูไกลๆ ก็สวย ยิ่งมองใกล้ ก็ยิ่งน่ารักน่าชม”
กลีบบัวโบกมือลาแดนไทที่อาสาขับรถมาส่ง แม้จะจำไม่ได้จนแล้วจนรอดว่าตัวเองวาร์ปจากงานเลี้ยงต้อนรับที่บ้านไปโผล่ร้านอาหารของแดนไท โดยทำช่วงเวลาหายไปค่อนวันได้อย่างไร แต่กลีบบัวก็นึกขอบคุณที่ตัวเองไม่ได้ขับรถไป เธอยังหลอนกับรถยนต์ไม่หาย
ไฟหน้าบ้านส่องสว่างขับไล่ความมืด กลีบบัวเดินเข้าบ้าน ไม่ชินกับรองเท้าส้นสูงและชุดเดรสรัดรูปที่ตัวเองสวม พรุ่งนี้สิ่งแรกที่เธอจะทำคือช็อปปิง!
“คุณหนูพิสชากลับมาแล้ว ดื่มน้ำเย็นๆ ก่อนนะคะ” แม่บ้านผกาถือถาดใส่แก้วน้ำมาต้อนรับ “ดีนะคะที่คุณแดนไทมารับมาส่ง ป้าล่ะใจคอไม่ดีเวลาคุณนั่งรถรา”
“พิสชาก็ใจคอไม่ดีเหมือนกันค่ะป้า” กลีบบัวสารภาพ พลางหยิบแก้วน้ำมายกดื่มรวดเดียวจนหมด “ชื่นใจสุดๆ ค่ะ”
ดูเหมือนกลีบบัวจะทำอะไรผิดไป เพราะแม่บ้านผกาเอาแต่จ้องเธอตาค้าง
“คุณป้าผกา คุณป้าผกาคะ!” กลีบบัวโบกมือตรงหน้าอีกฝ่าย
“เอ่อ…ขอ…ขอโทษค่ะคุณหนู คือปกติคุณหนูแค่เดินขึ้นห้องไปเลย ไม่ค่อยคุยกับป้าเท่าไหร่ ป้าเลย…”
“แล้วปกติพิสชาคุยกับใครคะ” กลีบบัวสงสัย
“ก็…ไม่ค่อยคุยค่ะ” หัวหน้าแม่บ้านตอบ “แต่คุณหนูดูร่าเริงแบบนี้ ป้าก็ดีใจนะคะ” แม่บ้านผกาเอามือเช็ดน้ำตาที่เริ่มเอ่อ
กลีบบัวอมยิ้ม ดูเหมือนอย่างน้อย คฤหาสน์ใหญ่โตหลังนี้ก็มีที่ที่พอให้เธอได้หายใจบ้าง
“จริงสิคะ คุณป้า” กลีบบัวนึกขึ้นได้ “เมื่อวานพิสชายังมึนๆ นิดหน่อย คงเพราะยังช็อกเรื่องอุบัติเหตุน่ะค่ะ คุณป้าพอจะจำได้ไหมคะว่าเมื่อวานพิสชาทำอะไรบ้าง”
แม่บ้านผกาดูงุนงง แต่ก็ยอมตอบ “เมื่อวานคุณหนูก็อยู่ในงานเลี้ยงต้อนรับ กลับมาก็เข้าห้องวาดรูป แล้วพอตอนสายๆ คุณแดนไทก็มารับ เพราะชวนคุณหนูไปทานข้าวฉลองกับกลุ่มเพื่อนๆ ที่ร้านไงคะ”
“ห้องวาดรูปเหรอคะ” พิสชาเพิ่งมีนิทรรศการภาพวาด เจ้าตัวคงเป็นจิตรกร
“หน้าห้องรับแขกไงคะ”
กลีบบัวมองตามทิศที่แม่บ้านผกาชี้ เธอใช้เวลาสี่วันตอนแกล้งป่วยแอบทำความเข้าใจแผนผังคฤหาสน์ แต่ยังจำได้แค่คร่าวๆ จากประตูใหญ่ใกล้ที่จอดรถ เดินผ่านเฉลียงและบ่อปลาเข้าสู่ตัวบ้านเป็นมุมห้องรับแขก ห้องที่เยื้องจากห้องรับแขกที่ล็อกประตูไว้คือห้องวาดรูปตามที่แม่บ้านผกาบอก ดูจากขนาดแล้วน่าจะกินพื้นที่มากโข
“ขอเข้าไปดูหน่อยนะคะ” กลีบบัวพูด
“มันคือห้องทำงานของคุณหนูอยู่แล้ว จะขอป้าทำไมคะ” แม่บ้านผกาสับสน “คุณหนูหวงห้องนี้มากจนติดระบบสแกนนิ้วมือเพื่อไม่ให้คนอื่นไปยุ่มย่ามเลยนะคะ”
กลีบบัวนึกขอบคุณพิสชาในใจ ติดระบบสแกนนิ้วมือ…เธอจะได้ไม่ปล่อยไก่ถามว่ากุญแจห้องอยู่ไหน
“งะ…งั้นพิสชาจะเข้าไปทำงาน ห้ามรบกวนนะคะ” กลีบบัวทำเสียงขึงขัง วางท่าเป็นคุณหนูเจ้าอารมณ์ แต่ก็ดูเป็นการแสดงชนิดตัวเธอเองยังมองออก หญิงสาวส่งยิ้มแก้เก้อให้แม่บ้านผกา แล้วสแกนนิ้วมือเพื่อสำรวจห้องวาดรูป
ในห้องกินอาณาบริเวณกว้างขวางมากจริงๆ แถมยังครอบครองทิวทัศน์ชวนตะลึงริมหน้าต่าง มองออกไปคือทัศนียภาพสวนสวยที่ตกแต่งอย่างประณีต ภาพดอกบัวในนิทรรศการน่าจะมีต้นแบบจากดอกบัวตรงบ่อปลาที่มองเห็นจากหน้าต่าง ผนังด้านหนึ่งเต็มไปด้วยภาพวาด ยังไม่นับที่วางเรียงบนพื้น ส่วนอีกฝั่งวางขาตั้งวาดรูปเรียงราย ขาตั้งอันหนึ่งมีผ้าคลุมไว้ ราวพิสชากำลังวาดภาพค้างอยู่
กลีบบัวเดินไปหยุดหน้าขาตั้งวาดรูปที่มีผ้าคลุมอย่างกล้าๆ กลัวๆ สีน้ำยังวางกระจัดกระจายบนโต๊ะไม้ข้างขาตั้ง ราวกับพิสชาเพิ่งวาดภาพไม่นานมานี้ แต่จะเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อคนที่อยู่ในร่างพิสชาคือคนที่ครูสอนศิลปะต้องกุมขมับอย่างกลีบบัว
แม่บ้านผกาบอกว่าเมื่อวานเธอใช้ห้องนี้หลังกลับจากงานเลี้ยง ซึ่งกลีบบัวไม่มีความทรงจำนั้นเลย แต่ไม่มีเหตุผลอะไรที่หญิงสูงวัยจะต้องโกหก
บางทีคำใบ้อาจซ่อนอยู่ใต้ผ้าคลุมผืนนี้
กลีบบัวสูดลมหายใจลึก เอื้อมมือไปปลดผ้าที่คลุมภาพวาดออก ทว่าใต้ผืนผ้าใบไม่ใช่ภาพวาด แต่กลับเป็นข้อความที่เขียนด้วยสีน้ำเป็นตัวอักษรสีดำทะมึนน่าเกรงขาม
‘เธอเป็นใคร’