ยาใจด้วยรัก บทที่ 17 : ความมั่นใจที่ไม่รู้มาจากไหน

ยาใจด้วยรัก บทที่ 17 : ความมั่นใจที่ไม่รู้มาจากไหน

โดย : ลิลนิล

Loading

ยาใจด้วยรัก โดย ลิลนิล เรื่องราวฟีลกู้ดของสาวไทป์แมวดำและเด็กหนุ่มไทป์หมาโกลเด้นที่จะช่วยให้คุณเข้าใจความหมายของการใช้ชีวิตให้มีความสุขมากขึ้น นวนิยายโรแมนติก คอมเมดี้ อบอุ่นหัวใจ ดราม่า ที่อ่านเอาเชื่อว่าจะเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่จะมอบความสุขให้กับทุกคนได้อย่างแน่นอน

ภายในห้องของเบสต์ยามพระอาทิตย์ตั้งฉากกับพื้นโลก เธอตื่นสายเนื่องจากเมื่อคืนกินยาดึกเกินกว่าที่แพทย์กำหนด หญิงสาวบิดขี้เกียจพลางเดินออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ที่บริเวณระเบียงของห้อง เมื่อหันไปข้างๆ สายตาของเธอก็ประสานเข้ากับสายตาของเด็กหนุ่มเจ้าประจำซึ่งกำลังตากผ้าอยู่ที่ระเบียงห้องของเขา

“ตื่นแล้วเหรอ” ภพเอ่ยขึ้น ในขณะที่สะบัดผ้าให้พอเรียบก่อนพาดลงบนราว

“อื้ม” เบสต์ตอบรับอย่างร่าเริงและสดใส

“เมื่อวานสุดยอดมากพี่ ไม่คิดเลยว่าจะเต้นเก่ง” เขาแซวพร้อมหัวเราะเบาๆ

“ใช่ไหมๆ พี่ก็เพิ่งรู้ตัวเมื่อวานนี้เอง เหมือนได้ค้นพบพรสวรรค์ใหม่เลย” เธอเอ่ยด้วยท่าทีมั่นใจล้นปรี่พร้อมเต้นท่าแปลกๆ ประกอบไปด้วย ถึงแม้ภพจะรู้สึกว่าท่าทางของหญิงสาวมันไม่ชอบมาพากล แต่เขาก็ชอบให้เธอยิ้มเยอะๆ มากกว่าการตีหน้าเศร้าเป็นไหนๆ

“ครับ ครับ น่ารักมากเลย” เขาเอ่ยชมหญิงสาวพร้อมกับรอยยิ้มพราวเสน่ห์รับกับแสงตะวัน เมื่อได้ยินดังนั้น หญิงสาวจึงหันมาส่งยิ้มกว้างเห็นฟันครบทุกซี่ตอบ

“ภพเองก็เท่มากเลยนะ” เธอชมเด็กหนุ่มกลับ คำชมที่มาแบบไม่ทันตั้งตัวนั้นทำให้ภพลอบเขินเบาๆ ท่าทีกล้าหาญและเปิดกว้างของหญิงสาว ช่างเป็นบุคลิกตรงกันข้ามกับเธอเมื่อสัปดาห์ที่แล้วอย่างยิ่ง เหมือนเรื่องเมื่อคืนเป็นการจุดชนวนของอะไรบางอย่าง ในขณะที่เด็กหนุ่มกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น เสียงใสเจื้อยแจ้วตะโกนถามขึ้นมาจากระเบียงห้องข้างๆ

“เอ้อภพ วันนี้ว่างไหม”

“ว่างนะ ผมมีเล่นดนตรีอีกทีคืนวันพรุ่งนี้นู่น”

“งั้นไปเที่ยวกัน”

ประโยคดังกล่าวทำให้เด็กหนุ่มประหลาดใจ ปกติเธอไม่ค่อยอยากออกไปไหน และต้องเป็นเขาสิที่เป็นฝ่ายชวนแต่ตอนนี้เรื่องราวมันกลับตาลปัตรไปหมดแล้ว

“ถ้าผมบอกว่าไม่อยากไปล่ะ” เขาลองเย้าแหย่เป็นการหยั่งเชิง

“งั้นพี่ก็จะไปคนเดียว” เธอว่าด้วยท่าทีมั่นใจ ก่อนเดินกลับเข้าไปในห้องแล้วปิดประตู การกระทำนั้นสร้างความร้อนรนให้กับเด็กหนุ่มเป็นอย่างมาก ด้วยคิดว่าถ้าเขาแต่งตัวไม่ทันเธอ เขาน่าจะถูกทิ้งเอาไว้จริงๆ

 

หญิงสาวและเด็กหนุ่มเดินเล่นด้วยกันในห้างสรรพสินค้าใหญ่แห่งหนึ่งใกล้กับคอนโดฯ ระหว่างที่เบสต์กำลังเดินเลือกซื้อเครื่องสำอางอยู่นั้น ภพสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง เบสต์แทบจะเดินเข้าทุกเคาน์เตอร์และกลับออกมาพร้อมกับ สกินแคร์ ลิป หรือแป้ง แบรนด์ละ 2-3 ชิ้นเสมอ ไม่ว่าพนักงานจะแนะนำสินค้าอะไรมา หญิงสาวก็เหมือนจะเชื่อและเห็นดีเห็นงามกับคนขายไปเสียหมดจนเด็กหนุ่มต้องออกปากเบรก

“พี่ ซื้อเยอะไปรึเปล่า แป้งพี่ก็เพิ่งหยิบมาจากแบรนด์ข้างๆ ไม่ใช่เหรอ” ภพทักขึ้นขณะที่เบสต์กำลังลองลิปติกสีชมพูดอยู่ เธอทามันที่ริมฝีปากอวบอิ่มก่อนจะหันมาถามเขาอย่างอารมณ์ดี

“ภพว่าสีนี้สวยไหม” รอยยิ้มสดใสรับกับลิปสติกสีชมพูอ่อนธรรมชาติ ขับใบหน้าของหญิงสาวให้น่าหลงใหลกว่าปกติ ดึงดูดสายตาของเด็กหนุ่มให้เผลอมองเธออย่างไม่วางตา

“สวย…” เขากล่าวชม

“เรื่องที่พี่สวยอะรู้แล้ว หมายถึงลิปอะสวยไหม” หญิงสาวถามย้ำพร้อมกับยักคิ้วหลิ่วตา การตอบกลับของเบสต์ถึงกับทำให้ภพชะงักไปชั่วขณะ เขาตั้งใจจะชมว่าเธอสวย แต่ไม่คิดว่าเจ้าตัวจะออกปากรับอย่างหน้าชื่นตาบานแบบนี้

“ผมก็หมายถึงลิป” ภพตอบย้ำเรื่องสีของเครื่องสำอางแก้เก้อ เห็นดังนั้นเบสต์จึงฉีกยิ้มพอใจก่อนจะใช้กระดาษทิชชูเช็ดสีลิปเดิมออก แล้วหยิบลิปสติกรุ่นเดียวกันแต่ต่างสีขึ้นมาทา

“แล้วสีนี้ล่ะ” หญิงสาวถามเด็กหนุ่มอีกครั้งเมื่อเธอลองแต่งแต้มริมฝีปากด้วยสีชมพูโทนที่อ่อนกว่าเพียงเล็กน้อย หญิงสาวเลือกไม่ถูก เพราะไม่ว่าสีไหน เธอก็มองว่ามันสวยและเข้ากับเธอไปซะหมด ในขณะที่ชายคนถูกถามได้แต่ขมวดคิ้ว เพราะเขาดูไม่ออกว่ามันต่างกันตรงไหน

“สวย…” คำตอบเดิม ทำให้หญิงสาวเริ่มไม่พอใจนิดๆ

“แล้วอันไหนสวยกว่ากัน” เบสต์คาดคั้น

“ก็สวยหมดอะ”

“ตั้งใจตอบหน่อยสิ”

“ก็สวยหมดจริงๆ พี่ทาอันไหนก็สวยหมดแหละ” ภพหยอดคำหวานที่ช่วยให้เขารอดจากสถานการณ์อึกอักมานักต่อนัก หญิงสาวได้ยินดังนั้นเธอจึงยักไหล่ทั้งสองข้างขึ้นก่อนจะแจ้งกับพนักงาน

“เอาทั้งสองสีค่ะ” พนักงานขายหน้าชื่นตาบานเพราะเธอสามารถทำยอดขายได้โดยไม่เสียแรงเหนื่อย ภพได้ยินดังนั้นเขาจึงเอ่ยปรามอย่างอ่อนใจ

“เห้ยพี่ เอาอันเดียวก็พอมั้ง”

“ก็ภพบอกว่ามันสวยทั้งสองสีไม่ใช่เหรอ”

“ก็ใช่…แต่มันก็เหมือนๆ กันอะพี่ พี่เลือกอันเดียวก็พอ…”

“โอ๊ย เลือกไม่ได้หรอก อีกอย่างมันก็ไม่แพงเท่าไหร่ด้วย” เบสต์ตอบกลับด้วยท่าทีสบายๆ ทำให้พนักงานแนะนำเครื่องสำอางยิ้มแก้มปริ ภพถึงกับต้องเอามือก่ายหน้าผาก ไม่รู้ว่าผู้หญิงซื้อของเก่งกันแบบนี้ทุกคนรึเปล่า

“ไม่แพงที่ว่าน่ะเท่าไหร่” ภพกล่าวถามด้วยความอยากรู้

“เอ…เท่าไหร่นะ แท่งละพันกว่าบาทละมั้ง” เบสต์ว่าพลางพลิกดูราคา อันที่จริงตลอดการจับจ่ายครั้งนี้ หญิงสาวไม่เคยรู้ราคาของของที่เธอต้องการมาก่อน แล้วก็ไม่คิดจะสนใจด้วย

“แท่งแค่นี้อะนะพันกว่า” ภพเหลือจะเชื่อกับคำตอบที่ได้ยิน

“แค่พันกว่าทำเป็นตกใจ ดูสกินแคร์กระปุกนั้นก่อน อันนั้นน่ะเป็นหมื่นเลยนะ” หญิงสาวว่าพลางภูมิใจ แต่ภพค่อนข้างสับสนว่าเธอภูมิใจในอะไรกันแน่ แถมพฤติกรรมการใช้เงินโดยไม่คิดของหญิงสาวตอนนี้ มันแปลก แปลกมาก…

หลังจากเดินเที่ยวเล่นและช็อปปิงกันจนดึกดื่น ภพช่วยหอบหิ้วของที่เบสต์ซื้ออย่างไม่คิดหน้าคิดหลังจำนวนมากมาส่งให้เธอถึงห้อง ก่อนที่ทั้งคู่จะแยกย้ายกันกลับไปพักผ่อน หญิงสาววางของราคาแพงป้ายแดงเหล่านั้นกองกับพื้นอย่างกับมันไม่มีค่า ขณะนี้ความรู้สึกอยากได้อยากมีที่วูบเข้ามามันอันตรธานหายไปแล้ว

เบสต์เดินไปหยิบโน้ตบุ๊กพร้อมเปิดเรซูเมที่คิดไม่ออกมาหลายวันขึ้นมา คราวนี้เธอสามารถเขียนชมตัวเองได้เป็นหน้าๆ มันยาวเหยียดจนไม่รู้ว่าจะย่อให้สั้นได้อย่างไรในเมื่อเธออยากจะบอกข้อดีทุกอย่างของเธอให้กับบริษัทรับรู้ เธอรีบพิมพ์ทุกอย่างที่ไหลออกจากหัวก่อนที่ไฟในตัวเธอจะมอดดับไป

 



Don`t copy text!