ยาใจด้วยรัก บทที่ 19 : หยุดพักได้เท่าที่ต้องการ

ยาใจด้วยรัก บทที่ 19 : หยุดพักได้เท่าที่ต้องการ

โดย : ลิลนิล

Loading

ยาใจด้วยรัก โดย ลิลนิล เรื่องราวฟีลกู้ดของสาวไทป์แมวดำและเด็กหนุ่มไทป์หมาโกลเด้นที่จะช่วยให้คุณเข้าใจความหมายของการใช้ชีวิตให้มีความสุขมากขึ้น นวนิยายโรแมนติก คอมเมดี้ อบอุ่นหัวใจ ดราม่า ที่อ่านเอาเชื่อว่าจะเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่จะมอบความสุขให้กับทุกคนได้อย่างแน่นอน

ณ ห้องสีขาวที่เต็มไปด้วยกลิ่นของยาฆ่าเชื้ออันแสนคุ้นเคย เบสต์นั่งอยู่ในห้องตรวจพร้อมกับความสงสัยอยู่เต็มอกว่าทำไมภพถึงอยากให้เธอรอเจอหมอก่อนที่พวกเขาจะออกไปเที่ยวด้วยกัน หญิงสาวครุ่นคิดในขณะที่เล่าเรื่องราวสุดเหวี่ยงของเธอให้กับแพทย์ประจำตัวฟังไปด้วย เหมือนว่าความคิดมันไหลเข้ามาพร้อมเพรียงกันจากทุกทิศทุกทาง

“อยากจะหายไหม การรักษาต้องมีวินัย ถ้าหาหมอแล้วยาไม่กินให้ตรงเวลาก็ไม่มีใครช่วยเธอได้นะ” อรรถกรพูดเสียงเข้มเชิงตำหนิ หญิงสาวก้มหลบตาไม่กล้าสู้หน้า

“…ค่ะ ขอโทษค่ะ” เบสต์ก้มหน้างุดด้วยสำนึกผิด เป็นจังหวะเดียวกับที่นายแพทย์มองคนไข้อย่างพิจารณาก่อนให้คำแนะนำ

“จากที่ฟัง หมอจะให้ยาไปกินเพิ่มอีกตัวหนึ่งนะ ก่อนนอนพร้อมกันกับสองตัวแรก”

หมอจิตเวชหันไปสั่งยาผ่านระบบคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาล ก่อนจะกดกริ่งเป็นเสียงสัญญาณว่าเสร็จสิ้นการรักษาของวันนี้ การพูดคุยเป็นไปอย่างรวดเร็วและไม่ซับซ้อน อาจเป็นเพราะเรื่องราวที่เธอเล่าเต็มไปด้วยสีสันและความสนุกสนาน เธอไม่ได้รู้สึกผิดหรือรู้สึกเศร้าอะไร ก็แค่ความมั่นใจที่วูบเข้ามาในชั่วขณะเท่านั้น

 

ระยะเวลาผ่านมา 1 สัปดาห์หลังจากได้ลองทานยาตัวใหม่ เบสต์อยู่ในห้องของเธอกำลังนั่งดูซีรีส์ที่เธอชอบอย่างอารมณ์ดี เธอไม่ได้อยากออกไปไหนเมื่อช่วงก่อน ไม่ได้อยากซื้ออะไรเพิ่ม พอๆ กับไม่ได้รู้สึกดิ่ง อันที่จริงมันเป็นการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายและเงียบสงบที่เธอไม่ได้สัมผัสมานาน ทันใดนั้นเองเสียงเรียกเข้าจากหญิงวัยกลางคนก็ดังขึ้นทำให้เบสต์อารมณ์ขุ่นมัวลงในทันที

“เบสต์ เป็นยังไงบ้างลูก”

น้ำเสียงใจดีและอ่อนโยนของผู้เป็นมารดาทำให้รู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก

“เบสต์…?”

เสียงเรียกซ้ำทำให้เจ้าหล่อนตื่นขึ้นจากภวังค์

“ค่ะ สบายดีค่ะ”

“เรื่องงานเป็นยังไงบ้างลูก ได้เลื่อนตำแหน่งแล้วหนิใช่ไหม”

หญิงสาวชะงักกิจกรรมที่กำลังทำอยู่ ลอบกลืนน้ำลายเหนียวลงคอ ปากไม่กล้าบอกความจริงอันน่าผิดหวังด้วยกลัวจะถูกซ้ำเติม

“สัปดาห์หน้าบอสจะกลับมาเยี่ยมบ้าน ยังไงก็กลับมาบ้านเรานะลูก จะได้มาฉลองกันไง” น้ำเสียงของมารดาดูมีความหวัง เธอแช่มชื่นใจตั้งตารอคอยที่จะได้เห็นลูกชายและลูกสาวอยู่พร้อมหน้า

“ขอดูก่อนนะคะ พอดีงานยุ่งมากเลย” หญิงสาวพูดตัดบท

“แต่เบสต์ แค่ไม่กี่วันเองนะ ลางานบ้างก็…”

ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูดังเสียงสวรรค์ที่เข้ามาช่วยหยุดบทสนทนา

“แค่นี้ก่อนนะแม่ มีคนมาหา” สายโทรศัพท์ถูกตัดไป หญิงสาวรู้ดีว่าการกระทำของเธอนั้นไม่น่ารักเท่าไร ไม่เหมือนกับเด็กดีที่เคยเป็นมาตลอดแต่ตอนนี้ครอบครัวเป็นสิ่งสุดท้ายที่เธออยากจะเจอ

หญิงสาวเดินไปเปิดประตูด้วยคาดเดาได้ไม่ยากว่าใครเป็นคนที่มาหา เด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลเทาหม่นกำลังยืนส่งรอยยิ้มอันแสนอบอุ่นมาให้เธอ รอยยิ้มที่ช่วยขจัดความมืดมิดในใจให้หายไปอยู่เสมอๆ

“พอดีผมได้ไอเดียเพลงใหม่ อยากหาคนช่วยฟังอะ…พี่ฟังให้ผมหน่อยน้า”

ได้ยินดังนั้นเบสต์จึงเปิดประตูให้ภพเข้ามาแต่โดยดี ช่วงนี้พวกเขาทั้งสองคนสนิทกันมากขึ้นเป็นพิเศษ อาจจะเพราะว่าช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หญิงสาวได้เผลอทำอะไรห่ามๆ ออกไปจนเด็กหนุ่มต้องหัวหมุนอยู่เรื่อย

ภพพาตัวเองเดินไปนั่งบนโซฟารับแขกที่ครั้งหนึ่งเขาเคยนอน ก่อนที่จะบรรจงหยิบกีตาร์โปร่งคู่ใจวางไว้บนขาพลางใช้มือซ้ายจับบนคอกีตาร์ พร้อมกับใช้นิ้วมือกดคอร์ดและอีกมือดีดสายเครื่องดนตรี แรงสั่นสะเทือนกำเนิดเป็นเสียงไพเราะน่าฟัง เสียงกีตาร์โปร่งนั้นบรรเลงโดยที่ไม่มีเนื้อร้อง ท่วงทำนองดูสดใสสนุกสนาน แต่ก็มีบางจุดที่ทิ้งจังหวะให้รับรู้ถึงความอ้างว้างเอาไว้

เป็นอีกครั้งที่เสน่ห์ยามเขาเล่นดนตรีสามารถสะกดความสนใจของเธอได้อยู่หมัด

ดนตรีบรรเลงไปเพียงไม่นาน เด็กหนุ่มก็หยุดเล่นเพลงกลางคันก่อนจะวางเครื่องดนตรีลงแล้วหันใบหน้าจ้องมองมาทางหญิงสาว สายตาคู่สวยนั้นทำให้หัวใจของเธอหวั่นไหวยากที่จะสบตากับเขาได้นาน หญิงสาวจึงตัดสินใจเริ่มบทสนทนาพร้อมเบือนใบหน้าไปทางอื่นแก้ความขัดเขิน

“ไม่เล่นต่อให้จบล่ะ” หญิงสาวพยายามพูดให้ดูเป็นปกติมากที่สุด ได้ยินดังนั้นเด็กหนุ่มยิ้มกริ่มขึ้นที่มุมปาก

“ไม่มีแล้ว มีแค่นี้แหละ”

“แค่นี้อะนะ ทำไมไม่แต่งให้จบแล้วค่อยเอามาให้ฟัง” เบสต์บ่นอุบเพราะผิดหวังในคำตอบ

“แค่นี้แหละ ได้เพราะท่าเต้นของพี่เมื่ออาทิตย์ก่อนเลยนะ” เขาว่าพลางแสดงสีหน้ายิ้มเยาะทำให้อีกฝ่ายยิ่งรู้สึกหมั่นไส้ความทีเล่นทีจริงของเด็กหนุ่ม

“หน็อย! งั้นจ่ายค่าลิขสิทธิ์มาเลย นี่เล่นดนตรีเป็นจริงๆ รึเปล่าเนี่ย” หญิงสาวว่าพลางฟาดมือลงที่แขนของเด็กหนุ่มจนทำให้เขาบ่นโอยด้วยเสียงหัวเราะ

“โห คืนนั้นพี่ก็เห็นกับตา ครั้งก่อนพี่ยังชมผมว่าเท่อยู่เลย” เขาว่าพลางยิ้มเก๊กหล่อ เห็นดังนั้นหญิงสาวจึงทำได้เพียงถอนใจเบาๆ

“ดูจากตอนนี้แล้ว พี่ขอถอนคำพูด ตอนนั้นพี่ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองเป็นอะไร แต่ช่วยลืมๆ มันไปทีเถอะ” หญิงสาวกล่าวอย่างเขินอาย อันที่จริงเธอรู้ตัวดีทุกอย่าง ความทรงจำยังคงแจ่มชัดแต่แค่ตัวเธอในช่วงเวลานั้นไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ดีเท่าไร

“ไม่เอาน่า ตอนนั้นพี่ออกจะน่ารัก” ภพกล่าวชมหญิงสาวอีกครั้ง แต่คราวนี้ทำให้เธอหน้าแดงจนถึงใบหู เหมือนว่าความมั่นใจที่เคยมีจนล้นปรี่ก่อนหน้ามันลดฮวบหายวับไปยังไงอย่างงั้น

“ไม่มีอะไรทำรึไง กลับไปได้แล้ว!” หญิงสาวต่อว่าพลางพยายามผลักไสเด็กหนุ่มออกไปจากห้องอย่างลนลาน แต่เธอก็ไม่ได้มีเรี่ยวแรงมากพอที่จะฉุดเขาให้ลุกขึ้นเดินหากเจ้าตัวไม่เต็มใจจะขยับ

“ไม่มี ตอนนี้แก๊ปเยียร์อยู่ ว่าง” เด็กหนุ่มตอบด้วยท่าทีสบายๆ ขณะที่หญิงสาวฉุดกระชากร่างของเด็กหนุ่มจนเหนื่อย เธอทิ้งตัวลงพักนั่งลงที่โซฟาข้างๆ ด้วยหายใจหอบ

“ทำไมถึงหยุดล่ะ แล้วอย่างงี้จะตามเพื่อนทันเหรอ…ปกติถ้าเรียนจบแล้วก็ต้องรีบหางานให้เร็วที่สุด อย่าให้มีช่วงเวลาว่างเพราะจะทำให้ประวัติการทำงานดูไม่ดี” เบสต์ถามอย่างสงสัย เมื่อได้ยินดังนั้นภพลุกตัวขึ้นมานั่งหลังตรง และตอบคำถามด้วยท่าทีจริงจัง

“ก็ที่ผ่านมาต้องทนเรียนสิ่งที่ไม่ชอบมาตลอดสี่ปี ผมไม่มีหัวด้านคำนวณหรือวิทย์มาแต่ไหนแต่ไร มีแค่ดนตรีเท่านั้นที่ทำให้รู้สึกว่าได้เป็นตัวเอง รู้สึกว่าตัวตนของเราอยู่ที่นี่ ถึงจะแตกต่างจากเพื่อนๆ ไปบ้าง แต่ก็มีความสุขมากกว่า ตอนนี้อยากพักเพื่อทำตามใจตัวเองดู แต่ก็กำหนดระยะเวลาไว้ที่หนึ่งปีนะ” ภพเล่าสิ่งที่เขาวางแผนไว้ สิ่งนั้นทำให้เบสต์มีคำถามอีกข้อตามมา

“ไม่รู้สึกผิดที่หยุดพักเหรอ ถ้าทุกคนไปข้างหน้าหมดแล้วทิ้งเราไว้ข้างหลังคนเดียว” เบสต์เอ่ยคำถามอันสะท้อนความคิดในใจของเธอเอง มันเป็นสิ่งที่เธอหวาดกลัวและพร่ำบอกกับตัวเองอยู่เสมอ

“ไม่นี่…ถ้าใจเราไม่ไหว เราก็ต้องหยุด ฝืนไปมีแต่จะทำร้ายตัวเองเปล่าๆ อีกอย่าง เราจะก้าวไปข้างหน้าเพื่อใครถ้าไม่ใช่เพื่อตัวเอง”

คำพูดของภพทำให้หญิงสาวที่อายุมากกว่าสะท้อนใจ เพราะเธอไม่แน่ใจเท่าไรนักว่าชีวิตตลอด 28 ปีที่ผ่านมาเธอใช้มันเพื่อใครกันแน่ หญิงสาวครุ่นคิดทำใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อนเอ่ยความลับให้กับเด็กหนุ่มได้รับรู้

“จริงๆ ช่วงนี้ที่เห็นพี่อยู่ห้องตลอด เพราะว่าพี่ตกงานน่ะ” เบสต์สารภาพ

“ผมรู้ อยู่ด้วยกันขนาดนี้ก็พอเดาได้บ้างแหละ” เด็กหนุ่มกล่าวโดยไม่ตัดสิน แม้คู่สนทนาจะรู้สึกละอายกับเหตุการณ์นั้นก็ตาม ภพเห็นดังนั้นจึงขยับตัวเข้ามาใกล้หญิงสาวจนทั้งสองคนรู้สึกถึงไออุ่นของกันและกัน

“ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตพี่บ้างนะ แต่ทุกเรื่องราวที่เข้ามา มันคงมีเหตุและผลของมัน ความสามารถพี่ไม่ตอบโจทย์ก็อาจจะเป็นหนึ่งในนั้น แต่มันก็มีปัจจัยอื่นๆ อีก ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารไม่ดี บริษัทขาดสภาพคล่อง การเงินติดขัด บลาๆ สารพัดเหตุผลที่จะทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ และจากที่ผมรู้จักพี่มา ผมว่าพี่เป็นคนที่เรียนรู้สิ่งใหม่ได้ไว ขนาดเล่นเกมตู้ครั้งแรกพี่ยังทำได้ดีเลย”

คำพูดให้กำลังใจของภพช่วยเติมลมให้กับหัวใจอันห่อเหี่ยวให้กลับมาพองโตขึ้นอีกครั้ง เบสต์เก็บความเห็นของคนอายุน้อยกว่ามาคิดทบทวน…อันที่จริงเธอรู้เหตุผลของเรื่องนี้ดีที่สุด มันเป็นปัจจัยภายนอกที่ไม่ได้มาจากตัวเธอเลย แต่ความรู้สึกภายในใจยังคงขัดแย้ง

เธอหยุดที่จะโทษตัวเองไม่ได้

ภพเห็นเบสต์เงียบไป เขาจึงประคองศีรษะของเธอเข้ามาให้อิงแอบแนบซบบนหน้าอกของเขา หวังใจเป็นที่พักพิงให้เธอ “สำหรับพี่การหยุดก็คือการรักษา พี่ไม่ได้หยุดอยู่เฉยๆ แต่กำลังพยายามอยู่ต่างหาก”

เด็กหนุ่มเอ่ยพร้อมส่งยิ้มอ่อนโยนให้ ถึงแม้จะอายุน้อยกว่าแต่ในช่วงเวลานี้เขากลับดูเป็นผู้ใหญ่กว่าเธอหลายปีนัก เขาว่าพลางเอามือลูบศีรษะของหญิงสาวเบาๆ ไออุ่นจากฝ่ามือทำให้หัวใจของหญิงสาวอุ่นขึ้นด้วยเช่นกัน

“พี่หยุดได้ใช่มั้ย ไม่ต้องรีบหางานตอนนี้ก็ได้ใช่มั้ย” หญิงสาวถามย้ำๆ แม้จะเป็นคำถามที่เธอเองก็มีคำตอบอยู่แล้ว

“ได้สิ หยุดได้มากเท่าที่ต้องการ จนกว่าใจจะพร้อม จนกว่าร่างกายจะไหว ถึงเวลานั้นเราอาจจะออกวิ่งได้เร็วกว่าเดิมก็ได้นะ” เขาส่งยิ้มกว้างให้เธออีกครั้ง รอยยิ้มที่แสนอบอุ่นเหมือนดวงตะวัน ก่อเกิดเป็นความรู้สึกอบอวลอยู่ภายในใจที่แม้แต่ตัวหญิงสาวเองก็ยากจะอธิบายได้

 



Don`t copy text!