
ยาใจด้วยรัก บทที่ 21 : บ้านไม่ใช่เซฟโซน
โดย : ลิลนิล
![]()
ยาใจด้วยรัก โดย ลิลนิล เรื่องราวฟีลกู้ดของสาวไทป์แมวดำและเด็กหนุ่มไทป์หมาโกลเด้นที่จะช่วยให้คุณเข้าใจความหมายของการใช้ชีวิตให้มีความสุขมากขึ้น นวนิยายโรแมนติก คอมเมดี้ อบอุ่นหัวใจ ดราม่า ที่อ่านเอาเชื่อว่าจะเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่จะมอบความสุขให้กับทุกคนได้อย่างแน่นอน
“ยาจิตประสาท?” เสียงของผู้เป็นมารดาเอ่ยย้ำอีกครั้งกับสิ่งที่ได้ยินพร้อมกับความฉงนของผู้เป็นบิดา
“คืออะไร ใครเป็นโรคจิต” นฤเบศร์เอ่ยถามอย่างสงสัย ผู้เป็นพี่ชายจึงส่งซองยาไปให้ผู้เป็นบิดาอ่านเอง และซองยานั้นก็ระบุชื่อลูกสาวของเขาเอาไว้อย่างชัดเจน
“เบสต์” เขาเริ่มมีอารมณ์ พร้อมส่งเสียงเรียกลูกสาวแต่ไม่ได้รับเสียงตอบ
“เบสต์!” เขาเรียกอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้นจนหญิงสาวสะดุ้งเฮือก เธอค่อยๆ ก้าวเท้าเดินไปตรงหน้าของครอบครัว ความรู้สึกอึดอัดแน่นอยู่ในท้องและหน้าอกจนหายใจไม่ออก
“อธิบาย” เสียงทุ้มต่ำของนฤเบศร์นั้นทั้งสั้นและห้วน น้ำหนักคำมาพร้อมความกดดันที่มากเกินกว่าหญิงสาวจะรับไหว บอสเหลือบมองสถานการณ์อย่างพิจารณา ส่วนอารีย์นั่งเงียบรอฟังคำตอบด้วยสีหน้าที่เป็นกังวล ขณะที่ภพเห็นท่าไม่ดีจึงออกตัวแทน
“เอ่อ…คืองี้ครับคุณพ่อ พี่เบสต์เขา…” เด็กหนุ่มพยายามรักษาบรรยากาศอย่างสุดความสามารถ
“ฉันไม่ได้พูดกับเธอ”
เสียงดุดันปนอารมณ์โกรธทำให้ภพต้องเงียบปากลงทันที เบสต์จึงจำใจอธิบาย
“เบสต์ต์เป็นไบโพลาร์ค่ะ แต่ไม่ได้รุนแรงนะคะ หมอบอกว่าเป็นอ่อนๆ พวกนี้มันเกิดจากความเครียดแล้วก็สารเคมีในสมองผิดปกติ…”
“เครียด?” บิดาถามพลางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“ใช่ค่ะ หน้าที่ความรับผิดชอบมากขึ้น กดดันมากก็เลย…”
“ฉันก็เครียด ยังไม่เห็นเป็นอะไรเลย สมัยฉันไม่ได้สบายแบบแกด้วย บ้านก็ยากจนต้องอดมื้อกินมื้อ กว่าจะมีทุกวันนี้ ฉันต้องฝ่าฟัน อดทนกับแม่แกมาตั้งเท่าไหร่ พี่แกก็ยังลำบาก โตมาตอนฉันกำลังสร้างเนื้อสร้างตัว ผิดกับแก อยากกินอะไรก็มีให้กิน ที่นอนก็มีให้นอน ยังจะมีอะไรให้เครียดอีก”
เขาบ่นยาวเหยียดโดยไม่ได้สนว่าตอนนี้คู่สนทนารู้สึกอย่างไร
“นั่นสิลูก เบสต์ได้เลื่อนตำแหน่งก็น่าจะดีใจไม่ใช่เหรอ” ผู้เป็นแม่เสริมเสียงเบาด้วยความนึกสงสัย
“ผมว่าไม่น่าใช่มั้ง ตั้งแต่มาที่นี่ผมยังไม่เห็นเอกสารงานของเบสต์สักชิ้น คอมพิวเตอร์บริษัทก็ไม่มีแล้วด้วย” เพราะความหัวไวของเด็กหัวกะทิ เขารู้สึกได้ถึงสิ่งผิดปกติแทบจะทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในห้องแห่งนี้แล้ว
เบสต์หน้าซีดลงทันที เธอก้มหน้ามองพื้น ปล่อยให้ผมยาวเลื่อนลงปิดบังใบหน้าของเธอ
“จริงเหรอเบสต์”
หญิงสาวสะดุ้งเมื่อได้ยินคำที่กระแทกใจจากปากของบิดา เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่ มือสั่นปากสั่นแต่ก็ต้องพยักหน้ายอมรับ
“เบสต์ถูกไล่ออกค่ะ” เธอสารภาพเพราะคิดว่าไม่เร็วก็ช้าความจริงก็จะแดงขึ้นมาอยู่ดี ไม่อยากให้ภพรู้เรื่องนี้ตอนนี้เลย แต่หญิงสาวถูกบีบจนไม่มีทางเลือก
ผู้เป็นมารดาเอามือป้องปากอุทานอย่างตกใจ ส่วนผู้เป็นบิดาได้แต่หัวเราะในลำคอ ในชีวิตของเขาไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมาก่อน และก็ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นกับเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองด้วย
“เพราะแกบ้าน่ะสิ เขาเลยเขี่ยแกทิ้ง ทำไมไม่อดทนให้มันมากกว่านี้” ผู้เป็นพ่อสั่งสอน ยิ่งเหมือนการกรีดแผลที่ยังไม่ปิดสนิทดีให้เปิดออก คำพูดนั้นแม้คนสุขภาพจิตแข็งแรงดีอย่างภพยังทนไม่ไหว
“เอ่อ คุณพ่อครับ เป็นบ้ากับเป็นโรคจิตมันไม่เหมือนกันนะครับ อีกอย่างเรื่องนี้ในปัจจุบันก็เปิดกว้าง ป่วยกายเรายังหาหมอ ป่วยใจเราก็ต้องหาหมอเหมือนกันนะครับ…”
“ฉันไม่ได้พูดกับเธอ นี่คิดว่าตัวเองเป็นใคร พูดแทรกคนอื่นเขาเป็นครั้งที่สองแล้วนะ ครอบครัวไม่สั่งสอนรึไง”
นฤเบศร์กล่าวด้วยความหงุดหงิดจนภพรู้สึกจุก แต่ความรู้สึกอยากช่วยเหลือหญิงสาวนั้นมีพลังมากกว่าที่จะทำให้เขาถอย
“เรื่องแบบนี้ไม่แทรกคงไม่ไหวอะลุง พี่เบสต์เขาไม่ได้บ้าเขาเป็นไบโพลาร์อ่อนๆ จะมีอาการซึมเศร้าสลับกับดีดแล้วแต่ช่วง…” ภพเปลี่ยนสรรพนามของอีกฝ่ายทำให้ชายชราหัวเสียไม่ใช่น้อย ทั้งที่เด็กหนุ่มพยายามอธิบายเป็นภาษาบ้านๆ เพื่อให้เข้าใจง่าย แต่เหมือนกับครอบครัววิชาการจะเข้าใจไปคนละเรื่อง
“ซึมเศร้า…ซึมเศร้าอีกแล้วเหรอ” บอสพูดซ้ำพลางถอนหายใจแรงสร้างความกังวลใจให้กับอารีย์
“ซึมเศร้าคืออะไร” ผู้เป็นมารดาเอ่ยถามขึ้นด้วยเธอไม่เข้าใจบทสนทนาที่กำลังดำเนินอยู่นี้สักเท่าไร
“ช่วงนี้พวกวัยรุ่นเขานิยมเป็นกันน่ะแม่ เหมือนจะรู้สึกเศร้าจนทำงานทำการไม่ได้เนี่ยแหละ” บอสพูดในมุมมองที่เขาเข้าใจ นั่นยิ่งทำให้ชายชรามีมุมมองต่อเรื่องนี้ติดลบเข้าไปอีก
“โรคเรียกร้องความสนใจน่ะสิ” ชายสูงวัยบ่นอุบอิบ ไม่อยากจะเชื่อว่าลูกสาวคนเล็กจะเป็นไปตามกระแสกับเขาด้วย ได้ยินดังนั้นดวงตาของเบสต์เริ่มร้อนผ่าวและมีน้ำใสๆ คลอเอ่อล้น เป็นจังหวะเดียวกับที่ผู้เป็นพ่อเห็นเข้าพอดี
“อย่าร้องนะ ถ้าคนอื่นเขารู้ว่าแกเป็นซึมเศร้าอะไรนี่ เขาหัวเราะเยาะตายเลย พ่อไม่เคยสอนให้แกเป็นคนอ่อนแอแบบนี้นะ” ชายชราพูดให้ลูกสาวฮึบเอาไว้ หญิงสาวจึงทำได้แค่อดทน อดทนเหมือนกับที่ผ่านมา
“แล้วเบสต์เป็นมานานรึยังลูก ทำไมไม่บอกแม่” อารีย์ถามด้วยความเป็นห่วง แต่ไม่ทันที่หญิงสาวจะได้ระบาย ผู้เป็นบิดาออกคำสั่งเด็ดขาดขัดขึ้น
“ไปเก็บของ ในเมื่อไม่มีงานให้ทำก็ไม่รู้จะอยู่ที่นี่ไปเพื่ออะไร เก็บของกลับเชียงใหม่ด้วยกัน ไปอยู่บ้านอะไรๆ จะได้ดีขึ้น” เขาว่าพลางลุกเดินไปเปิดตู้ต่างๆ เพื่อค้นหากระเป๋าเดินทางใบใหญ่
“ไม่นะ…” หญิงสาวพยายามเอื้อนเอ่ยคำพูดแม้เสียงจะแหบพร่า ภพเห็นดังนั้นเขาทนเงียบต่อไปไม่ไหว
“คุณลุงช่วยฟังพวกผมอธิบายหน่อยได้ไหมครับ พี่เบสต์เขาต้องหาหมอกินยาถึงจะหาย ถ้าเกิดอะไรขึ้นผมที่อยู่ข้างห้องจะช่วยดูแลเอง” ภพยังคงพยายาม แม้ในใจรู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่แม้แต่จะเปิดใจฟังเขาด้วยซ้ำ
“เหอะ! เด็กอย่างแกจะมาทำอะไรได้” ชายชราหัวเราะในลำคอ
“ทำได้สิครับ ที่ผ่านมาผมก็มาอยู่เป็นเพื่อนพี่เขาตลอด”
“ไหนๆ ก็อย่างมีส่วนร่วมมากนัก ฉันจะสอนให้นะ แกเป็นแค่เด็ก ดูจากหน้าก็คงเรียนอยู่หรือเพิ่งจบ การงานมั่นคงรึยัง หาเงินได้เท่าไหร่ เอาง่ายๆ คอนโดนี่เช่าหรือซื้อเอง มีเงินมากพอที่จะซื้อทรัพย์สินเป็นของตัวเองรึยัง ดูแลตัวเองยังไม่ไหวแล้วจะมาดูแลคนอื่น ครอบครัวไม่ว่าอะไรรึไง” นฤเบศร์เทศนาอย่างเหลืออด
“ผมไม่มีครอบครัวครับ” ภพกล่าวเสียงเรียบ นั่นยิ่งทำให้อีกฝ่ายยิ้มเยาะเข้าไปอีก
“เดาไว้ไม่มีผิด เด็กกำพร้าเหลือขออย่างแกแค่ดูแลตัวเองยังเต็มกลืนเลย แล้วจะมาดูแลลูกสาวฉัน… แกมันก็แค่เด็กที่ดีแต่พูด โลกความจริงมันโหดร้ายกว่าที่แกคิดนะเจ้าหนู”
คำเหยียดหยันทำให้ความมั่นใจของเด็กหนุ่มลดฮวบลงไปอยู่ตาตุ่ม รู้สึกต่ำต้อยแบบไม่เคยเป็นมาก่อน ถึงเขาจะรู้เรื่องนี้ดียิ่งกว่าใคร แต่พอมีคนมาพูดใส่หน้าจังๆ แล้วมันก็เจ็บได้เหมือนกัน
“เบสต์ กลับบ้านเรานะลูก แม่จะพาไปฟังธรรม พระป่าแถวบ้านเราเขาเทศน์ดีมาก ลูกจะได้เข้าใจ สัจธรรมของชีวิตมากขึ้นไง” ผู้เป็นแม่เข้ามากุมมือหญิงสาวด้วยความหวังดี แต่เบสต์กลับรู้สึกว่ามันไม่ใช่ คนพวกนี้ไม่ได้เข้าใจอะไรเลย
“เพราะคุณโอ๋ลูกมากไป ก็เลยกลายเป็นคนอ่อนแอแบบนี้ไง ผมผิดหวังจริงๆ ที่ปล่อยให้คุณดูแลลูก” นฤเบศร์หันมาแว้งกัดคู่ชีวิต
“ขอโทษค่ะ ฉันก็เลี้ยงแกมาเหมือนกันกับตาบอส เห็นบอสแข็งแรงดีไม่มีปัญหา ฉันก็คิดว่าเบสต์จะไม่มีปัญหาเหมือนกัน” ภรรยาอธิบายเสียงสั่น
“เหอะ เพราะคุณไม่ค่อยใส่ใจลูกเท่าที่ควรน่ะสิ คุณก็รู้ว่าบอสน่ะเป็นคนเก่งมาแต่ไหนแต่ไร ผิดกับเบสต์…” ผู้เป็นบิดาเปรียบเทียบลูกทั้งสองของเขาต่อหน้าด้วยความเคยชิน ผู้เป็นมารดาได้แต่ก้มหน้ายอมรับความผิดพลาด
“เป็นอย่างที่คุณพูด ฉันผิดเองที่ดูแลลูกได้ไม่ดี เป็นแม่ที่ไม่ดี แม่ขอโทษนะเบสต์ แม่ขอโทษที่แม่ทำให้ลูกต้องเป็นแบบนี้”
คำขอโทษของมารดาทำให้หัวใจของหญิงสาวแตกสลาย
ไม่ใช่ เธอไม่ได้ต้องการให้แม่โทษตัวเอง แม่ต้องเสียใจ เพราะคนไม่ได้เรื่องแบบเธอ…
“ถ้าแกอยากทำงาน อยากเจอสังคมภายนอกแกก็ต้องเข้มแข็ง แต่ถ้าแกอ่อนไหวมากก็หาผู้ชายดีๆ สักคนแต่งงานด้วยแล้วก็เป็นแม่บ้านแบบแม่แก” นฤเบศร์ยังคงพร่ำบ่นและแนะนำทางออกที่ตัวเขาคิดว่าถูกต้อง
“พ่อครับ ผมว่าเรื่องนี้เราเอาไว้พูดกันตอนถึงเชียงใหม่ดีไหมครับ” บอสแทรกขึ้นเพื่อให้บิดาใจเย็นลง
“แกก็อีกคน ทำไมไม่รู้จักสอนวิธีการเอาตัวรอดให้น้อง” ชายชราหันมาตำหนิลูกชายเพิ่มเติม
เรื่องราวบานปลายใหญ่โตจนเนื้อหาไปไกลกว่าเรื่องการป่วยของหญิงสาวเสียแล้ว เสียงถกเถียงกันดังไม่หยุดหย่อน มันอื้ออึงอยู่ในหูของเจ้าหล่อนจนน่ารำคาญ
“หุบปาก !!!”

- READ ยาใจด้วยรัก บทที่ 21 : บ้านไม่ใช่เซฟโซน
- READ ยาใจด้วยรัก บทที่ 20 : ข้อสงสัยทางอารมณ์
- READ ยาใจด้วยรัก บทที่ 19 : หยุดพักได้เท่าที่ต้องการ
- READ ยาใจด้วยรัก บทที่ 18 : อยากปกป้องเธอ
- READ ยาใจด้วยรัก บทที่ 17 : ความมั่นใจที่ไม่รู้มาจากไหน
- READ ยาใจด้วยรัก บทที่ 16 : เป็นตัวของตัวเอง
- READ ยาใจด้วยรัก บทที่ 15 : เปิดหูเปิดตา
- READ ยาใจด้วยรัก บทที่ 14 : โซเชียลมีเดีย
- READ ยาใจด้วยรัก บทที่ 13 : รอยยิ้มที่หายไปนาน
- READ ยาใจด้วยรัก บทที่ 12 : ถ้าเป็นแผลที่ใจก็ต้องรักษา
- READ ยาใจด้วยรัก บทที่ 11 : โพสต์อิท
- READ ยาใจด้วยรัก บทที่ 10 : แค่อยู่ข้างๆ กันก็พอ
- READ ยาใจด้วยรัก บทที่ 9 : ความห่วงใยของคนแปลกหน้า
- READ ยาใจด้วยรัก บทที่ 8 : คนข้างห้อง
- READ ยาใจด้วยรัก บทที่ 7 : ความฝันที่กินไม่ได้
- READ ยาใจด้วยรัก บทที่ 6 : หลุมดำในใจ
- READ ยาใจด้วยรัก บทที่ 5 : ความเจ็บปวดที่ไม่มีเสียง
- READ ยาใจด้วยรัก บทที่ 4 : ความล้มเหลวของความพยายาม
- READ ยาใจด้วยรัก บทที่ 3 : บ้านที่ไม่อยากกลับ
- READ ยาใจด้วยรัก บทที่ 2 : ออฟฟิศที่อยู่กันแบบครอบครัว
- READ ยาใจด้วยรัก บทที่ 1 : การพบกันครั้งแรกของกลางคืนและกลางวัน
- READ ยาใจด้วยรัก : บทนำ







