ยาใจด้วยรัก บทที่ 31 : คุณค่าของเพื่อนแท้

ยาใจด้วยรัก บทที่ 31 : คุณค่าของเพื่อนแท้

โดย : ลิลนิล

Loading

ยาใจด้วยรัก โดย ลิลนิล เรื่องราวฟีลกู้ดของสาวไทป์แมวดำและเด็กหนุ่มไทป์หมาโกลเด้นที่จะช่วยให้คุณเข้าใจความหมายของการใช้ชีวิตให้มีความสุขมากขึ้น นวนิยายโรแมนติก คอมเมดี้ อบอุ่นหัวใจ ดราม่า ที่อ่านเอาเชื่อว่าจะเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่จะมอบความสุขให้กับทุกคนได้อย่างแน่นอน

ณ ห้องของโรงแรมขนาดกลางที่ตกแต่งสไตล์มินิมอล ให้บรรยากาศเป็นกันเองด้วยเฟอร์นิเจอร์สีอ่อน สองสาวและหนึ่งหนุ่มนั่งประจันหน้ากันอยู่บนห้องพักเดี่ยวของเกรซ

“สรุป เรื่องมันเป็นมายังไง” เกรซเสยผมขึ้นด้วยอารมณ์ที่ยังเดือดอยู่ต่ำๆ เธอคาดคั้นให้เพื่อนสาวเล่าเรื่องที่เธอไม่รู้ เบสต์ถอนหายใจยาวก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกๆ แต่ยังไม่ทันจะได้ปริปากก็ถูกเพื่อนสาวขัดขึ้น

“เดี๋ยว…ก่อนอื่น ไอ้หมอนี่เป็นใคร และตามมาทำไม” เกรซพยักพเยิดหน้าไปทางภพ ที่ติดสอยห้อยตามมานั่งเป็นส่วนเกินแถมยังทำตัวทองไม่รู้ร้อน

“สวัสดีครับ ผมภพนะครับ กำลังตามจีบพี่เบสต์อยู่ครับ!” เขาตอบเสียงฟังดังชัดจนสองสาวอึ้งไป เบสต์รีบปฏิเสธขึ้นมาทันที

“มะ…ไม่ใช่นะ แค่เพื่อนข้างห้องกันที่กรุงเทพ” ท่าทางเงอะงะของเบสต์ทำให้เพื่อนสาวยิ้มกรุ้มกริ่ม

“หราาาาา…” เกรซลากเสียงยาวด้วยท่าทีหมั่นไส้

“ก็เออดิ” เบสต์พยายามโมโหกลบเกลื่อนจนเกรซหุบยิ้มไม่ลง เธอเปลี่ยนเป้าหมายของบทสนทนาไปยังชายที่อายุน้อยกว่า

“เอ่อ…น้องภพอายุเท่าไหร่คะ” เกรซเอ่ยถามขึ้นด้วยความใคร่รู้

“22 ครับ ช่วงปลายปีก็จะ 23 แล้ว” เขาตอบอย่างสุภาพ

“แหมมมมมมมมม”

“อะไร…” เบสต์จ้องหน้าเพื่อนสาวที่ลากเสียงยาวอย่างมีพิรุธ

“เดี๋ยวนี้กินเด็กนะเรา”

“ไม่ใช่นะ ไม่ได้คบกัน เป็นแค่น้องที่อยู่ข้างห้องกันเฉยๆ” เบสต์ยังคงปฏิเสธ แต่แก้มกลับแดงแปร๊ดทำให้เพื่อนสาวที่มีประสบการณ์เรื่องความรักโชกโชนกว่าได้แต่มองด้วยความเอ็นดู

“สาบานให้บ้านไฟไหม้”

“ไหม้ไม่ได้ดิ เดี๋ยวคนในตึกเขาเดือดร้อน”

“จ้า…กลัวเพื่อนร่วมคอนโดเดือดร้อนอะเนาะ” เกรซยังคงล้อไม่หยุด เธอรู้สึกสนุกเมื่อเห็นเบสต์มีท่าทีลนลานมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันภพที่แอบฟังบทสนทนาของสาวๆ อยู่เงียบๆ พยายามกลั้นขำอย่างสุดชีวิต แต่ก็ไม่อาจห้ามริมฝีปากที่ยกขึ้นโดยอัตโนมัติได้

“ยิ้มอะไร!” เบสต์หันขวับไปจ้องถมึงใส่คนอายุน้อยกว่า

“ป๊าววว พวกพี่คุยกันต่อเลยค้าบ ผมไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น”

เขาตีหน้าซื่อทั้งที่นัยน์ตาใสหลุกหลิก เกรซหลุดหัวเราะออกมาอย่างช่วยไม่ได้ รู้สึกตลกกับท่าทางของคนทั้งสอง เบสต์เองก็เผลอหัวเราะไปตามบรรยากาศ เอาจริงๆ ก็รู้สึกตลกตัวเองอยู่เหมือน เสียงหัวเราะของพวกเขาปลุกบรรยากาศอึมครึมให้กลับมาสดใสอีกครั้ง

“นี่ไง หัวเราะแล้ว” เกรซว่าพลางยิ้มให้เพื่อน เบสต์เองก็เพิ่งรู้ตัวเมื่อถูกทัก

“ตอนอยู่ที่คาเฟ่เป็นห่วงแทบแย่ หน้าตาอย่างกับศพเดินได้แน่ะ” ถึงแม้จะเพิ่งผ่านเหตุการณ์วุ่นวายมาหมาดๆ แต่เบสต์ก็ไม่อยากจะเชื่อว่าเธอจะสามารถกลับมาหัวเราะได้อีกครั้ง หญิงสาวรู้สึกถึงประกายความหวังที่เริ่มสว่างในความมืด แม้มันจะเพียงเล็กน้อยก็ตาม

“แล้วสรุปเรื่องเป็นไงมาไง” เกรซถามย้ำเพื่อไล่เรียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง

เบสต์จำใจต้องเล่าความจริงทั้งหมดให้เกรซฟัง ตั้งแต่เรื่องงาน ความสัมพันธ์ระหว่าง เธอ คะนิ้ง และชัย เหตุการณ์บนระเบียงวันนั้น และภพเด็กหนุ่มที่โผล่มาแบบไม่ทันตั้งตัว

เบสต์สังเกตอาการของเพื่อนสนิทและเด็กหนุ่มข้างๆ ขณะเล่า ด้วยนี่เป็นครั้งแรกที่เธอเปิดเผยรายละเอียดช่วงชีวิตดำมืดอย่างหมดเปลือก เด็กหนุ่มไม่มีท่าทีเปลี่ยนแปลง เขาฟังอย่างตั้งใจด้วยท่าทีสบายๆ สวนทางกับเกรซ ที่ใบหน้าบึ้งตึง ขมวดคิ้วจนเบสต์ไม่กล้าสบตา แต่เมื่อหญิงสาวหลุบตามองต่ำ ก็เห็นมือทั้งสองของเพื่อนสาวกำลังกำแน่นและสั่นเทา หลังเล่าจบ ความเงียบปกคลุมบรรยากาศจนน่าอึดอัด…

“ขอโทษนะ” เบสต์กล่าวขอโทษโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าจะมองมุมไหน เรื่องนี้ก็เป็นความผิดของเธอ

“ขอโทษทำไม” เกรซกล่าวด้วยน้ำเสียงขุ่นมัว

“ก็…ขอโทษที่แผ่พลังลบให้น่ะ ทั้งที่ชีวิตแกก็น่าจะเครียดพออยู่แล้ว ไม่น่าจะต้องมารับรู้เรื่องน่าปวดหัวของฉันเพิ่มเลย” เมื่อสิ้นประโยคเหมือนเกรซจะโมโหมากกว่าเดิม

“ฉันเป็นเพื่อนแกรึเปล่า” เกรซเอ่ยถามด้วยเสียงสั่นเครือจนเบสต์ยิ่งรู้สึกผิด

“เป็นสิ แกสำคัญกับฉันมากนะ แกเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดของฉัน เป็นมากกว่าเพื่อนด้วยซ้ำ” หญิงสาวตอบกลับอย่างแผ่วเบาไม่กล้าสบตา ได้ยินดังนั้นเกรซกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยอารมณ์

“แล้วทำไมแกถึงไม่บอกฉัน ถ้าฉันสำคัญ…ทำไมแกถึงไม่ยอมเล่า เรื่องของแกมันก็สำคัญสำหรับฉันเหมือนกันนะเว้ย ถ้าวันนั้นภพไม่อยู่แล้วเกิดอะไรกับขึ้นกับแกจะทำยังไง”

เมื่อถูกต่อว่า เบสต์ยิ่งรู้สึกผิด

“ฉัน…ก็แค่ไม่อยากเป็นภาระของแก แล้วฉันก็กลัว…” ดวงตาของเธออุ่นร้อน หญิงสาวพยายามสะกดอารมณ์ที่เอ่อล้นอยู่ในดวงตาทั้งสองข้าง

“กลัวว่าฉันจะเลิกคบแก?” เกรซเดาใจอย่างรู้ทัน เบสต์ทำได้เพียงพยักหน้ารับอย่างเชื่องช้า สิ่งนั้นทำให้เกรซยิ่งปรี๊ดขึ้นไปใหญ่

“แกเห็นฉันเป็นคนยังไงวะ คนที่จะทิ้งเพื่อนในยามเดือดร้อนเหรอ” เกรซว่าพลางมีน้ำหยดไหลออกจากดวงตาข้างหนึ่ง เบสต์แปลกใจเมื่อเห็นเกรซร้องไห้ ทั้งที่ๆ ผู้หญิงแกร่งอย่างเกรซไม่เคยเสียน้ำตาให้กับเรื่องไหน

“เราคบกันมากี่ปี คิดว่าเรื่องแค่นี้จะทำอะไรฉันได้เหรอ หรือฉันดีไม่พอที่แกจะไว้ใจได้” หญิงสาวยิ่งพูดน้ำตาก็ยิ่งพรั่งพรู ทั้งเสียใจ น้อยใจ และโกรธตัวเองที่ทำไมไม่สังเกตว่าเพื่อนมีปัญหา

“ไม่นะเกรซ เพราะฉันแคร์แก ก็เลยไม่อยากทำตัวมีปัญหา ไม่อยากเป็นภาระ…” ได้ยินดังนั้นเกรซดึงตัวเพื่อนสนิทเข้ามากอดแน่น

“หยุดพูดว่าตัวเองเป็นภาระเดี๋ยวนี้นะ คำก็ภาระ สองคำก็ภาระ ไม่มีใครเป็นภาระของใครทั้งนั้นแหละ”

เกรซกล่าวด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่น หยดน้ำใสไหลออกดวงตาของเบสต์อย่างห้ามไม่อยู่

“ขอโทษนะ ฉันขอโทษนะแก ขอโทษนะ” หญิงสาวร้องไห้สะอึกสะอื้น

“ไม่ต้องขอโทษ! หยุด!” เกรซเอามือตบหลังเพื่อนสาวดัง ปึก ปึก ด้วยหวังจะปลอบแต่เหมือนน้ำหนักมือจะแรงไปหน่อยทำให้อีกฝ่ายแอบจุกเล็กน้อย

“โอ๊ย เจ็บนะ” เบสต์บ่นกระปอดกระแปด แม้ใบหน้าจะเปื้อนน้ำตาแต่ก็ฉาบไปด้วยรอยยิ้ม

“นี่แน่ะ นังบ้า มันน่าตีให้ตายคามือนักเชียว” เกรซยังคงฟาดเพื่อนต่อไม่ยั้ง แต่น้ำเสียงสั่นเครือของเธอก็กลั้วไปด้วยเสียงหัวเราะเบาๆ

ถึงภพจะอยากมีส่วนร่วมกับบทสนทนาขนาดไหน แต่เขาก็รู้สึกว่าไม่สามารถเข้าไปแทรกกลางมิตรภาพระหว่าง 2 สาวได้เลย เขาทำได้แต่นั่งมอง แล้วก็ยิ้มอยู่ที่มุมหนึ่งของโซฟาเท่านั้น

วันนี้เบสต์ตัดสินใจนอนค้างกับเกรซหลังจากที่พวกเธอไม่ได้นอนด้วยกันมาตั้งแต่เรียนจบมหา’ลัย แม้ภพจะมีเรื่องราวมากมายที่อยากจะคุยกับเบสต์ แต่ดูท่าเรื่องของเขาคงจะต้องถูกเลื่อนออกไปก่อน

 



Don`t copy text!