ยาใจด้วยรัก บทที่ 32 : ความในใจของเพื่อนสนิท

ยาใจด้วยรัก บทที่ 32 : ความในใจของเพื่อนสนิท

โดย : ลิลนิล

Loading

ยาใจด้วยรัก โดย ลิลนิล เรื่องราวฟีลกู้ดของสาวไทป์แมวดำและเด็กหนุ่มไทป์หมาโกลเด้นที่จะช่วยให้คุณเข้าใจความหมายของการใช้ชีวิตให้มีความสุขมากขึ้น นวนิยายโรแมนติก คอมเมดี้ อบอุ่นหัวใจ ดราม่า ที่อ่านเอาเชื่อว่าจะเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่จะมอบความสุขให้กับทุกคนได้อย่างแน่นอน

“แล้วจากนี้แกจะทำอะไรต่อวะ” เกรซเอ่ยถามขึ้นด้วยอยากรู้แผนในชีวิตของเพื่อนระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังจัดแจงทาครีมบำรุงหน้าและเตรียมตัวนอน

“ไม่รู้สิ ฉันเคยมีความสุขกับการทำงานมากนะ แต่ตอนนี้เหมือนมันตายจากฉันไปแล้วอะ” เบสต์เอ่ยขึ้นอย่างเศร้าๆ ด้วยรู้ตัวดีว่าเธอยังไม่สามารถเก็บรวบรวมพลังใจขึ้นมาใหม่ได้

“โดนเอาเปรียบจนรู้สึกกลัวไปหมด กลัวจนไม่กล้าทำอะไร ตัวฉันที่เคยมุ่งมั่นและไฟแรงมันหายไปแล้ว ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเก่งอะไร ต้องการอะไร หรือชอบอะไรจริงๆ กันแน่” เมื่อได้ฟังเกรซโอบกอดเพื่อนสาวเอาไว้แน่น ก่อนจะตบหลังของเธอ เบาๆ เป็นการปลอบโยน

“แกก็อย่าให้ช่วงเวลาแค่สั้นๆ ทำลายชีวิตแกนานเกินไป…มันไม่ได้สำคัญกับเราขนาดนั้น”

สาวผมสั้นถอนอ้อมกอด และจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเพื่อนสาวด้วยความจริงใจ

“คนที่ควรตายจากชีวิตเราคือคนอื่น ไม่ใช่ความสุขของเรา ตัวของเรา”

คำพูดที่ออกมาจากหัวใจ ช่วยเยียวยาปลอบประโลมรอยแผลที่เก็บซ่อนลึกอยู่ข้างในให้ตื้นขึ้นราวกับปาฏิหาริย์ เบสต์รู้สึกซาบซึ้งจนน้ำเอ่อล้นในดวงตาขึ้นมาอีกรอบ เกรซลดตัวลงนอนบนเตียงขนาดเล็ก เบียดกับเพื่อน ทำให้หวนนึกถึงวันวานสมัยยังเป็นวัยรุ่น ดวงไฟปิดลงฉาบบรรยากาศของห้องด้วยความมืดสลัว ความเงียบปกคลุมบรรยากาศอยู่ครู่หนึ่ง…

“แล้ว…เรื่องที่บ้านแกจะเอาไง” เกรซเอ่ยถามคำถามที่ยังคาใจ

“ไม่รู้สิ”

“ฉันไม่ได้อยากจะกดดันแกหรอกนะ แค่ถามไว้เผื่อต้องการความช่วยเหลือ”

“อือ ขอบใจแกมากนะ…คิดว่ายังไงก็คงต้องคุยกันแหละแต่ยังไม่ใช่ตอนนี้”

แม้หญิงสาวจะคิดเช่นนั้น แต่เธอก็ยังไม่รู้วิธีที่จะพูดคุยกับที่บ้านเลย อาจจะเป็นที่ตัวเธอเองที่ไม่เปิดใจ เพราะคุยทีไรก็ถูกเปรียบเทียบกับพี่ชายทุกที

 

ขณะเดียวกัน ณ ร้านอาการกึ่งบาร์บนชั้นดาดฟ้า อลิซนั่งเหม่ออยู่บนเก้าอี้ในร้านที่ไร้ผู้คน ดวงตาแดงก่ำจากการร้องไห้อย่างหนักติดต่อกันหลายวัน…

ก็รู้ว่าสักวันจะต้องอกหัก ทั้งที่เตรียมใจเอาไว้อย่างดิบดี แต่เอาเข้าจริงก็ไม่คิดว่าจะเสียใจได้ขนาดนี้

ในขณะที่หญิงสาวกำลังซึมกะทือ เธอก็ได้ยินเสียงลากเก้าอี้กับพื้นพร้อมกับร่างของชายหนุ่มที่แสนคุ้นเคย เขาลดตัวลงนั่งข้างๆ เธออย่างเชื่องช้า

“มาทำไม” หญิงสาวเอ่ยถามด้วยเสียงที่อู้อี้แหบแห้ง

“มาดูหน้าคนอกหักมั้ง”

“ถ้าจะกวนตีนก็กลับไปเลยไป ไม่มีอารมณ์”

“ถ้าอยู่คนเดียวแล้วเวิร์กหน้าก็คงไม่ปูดแบบนี้หรอก หมดสวยหมดแล้ว”

หญิงสาวเงียบลงไม่พูดไม่จาเป็นคำตอบ คิณณ์ถอนหายใจเบาๆ ก่อนเอ่ยถามเรื่องที่คาใจ

“อะไรทำให้เธอยึดติดกับภพขนาดนั้น”

หญิงสาวผมไฮไลต์สีชมพูยุ่งเหยิงเงยหน้าขึ้นมองฟ้า สูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะถอนมันออกมาเฮือกใหญ่ เธอหลับตาลงแน่น ครุ่นคิดครู่หนึ่ง

“ก็เพราะอยู่ด้วยกันมานานละมั้ง ฉันก็คอยดูแลมันตลอด จนรู้สึกผูกพันอยากจะอยู่ดูแลมันตลอดไป”

พอสำนึกได้ว่าเธออาจจะไม่มีโอกาสได้ใกล้ชิดกับเขาอีกแล้ว น้ำตามันก็พานจะรื้นขึ้นมาอีกจนได้

“ไม่อยากให้จบแบบนี้เลย” หญิงสาวเสียงสั่นเครือคล้ายกับจะร้องไห้

“ฉันไม่รู้จะทำยังไงให้มันหันมามอง มองฉันในฐานะผู้หญิงคนนึง” อลิซยังคงบ่นระบายพรั่งพรูความรู้สึกรักที่อัดแน่นไปด้วยความเจ็บปวดจนคนฟังยังใจหาย

“อืม…ฉันก็เหมือนกัน” คิณณ์พูดด้วยน้ำเสียงแผวเบาแต่อลิซที่ได้ยินถึงกับช็อกไปเล็กน้อย

“ห้ะ แกก็ชอบภพเหมือนกันเรอะ ตั้งแต่เมื่อไหร่”

คิณณ์อยากจะเอาหัวโขกกำแพงเมื่อได้ยิน

“จะว่าไปแล้ว แกก็ตามไปดูภพเล่นดนตรีด้วยตลอดเลยนี่ ที่ผ่านมาก็ไปไหนมาไหนด้วยกันสามคนตลอด ทำไมฉันถึงนึกไม่ถึงนะ”

หญิงสาวยังคงคิดทบทวนและจินตนาการไม่เลิก จนชายหนุ่มเอามือตบที่หน้าผากของตัวเองดังป๊าบ ระอาในความคิดแต่ก็เอ็นดูในความใสซื่อ ชายหนุ่มจึงเอื้อมมือไปจับแก้มนวลของหญิงสาวให้หันใบหน้ามาทางเขา ก่อนโน้มประกบริมฝีปากให้อีกฝ่ายหยุดพูดทฤษฎีสมคบคิด

ดวงตาของหญิงสาวเบิกโพลงด้วยอารามตกใจสุดขีด ใบหน้าแดงก่ำจนถึงใบหู เมื่อเขาถอนจูบอันเบาบางออก หญิงสาวรีบเอามือทั้งสองขึ้นมาปิดปากแน่น

“ไปดูเธอต่างหากล่ะ ยัยซื่อบื้อเอ๊ย” ชายหนุ่มยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ และนี่เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นเขาแสดงสีหน้าอื่นนอกจากนิ่งเฉย ทำให้หัวใจดวงน้อยที่กำลังเศร้าหมองสับสนและหวั่นไหว

 



Don`t copy text!