ยาใจด้วยรัก บทที่ 39 : ความหมายที่แท้จริงของชื่อ

ยาใจด้วยรัก บทที่ 39 : ความหมายที่แท้จริงของชื่อ

โดย : ลิลนิล

Loading

ยาใจด้วยรัก โดย ลิลนิล เรื่องราวฟีลกู้ดของสาวไทป์แมวดำและเด็กหนุ่มไทป์หมาโกลเด้นที่จะช่วยให้คุณเข้าใจความหมายของการใช้ชีวิตให้มีความสุขมากขึ้น นวนิยายโรแมนติก คอมเมดี้ อบอุ่นหัวใจ ดราม่า ที่อ่านเอาเชื่อว่าจะเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่จะมอบความสุขให้กับทุกคนได้อย่างแน่นอน

เช้าวันใหม่บนเตียงหลังเดิมในห้องนอนของบ้านเดี่ยวสองชั้น ที่บัดนี้เลนส์การมองชีวิตของหญิงสาว คนหนึ่งแตกต่างออกไปจากเดิมเล็กน้อย เบสต์ตื่นขึ้นอย่างสดชื่นทว่าภายในใจยังคงหวนคะนึงถึงเรื่องราวเมื่อคืน เธอยังคงสับสนว่ามันเป็นความจริงหรือความฝัน เมื่อนึกถึงเหตุการณ์นั้นทีไรแก้มขาวนวลของเธอก็เปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อทุกที

ยังไม่ทันสิ้นสุดความคิดเสียงเตือนจากโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เป็นข้อความเตือนการนัดหมายจากจิตแพทย์ที่จะมีขึ้นในอีก 2 วันข้างหน้า หญิงสาวตระหนักได้ว่าเธอต้องกลับกรุงเทพฯ ภายในวันพรุ่งนี้

กิ๊งก่อง

ไม่ทันไรเสียงกดกริ่งหน้าประตูจากโจทก์เก่าประจำบ้านก็มา เนื่องด้วยวันนี้เป็นวันเสาร์ ผู้เป็นบิดาจึงตั้งหน้าตั้งตารอต้อนรับเด็กหนุ่มที่ไม่ได้รับเชิญด้วยตนเอง และก็เป็นไปตามคาด เสียงโวยลั่นจากนฤเบศร์ดังสนั่นจากด้านล่างขึ้นมาถึงชั้นบน

“แกนี่มันหน้าด้านจริงๆ ไล่ก็ไม่ไป ยังมาอยู่ได้ ฉันจะเรียกตำรวจมาจับแกข้อหาบุกรุก”

“โถ่คุณพ่อครับ ถือว่าสงสารเด็กตาดำๆ นะครับ ยังไงผมก็แฟนลูกสาวคุณพ่อนะครับ”

ผู้เป็นบิดาปรี๊ดขึ้นหลังได้ฟังจบประโยค เป็นจังหวะเดียวกับเจ้าตัวผู้ถูกกล่าวถึงเดินลงมาจากชั้นบน

“เบสต์ ที่มันพูดเนี่ยจริงเรอะ ทำไมแกถึงตาต่ำอย่างงี้” ชายวัยกลางคนบ่นเป็นหมีกินผึ้ง

“เปล่านะคะ ยังไม่ได้เป็นแฟนกันค่ะ!”

“อ่าว”

“อ่าว”

“อ่าว”

สามเสียงอ่าวดังขึ้นในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน แน่นอนว่าสองเสียงแรกเป็นของนฤเบศร์และเด็กหนุ่ม แต่เสียงสามนั้นเป็นของอารีย์ที่กำลังเดินเอาน้ำเปล่าเย็นสดชื่นมาต้อนรับแขกจากห้องครัว

“แม่ก็นึกว่าแฟนลูกนะ” มารดาย้ำแก้เก้อ

“ถ้าไม่ใช่แฟนงั้นแจ้งตำรวจ บอส เอาโทรศัพท์มา!” ผู้เป็นพ่อตั้งท่าจะให้คนมาลากคอไอ้หมอนี่ไปให้ได้

“อย่าค่ะพ่อ เค้าไม่ใช่แฟนก็จริง…แต่ก็เป็นมากกว่าเพื่อนค่ะ” เบสต์พยายามอธิบายยิ่งทำให้สถานะคลุมเครือเข้าไปใหญ่ ซึ่งเรื่องแบบนี้ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจหรอก

“อ่าวพี่ พูดงี้แปลว่าผมเป็นกิ๊กเหรอ” เด็กหนุ่มทำแก้มพองงอนตุ๊บป่อง

“ก็เธอยังไม่ได้ขอ แล้วพี่ก็ยังไม่ได้ตอบรับเลย”

“แสดงว่าถ้าขอพี่จะรับใช่มั้ย งั้นเป็นแฟนกันนะพี่เบสต์” เด็กหนุ่มพูดโพล่งพร้อมยิ้มร่าตามนิสัย

“ไม่ ดูสถานที่หน่อยสิภพ พ่อแม่พี่ชายพี่ก็อยู่นะ เห็นหัวคนอื่นบ้าง” หญิงสาวเหนื่อยใจกับนิสัยข้อนี้ ของเด็กหนุ่มเหลือเกิน แต่ก็เพราะนิสัยข้อนี้ของเขาอีกเช่นกันที่ทำให้บ้านแสนเงียบเหงาแห่งนี้มีชีวิตชีวา

“โห่ ไรว้า งั้นเราออกไปเดตกัน” ภพว่าพลางจับข้อมือเล็กของเบสต์และจะลากเธอออกไป แต่ก็ถูกบอสจับข้อมือของเขาห้ามไว้อีกที

“ไม่ได้ วันนี้เบสต์จะต้องอยู่บ้าน” ชายหนุ่มเจ้าของแว่นกรอบหนาออกคำสั่งเสียงเฉียบ แต่ภพไม่รู้สึกกลัวชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าอีกต่อไปแล้ว ด้วยเขารู้แล้วว่าตอนนี้คุณค่าของเขาอยู่ตรงไหน และกับใคร

“ให้อยู่บ้านทำไรอะ คุยเหรอ คุยกับพี่เครียดตายชัก เข้าใจว่าพี่ห่วงน้องนะ แต่ช่วยเลิกทำหน้าคิ้วผูกโบว์ทีเถอะ” เขาเอานิ้วจิ้มหน้าผากของบอสที่ขมวดคิ้วจนชิดติดกันเป็นภาพที่ตลกและหาดูได้ยาก บอสเองก็รู้สึกเสียศูนย์ไปชั่วขณะ จังหวะนั้นเองที่หญิงสาวผู้กำลังแอบยิ้มอยู่ใกล้ๆ ส่งเสียงกระแอมเพื่อเรียกร้องความสนใจ

“ยังไงก็เถอะ พี่มีเรื่องต้องคุยกับที่บ้านอยู่ดีน่ะแหละภพ” หญิงสาวว่าเสียงเรียบ เด็กหนุ่มเลยลดตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างช่วยไม่ได้ เบสต์หันไปยิ้มให้บิดาก่อนจะพูดเรื่องที่ต้องแจ้งให้ทราบ

“พ่อคะ อีกสองวันเบสต์ต้องเข้าไปหาหมอตามนัดค่ะ เบสต์คงต้องขอตัวกลับกรุงเทพ” เมื่อได้ฟัง นฤเบศร์ก็ชักสีหน้าไม่พอใจ

“ยังพูดเรื่องหาหมออยู่อีก ฉันบอกแล้วว่าแกอุปาทานไปเอง มาอยู่นี่ก็ดีแล้ว เห็นไหมหน้าดูแจ่มใสขึ้นเยอะ” ผู้เป็นบิดายังคงไม่เชื่อ โรคจิตเวชเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจของเขาโดยสิ้นเชิง แต่ภรรยาของเขานั้นไม่ใช่ อารีย์ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ เดินเข้ามาลดตัวลงนั่งข้างสามี

“คุณคะ ตลอดเวลาที่เบสต์อยู่ที่นี่ลูกไม่ได้ดีขึ้นเลยค่ะ ฉันอยู่กับลูกตลอด พยายามพาแกไปผ่อนคลายก็แล้ว นั่งสมาธิก็แล้ว ฟังพระเทศน์ก็แล้ว ปล่อยให้อยู่คนเดียวเงียบๆ ก็แล้ว ลูกก็ได้แต่ถอนหายใจทุกวันๆ ข้าวปลาก็ไม่ค่อยกิน… ” หญิงชราเล่าเหตุการณ์ที่เธอประสบพบเจอด้วยตัวเอง มันเป็นสถานการณ์ที่ยากจะรับมือ และยิ่งยากเมื่อลูกไม่ยอมปริปากพูดสิ่งที่เก็บอยู่ในใจกับเธอเลย

“จนวันนั้นที่พ่อหนุ่มคนนี้มาที่บ้าน บรรยากาศรอบตัวของลูกก็เปลี่ยนไป เหมือนเมฆฝนที่มันตกอยู่บนหัวของลูกตลอดเวลามันหายไป…ไอ้โรคไบโพลาร์อะไรนั่นน่ะ บอสเขาส่งบทความให้ฉันอ่านและอธิบายให้ฉันฟังเยอะแยะ แต่ฉันก็เข้าไม่ถึงอยู่ดี แต่ว่านะ…” หญิงชราค่อยๆ ก้มหน้าหลับตาลงและยิ้มน้อยๆ

“รอยยิ้มมีความสุขตอนที่ลูกอยู่กับเขาน่ะเป็นของจริง ถ้าลูกไปหาหมอแล้วมีความสุขขึ้น มันก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรไม่ใช่เหรอคะ” รอยยิ้มของลูกที่หญิงชราเห็นในวันนั้นทำให้เธอเริ่มที่จะเชื่อขึ้นมาบ้าง แม้เธอจะไม่เข้าใจถึงเหตุและผลของมันเลยก็ตาม

เมื่อเห็นดังนั้นเบสต์รู้สึกเต็มตื้นในหัวใจ ด้วยนี่เป็นครั้งแรกที่หญิงสาวรู้สึกว่าแม่ยืนอยู่ข้างเธอ แม่ที่มักจะรับฟังเธอแค่พอผ่าน แม่ที่มักจะเชื่อฟังบิดาอย่างไม่มีเงื่อนไข ตอนนี้กำลังพยายามอธิบายเรื่องที่ตัวเองก็ยังไม่เข้าใจมันด้วยซ้ำเพื่อเธอ

นฤเบศร์ฟังแล้วได้แต่ครุ่นคิดก่อนเอ่ยตอบ “ถึงอย่างงั้น มันก็เหมือนหมอดูรึเปล่าที่แค่พูดเพื่อทำให้เราสบายใจ แล้วก็จ่ายยาหลอกเพื่อให้เราคิดไปเอง ถ้าเราทำจิตใจตัวเองให้เข้มแข็งก็น่าจะพอแล้วนี่” คนหัวแข็งไม่ยอมเปลี่ยนความคิดง่ายๆ และไม่แน่ใจว่าจะมีวันที่เขาเปิดรับกับเรื่องนี้รึเปล่า

“เอาจริงๆ ผมว่าลุงควรเปิดใจรับฟังพี่เบสต์บ้างนะครับ” ภพขัดขึ้นด้วยรู้สึกรำคาญใจ

“ฉันไม่ได้พูดกับเธอ” ประโยคเดิมกับพลังที่ดุดันเหมือนเดิม มีเพียงความกล้าหาญเท่านั้นที่ต่างออกไป

“แต่ผมจะพูดอะครับ เอาจริงๆ พี่เบสต์เขาก็อายุเยอะแล้วนะ”

หญิงสาวที่โดนพาดพิงเรื่องอายุส่งสายตาค้อนควักด้วยความไม่พอใจ แต่เจ้าของบทสนทนาไม่ใส่ใจ เขาพูดต่อในสิ่งที่ต้องการจะสื่อ

“พี่เขาเป็นคนเก่ง แล้วก็ก้าวหน้า ถึงจะตกงานตอนนี้แต่ในอนาคตต้องได้งานที่ดีกว่าเดิมแน่ ไม่มีใครเขาอยากจะอยู่ในที่ที่ตัวเองโดนเปรียบเทียบตลอดเวลาหรอกนะครับ มันท็อกซิก และอย่างที่ผมบอก ตอนนี้พี่เบสต์เขาโตแล้ว จะไปทำงานที่ไหนก็ได้ ใช้ชีวิตที่ไหนก็ได้…เขาเลือกที่จะตัดขาดกับบ้านหลังนี้ไปเลยก็ได้ เปลี่ยนเบอร์ เปลี่ยนที่อยู่ แต่เขาก็ไม่ทำ ทำไมรู้ไหม” ภพทิ้งคำถามให้ผู้เป็นพ่อและผู้เป็นแม่ได้คิด

“ก็เพราะเขารักพวกคุณไง เขารักพวกคุณมากกว่าตัวเขาเองซะอีก”

คำพูดของเด็กหนุ่มจี้ใจสองบุพการี พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าพฤติกรรม คำพูด หรือการละเลยเพียงเล็กน้อย จะสร้างบาดแผลให้กับลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนมากมายขนาดไหน เบสต์น้ำตาซึมแต่ก็พยายามฮึบเอาไว้ เธอตัดสินใจบอกเรื่องที่เก็บเอาไว้มานานตั้งแต่เด็กให้พ่อกับแม่ได้รับรู้ เพราะนี่อาจจะเป็นโอกาสเดียวที่เธอจะได้พูดออกไปแล้ว

หญิงสาวค่อยๆ เอ่ยปากเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาหลายปีที่เธอก้าวหนีออกจากบ้านหลังนี้ ชีวิตที่วาดหวังว่าจะประสบความสำเร็จ ชีวิตที่เต็มไปด้วยความพยายามแต่คว้าน้ำเหลว ชีวิตที่ถูกหักหลัง หัวใจที่โดดเดี่ยวเดียวดายซึ่งเข้าใกล้ความตายไปแล้วครั้งหนึ่ง

“การถูกไล่ออกจากงานมันอาจจะเป็นเรื่องเล็กของใครหลายคน แต่สำหรับเบสต์ที่ผูกติดงานเอาไว้กับคุณค่าของตัวเอง พอถูกปฏิเสธมันทำให้ตัวเบสต์รู้สึกถูกทิ้งไปด้วย บนโลกใบนี้ไม่มีที่อยู่ของเบสต์เลย”

หยดน้ำอุ่นใสเริ่มรื้นขึ้นมาบริเวณดวงตา

“ก็คิดเองเออเอง” บิดาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไม่มีใครรู้ว่าภายในใจของชายผู้นี้คิดอะไรอยู่

หญิงสาวกัดริมฝีปากล่างลงแน่นด้วยรู้สึกเหมือนโดนด่า และน่าจะมีคำพูดที่บาดใจตามมาหลังจากนี้ตามปกติวิสัยของบิดา

“เบสต์ไม่รู้จะเริ่มต้นใหม่ยังไง เบสต์กลัวโดนหักหลัง กลัวความผิดพลาด เบสต์ไม่สามารถเสียใจไปได้มากกว่านี้อีกแล้ว”

“โดนหลอกครั้งแรกถือว่าพลาด” นฤเบศร์เอนหลังลงพิงพนักโซฟาด้วยท่าทีที่สบายๆ กว่าเดิม ทำให้คนรอบข้างเผลอถอนหายใจพร้อมกันอย่างโล่งอก

“ถ้าโดนหลอกครั้งที่สองจากคนเดิมจะเรียกว่าโง่” แต่ประโยคถัดมาเริ่มมีความจิกกัดแฝงอยู่ตามสไตล์เดิมของเจ้าตัว

“ชีวิตพ่อโดนหลอกมาไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ มองแต่แรกก็รู้แล้วว่าบริษัทเวรนั่นมันตั้งใจจะหลอกใช้แก แต่แกก็ยังดันทุรัง สุดท้ายก็ต้องให้เจอกับตัวเองถึงจะเข้าใจ”

หญิงสาวได้แต่ก้มหน้ารับด้วยความที่บิดาพูดถูกทุกอย่าง จนผู้เป็นแม่ต้องเอามือแตะแขนสามีให้ใจเย็นๆ

“เบสต์ไม่รู้จะก้าวข้ามความรู้สึกยังไง มันติดอยู่ในใจเอาออกไม่ได้ รู้ทั้งรู้ว่ามันไม่ใช่ความผิดเรา แต่ก็เลิกโทษตัวเองไม่ได้”

“ให้อภัย” บิดาตอบสั้นๆ เป็นคำเรียบง่ายแต่ทำได้ยากยิ่ง

“พ่อบอกว่าจะให้ลืมเรื่องที่มันทำกับเบสต์เอาไว้อย่างงั้นเหรอ”

“ใครบอกแก ฉันบอกให้ให้อภัย แต่ให้จำไว้ จำเอาไว้เป็นบทเรียน จำเอาไว้ให้ขึ้นใจเรื่องสันดานของคน”

เขาสอนลูกผ่านมุมมองและประสบการณ์ชีวิตที่หนักหนาตามจำนวนริ้วรอยบนใบหน้า เป็นครั้งแรกที่ผู้เป็นพ่อให้คำปรึกษาเธออย่างจริงจัง

“ขอโทษที่ทำให้ผิดหวังค่ะ” เธอกล่าวขอโทษอีกแล้ว

“ใครผิดหวัง ฉันยังไม่ได้พูดสักคำว่าผิดหวังในตัวแก”

เมื่อได้ยินดังนั้นหญิงสาวอึ้งไป เพราะความคิดของบิดาไม่ตรงกับที่เธอคาดเดาเอาไว้ ไม่เลยสักนิดเดียว

“ก็พ่อดูโกรธ…”

คิ้วที่ขมวดเข้าหากัน น้ำเสียงที่ดุดันและดังขึ้นเรื่อยๆ ทำให้คนรอบข้างเผลอพยักหน้าพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย เมื่อรู้ตัวชายชราใช้นิ้วชี้นวดระหว่างคิ้วให้คลายการนิ่วหน้าออก ความเกรี้ยวกราดผุดขึ้นมาโดยที่เขาก็ไม่รู้ตัว ใช่ เขาโกรธ แต่ไม่ใช่เรื่องนี้

“ทำไมแกต้องโกหก” เขาเอ่ยขึ้นเมื่อปรับอารมณ์ให้เป็นปกติได้อีกครั้ง

“คะ?”

“กับเรื่องแค่นี้นะ แกยกหูโทรหาพี่แก หาแม่แก หรือโทรหาฉันก็ได้ ไม่ต้องคิดวนอ้อมค้อมให้ปวดหัว ครอบครัวเราก็มี ตอนนี้แกยังมีโอกาส ก็ควรพึ่งพาฉันก่อนที่ฉันจะตาย รู้ไหม”

เมื่อได้ยินดังนั้นหญิงสาวอึ้งๆ ไปกับคำพูดของบิดา

นี่คือห่วงเหรอ ห่วงรึเปล่า

เมื่อสถานการณ์ดูเหมือนจะเป็นไปในทางที่ดี ภพหยุดไม่ได้ที่จะคลี่ยิ้มบางบนใบหน้า

“ยิ้มอะไร!” สายตาดุจ้องหน้าละอ่อนของเด็กหนุ่มจนเขาหุบยิ้มลงแทบไม่ทัน เขารีบเดินหลบมุมไปยืนอยู่ข้างบอส ปล่อยให้ครอบครัวได้เปิดใจคุยกัน

“แล้วไง จะโกหกหลบหน้าพ่อแม่ไปจนตายเลยรึไง” ผู้เป็นบิดาถามเสียงดุ ถึงแม้จะดูน่ากลัวเหมือนเดิมแต่บัดนี้บรรยากาศกลับแตกต่างออกไป เมื่อรู้เจตจำนงลึกๆ ของผู้ชายปากแข็งคนนี้ จากที่เคยต่อต้าน หญิงสาวมีท่าทีอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด

“เบสต์กลัวค่ะ ที่ผ่านมาทำอะไรก็ไม่เคยได้ที่หนึ่ง ถ้าเปรียบเทียบกับพี่บอสที่ได้ทำงานต่างประเทศ เบสต์ก็รู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าตลอด พ่อมักพูดเสมอทุกครั้งที่พี่บอสชนะอะไรมาสักอย่างว่าสมกับเป็นลูกพ่อ เบสต์ก็ตั้งคำถามนะ ว่าตัวเบสต์ที่ไม่เคยชนะอะไรสักอย่างจะสามารถเรียกตัวเองว่าลูกของพ่อได้อยู่มั้ย”

บัดนี้ หญิงสาวไม่สามารถอดกลั้นน้ำตาที่ไหลพรั่งพรูตามความรู้สึกที่อัดอั้นไว้เนิ่นนานได้อีกต่อไป

“การที่พ่อกับแม่ตั้งชื่อเบสต์ว่าเบสต์ ก็มาจากภาษาอังกฤษว่า the best ที่แปลว่า ดีที่สุด เพราะอยากได้รับความรักก็เลยต้องพยายาม แต่ว่าทำเท่าไหร่มันก็ไม่ดีพอสักที มันไม่มีจุดสิ้นสุด เบสต์เหนื่อยแล้ว เหนื่อยแต่ก็พักไม่ได้ ไม่งั้นความหมายในการมีชีวิตอยู่ของเบสต์จะหายไป”

เบสต์พูดสิ่งที่เก็บอยู่ในใจมาตลอดหลายปีจนหมด การถูกไล่ออกเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นกับชีวิตของใครหลายคน เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะกระทบจิตใจของใครคนหนึ่งมากขนาดนั้น ถ้าหากคนคนนั้นไม่ได้อ่อนแอและเปราะบางมาตั้งแต่แรก

หญิงสาวพูดพลางร้องไห้ทำให้ผู้เป็นพ่อและแม่ทำอะไรไม่ถูก เนื่องด้วยพวกเขาเพิ่งเคยเห็นลูกสาวฟูมฟายหนักขนาดนี้เป็นครั้งแรก และนั่นทำให้ผู้เป็นพ่อแม่ตระหนักได้ว่าที่ผ่านมาตัวเองเป็นส่วนหนึ่งที่ผลักให้ลูกสาวไปยืนอยู่หน้าปากเหวลึก

อารีย์เห็นดังนั้น เธอลุกขึ้นไปโอบกอดลูกสาวสุดที่รักเอาไว้แน่น…หญิงสาวดวงตาเบิกกว้างหลังร่างกายได้สัมผัสไออุ่นของผู้เป็นมารดา สิ่งที่เธออยากได้แต่ไม่เคยปริปากขอ หญิงวัยกลางคนลูบศีรษะของเด็กสาวตัวน้อยอย่างอ่อนโยน ก่อนจะปลอบเธอเบาๆ

“เบลสมาจาก bless ที่แปลว่า อวยพรให้มีความสุข” เจ้าของมือกร้านกล่าวเสียงอ่อน เธอไม่เคยคิดว่าเรื่องที่เธอไม่ได้ใส่ใจเพียงเล็กน้อย จะก่อให้เกิดหลุมขนาดใหญ่ในหัวใจดวงน้อยที่เธอรักและหวงแหนที่สุดในชีวิต

“พ่อกับแม่รู้สึกว่าตอนเบสต์เกิดมาพวกเรามีความสุขมาก เป็นเหมือนคำอวยพร แต่เบลสมันเรียกยาก เรียกไปเรียกมาก็เหลือสั้นๆ แค่เบสต์เฉยๆ” น้ำเสียงของหญิงชรากลั้วขำในความผิดเพี้ยนของชื่อที่ผันเปลี่ยนไปตามกาลเวลา

“แม่รักหนูนะ รักมากจนไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้”

คำบอกรักของมารดาที่เธอไม่เคยได้ยินมาทั้งชีวิต ทำให้หญิงสาวปล่อยโฮออกมาด้วยความตื้นตัน บัดนี้หัวใจที่ถูกกัดกร่อนด้วยยาพิษ ได้รับการเยียวยาให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง และเป็นครั้งแรกที่หญิงสาวรู้สึกว่าสิ่งที่อยู่ในอกข้างซ้ายกำลังเต้นอยู่จริงๆ ไม่ใช่เพียงร่างเนื้อที่หายใจทิ้งไปอย่างไร้วิญญาณ

นฤเบศร์เดินเข้ามา และลดตัวลงสวมกอดหญิงสาวผู้เป็นที่รักสุดหัวใจทั้งสองเอาไว้ เขายังคงความสงบนิ่งดั่งหินผาเฉกเช่นที่ผ่านมา อารีย์เห็นดังนั้นเธอได้แต่อมยิ้มให้กับความปากแข็งของสามี

“เบสต์รู้ไหม คนตั้งชื่อให้ก็คือพ่อนะ คนเรียนจบไม่สูงอย่างแม่ไม่รู้ศัพท์ภาษาอังกฤษยากๆ แบบนั้นหรอก”

มารดาพูดพลางหันไปยิ้มให้สามีที่บัดนี้เบือนหน้าไปทางอื่นด้วยความเขินอาย เบสต์แปลกใจอยู่ไม่น้อยเมื่อเห็นปฏิกิริยาตอบกลับของบิดา วันนี้มีแต่เรื่องเซอร์ไพรส์เต็มไปหมด

ทันใดนั้นมือใหญ่และแห้งกร้านลูบศีรษะของลูกสาวเบาๆ แม้ไม่มีคำพูดใดแต่หญิงสาวก็สามารถสัมผัสได้ถึงความรักที่ส่งผ่านมือหนามายังเส้นผมของเธอ เส้นต่อเส้น ความรักที่อยู่ตรงนั้นมาตั้งแต่แรก

บอสที่เฝ้ามองเหตุการณ์อยู่ห่างๆ หลับตาลงและถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ ก้าวออกจากห้องอย่างเงียบเชียบที่สุด ภพอดไม่ได้ที่จะฉีกยิ้มกว้าง ถึงแม้ภาพตรงหน้าจะไม่สามารถเกิดขึ้นกับตัวเขาได้ แต่เด็กหนุ่มก็มั่นใจว่า มันคงจะต้องมีความสุขมากอย่างแน่นอน

ขณะนั้นเบสต์หันใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยน้ำตามองมาทางภพ หญิงสาวกวักมือเรียกให้เด็กหนุ่มให้เข้ามาหา นี่เป็นครั้งแรกที่เด็กหนุ่มรู้สึกว่าถ้าทำไปจะต้อง ‘เสียมารยาท’ มากแน่ๆ

เมื่อเข้าเดินเข้าไปใกล้ เบสต์เอื้อมมือรั้งคอเด็กหนุ่มเข้ามาร่วมวงกอดระหว่างเธอกับบิดามารดาอย่างไม่ให้เด็กหนุ่มได้ทันตั้งตัว

“ขอบคุณนะ ขอบคุณจริงๆ” เธอกล่าวพร้อมยิ้มอ่อนโยนทำเอาเด็กหนุ่มรู้สึกใจเต้นแรงและกระอักกระอ่วนเล็กน้อย ก่อนที่หญิงสาวจะกระชับกอดเข้ามาแน่นขึ้นพร้อมกับที่ผู้เป็นมารดาเอื้อมมือขยายวงอ้อมกอดต้อนรับผู้มาใหม่

“ขอบคุณมากนะที่ช่วยดูแลลูกสาวของแม่” อารีย์กล่าวเสียงเบาแต่แฝงไปด้วยความอบอุ่น ทำให้หัวใจของเด็กหนุ่มรู้สึกเต็มตื้นขึ้นมา แต่ไม่ทันไรภพก็สัมผัสได้ถึงแรงทุบไม่หนักแต่ก็ไม่เบาลงที่แผ่นหลังของเขา 2-3 ที แน่นอนว่าแรงนั้นมาจากชายผู้ขึงขัง

แม้จะแตกต่างจากที่จินตนาการไว้บ้าง

แต่ภพก็รู้สึกได้ว่านี่คืออ้อมกอดของ ‘ครอบครัว’ ที่เขาคอยเฝ้าฝันถึง

 



Don`t copy text!