บ่วงสุคนธา บทที่ 4 : ท่านพญายมขวางรัก

บ่วงสุคนธา บทที่ 4 : ท่านพญายมขวางรัก

โดย : ปองวุฒิ

บ่วงสุคนธา โดย ปองวุฒิ … เรื่องราวอาสาวตี หญิงสาวที่สูญเสียประสาทรับกลิ่นแต่ได้รับความพิเศษบางอย่างมาทดแทน ซึ่งสิ่งนั้นนำพาไววัสวัต ชายหนุ่มลึกลับที่มีเสน่ห์เข้ามาสู่ชีวิตเธอ หากแต่เธอจะรักเขาได้อย่างไร ในเมื่อไววัสวัตหาใช่มนุษย์! …  นิยายออนไลน์ น่าติดตามอีกเรื่องที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

………………………………………….​​

 

ดวงหน้าพริ้มเพรา ริมฝีปากกระจับหยักยิ้มเพียงน้อย จมูกโด่งเชิดรับกับดวงตากลมโต นางยกมือข้างหนึ่งขึ้นทัดผมบริเวณขมับด้วยท่าทีเขินอาย ไล่มาถึงลำคอระหงเปิดโล่งด้วยเสื้อผ้าที่นางสวมใส่นั้นคว้านลึกแลเห็นผิวผ่องจนถึงเนินคลื่นน้อยๆ ก่อนกลืนหายไปในเงามืดหลบเร้นซึ่งถูกกิ่งไม้บดบังได้เหมาะเจาะพอดี

ท่านยมราชพิศใบหน้านั้นไม่รู้ต่อกี่ครั้งจนแม้หลับตาก็ยังจำขึ้นใจ กล้าบอกโดยไม่ต้องคิดเลยว่านางมีไฝฝ้าที่ตรงไหนบ้าง เป็นเช่นนี้มานับแต่กลับจากโลกมนุษย์คราวก่อน

“ท่านยมขอรับ” เจตคุปต์ บริวารมือขวา โผล่หน้าเข้ามาในห้องทำงานส่วนตัวของผู้เป็นนายโดยมิได้นัดหมายก่อน ทำเอาเจ้าของห้องสะดุ้งโหยง ปิดแฟ้มเอกสารภาพถ่ายของหญิงมนุษย์ลงอย่างรวดเร็ว ร่างกายร้อนผะผ่าวขึ้นมา ถ้าหากเขามีปฏิกิริยาทางกายได้เยี่ยงมนุษย์แล้วไซร้ ก็คงเรียกว่ามีอาการ ‘ร้อนตัว’ นั่นเอง

ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้บริวารของเขาจัดทำเอกสารของหญิงสาวเจ้าปัญหาไว้ละเอียดลออถึงขั้นมีกระทั่งภาพถ่ายหลายอิริยาบถด้วยเล่า!

“เจ้ามีอะไร” เขาถามห้วนๆ

“เอ่อ” บริวารคนสนิททำหน้าเหลอหลา ไม่เข้าใจว่าเหตุใดอยู่ดีๆ ผู้เป็นนายจึงทำท่าเหมือนไม่พอใจ “ท่านสั่งไว้ว่าถ้ามีความคืบหน้าใดเกี่ยวกับ ‘เรื่องนั้น’ ให้รีบมารายงาน”

“รู้อะไรบ้างแล้วเรอะ” เขากระแอม พยายามปรับสีหน้าและน้ำเสียง นึกได้ว่าตนกำลังทำตัวใช้อำนาจบาตรใหญ่ ทั้งที่อีกฝ่ายไม่ได้ทำผิดอะไรเลย ก็แค่พูดแทรกเข้ามาตอนเขากำลังคิด… เรื่องอื่นเท่านั้นเอง

“ยังขอรับ” เจตคุปต์ก้มหน้า “พวกมันปกปิดร่องรอยได้ดีเหลือเกิน ผิดวิสัยสัตว์นรกนัก กระผมเกรงว่า…”

บริวารคู่กายทำหน้าอึกอักคล้ายไม่กล้าพูด ทว่าเขาเองก็เดาได้เช่นกันว่าข้อสรุปของอีกฝ่ายเป็นเช่นไร จึงชิงพูดเสียเอง

“เจ้าคิดว่ามีคนในเป็นหนอนบ่อนไส้ใช่หรือไม่ เจตคุปต์”

“กระผมไม่อยากคิดเลยขอรับ นายนิรบาลของเราล้วนแล้วแต่ถูกคัดเลือกมาเป็นอย่างดี ไม่น่ามีผู้ใดฝักใฝ่หาความชั่วช้าขนาดนั้น ทุกผู้ทุกตนที่อยู่ในนรกและยมปุระแห่งนี้ล้วนแล้วเห็นกฎแห่งกรรมมาก็มาก เหตุใดจึงยินยอมวางแผนร้ายช่วยเหลือสัตว์นรกพวกนั้น ทั้งที่พวกมันสมควรชดใช้บาปกรรมของตนแล้ว”

“จิตใจยากหยั่งถึง” เขาเอ่ยเสียงเคร่ง ต้องการเตือนสติมิให้คนสนิทตีโพยตีพายไปมากกว่านี้ “หน้าที่ของเราคือจัดการสะสางให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว ป้องกันไม่ให้พวกมันออกไปสร้างความเสียหายให้กับสามจักรวาล”

“ท่านคิดว่ามันจะกล้าถึงกับทำร้ายสวรรค์เลยหรือขอรับ” เจตคุปต์ตกใจ

“ข้าไม่รู้” เขาตอบ เขม้นมองโดยรอบแล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนัง นวดคลำนิ้วมือข้างหนึ่งบริเวณขมับของตัวเอง “เวลานี้เราเดินตามหลังพวกมันอยู่ก้าวหนึ่ง เพราะไม่รู้เลยว่ามันคิดการอะไรไว้ ดังนั้น ข้าอยากให้เจ้าเปิดหูเปิดตา สืบข่าวทุกอย่างรวบรวมมาให้ข้า จริงสิ เห็นท่าข้าคงต้องหาผู้ช่วยให้เจ้าเสียแล้ว”

เจตคุปต์เงียบปาก แม้ในใจไม่เห็นด้วยเลยสักนิด เขาชอบทำงานตามลำพังมากกว่า มากคนก็มากความ นั่นคือคติประจำใจของชายผู้มีหน้าที่รับใช้ใกล้ชิดท่านพญายม

ผู้ครองนครชำระความดีดนิ้วหนึ่งเปาะ สิ้นการกระทำนั้นเสียงเคาะประตูก็ดังทันควัน เจ้าของห้องเอ่ยปากอนุญาตก็พลันประตูไม้สีเข้มเงาวับเปิดอ้าออก พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของชายผิวสองสีผู้มีใบหน้าครึ้มหนวด แต่งกายด้วยผ้านุ่งโจงกระเบนสีเลือดหมู เปลือยอกกำยำเผยความแข็งแกร่งสมชายชาตรี

“ท่านยมเรียกข้าหรือขอรับ” ผู้มาใหม่ยอบกายลงคุกเข่าด้วยกิริยานบนอบ

“ใช่ ลุกขึ้นสิ กาฬบุรุษ” เขาเอ่ยปาก “ข้าอยากให้เจ้าทำงานร่วมกับเจตคุปต์ มีปัญหาใดหรือไม่”

“ข้าพร้อมน้อมรับคำสั่งท่านพญายมเสมอ ต่อให้บุกน้ำลุยไฟสู่นรกภูมิขุมไหนก็ยินดีขอรับ”

“อย่างน้อยๆ ก็ใส่เสื้อผ้าสักหน่อยไม่ได้หรือไง” เจตคุปต์เหลือบตาไปมอง ก่อนบ่นไม่เต็มเสียง นึกเขม่นหน้าอีกฝ่ายนัก

ทั้งเขาและกาฬบุรุษล้วนมีตำแหน่งเท่าเทียมกัน ถ้าเจตคุปต์คือแขนขวาของท่านยมราช กาฬบุรุษก็เปรียบดังแขนซ้าย ต่างทำงานรับใช้เจ้าเมืองยมปุระมานานแสนนาน ไม่อาจนับได้ว่าใครมาก่อนหลัง กระนั้นตลอดที่ผ่านมาเขาไม่เคยชอบหน้าอีกฝ่ายเลยแม้แต่นิดเดียว

เจตคุปต์มักเปรียบตัวเองมีความคิดอ่านค่อนไปทางเดียวกับผู้เป็นนายมากกว่า พญายมนั้นเอ่ยเสมอว่ายมปุระในความคิดของมนุษย์คือเมืองโบราณคร่ำครึ ผู้คนแต่งกายย้อนยุคไปสมัยหลายร้อยปีก่อน ประเภทนุ่งโจง สวมกำไลทอง ต่างหู พาดสายสังวาล ซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริงเลย

ในเมื่อโลกพัฒนาไปถึงไหนต่อไหน ยมปุระก็ต้องหมุนไปข้างหน้าเช่นกัน จะให้ย่ำอยู่กับที่ได้อย่างไร!

ทั้งท่านยม ตัวเขา รวมถึงยมทูตและบรรดานายนิรบาลต่างล้วนแล้วหันไปแต่งกายตามสมัยนิยมกันหมดแล้ว เวลางานก็สวมใส่เสื้อเชิ้ตสีสุภาพและกางเกงขายาว เว้นแต่นายนิรบาลประจำนรกภูมิต่างๆ ที่ละเว้นให้สวมขาสั้นได้เพราะข้างในนั้นร้อนเหลือคณา อ้อ จะมีก็แต่บรรดาคนบาปและสัตว์นรกที่อยู่ชดใช้กรรมกระมังที่ไม่สามารถเลือกการแต่งกายใดๆ ได้ เพราะไม่จำเป็นต้องใช้เสื้อผ้าอยู่แล้ว

ดังนั้น ทั่วทั้งนครนี้ อาจกล่าวได้ว่ามีหลงยุคอยู่ผู้เดียว… คือกาฬบุรุษนี่ละ เจ้าตัวมักนุ่งโจงสีแดงเลือดหมู ไม่สวมท่อนบน สุภาพหน่อยก็มีผ้าคล้องไหล่ น้อยครั้งเหลือเกินที่จะใส่เสื้อมิดชิด เห็นแล้วระคายสายตานัก

กาฬบุรุษหันมองคนยืนข้างๆ ก่อนยักไหล่ เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เจตคุปต์แน่ใจว่าเจือด้วยความยียวน

“ข้าไม่เห็นเป็นสำคัญแต่อย่างใด ตราบใดทำงานได้ไม่บกพร่อง แต่งตัวเยี่ยงไรย่อมได้”

“เจ้าแต่งตัวประหลาดเช่นนี้ พวกวิญญาณมนุษย์เห็นเข้าคงไม่อยากเข้าใกล้”

“แล้วข้าจะเข้าใกล้พวกมันเพื่อเหตุใด” อีกฝ่ายย้อน ทำเอาเจตคุปต์ตอบไม่ถูก

พญายมมองบริวารคู่กายทั้งสองด้วยความอ่อนใจ เอ่ยตัดรำคาญว่า “พอได้แล้ว เจ้าทั้งสอง ข้าเรียกมาพร้อมหน้ากันเพื่อสั่งงานสั่งการ ใช่ให้มาเพื่อโต้เถียงกันไม่”

“ขอประทานอภัยขอรับ” ทั้งสองตอบเป็นเสียงเดียวกัน ค้อมตัวลงต่ำอย่างสำนึกผิด

“เอาเถอะ เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า ข้าไม่อยากให้เสียเวลา เจตคุปต์ เจ้าเล่าไปสิ”

นายทะเบียนผู้มีหน้าที่เอ่ยประวัติคนตายยืดกาย เอ่ยด้วยเสียงจริงจัง

“เมื่อไม่นานมานี้ นายนิรบาลแจ้งมาว่ามีสัตว์นรกหนีรอดจากขุมนรก”

“เป็นไปไม่ได้!” กาฬบุรุษร้อง สีหน้าแตกตื่น “มันเป็นแค่คนบาปหยาบช้าหาดีไม่ได้จนต้องโทษชดใช้กรรม จะมีฤทธิ์เดชพอจะรอดพ้นจากนายนิรบาลได้อย่างไรกัน เจ้าเห็นท่าจะพูดจาเลื่อนเปื้อน”

“อ้าว เรื่องอะไรมาว่าข้า” เจตคุปต์เบ้หน้า เสียงขุ่นเคือง “ไม่ใช่เพียงแค่สัตว์นรกตัวเดียวเสียด้วย แต่ทยอยมีรายงานเข้ามาเรื่อยๆ จนถึงบัดนี้มีสัตว์นรกหลบหนีไปได้กว่าสิบตนแล้ว นายนิรบาลมารายงานแก่ท่านยมต่อหน้าท่านเอง เจ้ายังกล้าว่าเหลวไหลอีกหรือ”

กาฬบุรุษย่อกายลงคุกเข่า ศีรษะจรดพื้น “ข้าปากไว ท่านยมโปรดลงโทษ”

“ข้าไม่ได้เรียกพวกเจ้ามาเถียงกัน และไม่ได้เรียกมาเพื่อลงโทษใครทั้งนั้น กาฬบุรุษ ตั้งใจฟัง เรื่องนี้สำคัญมาก”

หากไม่ติดว่าอยู่ต่อหน้าผู้เป็นนาย เจตคุปต์เกือบเผลอกระตุกยิ้มมุมปากอย่างสาใจ นานทีจะเห็นกาฬบุรุษโดนตำหนิสักหน มันช่างบันเทิงนัก เขากระแอมไอ เอ่ยเล่าเรื่องต่อ

“เริ่มต้นจากนรกขุมสัญชีวนรก นายนิรบาลผู้ทำหน้าที่ฟันสัตว์นรกจนตายแล้วฟื้นขึ้นมาใหม่สังเกตเห็นว่าจำนวนพวกมันลดน้อยลง แต่ก็ใช้เวลานานทีเดียวกว่าจะแน่ชัดว่ามันหายไป พอแน่ใจแล้วก็รีบแจ้งข้าทันที จากนั้นก็เป็นขุมตาปนนรก ชั้นนี้ตรวจพบได้ง่ายหน่อยเพราะพวกมันถูกหลาวเหล็กจุดไฟตรึงไว้กับที่ แต่ไม่อาจหาได้ว่าหนีไปอย่างไร ในเมื่อแทบไม่มีช่องว่างเลย จนถึงตอนนี้นรกทุกขุมล้วนมีสัตว์นรกเล็ดรอดไปได้มากบ้างน้อยบ้าง”

“ทั้งขุมใหญ่และขุมย่อยเลยหรือ” กาฬบุรุษถาม อีกฝ่ายพยักหน้า

เป็นอันรู้กันว่าเมืองนรกนั้นใหญ่โอฬารเพียงใด ไม่เพียงแบ่งเห็นมหานรกแปดขุมเท่านั้น หากยังแตกแยกย่อยไปอีกสิบหกขุม รวมได้กว่าหนึ่งร้อยยี่สิบแปดขุมเลยทีเดียว

การที่สัตว์นรกสามารถหลบหนีไปได้นั้นจัดเป็นเรื่องน่าวิตก ไม่นับว่าแสดงถึงข้อบกพร่องของนายนิรบาล ยังชวนให้หวั่นว่าสัตว์นรกเหล่านี้ล้วนเคยเป็นมนุษย์ชั่วช้ามาก่อน พวกมันหลบหนีไปที่ใด และจะทำเช่นไรต่อไปย่อมไม่ใช่เรื่องน่าปรีดา

“ข้าคาดว่าพวกมันอาจหาทางขึ้นไปโลกมนุษย์ เพราะไม่มีที่อื่นให้ไปอีกแล้ว อีกทั้งสัตว์นรกพวกนี้อาจย้อนกลับไปยังสถานที่คุ้นเคย มันทำร้ายมนุษย์โดยตรงไม่ได้ก็จริงอยู่ ทว่าอาจหาทางชักใยจิตใจของมนุษย์ ล่อลวงให้ก่อเหตุร้ายได้” ยมราชสรุปความ “ปัญหาคือเจตคุปต์พยายามสืบเบาะแสอย่างไรก็ไม่พบ มันกลบร่องรอยกันได้มิดชิดจนไม่น่าเชื่อ”

“ไม่มีฝีมือมากกว่า” บริวารมือซ้ายดูถูกโต้งๆ ทำเอาอีกคนกัดฟันกรอด ดวงตาเรืองสีแดงอย่างโกรธเกรี้ยว

“กาฬบุรุษ!” ผู้ครองนครตวาด “ถ้าหากพวกเจ้ายังโต้เถียงกันไม่เลิก ข้าเห็นทีต้องลงโทษไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างที่นรกสักขุม”

“ขออภัย ข้าไม่กล้าอีกแล้ว ท่านพญายม”

“หน้าที่เฉพาะกิจของพวกเจ้าทั้งสองคือติดตามสืบเสาะให้ได้ว่าสัตว์นรกพวกนี้อยู่ที่ไหน และจับพวกมันกลับมารับโทษทัณฑ์ในนรกตามเดิม แบ่งหน้าที่กันอย่างไรก็ได้ ที่สำคัญต้องเก็บเป็นความลับ และรายงานข้าทุกครั้งหากมีความคืบหน้า” ชายหนุ่มสั่งการ เหลือบตามองแฟ้มรายละเอียดของอาสาวตีแวบหนึ่ง ผลักมันแอบในกองเอกสารอื่น ก่อนเอ่ยต่อว่า “พวกเจ้าไปทำหน้าที่ของตัวเอง ข้าจะไปข้างนอก”

“ไปไหนหรือขอรับ” เจตคุปต์เอ่ยถาม

“โลกมนุษย์” เขาตอบ เดินก้าวสามขุมไปหยุดยืนที่ประตูห้อง ก่อนหันมามองบริวารด้วยสีหน้าเรียบเฉย เอ่ยทิ้งท้าย “แล้วก็… กาฬบุรุษ รู้จักหาเสื้อผ้าใส่เสียบ้างให้เรียบร้อย”

เจตคุปต์อดยิ้มกว้างไม่ได้ เข้าใจความรู้สึกที่เรียกว่า ‘หัวเราะทีหลังดังกว่า’ ได้ชัดเจนเลยทีเดียว  

 

อาสาวตีแทบไม่เชื่อโชคชะตาของตัวเองในวันนี้ ทุกอย่างกำลังดำเนินไปในทางที่ดีจนราวกับฝัน ตั้งแต่มาทำงานในช่วงเช้า นอกจากเจ้านายจะไม่ตำหนิเธอเรื่องความผิดพลาดในงานเปิดตัวหนังสือวันก่อนแล้ว ยังแสดงความเห็นใจ รวมถึงบอกว่าเจ้านายใหญ่สงสารมากจนตัดสินใจพาทุกคนในแผนกไปเลี้ยงอาหารเย็นวันพรุ่งนี้ ซ้ำร้านอาหารที่เลือกยังหรูหราไม่เบา ถือว่าเป็นลาภปากโดยแท้ อีกทั้งคุณสมยศนั้นนอกจากไม่โวยวายแล้ว ยังเสนอตัวร่วมเป็นเจ้าภาพอีกด้วย

“จริงหรือคะ พี่แป๋ม” เธอย้ำถามให้แน่ใจ

“แหงสิ” คนเป็นเจ้านายเลิกคิ้ว “คุณสมยศเขาเห็นใจว่าทุกคนเจอเรื่องร้ายกันหมด และก็ทำงานกันเต็มที่ เรื่องแบบนี้ไม่มีใครอยากให้เกิด”

“แอนขอบคุณแทนทีมงานด้วยนะคะ” เธอยกมือไหว้   

“วันนี้มีงานอะไรบ้างล่ะ”

“ต้องพานักเขียนไปให้สัมภาษณ์กับนิตยสารค่ะ แล้วก็ถ่ายสกู๊ปโปรโมตของร้านหนังสือ”

“งั้นก็ไปเถอะ พี่รู้ว่าพวกเราทำงานกันหนักมาก ยังไงก็สู้ต่อไปนะ”

“ค่ะ พี่แป๋ม” หญิงสาวรับคำ

งานในวันนี้ของเธอเริ่มตั้งแต่ช่วงสาย โชคดีอีกเช่นกันที่นักเขียนไม่ใช่คนเรื่องมาก เขาเป็นนักเขียนหน้าใหม่แนวข้อคิดให้กำลังใจ เพิ่งได้รับความนิยมอย่างสูงในโลกออนไลน์จนสำนักพิมพ์ติดต่อรวมเล่ม หน้าที่ของเธอคือทำให้หนังสือเล่มนี้เป็นที่รู้จักมากขึ้นในสายตานักอ่าน อาสาวตีจึงติดต่อนิตยสารเจ้าประจำให้ช่วยลงข่าวแนะนำ

หญิงสาวโล่งอกที่งานผ่านไปอย่างราบรื่น ใช้เวลาเพียงไม่นานก็เสร็จสิ้น เหลือแค่ต้องแวะไปร้านหนังสือเจ้าใหญ่เพื่อถ่ายรายการสั้นๆ เท่านั้น

“เหนื่อยหน่อยนะคะ น้องพจน์” เธอเอ่ยกับนักเขียนหนุ่ม

“ไม่เลยครับ สนุกดี” อีกฝ่ายยิ้มตอบสุภาพ “ผมไม่เคยให้สัมภาษณ์นิตยสารมาก่อนเลย หนังสือเล่มนี้ก็เป็นเล่มแรก ดีใจที่มีคนเผยแพร่ด้วยซ้ำ”

“อีกหน่อยอาจจะชินมากขึ้นค่ะ พี่ได้ยินหัวหน้าพูดกันว่าถ้ายอดขายเดินหน้าได้ดี อยากคุยกับน้องพจน์เรื่องตีพิมพ์เล่มต่อไป”

“โห เร็วขนาดนี้เลยเหรอครับ” คนฟังตาโต “ผมยังไม่รู้จะเขียนอะไรเลยเนี่ย”

“พี่บอกเผื่อเอาไว้ก่อนค่ะ พูดอะไรมากไม่ได้เพราะไม่ใช่แผนกของพี่ แต่เตรียมตัวไว้ก่อนก็ดีนะคะ” เธอเอ่ยกับเขา

ร้านหนังสือตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ คนละแห่งกับงานเปิดตัววันก่อน แต่แบบแปลนของห้างคล้ายกัน ชวนให้นึกถึงเหตุวันนั้น เธอพยายามสลัดความคิดทิ้งและจดจ่อกับงานตรงหน้า

เรื่องมันผ่านไปแล้ว ไม่มีทางเกิดซ้ำได้อีกหรอก เธอบอกตัวเอง

งานนี้ก็จบลงรวดเร็วไม่แพ้กัน เธอขอบคุณนักเขียนหนุ่มก่อนแยกย้าย รู้สึกโล่งใจที่งานแรกนับแต่กลับมาทำงานปกติปลอดโปร่งไม่เกิดปัญหาใด ขณะกำลังเดินอยู่ภายในห้าง ยังไม่ตัดสินใจว่าจะกลับบริษัทดีหรือไม่ ก็บังเอิญเจอกับคนที่ไม่คาดคิดว่าจะเจอ แต่เป็นคนที่อยากเจอมากที่สุดเช่นกัน

“พี่ตั้น” เธอเผลอยิ้มกว้าง สาวเท้าเดินเข้าไปทักเขา

ชายหนุ่มหันมาตามคำเรียกก่อนยิ้มและโบกมือให้ เอ่ยทัก

“น้องแอนนั่นเอง มาทำงานหรือมาเที่ยวครับ”

“ทำงานค่ะ” เธอตอบ “แต่เสร็จเรียบร้อยแล้ว พี่ตั้นมาทำงานเหมือนกันหรือเปล่าคะ”

“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ครับ แต่เหมือนนัดเพื่อนเก่ามากกว่า พี่กำลังจะจีบเพื่อนที่ทำงานอยู่สายการเงินมาเขียนหนังสือแนวฮาวทู เคยเสนอไอเดียไปแล้วทางผู้ใหญ่สนใจ พี่เลยขอรับหน้าที่เป็นคนติดต่อ”

“พี่ตั้นไฟแรงอย่างนี้ น้องๆ คงต้องขยันให้มากขึ้นอีกแน่เลยค่ะ”

“ใกล้ถึงเวลานัดแล้ว” ตรีวิทย์มองนาฬิกา ทีแรกอาสาวตีแอบใจเสีย นึกว่าเขาคงยกเรื่องเวลานัดขึ้นมาพูดเพื่อให้เธอออกห่าง แต่แล้วคำพูดต่อมาของชายหนุ่มก็ทำให้หัวใจพอง “พี่คงคุยไม่นานหรอก ถ้าหากน้องแอนรอได้ กินข้าวเย็นด้วยกันไหมครับ พี่เลี้ยงเอง”

เธออยากยิ้มให้กว้างที่สุดสมกับความยินดีในหัวใจ หากยังสงวนท่าที เพียงแค่ยิ้มนิดๆ

“แอนว่างค่ะ”

“ถ้าอย่างนั้นเรานัดกันแล้วนะครับ คุยงานเสร็จเมื่อไรพี่โทรไปหา”

“แอนจะรอค่ะ” เผลอพูดออกไปแล้วก็อยากปิดปากตัวเองว่าไม่น่าลืมตัว หากตรีวิทย์กลับยิ้มกว้าง ตอบกลับว่า

“พี่ก็เหมือนกัน”

เธอรู้สึกราวกับชายหนุ่มเป็นแสงอาทิตย์ร้อนแรงแผดแสงยั่วเย้า ถ้าหากยังอยู่ต่ออีกสักนิดมีหวังละลายลงไปในอ้อมแขนของเขาอย่างแน่นอน เลยรีบพึมพำขอตัวเพื่อสงบหัวใจตัวเอง

หญิงสาวเลือกเข้าร้านหนังสือ ไม่มีอะไรช่วยคลายความว้าวุ่นได้ดีเท่าสิ่งที่คุ้นเคย เธอเดินไประหว่างชั้นหนังสือ เลือกหยิบนิยายเล่มนั้นเล่มนี้ขึ้นมาพลิกอ่านหลังปก พลางจินตนาการว่าทั้งเธอและตรีวิทย์ต่างทำงานในบริษัทผลิตหนังสือ ย่อมต้องมีสักวันที่ได้ทำงานร่วมกัน จะดีแค่ไหนถ้าหากทั้งสองอยู่ในร้านหนังสือเดียวกัน มองผ่านชั้นหนังสือคนละฟากฝั่งจนสบสายตา และไม่อาจละไปมองคนอื่นได้ เหมือนโลกมีเพียงเราสองคนเท่านั้น…

คิดเพลินๆ ก็พลันได้กลิ่นหอมลอยเข้าจมูก…

หัวคิ้วขมวดมุ่น วางนิยายเล่มในมือกลับที่เดิมทันที สาบานว่าไม่ได้อยากหันไปมองหาที่มาเลยสักนิดเดียว ทว่าสัญชาตญาณเจ้ากรรมดันทำงานก่อนทันได้คิดถี่ถ้วน สั่งการให้ใบหน้าหันขวับไปทางขวา แล้วความรู้สึกตกใจระคนหงุดหงิดก็บังเกิดตามมา

ผู้ชายคนนั้น… เขาสะกดรอยตามเธอมา!

เขายังสวมสูทสีดำเช่นเดิมราวกับเป็นเครื่องแบบประจำตัวก็ไม่ปาน หรือไม่ก็คงคิดว่าใส่แล้วเท่มาก เธอต้องยอมรับว่าเขาดูดี และเครื่องแต่งกายก็เสริมส่งให้น่ามองและโดดเด่น ทว่าเพราะเขาเป็นคนโรคจิต ข้อดีทั้งหมดนั่นจึงถูกลบล้างไปจนหมดสิ้น คนเช่นนี้สมควรอยู่ในโรงพยาบาล หรือไม่ก็โรงพัก ไม่ใช่เที่ยวสะกดรอยตามรังควานคนอื่นอย่างนี้ ดูท่าเห็นทีคงเป็นพวกคุณชายบ้านรวยแต่ป่วยทางจิตของตระกูลยิ่งใหญ่ที่ไหนสักแห่ง ญาติมิตรก็ไม่รู้จักดูแลควบคุมเสียเลย

ไหนจะกลิ่นหอมทุกครั้งที่เขาปรากฏตัวอีกล่ะ เธอปักใจแน่วแน่ว่าชายผู้นี้จะทำให้ถึงตาย ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมก็ตาม ดังนั้น การเจอเขาคือความโชคร้ายชัดๆ โชคในวันนี้ทั้งหมดพังครืนลงทันตาเพราะคนเพียงคนเดียว คิดแล้วความโกรธก็พลุ่งพล่านจนลืมตัว เดินก้าวฉับๆ ตรงไปหาอย่างเอาเรื่อง

“แกตามฉันมาทำไม เลิกตามได้แล้ว” เธอตวาดใส่

ชายในชุดสูททำสีหน้าประหลาดใจอีกครา ก่อนกระตุกยิ้มมุมปาก เอ่ยเสียงเรียบ

“เจ้ามองเห็นข้าจริงๆ เก่งนี่ ไม่ธรรมดาเลย”

“ทำไมต้องมองไม่เห็นด้วย อ๋อ คิดว่าเนียนล่ะสิ ขอโทษนะ ยืนหัวโด่ขนาดนี้จะไม่เห็นได้ยังไง ฉันไม่ได้ตาบอด” เธอชี้เขาตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า อีกฝ่ายมองตามสีหน้าไม่เปลี่ยน “แล้วยังกลิ่นนี่อีก…”

“กลิ่น?” พญายมหรี่ตา “เจ้าได้กลิ่น… ข้าเหรอ”

“ฉันไม่รู้ว่ากลิ่นอะไร” เธอตอบ ก่อนสะบัดศีรษะแรงๆ “ไม่เกี่ยวกับแกสักหน่อย ไอ้คนโรคจิต รีบไปให้พ้นก่อนฉันจะเรียก รปภ. เลยนะ”

“ถ้าได้กลิ่น เจ้าก็เหมือนสามะกับสวละน่ะสิ”

เธอต้องการให้เขาเลิกตามสักที ไม่ได้อยากสนทนาด้วยแม้แต่น้อย ทว่าก็อดถามกลับไม่ได้ “สามะกับ… อะไรนะ คืออะไร”

“หมาของข้า” เขาตอบหน้าตาเฉย ทำเอาคนฟังแทบเต้น ทั้งอ้าปากค้าง คิดไปแล้วว่าหมอนี่ตั้งใจด่ากันชัดๆ เดี๋ยวนี้คนโรคจิตนอกจากจ้องเอาชีวิตกันแล้วยังต้องพูดจาไม่เข้าหูใส่เหยื่อด้วยหรือไงกัน “แต่พวกมันไม่เหมือนเจ้าเสียทีเดียวหรอก มันมีสี่ตา รูจมูกกว้าง น้ำลายไหลย้อยตลอดเวลา ใครก็ว่าลมหายใจของพวกมันเหม็นมาก”

“พอแล้ว” เธอหยุดเขา คิดได้ว่าไม่ควรฟังคำคนบ้า ลักษณะที่เขาบรรยายมาไม่เหมือนสัตว์เลยสักนิด หากเหมือนตัวประหลาดมากกว่า เธอเสียเวลาฟังทำไมกัน

“หน้าเจ้าสะสวย ไม่มีใครจำสับสนกับสามะและสวละเป็นแน่”

คำพูดประโยคนี้ของเขาดูทื่อตรง แต่ก็ทำให้เธอรู้สึกอะไรบางอย่างได้อย่างน่าประหลาด

เธอไม่ควรหน้าร้อนผ่าวกับคำชมของเขา ทว่าก็เป็นไปแล้ว ต้องรีบหันหน้าไปทางอื่นเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเห็น ถ้าหากชายหนุ่มรู้ว่าเธอเขินอาย มีหวังเติมเชื้อจิตเภทให้เขาแน่ๆ

พอหันหน้าไปอีกทางก็เห็นว่ากลุ่มเด็กนักเรียนหญิงมัธยมปลายกลุ่มหนึ่งกำลังมองมาทางเธอพร้อมกับซุบซิบกันไปด้วย หนึ่งในนั้นมองไม่กะพริบจนน่าอึดอัด อาสาวตีคิดเอาเองว่าฝ่ายนั้นคงมองชายหนุ่ม ในเมื่อเขาหน้าตาดีขนาดนี้คงต้องเตะตาคนทั่วไปบ้าง เพียงแค่มองเผินย่อมไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นคนจิตไม่ปกติและอันตรายขนาดไหน

ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนกว่าตรีวิทย์จะจัดการธุระเสร็จ เธอจะต้องสลัดชายหนุ่มตรงหน้าให้หลุดก่อน ไม่มีทางเสียละจะให้รุ่นพี่รู้ว่าเธอมีคนโรคจิตสะกดรอย ไม่ว่ายังไงก็ผ่านตอนนี้ไปก่อน แล้วค่อยคิดจัดการภายหลัง

“แก… เอ๊ย… คุณคะ ฉันรู้ว่าคุณคงไม่ใช่คนจิตใจแย่อะไรหรอก เพราะฉะนั้นฉันว่าคุณกลับบ้านไปหาพ่อแม่พี่น้องเถอะนะ ไปหายากินอย่าได้ขาด อย่ายุ่งกับฉันเลย เราต่างไม่รู้จักกันสักหน่อย แยกย้ายกันไปคนละทางนะ” พยายามเอาน้ำเย็นเข้าลูบ หวังว่าเขาจะเลิกปักใจกับเธอสักที ยุคนี้คนป่วยทางจิตเยอะ เธอควรเห็นใจ

“ข้าไม่มีพี่น้อง” เขาตอบ

“อ้าว แล้วกัน” เธอว่า “พ่อแม่ล่ะ ยังอยู่ไหม… คะ”

“พ่อ… ถ้าเจ้าหมายถึงผู้ให้กำเนิดก็มีอยู่”

“นั่นแหละค่ะ คุณยังอยู่กับครอบครัวหรือเปล่า”

“ผู้ให้กำเนิดของข้าคือวิวัสวัต มนุษย์อย่างเจ้าอาจจะรู้จักในนามของพระอาทิตย์”

อาสาวตีอยากกรีดร้องหรือจิกทึ้งผมตัวเอง เธอกำลังเผชิญหน้ากับคนบ้าขนานแท้ แถมยังเข้าขั้นหลุดโลกไปเลยทีเดียว มีอย่างที่ไหนบอกว่าตัวเองเกิดจากดวงอาทิตย์ ตานี่คิดว่าตัวเองเป็นดาวเคราะห์หรือไง

แต่เธอไม่อาจทำอย่างนั้นได้ เพราะคนตรงหน้าอาจบ้าคลั่งขึ้นมาตอนไหนก็ได้ทั้งนั้น คงต้องเออออไปกับเขาก่อน

“แล้วคุณชื่ออะไรคะ”

“ไววัสวัต ข้าชื่อ… ไววัสวัต ผู้กำเนิดแก่พระอาทิตย์” เขาเอ่ย แล้วก็เอียงคอ ประหลาดใจที่ตัวเองยอมบอกชื่อเสียงเรียงนามที่เกือบลืมเลือนไปแล้วเนื่องจากไม่เคยมีใครเรียกขานแก่หญิงมนุษย์ผู้นี้

นาง… อาสาวตี นามนี้คือเครือเถาแห่งดาวดึงส์ ไม้ผลอันก่อเกิดน้ำทิพย์ สุราชั้นยอดเลิศรสสร้างความมึนเมาได้กระทั่งเทวดาชั้นฟ้า ฤทธิ์ของมันมัวเมาให้หลับใหลได้นานถึงสี่เดือน นางกำลังมอมเมาเขาด้วยหรืออย่างไรกันหนอ

“สมชื่อจริง…” เขารำพันกับตัวเอง โดยมีเจ้าของชื่อยืนขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ เพราะได้ยินไม่ถนัดนักว่าชายหนุ่มพูดอะไร พานนึกไปว่าเขากำลังวางแผนจัดการเธออยู่หรือเปล่า เลยรีบดึงความสนใจกลับเข้าเรื่องเดิม

“คุณกลับไปหาพ่อดีไหม ท่านอาจจะเป็นห่วงคุณนะ”  

“ทำไมข้าต้องกลับไปด้วย” เขาถาม “ก่อนข้าเคยเป็นมนูก็จริง แต่ก็ผ่านเนิ่นนานมาตั้งเจ็ดยุคแล้ว บัดนี้ท่านวิวัสวัตคงกำลังรอคอยให้ถึงคราวยุคใหม่เพื่อสร้างมนูองค์ต่อไปอยู่”

อาสาวตีรู้สึกว่าเริ่มฟังเขาไม่รู้เรื่องเข้าไปทุกที เห็นทีต้องยอมรับว่าป่วยการ เกินเยียวยาเสียแล้ว พูดแต่อะไรย้อนยุคเป็นลิเกหลงโรงเชียว เลยได้แต่ส่ายหน้า ในเมื่อตะล่อมแล้วไม่ได้ผล คงเหลือทางเดียว… คือหนี!

ทว่าก่อนจะทันได้ทำตามใจคิด สายตากลับเหลือบมองผ่านผนังกระจกใจของร้านออกไปเห็นตรีวิทย์เข้า โชคร้ายที่ชายหนุ่มมองตอบกลับพอดี เขาโบกมือให้และเดินเข้ามาในร้าน

“ตายล่ะ…” เธอคราง

ตรีวิทย์เดินเข้ามาในร้านทำท่าตรงดิ่งเข้ามาหาอาสาวตี พญายมเห็นดังนั้นจึงจงใจปรากฏตัวให้มนุษย์ธรรมดาอย่างชายหนุ่มมองเห็นได้ ทำเอาตรีวิทย์ชะงัก หยุดเท้าอย่างฉับพลัน เพราะอยู่ดีๆ เหมือนมีคนร่างสูงใหญ่มาขวางทางด้านหน้า

ได้แต่นึกแปลกใจว่าก่อนหน้านี้ ตอนโบกมือให้ภายนอก เขาคิดว่าอาสาวตียืนอยู่คนเดียวเสียอีก

“น้องแอน พี่กำลังจะโทรหาอยู่พอดี” ตรีวิทย์ทัก ก่อนเหลือบไปมองไววัสวัตที่ยังยืนอยู่ข้างๆ เลิกคิ้วอย่างแปลกใจ ถามต่อว่า “น้องแอนคุยกับเพื่อนอยู่หรือครับ”

เธอกำลังจะตอบว่าไม่รู้จักเลยสักนิด หากทว่าชายหนุ่มในชุดสูทกลับชิงตอบเสียก่อน

“ข้าไม่ใช่เพื่อน” เกือบถอนหายใจด้วยความโล่งอกระคนคาดไม่ถึงเล็กน้อยที่เขาเป็นฝ่ายปฏิเสธให้เอง หน้าก็ต้องหดเหลือสองนิ้วเมื่อได้ยินประโยคต่อมาที่ออกจากปาก “ข้าเป็นผัวนาง”   

ถ้ามีผู้ใดถามหาเหตุผลไววัสวัตก็คงไม่อาจอธิบายได้ว่าเหตุใดจึงพูดเช่นนี้ออกไป หรือไม่ท่านพญายมคงได้อ้างว่าเพราะคิดพิจารณาถี่ถ้วนแล้วว่าประโยคดังกล่าวจะใช้ขับไล่มนุษย์ผู้ชายให้ออกห่างจากมนุษย์ผู้หญิงได้ดีที่สุด

ด้านหญิงสาวนั้นอ้าปากค้าง ตกตะลึงจนคิดอะไรไม่ออก ส่วนตรีวิทย์เองก็ทำอะไรไม่ถูกได้แต่ยืนนิ่งเงียบกริบ ก่อนตั้งตัวได้และเป็นฝ่ายหัวเราะแห้งๆ

“งั้นผมไม่รบกวนดีกว่า ไปก่อนนะครับน้องแอน”

เธออยากรั้งตัวเขาไว้ ปฏิเสธว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับตาโรคจิตนี่สักหน่อย ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใดกลับพูดไม่ออก ได้แต่ส่งสายตาอ้อนวอนออกไป พร้อมกับส่ายหัว

คล้ายตรีวิทย์จะสะกิดใจ เขาลังเล หากพระยมกลับเบี่ยงตัวมาขวางหน้าอาสาวตีไว้ แววเรื่อเรืองด้วยอำนาจเหนือมนุษย์ในดวงตาฉายแวบหนึ่งทำให้อีกฝ่ายชะงัก พยักหน้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงเลื่อนลอยคล้ายโดนสะกดจิตว่า

“ขอตัวก่อนนะครับ” จากนั้นก็เดินไปโดยไม่หันกลับมามอง

อยู่ๆ เรี่ยวแรงและกำลังก็ย้อนกลับเข้าร่าง หญิงสาวโกรธที่สุดในชีวิต จ้องมอง ‘คนโรคจิต’ ด้วยแววตากินเลือดกินเนื้อ

“คุณพูดกับพี่ตั้นอย่างนั้นได้ยังไง!”  

“พูดได้สิ แค่เปล่งเสียงออกจากปากอย่างไรเล่า”

“มันไม่ใช่เรื่องจริง ฉันกับคุณไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันสักนิด คุณมันคนสติไม่ดี คนบ้า คนผีทะเล คนประสาท ทำไมไม่เข้าโรงพยาบาลบ้าไปรักษาตัว ออกมาเพ่นพ่านสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นทำไม แล้วต่อไปนี้ฉันจะมองหน้าพี่ตั้นได้ยังไงกัน เขาคงคิดไปแล้วว่าฉันมีผัว รู้ไหมว่าฉันรอมานานแค่ไหนกว่าเขาจะชวนกินข้าวด้วย โอ๊ย แล้วนี่ฉันต้องมาพลาดไปแล้ว ไอ้บ้า” เธอฟูมฟาย น้ำตาเจ้ากรรมพรั่งพรูกลบตาด้วยความเจ็บแค้นใจ

ไววัสวัตเขม้นมอง ยื่นมือออกไปแตะตัวหญิงสาว อาสาวตีชักไหล่เบี่ยงหนี ก่อนปัดมือเขาอย่างแรงหวังให้ชายหนุ่มเลิกยุ่งกับตน หากที่ไหนได้พระยมกลับใช้แรงนิดเดียวก็ดึงตัวเธอเข้าหา ใช้นิ้วมือปาดน้ำตาจากแก้มแผ่วเบาโดยไม่สนใจว่าเจ้าของแก้มนวลเนียนตกตะลึงจนตัวแข็งทื่อ หัวใจก็เต้นตึกตักเมื่ออยู่ดีๆ ถูกดึงเข้ามาใกล้ชิด

เขาจะมาไม้ไหนกัน หรือว่า… กำลังคิดจะจัดการฆ่าเธอ

อยู่ๆ ชายหนุ่มก็ปล่อยมือ ดันตัวเธอออกเล็กน้อย แววประหลาดฉายในดวงตาของเขา อาสาวตีคิดจะวิ่งหนี แต่แล้วข้อมือขวากลับถูกคว้าไว้แน่น

“จะ… ทำอะไรน่ะ”

“ข้าเข้าใจแล้ว เจ้าหิวข้าวสินะ มนุษย์จำต้องกินอาหารเพื่อดำรงชีวิต ข้าก็ลืมไป” ว่าแล้วเขาก็ฉุดลากพาหญิงสาวออกจากร้านหนังสือโดยเธอไม่มีแรงจะขัดขืนเขาได้เลย ชายหนุ่มพาไปหยุดหน้าร้านอาหารตะวันตกซึ่งตกแต่งด้วยสีโทนมืด ทำให้ร้านแลดูทึมทึบไม่น้อย แล้วเขาก็พยักหน้า พึมพำว่า “ร้านนี้ใช้ได้”

กว่าจะรู้ตัว อาสาวตีก็อยู่ในร้านอาหารโดยมีคนตรงข้ามคือชายหนุ่มผู้ประกาศว่ากำเนิดจากดวงอาทิตย์ พอบริกรนำเมนูอาหารมาให้ เขาก็ไสมันมาทางเธอ

“เลือกสิ อยากกินอะไร”

“ฉันไม่เลือก” เธอเม้มปาก เขม้นมองเขาตาขุ่น

ไววัสวัตไม่ว่าอะไร เขากระดิกนิ้วพลันบริกรก็มาคุกเข่าต่อหน้านอบน้อม ชายหนุ่มเอ่ยเสียงทรงอำนาจ

“นำอาหารทุกอย่างที่เจ้ามีมาให้หญิงผู้นี้”  

เธอนึกว่าเขาพูดเล่นและคงถูกบริกรตอกกลับเอาแน่ๆ ทว่าฝ่ายนั้นกลับค้อมศีรษะตอบรับ ค่อยๆ คลานเข่าหายเข้าไปด้านหลังร้าน

ขณะยังงุนงงไม่หาย อาหารก็ทยอยมาที่โต๊ะ เริ่มต้นจากสองจาน… กลายเป็นสี่… และพอรู้ตัวอีกทีบรรดาพนักงานก็พากันต่อแถวพร้อมถาดอาหารเตรียมพร้อมนำมาเสิร์ฟโต๊ะของเธอเพียงแค่โต๊ะเดียว!

“นี่มันอะไรกัน นายเป็นคนรวยแต่บ้า หรือว่าฉันถูกแอบถ่ายรายการล้อกันเล่น” เธอละล่ำละลักถาม

“ข้าไม่รู้ว่าเจ้าพูดถึงอะไร” ชายหนุ่มเลิกคิ้ว จิบกาแฟที่พนักงานนำมาบริการด้วยท่าทางสุขุมเยือกเย็น “อาหารมาแล้ว เจ้าก็รีบกินเสีย ท้องจะได้อิ่มและเลิกโวยวายกับข้าสักที เห็นน้ำตามนุษย์แล้วทำให้ข้าปวดหัวนัก”

ถึงบัดนี้อาสาวตีแน่ใจแล้วว่าเธอต่างหากเป็นฝ่ายฟังเขาไม่รู้เรื่องเลยสักคำเดียว เขาเป็นใครกันแน่ และเป้าหมายของเขาใช่การจ้องเอาชีวิตเธอหรือไม่ เหตุใดถึงไม่ยอมลงมือ กลับเล่นเอาล่อเอาเถิดอยู่ได้

หญิงสาวเหลือบมองทางนอกร้าน ตั้งท่าจะลุกหนี หากแล้วก็เหมือนอีกฝ่ายเดาใจได้ เขากระดิกนิ้วครั้งเดียว พนักงานในร้านต่างพากันมายืนเรียงหน้ากระดานปิดทางไว้หมดสิ้น เท่ากับเธอไม่มีทางฝ่าออกไปได้แน่

เวรกรรมอะไรอย่างนี้… เธอครวญในใจ

เธอตัดสินใจว่าไหนๆ ก็มาถึงขั้นนี้แล้ว อย่างน้อยอาหารตรงหน้าก็เป็นของจริง ในเมื่อกองทัพต้องเดินด้วยท้อง บางทีคนเราก่อนดำเนินกลยุทธ์ก็อาจต้องกินอาหารของศัตรูเหมือนกัน เลยตั้งหน้าตั้งหน้ากินทั้งของโปรดและไม่โปรดให้อิ่มท้องสมกับความเจ็บใจ

ระหว่างนั้น พญายมผู้เงียบขรึมยังคงวางท่าตามเดิม นานครั้งถึงจะยกแก้วกาแฟขึ้นจิบทีละนิด ผ่านไปเป็นนานก็ยังพร่องไม่ถึงครึ่งแก้ว พลางลอบมองหญิงสาวไปด้วย เกือบยิ้มออกมาครั้งหนึ่งเมื่อเห็นนางรีบกินจนสำลัก มือเผลอยื่นไปแตะแก้วน้ำหมายส่งให้ดื่ม ก่อนชะงักเมื่อนึกได้ว่าถ้านางสำลักอาหารตายเองก็จะง่ายต่อเขาเลยไม่ได้ทำ หากแต่นางก็หยิบน้ำมาดื่มอึกใหญ่ได้ทันท่วงที และกินอาหารมื้อใหญ่ต่อไปราวไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เขาบอกไม่ถูกว่าเสียดายหรือโล่งใจกันแน่ ทว่าก็อดรู้สึกดีไม่ได้เมื่อเห็นว่านางยังไม่สิ้นชีวิต…

จนผ่านไปเกือบชั่วโมงนั่นละ คนสวมวิญญาณตะกละก็อิ่มจนแน่นท้อง รับอะไรต่อไปไม่ไหวแล้ว เลยได้แต่เอนหลังพิงเก้าอี้อย่างหมดแรง

ใครจะคิดว่ากินอาหารเหนื่อยได้ขนาดนี้! ต้องเป็นเพราะผสานความโกรธเข้าไปด้วยแน่ๆ เลยเชียว

“คุณเป็นใครกันแน่” เอ่ยถามชายหนุ่ม คิดไว้อยู่แล้วว่าเขาคงไม่ตอบ และก็คิดถูกเสียด้วย ประโยคที่ออกจากปากคนตรงหน้ากลับเป็นคำถามกลับเสียแทน

“เมื่อครู่นี้เจ้าบอกว่าได้กลิ่นข้า มันเป็นกลิ่นอะไรหรือ”

“ฉันบอกไม่ถูกหรอกว่ากลิ่นอะไร มันเหมือนดอกไม้… แต่ไม่เคยดมดอกไม้ที่ไหนมีกลิ่นอย่างนี้มาก่อน” เธอนิ่วหน้า

“แปลกมาก ข้าไม่เคยได้ยินว่ามีมนุษย์ได้กลิ่นคนของยมปุระ”

“ยม… อะไรนะ”

“เมืองของข้า มีชื่อว่ายมปุระ เจ้าจะเรียกว่ายมโลกก็คงได้”

“ถ้าอาศัยอยู่ยมโลก งั้นคุณก็เป็นยมทูตสิ” เธอเหนื่อยจะคิดแล้ว เอานิยมนิยามอะไรกับคนจิตไม่ปกติกันล่ะ

“ยมทูตคือผู้เดินสาร แต่ข้าไม่ใช่ ข้าคือผู้ปกครองหมู่ประชาทั้งมวลในที่นั้น ย่อมต้องเหนือกว่ายมทูตมากนัก”

“งั้นคุณเป็นอะไรล่ะ”

“พญายม” เขาตอบ “ผู้ครองนครยมปุระ มีหน้าที่ตัดสินวิญญาณตามบุญกรรมที่เคยกระทำมาสมัยยังเป็นมนุษย์โดยเที่ยงธรรม”

อาสาวตีไม่เชื่อสักคำที่เขาพูดมา แหงล่ะ… คนปกติที่ไหนจะเชื่อว่าตัวเองกำลังคุยกับพญายมอยู่!

“แล้วคุณมายุ่งกับฉันทำไม” เธอถาม

“อาสาวตี” เขาเอ่ยนามด้วยเสียงเยือกเย็น ชวนให้สะท้านถึงหัวใจ หวาดหวั่นอย่างไม่อาจอธิบายได้ “เจ้าสิ้นอายุขัยไปแล้ว ถึงคราวต้องตัดสินชะตาที่ยมปุระ ข้าต้องการให้เจ้าไปกับข้า”

เธอควรหัวเราะเยาะใส่หน้า ทว่ากลับตัวแข็งทื่อ ไม่อาจขยับไปไหนได้ เห็นเพียงใบหน้าไร้อารมณ์ของเขาและแววตาประดุจน้ำแข็งนั่น

บางอย่างในตาคู่นั้นบอกให้รู้ว่าเขาหมายความตามนั้นจริง!

Don`t copy text!