บุษราอาฆาต บทที่ 3 : คืนสู่เหย้า

บุษราอาฆาต บทที่ 3 : คืนสู่เหย้า

โดย : เก้าแต้ม

บุษราอาฆาต เรื่องราวของบุษราคัมเม็ดงามที่แฝงไปด้วยความลึกลับกับวิญญาณของหญิงสาว เหตุใดวิญญาณของเธอจึงติดตามมาทำร้ายทุกคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับบุษราคัมน้ำงาม ร่วมกันหาคำตอบได้ใน ‘บุษราอาฆาต’ นวนิยายแนวลึกลับโรแมนติก โดย เก้าแต้ม … นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คูณได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………

 

“ได้ข่าวว่าแกรับสมัครเลขาฯ คนใหม่งั้นหรือ”

ตอนที่อคิณเดินเข้ามาในห้องรับแขกของบ้าน บิดาก็ถามขึ้นอย่างสงสัย

“ครับพ่อ คุณกรกนกเธอตกบันไดแขนหัก หมอสั่งให้เธอพักงานหกสัปดาห์ และงานที่มีอยู่ก็รอไม่ได้”

“รับเด็กใหม่เข้ามาจะได้เรื่องหรือ”

งานในบริษัทค่อนข้างซับซ้อน อีกทั้งอคิณเองก็ยังใหม่เพราะเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งแต่เดิมยังได้กรกนกช่วยชี้แนะในสิ่งที่เขาไม่รู้

“ผมไม่มีทางเลือกครับ เดือนหน้าผมจะรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ถ้ามัวแต่รอคุณกรกนกหาย มีหวังคงไม่ทัน”

“แกอยากให้ฉันไปช่วยไหม”

“ไม่ต้องหรอกครับ พ่อเตรียมตัวสำหรับการผ่าตัดเส้นเลือดหัวใจดีกว่า ผมมั่นใจว่า จัดการได้”

“รู้ตัวไหมว่า แกเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมากนะ”

“ผมจะไม่ทำให้พ่อผิดหวังครับ”

พิรัชต์แตะบ่าลูกชายบีบเบาๆ ตั้งแต่อคิณเข้ามารับช่วงงานแทน เขาก็มีเวลาพักผ่อนมากขึ้น แม้ตอนแรกจะกังวลว่า คนอื่นจะไม่ยอมรับ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าชายหนุ่มจะไปได้สวย ความคิดสมัยใหม่ อีกทั้งยังเป็นคนตัดสินใจเฉียบขาด มุมมองที่เป็นของคนรุ่นใหม่ เริ่มจะเข้าตากรรมการคนอื่นๆ

“แกไม่เคยทำให้พ่อผิดหวังอยู่แล้ว พ่อภูมิใจในตัวแกเสมอ เพชร”

“แต่มีเรื่องหนึ่งที่ผมยังหาข้อมูลให้คุณพ่อไม่ได้”

“เรื่องบุษราคัมใช่ไหม”

อคิณพยักหน้า เขาพยายามใช้เส้นสายทุกอย่างที่มีเพื่อจะรู้ว่า กล่องพัสดุปริศนานั้นมาจากไหน ขณะที่บิดาหาทางสืบเกี่ยวกับบุษราคัมน้ำงาม แต่ผ่านมาสองวันแล้วก็ยังไม่ได้ความคืบหน้าอะไร

“ครับพ่อ ยังมืดแปดด้าน”

“ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่ ก็แค่เก็บใส่ตู้เซฟไว้ก่อน รอให้รู้ว่า ใครส่งมาก่อนก็ยังไม่สาย ฉันเองก็ยังไม่รู้ว่า จะเอาอัญมณีเม็ดโตขนาดนั้นไปทำอะไร จะมีก็แต่แม่เลี้ยงแก แล้วก็พลอยที่มาคอยตื๊อขอบุษราคัมจากฉันอยู่เรื่อย” พิรัชต์พูดติดตลก

“นี่พลอยยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจอีกหรือครับ”

“ยังน่ะสิ ตามอ้อนวอนขอทั้งเช้าทั้งเย็น นิเองก็เป็นไปด้วยอีกคน ทั้งที่ทั้งสองคนนั้นมีเครื่องประดับอยู่เต็มตู้เซฟแล้ว ไม่รู้ทำไมถึงอยากได้กันนัก”

“ผู้หญิงก็ต้องรักสวยรักงามเป็นธรรมดาครับ”

“ไม่น่าเชื่อเลยว่า น้องสาวแกจะยกข้ออ้างมาบอกพ่อว่า อยากจะได้บุษราคัมไปทำเครื่องประดับให้เข้ากับชุดที่ไปตัดเอาไว้ พอพ่อปฏิเสธก็ทำเป็นกรีดน้ำตา หาว่าพ่อไม่รัก เอากะเขาสิ”

“เป็นเอามากแฮะ”

“แกเองก็อย่าตามใจพลอยมากเกินไป อีกหน่อยพอแกมาเป็นประธานบริษัท ต้องหัดปรามๆ น้องเอาไว้บ้าง”

“ผมเตรียมแผนรับมือเอาไว้แล้วละครับ พ่อระวังพลอยจะมาอ้อนขอให้ช่วยก็แล้วกัน”

“พูดถึงแต่น้อง สรุปว่า แกจะไปร่วมงานคืนสู้เหย้าหรือเปล่า พ่อเห็นพลอยดูตื่นเต้นกับงานนี้เสียเหลือเกิน”

“ผมคิดว่าคงต้องไปครับ ผู้อำนวยการเพิ่งโทร.มาด้วยตัวเองก็วันนี้ ผมเลยจำเป็นต้องรับปากไป”

“ดีแล้วล่ะ กลับไปโรงเรียนเสียบ้าง บางทีอาจมีบางอย่างที่ทำให้แกระลึกอย่างมีความสุขก็ได้นะ ใครจะไปรู้”

 

งานเลี้ยงคืนสู่เหย้าของโรงเรียนอินเตอร์อันดับหนึ่งของประเทศไทยจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เนื่องจากปีนี้ครบรอบปีที่ห้าสิบ จึงมีลูกศิษย์ซึ่งจบไปเป็นจำนวนมาก นักเรียนที่จบออกไปบ้างก็มีฐานะร่ำรวย บ้างก็เป็นเจ้าของบริษัท แต่มีไม่กี่คนที่อาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนจำได้อย่างแม่นยำและเดินออกมาต้อนรับถึงหน้าประตูอย่างนี้ หอประชุมใหญ่ของโรงเรียนถูกเนรมิตให้เป็นธีมย้อนยุค อีกทั้งนักเรียนอีกส่วนหนึ่งกำลังเตรียมการแสดงอยู่บนเวที

“ขอบใจมากนะอคิณที่มา ครูรู้ว่า เธองานยุ่งแต่ยังเจียดเวลามาร่วม”

ชายหนุ่มไม่เพียงเป็นคนเด่นดังของโรงเรียน แต่ยังโดดเด่นไปเสียทุกเรื่อง ส่วนสูงที่มาถึงร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตร ผิวขาวจัด เสี้ยวหน้าคม สันจมูกโด่ง คิ้วเข้ม ยิ่งเมื่อสวมสูทของอาร์มานี่ก็ยิ่งเสริมบุคลิกให้ดีขึ้น

“ผมยินดีมากครับที่อาจารย์ส่งบัตรเชิญมาให้ ผมคงไม่ได้มาสายไปใช่ไหมครับ”

“ไม่เลยจ้ะ อคิณมาทันเวลาพอดี การแสดงบนเวทีกำลังจะเริ่มต้นขึ้น เราเข้าไปนั่งข้างในดีไหมจ๊ะ”

บนเวทีด้านหน้า เหล่านักเรียนกำลังเตรียมการแสดงเพื่อเปิดงาน อคิณอดทึ่งไม่ได้ เด็กนักเรียนทุกคนดูสดใสร่างเริงมั่นใจในตัวเอง พิธีกรที่ยืนประกาศอยู่บนเวที พูดจาฉะฉานไม่ติดขัดราวกับมืออาชีพเมื่อประกาศเชิญศิษย์เก่าทุกคนเข้าไปในงาน เก้าอี้ของอคิณอยู่แถวหน้าสุดถัดจากอาจารย์ใหญ่ ข้างๆ กันยังมีศิษย์เก่าที่อายุมากกว่า และเป็นคนมีชื่อเสียง หลายคนนั่งรออยู่ก่อนแล้ว เขาทักทายกับทุกคน บ้างก็เป็นรุ่นพี่ที่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน

อคิณไม่รู้ตัวเลยว่าตกเป็นเป้าสนใจ เพราะเมื่อสองวันก่อนคอลัมน์ซุบซิบในหนังสือพิมพ์ได้เอ่ยถึงการเข้ารับตำแหน่งในบริษัพีพีอินชัวร์รันช์ มือถือมีเสียงเตือนเมื่อมีข้อความส่งเข้ามา อคิณแตะหน้าจอเพื่อเลื่อนดูข้อความ

“พี่อยู่ไหน”

พลอยพยัพนั่นเองที่ส่งข้อความ เขากวาดตามองหาน้องสาว ปกติหล่อนต้องมาถึงงานก่อนด้วยซ้ำแต่เพราะอะไรวันนี้ยังเข้ามาไม่ถึง พลอยพยัพส่งข้อความมาว่าไปแต่งหน้าทำผมที่ร้านตั้งแต่บ่ายโมง

“ในงาน… แล้วพลอยล่ะ”

“กำลังจะเข้าไป”

“ตอนนี้เนี่ยนะ”

“ก็ใช่น่ะสิ พลอยกับเพื่อนจะต้องเด่นที่สุดในงาน”

อคิณสั่นศีรษะ แม้จะไม่เห็นด้วยกับน้องสาวเท่าไรที่ชอบทำตัวแผลงๆ แต่ก็ขัดไม่ได้ พลอยพยัพไม่เห็นต้องทำเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย ชายหนุ่มมั่นใจว่า ศิษย์เก่าของโรงเรียนล้วนแต่จำหญิงสาวได้ทุกคน เพราะเป็นกลุ่มที่โดดเด่นในโรงเรียน คนหนึ่งร่ำรวยเป็นลูกนักธุรกิจ ส่วนอีกคนเป็นบุตรของนายธนาคาร และคนสุดท้ายเป็นบุตรสาวนักการทูต เมื่ออคิณเงยหน้าขึ้น น้องสาวพร้อมเพื่อนสนิทอีกสองคนก็เดินเข้ามาในงาน ราวกับจงใจเมื่อสปอตไลต์กวาดไปจับที่สามสาว ต่างแต่งชุดหรูหราเข้ามาในงาน

พลอยพยัพเลือกเดรสสีแดงเลือดนกขับผิวขาวเนียน ชุดเป็นชุดปาดไหล่ บนลำคอระหง มีสร้อยเพชรพร้อมอุบะสิบกะรัต ทำให้แขกทุกคนต่างพากันหันมอง ส่วนสองสาวคู่ซี้ก็เลือกชุดราตรีสีเขียวตองและสีฟ้าน้ำทะเล

“นั่งสิ”

อคิณตบลงบนเก้าอี้ข้างตัว และหันไปยิ้มทักทายเพื่อนสนิทน้องสาว

“แหมพี่เพชร จะไม่ชมน้องหน่อยหรือคะ”

“ชมทำไม ก็รู้ตัวอยู่แล้วไม่ใช่หรือว่า สวย เล่นแต่งตัวจัดเต็มขนาดนี้”

“เย็นชาจัง”

“นั่งลงเถอะจะยืนค้ำหัวผู้ใหญ่อยู่อย่างนี้หรือไง”

พลอยพยัพค้อน สุดท้ายก็ยอมนั่งลงแต่โดยดี อคิณเอื้อมมือมาขยี้ผมน้องสาว

“ไม่เห็นต้องน้อยใจเลย ถึงพี่ไม่ชม พลอยก็น่าจะรู้ว่า ตัวเองสวยขนาดไหน ถึงขนาดหนุ่มๆ ทั้งงานหันมองกันเป็นตาเดียว”

“ก็พลอยอยากได้ความมั่นใจยังไงล่ะ”

“อย่าพูดมากเลย มาดูสิว่า รุ่นน้องของโรงเรียนเราจะแสดงความสามารถอะไรกันบ้าง”

 

ณิรินอยากจะเปลี่ยนใจแล้วเดินกลับออกจากโรงเรียนไปตั้งแต่ตอนนี้ ยิ่งเมื่อก้าวเข้ามาในบรรยากาศคืนสู่เหย้าของโรงเรียน ความทรงจำเก่าๆ ก็ย้อนคืนมา

หล่อนมาสายเพราะต้องฝ่าการจราจรที่แสนติดขัด ณิรินกำลังจะปิดร้านแต่บังเอิญลูกค้าเข้ามาเสียก่อน แถมพอออกมาฝนก็ตกหนัก หญิงสาวรีบหยิบเสื้อกันฝนขึ้นมาสวมทับเสื้อหนังกางเกงยีนส์ ขนาดขี่มอเตอร์ไซค์หล่อนยังมาถึงงานช้าเกินไป ตรงโต๊ะลงทะเบียนด้านหน้าว่างเปล่า เพราะทุกคนพากันเข้าไปในหอประชุมหมดแล้ว บนโต๊ะมีกระดาษให้ลงชื่อนักเรียนตามรุ่นที่เคยเรียน เมื่อมองไปทางซ้ายของประตูก็พบว่า มีม็อกอัพสำหรับถ่ายรูปย้อนวัยเป็นรูปชุดนักเรียนชายและหญิง ณิรินไม่มีเวลาโอ้เอ้อีก เสียงดนตรีแว่วมาจากด้านในบอกให้รู้ว่า การแสดงน่าจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว

หญิงสาวเลือกเข้าประตูหลัง อย่างน้อยก็ไม่ต้องเป็นจุดเด่นเวลาเข้าไปด้านใน แต่พอผลักประตูเข้าไปก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ ความรู้สึกเย็นยะเยือกที่มากกว่าความหนาวเย็นจากเครื่องปรับอากาศแล่นขึ้นมาเกาะกุม ณิรินมองไปรอบๆ พยายามคิดว่า อาจเป็นเพราะหล่อนตัวเปียกละอองฝนจากการขี่รถเมื่อครู่ แต่ไม่ใช่เลย

…มีบางอย่างอยู่ในห้องนี้ แต่ว่าคืออะไร หรือใคร…

ห้องประชุมมืด มีเพียงแสงไฟบนเวที แต่ณิรินกลับเห็นแสงสีเหลืองที่แทรกตัวอยู่โดยรอบ ต้องไม่ใช่จากแสงจากดร็อปดาวน์ไลต์แน่ เพราะมันแผ่ปกคลุมไปทั่วเหมือนกลุ่มพลังงาน ขนกายลุกชันขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ หล่อนรู้สึกเหมือนถูกจับจ้องจากผนังโดยรอบ

หญิงสาวสั่นศีรษะ บอกตัวเองว่าคงคิดมากไป เหลียวมองเพื่อหาที่นั่งแถวหลังแทน แต่เนื่องจากศิษย์เก่ามาร่วมงานเป็นจำนวนมาก เก้าอี้ทุกแถวจึงเต็ม ณิรินเลือกที่จะยืนอยู่ด้านหลังสุด ตามองไปยังเวทีด้านหน้าขณะที่ความรู้สึกว่าถูกมองก็ยังไม่หายไปด้วย นับว่าเป็นเรื่องแปลกมากเพราะปกติหลังจากคืนวันเพ็ญแล้ว สัมผัสการรับรู้ของหล่อนจะลดลง แต่วันนี้แค่ยืนเฉยๆ ก็ยังรู้สึกได้ถึงอันตราย มีบางอย่างอยู่ในห้องนี้ด้วยและดูเหมือนมันจะไม่ค่อยพอใจเท่าไรที่หล่อนเข้ามาแทรก

ณิรินกวาดมองหาต้นตอ หล่อนต้องรู้ให้ได้ว่า ใครหรืออะไรกันที่ทำให้เกิดความรู้สึกแบบนี้ ปู่เคยสอนเสมอว่า ทุกสถานที่ล้วนแต่มีวิญญาณ และวิญญาณแต่ละดวงก็ล้วนแล้วแต่มีห่วง การที่วิญญาณพยายามติดต่อคนก็เพราะต้องการให้ช่วย ดังนั้น ที่ผ่านมาแม้จะเห็นแต่หล่อนก็เลือกที่จะสื่อสารกับวิญญาณตนที่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ เท่านั้น อาการขนลุกชันยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ณิรินเพ่งมองไปบนเวที นักร้องสาวคนหนึ่งกำลังร้องเพลงขณะที่เพื่อนในวงก็กำลังเล่นดนตรี ตอนที่สปอตไลต์ส่องไปที่กลางเวทีนั่นเอง หญิงสาวก็ได้เห็นใครคนหนึ่ง…

ตอนแรกหล่อนคิดว่าตาฝาด แต่ภาพที่เห็นเด่นชัด เงาโปร่งบางมีใบหน้าซีดเผือด ผมยาวปรกหน้าผาก ใบหน้าซีดเซียว มือขาวซีดผอมเกร็งจนแทบเห็นกระดูก แต่นัยน์ตากลับแดงก่ำราวกับสีเลือด ณิรินห้ามตัวเองไม่ให้ตกใจไม่ได้ได้ หล่อนเผลอจ้องไปบนเวทีอย่างตื่นตะลึง ในจังหวะเดียวกับที่วิญญาณตนนั้นเงยหน้าขึ้น ใบหน้าผอมเกร็ง ชี้นิ้วมาที่หล่อนด้วยสายตาโกรธเกรี้ยว ณิรินไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อน หล่อนคือคนที่เข้ามาขวางทาง นิ้วที่ชี้ตรงมาทำให้หล่อนอ้าปากค้าง อยากจะกรี๊ดแต่กลับร้องไม่ออก และแล้วก็ได้ยินเสียงกรี๊ดจากหญิงสาวอีกคนหนึ่งดังขึ้นแทน…

“ผะ… ผีค่ะพี่เพชร พลอยเห็นผีอยู่บนเวที”

การแสดงยังไม่ทันจบด้วยซ้ำ พลอยพยัพก็ร้องกรี๊ดออกมา ท่ามกลางความตกใจของทุกคนจนทีมจัดงานต้องรีบเปิดไฟกันจ้าละหวั่น อคิณตกใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับน้องสาวจึงดึงหล่อนมากอดปลอบ แต่พลอยพยัพยังร้องไห้สะอึกสะอื้น อาจารย์ใหญ่และทุกคนก็พลอยตกใจไปด้วยต่างพากันเหลียวมองไปรอบๆ แต่ไม่มีใครเห็นอย่างที่หญิงสาวเห็น

“ผีที่ไหน ไม่เห็นมีเลย”

เมื่อไฟติดขึ้น บนเวทีก็มีแต่นักร้องที่เป็นผู้ชาย นักดนตรีคนอื่นๆ แม้จะมีผู้หญิงบ้างแต่ก็ไม่มีใครที่น่าจะทำให้พลอยพยัพตกใจเลยแม้แต่น้อย

“พลอยตาฝาด อาจเพราะเขาดับไฟน้องก็เลยกลัว”

“ไม่ใช่นะคะพี่เพชร พลอยเห็นจริงๆ ผีผู้หญิงเขายืนจ้องพลอยจากบนเวที ตาเงี้ยแดงก่ำเหมือนกับเลือด แถมยังชี้นิ้วมาที่พลอยด้วย”

“จะเป็นไปได้ยังไง ในเมื่อบนเวทีมีการแสดง” อคิณแย้ง

“นี่พี่เพชรหาว่าพลอยโกหกหรือคะ พลอยเห็นผู้หญิงคนนั้นจริงๆ นะคะ เธอใส่ชุดเครื่องแบบของโรงเรียน ตอนแรกพลอยยังคิดว่า เป็นส่วนหนึ่งของการแสดงเสียอีก แต่ที่ไหนได้ผู้หญิงคนนั้นเอาแต่จ้องพลอยแถมยังชี้นิ้วมาที่พลอยด้วย เขาต้องการฆ่าพลอยแน่ๆ”

พลอยพยัพสะอื้น น้ำตาไหลอาบสองแก้มจนทำให้เครื่องสำอางที่แต่งไว้เลอะไปหมดจนเสียท่าคุณหนูไฮโซ อคิณกอดปลอบ อาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนกับแขกที่มาพากันมารุมล้อมเพื่อดูอาการ

“หนูพลอยเป็นอะไรมากหรือเปล่าจ้ะ”

“ไม่มีอะไรครับอาจารย์ พลอยคงเหนื่อย ช่วงนี้งานหนัก เอาเป็นว่า ผมจะพาพลอยไปล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำก่อนนะครับ ขอโทษที่ทำให้ทุกคนตกใจ”

“แต่พลอย…”

“ไปกับพี่เถอะ ส่วนวากับวีวี่อยู่ที่นี่ก่อน จะได้คอยอธิบายให้คนอื่นเข้าใจ”

“ได้ค่ะพี่เพชร” สองเพื่อนซี้พยักหน้า

อคิณพยุงพลอยพยัพออกมาพ้นห้องประชุม หญิงสาวก็ยังไม่ยอมลืมเรื่องที่เห็น หล่อนยื้อมือพี่ชายเอาไว้

“พลอยเห็นคนอยู่บนเวทีจริงๆ นะคะ พลอยจำได้ เธอกลับมาแก้แค้นพลอย”

“นี่พลอยหมายถึงใครหรือ”

“ผู้หญิงคนนั้น”

“พลอยหมายถึง…”

“บุษ”

อคิณหน้าเครียดด้วยความรู้สึกผิด แม้จะไม่ได้เป็นคนต้นเรื่องแต่เขาก็ไม่ได้ไปตามนัด มารู้ในอีกวันต่อมาว่า เด็กสาวลาออกไปแล้ว คนทั้งโรงเรียนร่ำลือกันว่า เด็กสาวถูกกลั่นแกล้งจนต้องลาออก

“เหลวไหลน่า บุษออกจากโรงเรียนไปตั้งนานแล้ว และพี่ไม่คิดว่า เธอจะอยากกลับมาที่นี่อีก”

“พลอยไม่รู้…” หญิงสาวสะอื้นทั้งน้ำตา อคิณแต่มือที่บ่าน้องสาวเพื่อให้หล่อนหันหน้ามา

“ฟังพี่นะ พี่รู้ว่าพลอยตกใจ แสงไฟบนเวทีอาจทำให้ตาฝาด เงาอาจทำให้คิดว่าเป็นคน พลอยไม่ได้เห็นอะไรทั้งนั้น เชื่อพี่ เข้าไปล้างหน้าล้างตา เสร็จแล้วเราก็ออกไปลาอาจารย์ใหญ่กัน พลอยต้องกลับบ้านพักผ่อน”

หญิงสาวไม่มีทางเลือกนอกจากเดินเข้าไปในห้องน้ำ ด้านหน้าอคิณยังคงยืนอยู่ตามลำพัง แม้จะบอกน้องสาวไปว่า หล่อนตาฝาดแต่ลึกๆ แล้วชายหนุ่มกลับรู้สึกไม่สบายใจ แม้พลอยพยัพจะเอาแต่ใจ แต่หล่อนไม่ใช่คนชอบโกหก หรือว่า บางทีน้องสาวอาจจะเห็นผีจริงๆ ทุกอย่างเป็นความผิดเขา

ข่าวลือที่มีอย่างหนาหูทำให้อคิณทั้งเครียดและรู้สึกผิด แต่ที่แย่ที่สุดก็คือ การที่มีคนพูดว่าเด็กสาวฆ่าตัวตายหลังเกิดเรื่อง ไม่มีใครรู้ว่าความจริงเป็นเช่นไร เพราะเด็กสาวไม่มาสอบปลายภาคแต่หายตัวไปเฉยๆ แม้ครูจะพยายามโทร.ตามตัวแต่ไม่มีใครติดต่อเด็กสาวได้อีกเลย ชายหนุ่มเอนหลังพิงกำแพงอย่างหมดแรง เขาไม่น่ามางานคืนสู่เหย้าเลย เพราะความหลังในอดีตกำลังตามหลอกหลอน อคิณไม่รู้ตัวเลยว่า กำลังตกเป็นเป้าสายตาของผู้หญิงอีกคนหนึ่ง…

 

ณิรินเดินใจลอยกลับจากห้องน้ำ หล่อนรู้ว่า พลอยพยัพไม่ได้โกหก หล่อนเองก็เห็นเหมือนกับที่หญิงสาวเห็นแต่ก็เป็นแบบเดิมคือ บอกคนอื่นไม่ได้ ภายในหอประชุมเหล่านักเรียนยังคงซุบซิบกันอย่างต่อเนื่อง

“เธอว่ายายพลอยพยัพเห็นผีจริงๆ หรือเปล่า”

การแสดงยังไม่ทันจบแต่จู่ๆ หญิงสาวก็ร้องกรี๊ดออกมา บรรยากาศของงานกร่อยลงไปอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่า ตัวต้นเรื่องอย่างพลอยพยัพจะขออนุญาตอาจารย์ใหญ่กลับก่อน โดยอ้างว่าไม่ค่อยสบาย แต่ศิษย์เก่าที่เหลือก็ยังคงถกเถียงกันถึงเรื่องนี้

“ใครจะไปรู้ อาจเป็นแผนเรียกร้องความสนใจก็เป็นได้ หล่อนกับเพื่อนถนัดทำแบบนี้อยู่แล้ว”

คนทั้งโรงเรียนอาจรู้จักพลอยพยัพในฐานะดาวของโรงเรียนก็จริง แต่ก็มีหลายคนที่ไม่ได้ปลื้มไปกับพฤติกรรมของสาวไฮโซเลยแม้แต่น้อย กลุ่มของพลอยพยัพเป็นลูกคนรวย อันประกอบด้วยหญิงสาว นาวาซึ่งเป็นลูกของนักธุรกิจ และวิกานดาซึ่งบิดาเป็นทูต ทั้งหมดเป็นล้วนแต่เป็นลูกผู้ดีมีเงิน

ยามอยู่โรงเรียนก็มักจะแต่งตัวแต่งหน้าตามประสาสาวสมัยใหม่ แม้จะใส่เครื่องแบบนักเรียน แต่ของใช้ส่วนตัว กระเป๋า โทรศัพท์มือถือก็เป็นของราคาแพง ทำให้ทุกคนพากันหมั่นไส้ ยิ่งรู้ตัวว่าเป็นจุดเด่น พลอยพยัพก็ทำตัวหยิ่งไม่ค่อยยอมคบเพื่อนคนอื่น แม้จะทักทายกันตามมารยาทแต่ก็ค่อนข้างไว้ตัว เด็กสาวหลายคนที่อยากเข้ากลุ่มด้วยต้องผ่านการทดสอบจากสามสาว แต่เกณฑ์ของพวกหล่อนช่างสูงส่ง ที่ผ่านมาจึงไม่มีใครที่สนิทกับหญิงสาวจริงๆ สักครั้ง แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนไม่ชอบกลับเป็นเรื่องหวงพี่ชายจนขึ้นชื่อ

อคิณคือชายในฝันของเด็กสาวหลายคน ดังนั้น จึงมีเด็กสาวส่งจดหมายและของกำนัลให้เขาแทบทุกวัน แต่พลอยพยัพก็ทำตัวเป็นก้างขวางทุกคน หากหล่อนรู้ว่า ใครแอบชอบพี่ชายก็จะคอยเข้ามาขวาง บ้างก็เข้ามาตำหนิว่า หน้าตาไม่เหมาะสม ฐานะไม่เหมาะสม เด็กสาวคนไหนไม่รู้ทัน คิดจะใช้หล่อนเป็นสื่อเพื่อเข้าถึงอคิณ พลอยพยัพจะนำจดหมายเหล่านั้นไปประจาน เอาของขวัญไปโยนทิ้ง สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับหลายๆ คน

“อย่าพูดดังไป ประเดี๋ยวใครได้ยินเข้า”

“ช่างปะไร เชื่อฉันสิว่าศิษย์เก่าทั้งโรงเรียนมากกว่าครึ่ง เกลียดยายสามคนนั่น”

ณิรินไม่ได้เกลียดพลอยพยัพ เพียงแต่ไม่ชอบพฤติกรรมของสาวไฮโซ แต่ครั้งนี้หล่อนกลับอดสงสารไม่ได้ หล่อนยืนอยู่หลังสุดและเห็นในสิ่งที่หญิงสาวเห็น แต่สิ่งที่ณิรินไม่เข้าใจคือ วิญญาณตนนั้นต้องการอะไรกันแน่

“ใช่ น่าหมั่นไส้ ดูสิ จงใจเข้างานช้าเพราะอยากเป็นจุดเด่น คิดว่า คนอื่นเขาไม่รู้หรือไง”

นิสัยที่แก้ไม่หายของพลอยพยัพก็คือข้อนี้ ดังนั้น จึงไม่มีเพื่อนที่แท้ ยกเว้นสองสาวที่เหลือ

“บางทีวิญญาณที่สิงอยู่ในโรงเรียน อาจจะเกลียดยายนั่นก็เลยออกมาสั่งสอนก็เป็นได้”

ณิรินรู้ดีว่าไม่ใช่ หล่อนจำได้ว่าเสื้อผ้าที่วิญญาณสวมคือ เครื่องแบบนักเรียน วิญญาณตนนั้นก่อนจะเสียชีวิตต้องเป็นหญิงสาววัยรุ่น แต่เพราะอะไรถึงได้แค้นเคืองจึงออกมาแสดงตัวให้พลอยพยัพเห็น นั่นคือสิ่งที่หล่อนไม่เข้าใจ หลังจากยืนฟังข้อความนินทาอยู่พักใหญ่ ณิรินก็รู้สึกเบื่อ หล่อนเลือกที่จะเดินห่างออกมายังหน้าห้องประชุม หญิงสาวเพิ่งสังเกตว่า ด้านหน้ามีจัดนิทรรศการโดยรุ่นน้อง อันประกอบด้วย ประวัติของโรงเรียน รวมถึงรูปภาพเก่าในงานสำคัญต่างๆ เช่น งานกีฬาสี งานรับประกาศณียบัตร หรือแม้แต่งานวันแม่ งานพรอมของโรงเรียน

หญิงสาวมองภาพถ่ายที่ติดเอาไว้ สำหรับหล่อนแล้วมีความทรงจำในโรงเรียนนี้น้อยมาก อาจเพราะไม่ค่อยมีเพื่อน หล่อนยังไม่ใช่คนสวยจนเป็นดาว แม้ใบหน้ารูปไข่ สะอาดสะอ้าน คิ้วโก่งสวย แต่ก็ไม่เคยผ่านการปัดการกัน ทุกวันยามไปโรงเรียนหล่อนก็แค่ผัดแป้งเด็ก ลิปมันก็แทบจะไม่ได้ทาด้วยซ้ำ ความสวยของหล่อนคงมีน้อยจนถูกกลบด้วยความจนไปเสียหมด

หล่อนเองก็เป็นคนหนึ่งที่แอบหลงรักเจ้าชายน้ำแข็งอย่างอคิณ หญิงสาวยังจำได้ว่า กองดอกไม้และของขวัญที่เขาได้รับจากนักเรียนหญิงในโรงเรียนสูงเท่าภูเขาลูกย่อมๆ และหนึ่งในนั้นมีของหล่อนอยู่ด้วย แต่ณิรินเลือกที่จะไม่ลงชื่อจริงเพราะกลัวจะถูกประจาน หล่อนมองของขวัญที่มาจากเงินเก็บถูกโกยขึ้นรถโดยคนขับรถ ไม่มีใครรู้ว่าอคิณเคยเปิดจดหมายของใครมาอ่านหรือไม่ ถึงจะรู้เช่นนั้นแต่นักเรียนสาวมากมายก็ยังอยากจะเขียนจดหมายถึง เผื่อว่าจะมีสักวันหนึ่งเขาจะชายตามาดู

หนึ่งในจำนวนนั้นคือหญิงสาวชื่อ ‘บุษ’ ใครจะคิดว่า การเขียนจดหมายสารภาพรักแบบเด็กๆ จะกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตจนถึงขึ้นทำให้เด็กสาวคนหนึ่งถูกกลั่นแกล้งต่างๆ นานา ณิรินกวาดตามองภาพถ่ายสีเก่าคร่ำคร่า… หล่อนกำลังมองหาใครคนหนึ่ง จะเป็นไปได้ไหมว่า  คนที่พลอยพยัพพูดว่าเห็นบนเวทีคือเด็กสาวคนนั้น

สายตาไปปะทะกับรูปถ่ายในวันกีฬาสีและเป็นวันเริ่มต้นเรื่อง ช่วงเช้ามีกีฬาสี นักเรียนถูกบังคับให้ขึ้นแสตนด์เพื่อเชียร์กีฬาและถ่ายรูปร่วมกัน หญิงสาวลากมือไปที่มุมสุดทางขวามือ และก็เจอเด็กหญิงรูปร่างค่อนข้างผอมนั่งอยู่ริมสุด ในมือมีแผ่นแปรอักษรอันเป็นหน้าที่

“ใช่เธอหรือเปล่าบุษ”

ขนตามตัวพลันลุกชันขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเอ่ยชื่อหญิงสาว ณิรินไม่รู้ว่า เจ้าของชื่อได้ยินหรือไม่ หล่อนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าวิญญาณตนนั้นคือบุษยามณีหรือไม่ ถ้าหากเด็กสาวเสียชีวิตจริงคงไม่ได้จากโลกนี้ไปด้วยความสุขแน่… วิญญาณยังมีห่วง… และต้องการความช่วยเหลือ

“ฉันช่วยเธอได้นะ… ออกมาหาฉันสิ”

ไม่มีเสียงตอบ แถมยังไม่มีการปรากฏตัว แต่ณิรินกลับรับรู้ได้ถึงสายตาที่จ้องมองจากด้านหลัง หล่อนเผลอหันขวับไป

“เธอยังอยู่ใช่ไหม ออกมาสิ ออกมาหาฉัน”

บรรยากาศพลันเยือกเย็นราวกับอยู่ในห้องน้ำแข็ง และณิรินก็ได้ยินเสียงของหญิงสาวกระซิบข้างหูชัดถ้อยชัดคำ

“ไม่ใช่เรื่องของเธอ อย่ามายุ่ง ไม่อย่างนั้น…”

“เธอจะทำอะไรฉัน”

ลมพัดมาวูบใหญ่ จู่ๆ แจกันก็พุ่งไปชนกับกระจกจนแตกกระจาย ไม่รู้ว่าด้วยความบังเอิญหรือฤทธิ์ กระจกชิ้นนั้นพุ่งเข้ามาปักลงบนภาพตรงตำแหน่งของณิรินพอดี หรือว่านี่คือคำเตือนว่าห้ามยุ่ง ไม่เช่นนั้นหล่อนอาจจะถูกกระจกบาดคอดั่งในรูป…

 

“พลอยเป็นยังไงบ้าง”

คุณพิรัชต์ซึ่งรออยู่หน้าห้องถามด้วยความเป็นห่วง อคิณพาน้องสาวกลับบ้านเร็วกว่ากำหนด แถมพลอยพยัพยังร้องไห้ฟูมฟายทำให้ทุกคนตกใจ

“ผมให้แม่อิ่มเปลี่ยนชุดให้แล้ว กินยานอน อีกสักพักก็คงหลับ”

“นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมพลอยถึงได้ร้องไห้จนตาบวมอย่างนั้น”

อคิณจำต้องเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในงานคืนสู่เหย้าให้ฟัง เขาพยายามคิดว่าน้องสาวคงตาฝาด เรื่องที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพราะพลอยพยัพเหนื่อยเกินไป แต่ลึกๆ ลงไปแล้วกลับสังหรณ์บางอย่าง เขาฝันประหลาดเมื่อสองคืนก่อน และเดาว่าคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงเรียนในตอนนั้นแต่ไม่แน่ใจ

“เพชรแน่ใจหรือว่า พลอยไม่ได้เห็น…”

“ผมก็ไม่ทราบครับพ่อ แต่ผมนั่งติดกับพลอยตอนที่อยู่ในงาน บอกตามตรงว่าผมไม่เห็นอะไรเลย จะว่ามีใครจัดฉากแกล้งก็ไม่น่าใช่ เพราะนอกจากพลอยแล้วก็ไม่มีใครเห็นอีก”

“ยายพลอยไม่ได้ใช้ยาอะไรใช่ไหม”

“ไม่แน่นอนครับ เรื่องนี้ผมเอาหัวเป็นประกัน ผมว่า ตอนนี้ให้น้องได้พักผ่อนก่อน เอาไว้ให้หายตกใจแล้วค่อยถามอีกที”

“ก็ดีเหมือนกัน เพชรต้องดูแลพลอยดีๆ นะ พ่อเป็นห่วง”

“แน่นอนครับพ่อ พลอยเป็นน้องสาวของผม ผมสัญญาว่าจะดูแลเธออย่างดี”

“พลอยคงเสียขวัญแย่ คิณว่า ถ้าพ่อจะยกบุษราคัมเม็ดนี้ให้กับพลอยเป็นของขวัญดีไหม อาทิตย์หน้าก็จะถึงวันเกิดพลอยแล้ว”

อคิณยิ้ม เขารู้ดีว่าบิดารักและเป็นห่วงพลอยพยัพมาก แม้หล่อนจะเอาแต่ใจตัวเอง แต่ที่ผ่านมาก็ไม่เคยทำอะไรให้บิดาหนักใจมาก่อน

“แล้วแต่พ่อเลยครับ บุษราคัมเม็ดนั้นเป็นของพ่อ คนที่ตั้งใจส่งมาให้เราคงอยากให้เพื่อทดแทนบุญคุณจริงๆ ถ้าสุดท้ายแล้วเรายังหาต้นทางคนส่งไม่เจอ จะยกให้พลอยก็ไม่น่ามีปัญหา”

“พ่อเห็นด้วย พ่อจะรอถึงอาทิตย์หน้า หากว่า ยังไม่ได้ความคืบหน้าจากคุณอติภัทร พ่อจะยกบุษราคัมเม็ดนั้นให้กับพลอย”

 

Don`t copy text!