ดุจฟ้าบาดาล บทที่ 1 : มรณกรรมปริศนา

ดุจฟ้าบาดาล บทที่ 1 : มรณกรรมปริศนา

โดย :

ดุจฟ้าบาดาล โดย วัสส์ วรา นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์ กับเรื่องราววังวนแห่งรักและความแค้นที่เวียนมานับศตวรรษ พร้อมบททดสอบบางประการที่ทำให้เงื่อนปมในวันวานคลี่คลายออกมากขึ้น และการได้เรียนรู้ว่า…อาจไม่มีการได้มาโดยไม่สูญเสียสิ่งใดไป! 

………………………………………………….

-1-

 

ฟ้าวันนี้ใสแจ๋วเป็นสีฟ้าจัดสมกับเป็นฤดูร้อน แดดอุ่นอาบลงต้องผิวหญิงสาวตาคมผิวสีน้ำผึ้งในชุดเดรสลายดอกไม้สีสันสดใสซึ่งก้าวเท้าเอื่อยๆ ไปตามทางเดินเลียบทะเลสาบ ในสวนสาธารณะซึ่งได้สมญาว่าเป็น “สนามหน้าบ้าน” ของนครชิคาโก สายลมแรงสะบัดผมยาวสีดำเป็นเงาเลื่อมบางปอยซึ่งลุ่ยลงมาจากมวยหลวมๆ ที่เจ้าตัวยึดไว้ด้วยปิ่นไม้เหนือศีรษะให้ปลิวมาระวงหน้า แต่เจ้าตัวดูไม่ใส่ใจเท่าไรนักเมื่อยกมือขึ้นปัดมันออกไป ก่อนจะหยุดยืนริมกำแพงกันคลื่น เบือนหน้าออกไปสู่ทะเลสาบ

เบื้องหน้าเธอคือผืนน้ำสีฟ้าอมเขียวกระจ่างของทะเลสาบมิชิแกน…กว้างไกลสุดลูกหูลูกตาจนไม่ต่างจากท้องทะเลหรือมหาสมุทร ส่วนเบื้องหลัง ห่างออกไปเพียงพ้นเขตสวนและถนนคั่นคือแนวตึกระฟ้าสูงลิบลิ่วในย่านธุรกิจ มันเป็นภาพที่พราวพัชร์คุ้นตาเพราะเธอมักมาเดินที่นี่คนเดียวเสมอในวันหยุด อาจเว้นในฤดูหนาว เพราะภาพผืนน้ำที่จับตัวเป็นน้ำแข็งขาวโพลนไปหมดทำให้เธอเหน็บหนาวและรู้สึกแปลกแยกขึ้นมาจับใจ

เธอจำไม่ได้ว่าตัวเองเคยรู้สึกแปลกแยกกับเมืองใหญ่แห่งนี้บ้างไหมเมื่อย้ายถิ่นฐานข้ามซีกโลกมาที่นี่ครั้งแรก มันนานมากแล้ว นานจนเธอแทบไม่มีความทรงจำเรื่องแผ่นดินเกิดอยู่ในสมอง ภาพประเทศไทยเป็นเพียงภาพในจอโทรทัศน์ที่เธอได้เห็นบางครั้งคราวจากรายการท่องเที่ยว ระหว่างเติบโตขึ้นมาในเมืองใหญ่ริมทะเลสาบแห่งนี้

เธอเป็นอเมริกัน ถือสัญชาติอเมริกันเต็มตัว โตที่นี่ เรียนที่นี่ เข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐด้วยซ้ำ ถ้าเธอจะแปลกแยก เธอควรแปลกแยกจากประเทศเขตร้อนอีกซีกโลกนั้นยิ่งกว่าเสียอีก แล้วทำไม…

การเคลื่อนไหวอะไรบางอย่างบนผืนน้ำ ใต้เกลียวคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งฉุดรั้งให้ความคิดของพราวพัชร์สะดุดลง สายตากวาดตามโดยอัตโนมัติ สีขาว…ดำ…สมองเธอรับรู้แค่นั้นก่อน ‘ของสิ่งนั้น’ จะกระทบเข้ากับกำแพงกันคลื่น และกระแทกกระดอนออกไปนิดหนึ่ง พลิกหมุนให้เห็นดวงหน้าอืดพองที่ผิวหนังเริ่มเปื่อยยุ่ย

ศพ!

หญิงสาวผงะถอย ยกมือขึ้นอุดปากแน่น ขณะที่ ‘สายยาง’ สีเข้มซึ่งพันอยู่รอบร่างในน้ำค่อยๆ เคลื่อนเลื้อย…คลี่ตัวออก และชูคอผงกศีรษะขึ้นจ้องเธอด้วยดวงตากลมสีแดงฉานเหมือนหยาดเลือด เกล็ดสีดำเปียกน้ำพราวสะท้อนแสงแดดบนลำตัวยาวเหยียดซึ่งหนาเท่าแขนเด็ก มันเหมือนฝันร้าย…ฝันร้ายที่เธอลืมไปแล้วแต่หวนกลับมาใหม่ยามตื่น

ตาจ้องตาอยู่หลายอึดใจ นานจนพราวพัชร์รู้สึกเหมือนถูกสาปให้เป็นหิน ก่อนอสรพิษนั้นจะตวัดตัววูบ คลายขนดจากร่างที่มันรัดไว้ พุ่งลงไปในน้ำใต้ฟองคลื่น เส้นสายสีดำยาวนั้นวับหายไป เหลือเพียงสีขาวของเชิ้ตขาวที่สวมอยู่กับศพ สีดำของกางเกงขายาวและ…สีดำของเส้นผมตัดสั้น

ไม่มีสิ่งบ่งชี้ชัด แต่สัญชาตญาณบางอย่างบอกเธอว่า…ชาวเอเชีย

ในอึดใจนั้น โลกของเธอเหมือนจะหมุนย้อนกลับ ความหนาวสั่นเข้าห่อหุ้มร่างเมื่อเสี้ยวความทรงจำแตกซ่านจากอดีตเข้ากลืนกิน ความมืดอับเมื่อเธอคู้ตัวกอดเข่าแน่นอยู่ตามลำพัง สองมืออุดปากแน่นไม่ให้เสียงสะอื้นเล็ดลอดออกไป  เสียงสั่งครั้งสุดท้าย…เสียงของคนที่เธอรัก

พราว อย่าออกมา… งูระวัง

หญิงสาวสะบัดศีรษะไล่ภาพและเสียงเหล่านั้น ดึงความคิดกลับมาสู่ปัจจุบัน ทว่าลมหายใจก็ยังสะดุดขัด มือเรียวเล็กสั่นเทาเมื่อดึงโทรศัพท์ขึ้นมา กดหมายเลขโทรออก

“ทริช่าค่ะ เจอศพ… เลคฟรอนต์เทรล…”

 

เขาได้ยินเสียงคลื่นสาดซัดอื้ออึงอยู่ในหู

ศิรัชสาวเท้าเร่งร้อนไปตามชายหาดเปลี่ยวร้างมืดสนิท มีเพียงแสงดาวเบื้องบนส่องนำทาง เม็ดทรายละเอียดซึ่งเคยให้ความรู้สึกนุ่มนวลยามนี้ให้สัมผัสสากระคายใต้เท้าเปลือยเปล่าของเขา อาจเพราะความร้อนรนในอกเขา มีอะไรบางอย่าง…ที่เขาต้องค้นหา

เขารับรู้ถึงการสูญเสียอันหน่วงลึกในอก…ก่อนจะทันได้พบอะไร ก่อนเขาจะรู้ด้วยซ้ำว่าตนกำลังค้นหาอะไรอยู่

เบื้องหน้าเขาคือบริเวณที่ระดะไปด้วยโขดหิน บางส่วนคมราวกับฟันฉลาม แลเป็นเงาตะคุ่มๆ จนยากจะจำแนกออกว่าอะไรเป็นอะไร ฝีเท้าเขาเร่งเร็วขึ้น เขารู้…ว่าตนจะได้พบบางสิ่งที่นั่น

…ปาลวีย์…

ชื่อนั้นแวบขึ้นมาในใจเขาโดยอัตโนมัติ และพร้อมกับชื่อคือความเจ็บปวดบาดลึกลงในอกจนเหมือนเลือดจะหลั่งออกมาได้ ภาพหนึ่งซ้อนขึ้นในม่านตา ภาพร่างเล็กแบบบางขาวซีดใต้แสงดาวสลัวซึ่งนอนคู้อยู่บนพื้นทราย ผมยาวเปียกโชกสยายพันกันยุ่งเหยิงเหมือนสาหร่าย ดวงตาสีดำเลื่อนลอยคว้าง

…สายไป เขารู้ว่ามันจะสายไป…

แต่เธอไม่ได้อยู่ตรงนั้น

ที่ยืนอยู่บนหาดท่ามกลางโขดหินเหล่านั้นคือบุรุษในชุดผ้าคลุมดำผู้หันหน้ามองออกสู่ทะเล หันหลังให้เขา สิ่งที่เผยให้เห็นมีเพียงเท้าในรองเท้าแตะสานแบบโบราณกับสร้อยข้อเท้าซึ่งร้อยขึ้นจากกระดูกชิ้นเล็กๆ เขารู้จักเจ้าของร่างนั้นตั้งแต่ยังไม่เห็นหน้า รู้ประโยคที่ฝ่ายนั้นจะพูด…

“ท่านก็ทราบดี ไม่มีผู้ใดหนีพ้นความตายได้”

เสียงต่ำกังวานอันคล้ายจะสะท้อนไปทุกทิศนั้นลอยมา ทำให้ลมหายใจเขาสะดุด กระแสเลือดในกายเย็นเฉียบ เขาเปิดปากจะโต้แย้ง แต่ฝ่ายนั้นผินหน้ามาก่อน และใบหน้านั้นก็ทำให้เขาต้องหยุดกึก

ครึ่งเสี้ยวหน้าซึ่งเบือนมาก่อนนั้นเป็นกะโหลกขาวซีดยิงฟันแสยะเหมือนเนื้อหลุดล่อนออกไปจนหมด แต่อีกซีกหน้าต่างหาก…ที่ทำให้ชายหนุ่มขยับไม่ออก ความรู้สึกชาวาบแล่นไล่จากศีรษะไปจรดเท้า หัวใจร่วงวูบ มีเพียงเสียงครางที่ดังออกมาจากในคอ

“ศรุต?”

เจ้าของนามนั้นมองเขานิ่ง หน้าข้างที่ยังคงมีเลือดเนื้อขาวซีด และดวงตาข้างเดียวซึ่งยังอยู่ในเบ้าก็เบิ่งค้าง…มัวมนเหมือนศพ ศิรัชขยับ ตั้งใจจะเอื้อมมือออกคว้าตัวฝ่ายนั้น แต่แล้วปุบปับมือของเขาก็กลับยกไม่ขึ้น เขากระดิกไม่ออก ทำอะไรไม่ได้ กระทั่งเสียงตะโกนของเขาก็ยังติดอยู่ในลำคอ

ชายหนุ่มดิ้นรนสุดแรง!

ผ้าห่มหนาหนักถูกถีบร่วงลงบนพื้น พร้อมกับที่ร่างแกร่งซึ่งสวมกางเกงนอนแบบบ็อกเซอร์เพียงตัวเดียวผุดลุกพรวดขึ้นนั่ง กุมมือข้างหนึ่งเข้ากับขมับพลางหอบหายใจแรง อากาศเย็นจัดจากเครื่องปรับอากาศเป่ามากระทบแผ่นอกและหน้าท้องเปลือยเปล่าแน่นตึงด้วยมัดกล้ามเนื้อ ซึ่งยังสะท้อนขึ้นลงและมีเหงื่อเม็ดเล็กเกาะพราว ครู่ใหญ่…กว่าลมหายใจเขาจะสงบลงและภาพในฝันจะจางไป โลกความจริงหวนคืนมาเมื่อเขาหย่อนเท้าลงบนพื้นพรมหนานุ่ม

…เขาอยู่ในคฤหาสน์หรูของตระกูลหยางในฮ่องกง…

ชายหนุ่มโซเซลุกจากที่นอน ลมหายใจยังหอบแรงเมื่อเขาก้าวไปยังผนังกระจกบานกว้างตลอดแนว เอามือกระชากม่านไหมทึบให้เปิดออก นอกหน้าต่างคือทิวทัศน์มุมกว้างของอ่าวรีพัลส์เบย์ ผืนน้ำสีน้ำเงินเข้มในยามค่ำคืนทำให้จังหวะการเต้นของหัวใจเขาช้าลงบ้าง…แม้จะไม่มากนัก

เขาฝันเรื่องเดิมอีกจนได้ แต่ทำไมคราวนี้เขาเห็นศรุตแทนที่จะเห็นเธอ

…พิษความเครียด?

…หรือ…ลางร้าย?

ศิรัชกำมือเข้าแน่นจนเล็บตัดสั้นจิกลงในเนื้อ ตัวเกือบสั่นเทาเมื่อเขาซบหน้าผากลงกับกระจกเย็นเยียบ สูดหายใจเข้าลึก ถ้าอยู่ในที่ที่เป็นส่วนตัวกว่านี้ เขาคงออกไปที่ริมทะเล มุ่งหน้าลงไปในน้ำ ปล่อยให้คลื่นสมุทรละลายความวุ่นวนในใจเขาให้จางไป แต่นั่นไม่ใช่ความคิดที่ฉลาดเมื่ออยู่ที่นี่ และยิ่งไม่ฉลาด…เมื่อนึกถึงการหายตัวไปอย่างไม่ชอบมาพากลของศรุตตั้งแต่สามสัปดาห์ที่แล้ว มันเป็นเค้าลางที่บ่งบอกว่าอาจมีผู้ประสงค์ร้าย

เขาจึงเพียงปักหลักอยู่กับที่เช่นนั้น…มองออกไปนอกกระจกเนิ่นนาน จนกระทั่งเสียงเคาะประตูถี่รัวดึงเขาขึ้นจากห้วงความคิด

ชายหนุ่มหมุนตัว ขมวดคิ้ว สาวเท้าเร็วๆ ไปกระชากประตูเปิดออก แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นหญิงสาวสวยจัดผู้ยืนอยู่หน้าช่องประตูนั้น ร่างสูงเอิบอิ่มไปทุกสัดส่วนราวกับนางงามอยู่ในชุดเสื้อคลุมนอนตัวยาวพลิ้วสีแดงเข้ม ซึ่งขับผิวขาวจัดเนียนละเอียดนั้นให้ดูผุดผาดขึ้นเหมือนมีรัศมีแห่งนางฟ้า ผมยาวสีดำเหมือนเส้นไหมตลบขึ้นไปหลวมๆ ด้านหลัง เผยลำคอเรียวระหง ดึงสายตาให้ไล่ลงมาเบื้องล่าง มันอาจเป็นความฝันของชายหลายๆ คนที่จะมีสาวสวยเช่นนี้มาเคาะประตูห้องเรียกยามดึก และคนเหล่านั้นอาจไม่เสียเวลาพูดพล่ามก่อนจะพยายามตีตราความเป็นเจ้าของลงที่ไหนสักแห่งบนเรือนร่างนั้น

มันจะเป็นการตัดสินใจผิดพลาดครั้งสุดท้ายของชีวิตคนคนนั้น ความงามของ  ‘เจ้าหญิงมังกร’ ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาไม่ใช่ของเล่น และไม่ใช่สิ่งที่มีไว้ให้คนสามัญแตะต้อง

“เฟยลี่”

“ขอโทษค่ะที่มารบกวน แต่มีข่าวด่วน”

ดวงตาคู่งามกวาดมองเขา ก่อนจะตวัดขึ้นมารวดเร็วอีกรอบ ทำให้ศิรัชตระหนักได้ถึงสภาพไม่เรียบร้อยของตัวเอง แต่ความร้อนใจมีมากกว่า เขาจึงเพียงยกมือขึ้นเสยผมยุ่งๆ ของตน หมุนตัวกลับไปคว้าเสื้อคลุมมาสวมบ้างและออกปากระคนถอนใจ

“ผมก็ต้องขอโทษด้วย แต่งตัวไม่เรียบร้อย ไม่นึกว่าจะเป็นคุณ”

“ไม่เป็นไรค่ะ”

หลงเฟยลี่ก้าวเข้ามาในห้อง นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง มือบางเอื้อมกดสวิตช์ไฟริมประตูแทนเขา แสงที่สว่างวาบขึ้นส่องกระทบดวงตาแดงก่ำเหมือนเพิ่งผ่านการร้องไห้มาของเจ้าตัว ทำให้ศิรัชใจหายวูบ และยิ่งใจหายมากขึ้นเมื่อเธอเอ่ยปากต่อไป

“คุณเดวิดโทรมาจากชิคาโก…บอกว่าเจอศรุตแล้ว”

ภาพในฝันม้วนตัวเข้ามาอย่างยั้งไม่อยู่ ความกังวลเปลี่ยนเป็นความหวาดหวั่น สังหรณ์ร้าย ศิรัชแทบไม่รู้ตัวด้วยซ้ำเมื่อเขาเอื้อมออกไปจับแขนเธอมั่น สบตาและออกปากไปคำหนึ่ง

“เขา…?”

หญิงสาวพยักหน้า ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้านิดหนึ่งคล้ายพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ ก่อนเจ้าตัวจะบอกออกมาด้วยถ้อยที่เขากลัวที่สุดว่าจะได้ยินในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ คำพูดที่ทำให้โลกของเขาพลิกหมุน…ทลายราบลงมาในเวลาเพียงชั่วอึดใจ

“ศรุตตายแล้วค่ะ มีคนพบศพเขาในทะเลสาบมิชิแกน”

 

“ที่นี่ทำให้ฉันรู้สึกซอมซ่อไปหน่อยๆ เลยนะคะเนี่ย”

พราวพัชร์ออกความเห็นกึ่งเล่นกึ่งจริงเมื่อเธอเดินเคียงเพื่อนร่วมงานผ่านประตูกระจกหมุนบานมหึมาเข้าไปในรัทเธอร์ฟอร์ดโฮเทล โรงแรมห้าดาวริมแม่น้ำชิคาโกซึ่งเป็นที่พักของแขกระดับไฮเอนด์จำนวนนับไม่ถ้วนที่มาเยือนเมืองใหญ่แห่งนี้ มันหรูเกินระดับชีวิตของคนอย่างเธอ หญิงสาวยอมรับ แต่ในแง่หนึ่ง เธอก็ไม่นึกทะยานอยากจะลองใช้ชีวิตอันฟู่ฟ่าแบบที่เห็นนั่น

ประสบการณ์ที่ผ่านมาและงานที่ทำอยู่สอนให้เธอรู้ว่าแม้จะอยู่อย่างไร สูงส่งแค่ไหน บทสุดท้ายของชีวิตคนเราล้วนไปลงเอยในที่เดียวกัน

ซึ่งนั่นก็รวมถึง เหยื่อที่เป็นต้นเหตุให้เธอต้องมาที่นี่ในวันนี้

“คุณน่ะหรือซอมซ่อ ทริช่า” เจ้าหน้าที่พิเศษแอรอน แมคเครย์แห่งสำนักงานสอบสวนกลางประจำชิคาโกหันมาย้อน น้ำเสียงของเขาเจือรอยยิ้ม และดวงตาสีเทาคู่นั้นก็ฉายประกายระยับยามเจ้าตัวสั่นศีรษะ พินิจมองเธออยู่ครู่หนึ่งและพูดต่อ “คุณดูดีตลอดเวลานั่นแหละน่า ว่าแต่นี่จงใจหยอดให้ผมชมหรือเปล่า”

“เห็นฉันเป็นคนแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไรคะ” พราวพัชร์ตั้งคำถามอย่างแสร้งทำเป็นงอนกับคนที่เรียกได้ว่าเป็นเพื่อนในชีวิตส่วนตัวของเธอด้วย หลังจากรู้จักกันมาหลายปีและร่วมงานกันมาหลายครั้ง  “ถ้าอยากให้ชมฉันไม่อ้อมไปอ้อมมาหรอกค่ะ คุณก็รู้ว่านิสัยฉันไม่ค่อยเป็นผู้หญิง นี่ฉันพูดจริงๆ นะคะ ดูการตกแต่งพวกนี้แล้วฉันไม่ชินเอาเสียเลย”

“เพราะวันๆ คุณเอาแต่นั่งตรวจตัวอย่างเลือดอยู่ในแล็บนั่นน่ะสิ”

“แหม ไม่ใช่แค่เลือดหรอกค่ะ บางทีก็มีตับปั่นบ้าง”

หญิงสาวบอกล้อๆ พลางมองไปยังสิ่งปลูกสร้างรอบตัวอีกครั้ง ความงามสง่าซึ่งยังคงเอกลักษณ์การออกแบบของชิคาโกไว้เหมือนจะสะท้อนออกมาให้เห็นในทุกมุม ทั้งโคมระย้าทรงเก๋ซึ่งห้อยลงจากเพดาน พื้นหินขัดมันเงาวับ เฟอร์นิเจอร์ทรงเหลี่ยมขรึมขลัง และผนังกรุหินสีเข้ม ฝังโลหะสีทองวาวเป็นลวดลายแฉกรัศมีดวงอาทิตย์…สัญลักษณ์อันเคยคุ้นตาซึ่งปรากฏอยู่ในอสังหาริมทรัพย์ทุกแห่งและโรงแรมทุกสาขาของรัทเธอร์ฟอร์ดกรุ๊ป

อาจเป็นอิทธิพลของกลุ่มธุรกิจนี้เองที่ทำให้เธอต้องออกภาคสนามมาที่นี่กับแอรอน ทั้งที่ปกติงานของเธอในฐานะนักนิติพิษวิทยานั้นอยู่ในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์และแทบจะเรียกไม่ได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของทีมสืบสวน เธอมีหน้าที่ตรวจพิสูจน์สารพิษ ยาเสพติดหรือแอลกอฮอล์ในตัวอย่างที่เก็บจากร่างกายเหยื่อหรือผู้ต้องสงสัยตามคำร้องขอ และขึ้นให้การในศาลในฐานะผู้เชี่ยวชาญเมื่อมีความจำเป็น

แต่นี่เป็นกรณีพิเศษ ผู้บังคับบัญชาของเธอขอร้องแกมสั่งให้เธอออกมาพบญาติผู้เสียชีวิต และนั่นก็ไม่ได้เป็นเพราะตำแหน่งหน้าที่ของเธอ แต่เป็นเพราะเธอเป็นผู้พบศพริชาร์ด หยาง นักธุรกิจหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง ลูกเลี้ยงและทายาทคนเดียวของเดวิด หยาง เสือเฒ่าผู้กุมบังเหียน ดี.อี.อินเวสต์เมนต์ กลุ่มการลงทุนยักษ์ใหญ่ของฮ่องกง

ริชาร์ดเดินทางมาชิคาโกเพื่อเจรจาธุรกิจกับรัทเธอร์ฟอร์ดกรุ๊ป ซึ่งมีข่าวว่าเตรียมจับมือเป็นพันธมิตรกับดี.อี. ลงทุนในธุรกิจใหม่ร่วมกัน แต่แล้วเขากลับหายตัวไปโดยไร้เบาะแสเป็นเวลาถึงสามสัปดาห์ เรื่องดังกล่าวกลายเป็นข่าวที่ทุกสื่อรุมให้ความสนใจ ทั้งโทรทัศน์และสื่อสิ่งพิมพ์ ทุกคนพากันตั้งข้อสันนิษฐานและทฤษฎีสมคบคิดสารพัด ทฤษฎีหลักคือนี่อาจเป็นการลักพาตัวโดยหวังผลอะไรบางอย่าง ข้อสันนิษฐานดังกล่าวรวมถึงแรงกดดันจากรอบด้านทำให้ทางเอฟบีไอก้าวเข้ามาดูแลคดีร่วมกับตำรวจชิคาโก และแอรอนก็ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบคดี

พราวพัชร์เคยนึกสงสัยอยู่บ้างว่าเกิดอะไรขึ้นกับริชาร์ด ทว่าเธอก็ไม่คิดว่าเธอจะเป็นคนที่ เจอแจ็คพ็อต และพบศพเขาเสียเอง

“ฉันไม่รู้ว่าฉันควรพูดอะไรกับมิสเตอร์หยาง”

หญิงสาวเปิดฉากสนทนาขึ้นมาอีกครั้งหลังจากทั้งสองเดินเข้าไปอยู่กันตามลำพังในลิฟต์และกดปุ่มขึ้นไปยังจุดหมายบนชั้นสิบเจ็ด อันเป็นที่ที่พ่อเลี้ยงของผู้เสียชีวิตรออยู่ในห้องชุดซึ่งเขาใช้เป็น ฐานบัญชาการ กลายๆ นับแต่บินด่วนมาถึงหลังได้ข่าวว่าลูกชายหายตัวไป “ฉันไม่ใช่คนสังคมเก่งหรอกนะคะ แบบที่คุณบอกนั่นแหละค่ะ วันๆ ฉันอยู่แต่ในแล็บ ถ้าพูดอะไรพลาดเดี๋ยวเรื่องจะยิ่งแย่เข้าไปใหญ่”

“อย่าคิดมากเลยน่า ทริช่า เป็นตัวของตัวเองก็พอ แล้วก็พูดอะไรก็ได้ที่ทำให้เขาสบายใจขึ้น” แอรอนตอบด้วยท่าทีสบายๆ “แต่ไม่ต้องรายงานทุกอย่างให้เขาฟังมากนัก เรายังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร”

“พูดง่ายแต่ทำยากค่ะ ฉันไม่ได้เชี่ยวชาญแบบคุณ” พราวพัชร์ย่นจมูก “ข่าวไม่น่าหลุดออกไปเลยนะคะว่าฉันเป็นคนพบศพ”

“นักข่าวคอยคุ้ยขนาดนี้ มีคนปากสว่างคนสองคน ความลับก็ไม่เป็นความลับแล้ว” เจ้าหน้าที่เอฟบีไอหนุ่มบอกหน้าตาย แต่ถ้าพราวพัชร์มองแววตาเขาไม่ผิด เจ้าตัวก็เหมือนจะขุ่นใจกับเรื่องนั้นเช่นกัน

ไม่มีเจ้าหน้าที่สืบสวนคนไหนชอบให้ข่าวรั่วไหลออกไปอย่างไร้การควบคุม ทว่าคดีหนึ่งๆ ไม่ได้มีเพียงคนคนเดียวหรือสองคนเข้ามาเกี่ยวข้อง อันที่จริงมันไม่ได้จำกัดวงอยู่ในหน่วยงานเดียวเสียด้วยซ้ำ การหยุดปากทุกคนจากทุกหน่วยงานเป็นเรื่องเป็นไปได้ยาก

“อันที่จริง คุณเดวิดอาจไม่ได้คาดหวังอะไรจากคุณมากก็ได้ อาจจะแค่อยากถามว่าคุณเจอริชาร์ดยังไง เห็นอะไรเป็นพิเศษบ้างไหม”

“มันไม่ใช่เรื่องน่าพูดถึงนักหรอกค่ะ” พราวพัชร์พึมพำ ภาพงูที่เธอเห็นพันอยู่กับศพอืดบวมผุดขึ้นมาในความคิดอย่างยั้งไม่อยู่ มันทำให้หญิงสาวเกือบตัวสั่น ทว่าเธอก็สลัดมันทิ้งไป แม้จะอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นลูบแขนตนเองนิดหนึ่ง

เธอไม่ได้พูดถึงงูตัวนั้นกับใคร เพราะแม้จะเป็นภาพติดตาชวนขนลุก…โดยเฉพาะกับเธอ แต่ก็เห็นได้ชัดว่ามันไม่เกี่ยวข้องกับคดีหรือสาเหตุการเสียชีวิตของเขา ริชาร์ด หยางเสียชีวิตไปนานแล้วตอนที่เธอไปพบ ศพของเขาเริ่มเน่าเปื่อย เปลี่ยนสภาพ การที่มีงูพันติดอยู่กับศพในตอนนั้นก็เพียงแค่เรื่องบังเอิญ ศพที่ถูกทิ้งในที่โล่งแจ้งย่อมมีสัตว์เข้าถึงได้เป็นธรรมดา

มันอาจชูคอขึ้นจ้องมองเธอ แต่ก็เป็นธรรมดาของสัตว์เช่นกัน งูไม่มีความนึกคิดอย่างมนุษย์ และสิ่งที่เธอเคยพบเจอเมื่อนานมาแล้วก็เป็นแค่ความทรงจำบิดเบือนของเด็ก

…หรืออย่างน้อยหญิงสาวก็บอกตัวเองเช่นนั้นมาตลอด…

ประตูลิฟต์เปิดออก และทั้งสองก็เดินต่อไปเงียบๆ จนถึงหน้าประตูห้องชุดซึ่งที่เดวิด หยางพำนักอยู่ แอรอนเคาะประตู ส่งเสียงแนะนำตัว

“เจ้าหน้าที่พิเศษแอรอน แมคเครย์ เอฟบีไอครับ”

เวลาผ่านไปครู่หนึ่งโดยไม่มีเสียงตอบรับใดๆ และแอรอนก็ทำท่าจะยกมือขึ้นเคาะประตูซ้ำอีกรอบ ตอนที่ประตูไม้หนาหนักบานนั้นเปิดออกอย่างไร้เสียง และชายร่างสูงผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นตรงกรอบประตู

“เชิญข้างในก่อนครับ”

เจ้าของเสียงห้าวทุ้มนั้นไม่ใช่นักธุรกิจชราชาวฮ่องกงที่หญิงสาวเคยเห็นในภาพถ่าย ทว่าเป็นชายหนุ่มผมดำวัยสามสิบเศษ และหากเขาจะมีอะไรเหมือนกันกับเดวิด หยางอยู่บ้างก็คงมีเพียงบุคลิกทรงอำนาจและความเป็นชาวเอเชียเท่านั้น สายตาของเจ้าตัวมองตรงแน่ว…สบตาแอรอนอย่างไม่เลี่ยงหลบ และหลังจากเวลาผ่านไปอึดใจใหญ่ มันก็เบนมาหยุดอยู่ที่เธอ

…สายตาที่เหมือนทั้งน้ำแข็งและเปลวไฟในขณะเดียวกัน และทำให้เธอสะท้านวูบไปทั้งกาย…

หญิงสาวคงจะคิดว่าเขาเป็นคนสนิทหรือเลขานุการของเดวิด ถ้าเขาจะไม่ดูโดดเด่นถึงขนาดนี้ ชายหนุ่มสูงกว่าแอรอนเสียอีก และการเชิดศีรษะ หยัดร่างตรงรวมถึงท่วงท่าการเคลื่อนไหวทุกอิริยาบถก็ฉายความทะนงตัวชัด นี่ไม่ใช่คนที่เป็นผู้ตามหรือยอมนบน้อมสยบให้ใครได้ง่ายๆ

เขาสวมเสื้อเชิ้ตขาวพับแขนกับกางเกงดำซึ่งมีราคาอย่างเห็นได้ชัดเมื่อดูจากฝีมือการตัดเย็บ มันเนี้ยบกริบเข้าทรง…ขับเน้นรูปร่างได้ส่วนราวกับหุ่นปั้นของเจ้าตัว ผมหยักศกตัดสั้นแนบศีรษะทุยสวยเสยไปด้านหลังแบบนักธุรกิจ โครงหน้าของชายหนุ่มคมเฉียบด้วยสันกรามได้รูป คิ้วเข้มตรงและจมูกโด่งคม ริมฝีปากบางหยักสวยอันเร้าอารมณ์แต่ก็ราวจะกรีดเฉือนได้เหมือนใบมีด ทว่าทั้งหมดนั้นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เขาโดดเด่นเท่าดวงตา… ดวงตาสองชั้นหลุบต่ำซึ่งไล่เหลือบสีแปลกตาจากสีทองตรงริมขอบด้านนอกไปจนถึงน้ำตาลเข้มและดำ และในวินาทีที่เขาสบตาเธอครั้งแรก เหมือนจะมีความกราดเกรี้ยว ความเศร้าล้ำลึกจนเกือบเป็นคลั่ง และความลับนับหมื่นนับพันที่เธอไม่คิดว่าตนจะมีวันจำแนกหมดหมุนวนอยู่ในนั้น ราวกับห้วงสมุทรแห่งอารมณ์

พราวพัชร์ละสายตามาจากเขาไม่ได้ และเขาก็เหมือนจะเช่นกัน…

แต่ก็เพียงชั่วอึดใจ ก่อนกำแพงอันแน่นหนาจะก่อตัวขึ้น ลบอารมณ์ทุกอย่างนั้นให้หายสูญไปราวกับไม่เคยมีอยู่ ชายหนุ่มยื่นมือให้แอรอนและออกปากแนะนำตัว

“ศิรัช นาครีย์ครับ ผมเป็นพี่ชายของริชาร์ด หยาง นี่คงเป็น ดร. แพทริเชีย สรากรใช่ไหมครับ คุณเดวิดมีธุระด่วนต้องกลับไปสะสางที่ฮ่องกง เลยฝากให้ผมช่วยรับรองพวกคุณแทน”

Don`t copy text!