คุณหมีปาฏิหาริย์ บทที่ 4 : บางระจัน

คุณหมีปาฏิหาริย์ บทที่ 4 : บางระจัน

โดย : ปราปต์

คุณหมีปาฏิหาริย์ โดย ปราปต์ กับเรื่องราวปาฏิหาริย์รักโรแมนติกแฟนตาซี เมื่อวันหนึ่งตุ๊กตาหมีที่เขารัก กลับกลายมาเป็นชายหนุ่มที่มีเลือดเนื้อ อบอุ่นและที่สำคัญ…มีหัวใจไว้รักเขาคนเดียว นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

……………………………………………………………….

-4-

 

หลังจากอาบจนสะอาดเอี่ยม ผิวนวลขาวของเต้าหู้กลายเป็นสีชมพูระเรื่อ มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของครีมอาบน้ำแบบเดียวกับที่พี่ณัฐใช้ แต่พี่ณัฐมีกลิ่นกายเฉพาะ จึงผสมออกมาเป็นกลิ่นใหม่ที่ไม่เหมือนเขาอยู่ดี เต้าหู้คิดว่าทางเดียวที่เขาจะได้ดมกลิ่นนั้นอีกจนสมใจ ก็คือต้องอยู่ใกล้ๆ พี่ณัฐนั่นละ

อาศัยผ้าขนหนูซับน้ำตามตัวแล้วเดินโทงๆ ออกจากห้องน้ำมา ปรากฏว่าเจ้านายรอเขาอยู่แล้ว ร่างสูงของพี่ณัฐยืนพิงตู้เสื้อผ้าไว้ ท่อนบนสวมเสื้อฮาวายตัวโคร่งสีเข้มไม่กลัดกระดุมเม็ดบนๆ เผยให้เห็นแผ่นอกรำไร ท่อนล่างสวมกางเกงรัดรูปลายตาราง ซ่อนสายตาอยู่ข้างหลังคุณโทรศัพท์มือถือ ต่อเมื่อเห็นเขาเข้าก็มีสีหน้าตกใจนิดหนึ่ง “ทำไมแก้ผ้าออกมา”

คนถูกถามไม่ค่อยเข้าใจคำถาม ตลอดมาเต้าหู้เห็นพี่ณัฐทำแบบนี้ เขาก็เลยทำตามแบบนี้

คงเพราะเห็นสีหน้างงๆ ของเขา พี่ณัฐจึงเบนหน้านิ่งติดจะบึ้งๆ ไปยังประตูตู้เสื้อผ้าด้านหลังแล้วดึงเปิด เต้าหู้ใช้ผ้าขนหนูที่เปียกชื้นห่มหลังตัวเองอย่างซูเปอร์แมน พี่ณัฐจะได้ไม่ว่าเขา ‘แก้ผ้า’ อีก อย่างไรก็ดี ดูเหมือนพี่ณัฐจะไม่ได้สนใจเรื่องนั้นแล้ว

“มึงมีเสื้อผ้ามากี่ตัววะเนี่ย ในนี้มันเสื้อเก่ากูทั้งนั้น”

เสื้อที่พี่ณัฐไม่ค่อยใส่แล้ว เต้าหู้คิดในใจ

อันที่จริง แต่ต้นคุณมทนาจะหยิบเสื้อตัวใหม่ๆ ให้ แต่เต้าหู้รู้ว่าพวกนั้นล้วนแล้วแต่เป็นชุดที่พี่ณัฐชอบใส่ เขาไม่อยากแย่งของรักจากเจ้านาย จึงขอเปลี่ยนเป็นชุดพวกนี้แทน

“แม่คงเลือกให้สิเนี่ย” พี่ณัฐกลับเข้าใจไปอย่างนั้น

ไม่รอเต้าหู้ตอบ เจ้าตัวก็ยื่นส่งเสื้อ กางเกง กับกางเกงในอีกตัวให้เขา

“ขอบคุณฮะ”

พี่ณัฐทำท่าคล้ายอยากจะพูดอะไร แต่ทันทีที่ก้าวมาใกล้จนเห็นร่องรอยบางอย่างบนผิวของเต้าหู้ชัด ความตั้งใจเดิมของเจ้าตัวก็ผลัดไป

เต้าหู้สงสัยจึงก้มสำรวจตัวเองบ้าง เขาพบว่าสิ่งที่พี่ณัฐมอง คือรอยจ้ำสีแดงจัดอันปรากฏอยู่รอบๆ ยอดอกสีชมพูของเขาทั้งสองข้าง

เสียงของพี่ณัฐขรึมขึ้นเมื่อพูดว่า “รีบใส่ซะ เราจะออกไปข้างนอก”

จบคำ เจ้าตัวดึงสายตากลับไปซ่อนหลังคุณโทรศัพท์มือถืออีก

พี่ณัฐยังคงไม่รู้ตัวเมื่อคุณโทรศัพท์มือถือพูดกับเต้าหู้ว่า “พ่อหมี พยายามถ่วงเวลาไว้”

เต้าหู้ชะงัก เกือบจะคราง ‘หืม?’ ออกมา แต่ดูท่าคุณโทรศัพท์เดาได้ว่าเขาจะก่อความลำบากให้ตัวเองอีก จึงรีบพูดต่อ “เมื่อกี้น้องณัฐใช้แอพเรียกแท็กซี่ แต่ปลายทางไม่ใช่โรงพยาบาล”

“อ้าว” เสียงของคุณลุงสมุดโน้ตลอยขึ้นมาจากในกระเป๋าที่พี่ณัฐสะพายอยู่

คุณโทรศัพท์ตอบว่า “เขาจะพาเธอไปสถานีตำรวจ!”

นั่นทำให้เต้าหู้หลุดคำออกมาด้วยความตกใจ “ทำไงดี!”

“ว่าไงนะ” พี่ณัฐถามขึ้นทั้งที่ยังไม่เงยจากหน้าจอ

“พะ…พี่ณัฐเรียกแท็กซี่ไว้แล้วเหรอฮะ”

“ช่าย” อีกฝ่ายตอบเสียงยานคาง ดึงสายตามีเค้าประเมินขึ้นมาจ้องเต้าหู้ “อยู่ใกล้ๆ นี่พอดี อีกไม่กี่นาทีก็คงมาถึง”

สิ้นคำ เสียงแตร ปิ๊น! ปิ๊น! ก็ดังขึ้นที่หน้าบ้าน

“คงมาแล้ว มึงน่ะเร็วๆ หน่อย”

ทั้งที่อยากถ่วงเวลาตามที่คุณโทรศัพท์เตือน แต่ร่างกายของเต้าหู้กลับเชื่อฟังพี่ณัฐมากกว่า ข้าวของก็มักจะเป็นอย่างนี้ ดังนั้น แค่ไม่นานหลังจากสวมกางเกงยีนสำเร็จ ยังไม่ทันสวมเสื้อเชิ้ตเรียบร้อย เต้าหู้ก็ต้องก้าวตามพี่ณัฐออกมาจากห้องแล้ว — ใช่ ทั้งที่ใจจริงเขาอยากจะทิ้งตัวลงร้องไห้กับพื้นเหมือนเด็กๆ ประท้วงพ่อกับแม่

หัวใจของเต้าหู้ยิ่งเต้นไม่เป็นส่ำเมื่อเดินลงมาชั้นล่าง คุณโซฟาได้ข่าวที่ข้าวของเม้าท์ต่อๆ กันแล้วก็สบถว่า “โฮลี่ชิท! ตอนเป็นตุ๊กตายูก็เกือบถูกเอาไปทิ้งขยะ พอเป็นคนยังจะถูกเอาไปให้โพลิส”

“อ้าว” พี่ณัฐอุทานเมื่อเห็นคนที่เดินข้างกันมาแต่แรก หยุดก้าวเสียเฉยๆ “ทำไมไม่ตามมาล่ะ”

“รถมารอเจ้าชายน้อยแล้วล่ะลูก” คุณมทนาที่นั่งอยู่บนคุณโซฟาหันมาสำทับ

เต้าหู้หน้าเสีย เสียงก็สั่น “คือ… ที่จริงผมไม่ได้ปวดหลังขนาดนั้นเลย ไม่ต้องไปก็ได้นะฮะ”

พี่ณัฐกระตุกคิ้วมุ่น แทนคำตอบ เจ้าตัวสาวเท้ามาใกล้ ยกมือขึ้นกดบนหลังเขา

แค่นั้นเต้าหู้ก็ถึงกับสะดุ้ง “โอ๊ย!”

“นี่ไง แล้วว่าไม่เจ็บ”

“พ่ะ…พี่ณัฐ…”

“ไปเถอะลูก” แม้แต่คุณมทนาก็ลุกขึ้นมาแตะแขน “คุณหมอเขาเก่ง”

วินาทีนั้น เต้าหู้ไม่รู้จะทำอะไร หรือพูดอย่างไรดี เขากลัวจะไม่ได้กลับมาที่นี่ แต่ดูซี ทั้งพี่ณัฐกับคุณป้ากลับคะยั้นคะยอผลักไส

“เจ้าชายน้อยจะได้หาย” คุณมทนาลูบมือเหี่ยวลงบนแขนเขา แล้วหันข้างพูดกับอากาศ “เนอะพ่อเนอะ”

ท่าทางของแม่ทำให้พี่ณัฐเริ่มหงุดหงิด “ไปซะทีเถอะน่า!”

ในที่สุด เต้าหู้จำต้องตามมาขึ้นรถแท็กซี่ที่จอดรออยู่หน้าบ้าน พี่ณัฐสอดตัวเข้าไปก่อนแล้วเร่งเขา วินาทีที่เต้าหู้กระแทกประตูปิดตามร่างตัวเอง เสียงปัง! นั้นดุจจะทุบทำลายความหวังจนร่วงกราว มือสั่นของเขาเกาะขอบหน้าต่าง มองบ้านหลังน้อยอันอบอุ่นที่ตัวเองอาศัยอยู่ตั้งแต่วันแรกค่อยๆ ถอยห่างไปทุกทีๆ

เมื่อรถเลี้ยวพ้นซอยออกมา บ้านหลังนั้นก็ลับสายตาไปโดยสมบูรณ์ สองข้างทางกลายเป็นภาพใหม่ที่เขาไม่เคยเห็น มันไม่ต่างจากในคลิปวีดีโอที่เขาได้ดูผ่านคุณโทรศัพท์มือถือมากนัก สองข้างทางมีอาคารบ้านเรือนเป็นทิวแถว มีต้นไม้สูงใหญ่และผู้คนขวักไขว่ไปมา แต่ก่อนเต้าหู้เคยใฝ่ฝันอยากออกมาดูใกล้ๆ ไม่คิดเลยว่าพอได้เห็นของจริง ทุกสิ่งกลับดูน่ากลัวไปหมด ทั้งน่ากลัว ทั้งโศกเศร้า แม้วิทยุที่เปิดอยู่ในรถจะเปิดเพลงเบาสบายคลอไปกับสกู๊ปข่าวปกิณกะ

“–ดวงจันทร์เทียมที่จีนวางแผนจะสร้างนี้ให้แสงสว่างมากกว่าของจริงถึงแปดเท่าเลยนะคะคุณผู้ฟัง เขาตั้งใจจะใช้แทนไฟถนนกันเลยทีเดียว–”

ไม่มีใครสนใจพระจันทร์ดวงที่ว่านั่น แม้แต่คุณคนขับรถที่เปิดวิทยุเองก็มัวชะโงกมองแผงขายอาหารข้างทางระหว่างที่รถติดหนึบ พี่ณัฐหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดเล่น

ภาพหลังม่านตาของเต้าหู้ค่อยๆ เปลี่ยนกลายเป็นเหตุการณ์ขณะที่เขาอยู่ในบ้าน — ข้างหัวเตียงของพี่ณัฐ ไม่ใช่บ้านหลังนี้ แต่เป็นที่บ้านหลังเก่า เต้าหู้ไม่รู้ว่าเขาเข้ามาอยู่ที่นั่นตั้งแต่เมื่อไหร่ ลองถามเครื่องเรือนชิ้นอื่นๆ ก็ไม่มีใครรู้ แม้แต่คุณลุงสมุดโน้ตผู้รอบรู้ก็ยังไม่รู้เช่นกัน นอกจากนั้นเขายังจำไม่ได้ด้วยว่าตัวเอง ‘ตื่น’ ขึ้นมาตอนไหน ในความทรงจำของเต้าหู้ ครั้งแรกที่เห็น พี่ณัฐตัวเล็กกว่านี้นิดหน่อย มักก้าวกลับเข้ามาในห้องนอนด้วยกางเกงขาสั้นสีดำ กับเชิ้ตขาวแกมครามปักอักษรย่อที่อกซ้าย สมัยนั้นผมยังสั้นเกรียนอยู่เลย

แล้วเวลาก็ผ่านไป พี่ณัฐค่อยๆ โตขึ้น ผมยาวขึ้น กางเกงที่ใส่ก็ยาวขึ้น ใบหน้าสดใสไว้เคราสั้นๆ เมื่ออุ้มเขามากอดนานๆ ที เครานั้นจะทำให้เต้าหู้จั๊กจี้แต่ก็มีความสุข

ใช่แล้ว นานๆ ที…

ตัวสั่นเทา แอร์ไม่หนาว แต่จู่ๆ เต้าหู้กลับเกิดความรู้สึกหนาวเหน็บลึกซึ้งขึ้นมาในใจ

เขาคิดว่า บางทีต่อให้เรายังเป็นตุ๊กตาหมี พี่ณัฐก็อาจพาเราไปทิ้งไปในสักวัน…

หยดน้ำที่ค่อยๆ หล่อดวงตาของเต้าหู้ คงจะกลายเป็นเม็ดใหญ่และกลิ้งตกลงมา ถ้าไม่เพราะคุณลุงสมุดโน้ตเอ่ยทำลายภวังค์ของเขาเสียก่อน

“เอาอย่างนี้นะเจ้าหมี” เสียงนั้นเคร่งเครียดคล้ายเจ้าตัวเพิ่งไตร่ตรองและตัดสินใจได้ “เจ้านั่งอยู่ฝั่งนี้เปิดประตูออกไปง่ายกว่า เดี๋ยวพอรถจอด น้องณัฐจ่ายเงิน เจ้าก็รีบวิ่งหนีไปเลยนะ จำได้มั้ยว่าบ้านของเราที่อยู่อะไร–”

ถามแล้วคุณลุงก็ตอบเอง เน้นย้ำ “เจ้าต้องจำไว้ หลบไปสักพักแล้วค่อยเรียกแท็กซี่แบบนี้กลับบ้าน บอกให้เขาไปส่งตามที่อยู่นั้น พอไปถึงเจ้าก็เรียกคุณมทนาาให้ออกมาจ่ายเงิน แกไม่ว่าอะไรแน่ๆ”

“แต่ก็จะถูกเข้าใจผิด”

เสียงตอบของเต้าหู้เรียกให้พี่ณัฐหันมาสงสัยจนได้ ขณะที่คุณคนขับรถเข้าใจว่าเขากำลังพูดถึงเรื่องในวิทยุ จึงตอบว่า

“นั่นสิ เด็กยุคหน้ามันจะเผลอเข้าใจว่าพระจันทร์มีสองดวง”

พี่ณัฐถอนหายใจ พึมพำค้าน “พ่อแม่เขาคงสอนลูกอยู่หรอก”

เต้าหู้ควรจะโล่งใจที่ความสงสัยพ้นตัวไปได้ แต่เพราะป้ายข้างทางเริ่มชี้บอกจุดหมาย สถานีตำรวจ ความตั้งใจจะนั่งเงียบจึงจบลง

อาจเพราะเขาเป็นตุ๊กตาหมีที่ยังไม่เป็นมนุษย์มากนัก จึงยังเต็มไปด้วยความหวังและความเชื่อมั่นในมนุษย์ด้วยกัน ไม่คิดว่ามนุษย์จะทอดทิ้งกันง่ายๆ เขาพยายามขบคิด หาทางว่าในระยะที่เหลืออีกไม่ไกล และในเวลาที่เหลืออีกไม่มาก ตัวเองจะพอทำอะไรได้บ้างเพื่อให้พี่ณัฐยินยอมให้เขาอยู่ต่อ

ถ้าเขากอดพี่ณัฐ ขอร้องอย่างตรงไปตรงมา เล่าเรื่องทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมา พี่ณัฐจะรับฟังแล้วยอมช่วยเหลือเขารึเปล่านะ

บางทีอาจจะไม่

คำบอกของข้าวของหลายๆ ชิ้นในบ้านที่มีประสบการณ์มากกว่าเขา ส่งสัญญาณให้รู้ว่านั่นน่าจะไม่ใช่ความคิดที่ดี ถ้าอย่างนั้นควรจะทำอย่างไร ทำยังไงให้พี่ณัฐเข้าใจและไม่พาเขาไปทิ้ง ถ้าคุณวิทยุกำลังพูดเรื่องใกล้ตัวเรามากกว่านี้ก็คงจะดี…

“อยู่แค่นี้เอง รถมาติดซะอีก” คุณคนขับรถบ่นขึ้นพลางพยักไปยังอาคารขนาดใหญ่ไม่ไกลนัก

หัวใจของเต้าหู้เต้นตูมตามขึ้นมาอีก

ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจพูดขึ้นว่า “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกฮะ”

คุณคนขับมองผ่านมาทางกระจกมองหลัง คราง “หืม?” พี่ณัฐเองก็ปรายสายตามาทางเขาเช่นกัน

“ผมหมายถึง เด็กยุคหน้าจะไม่เผลอเข้าใจว่าพระจันทร์มีสองดวงหรอก”

“อ่าว แล้วที่ว่าจะถูกเข้าใจผิดน่ะ หมายถึงอะไร” คุณคนขับถาม

“หมายถึงดวงจันทร์ดวงแรกน่ะสิฮะ” เขาจ้องตอบคุณคนขับ แต่ละคำยากเย็นเพราะไม่เคยพูดอะไรอย่างนี้

“ถ้ามีดวงจันทร์เทียมที่ส่องแสงได้ดีกว่า ดวงจันทร์ดวงแรกก็จะถูกเข้าใจผิดว่าไม่มีความหมาย แล้วจากนั้นก็ถูกมองข้ามไป ทั้งๆ ที่ตัวเขาเองไม่ได้ทำอะไรผิดเลย”

เขาสูดลมหายใจเข้านิดหน่อยป้องกันเสียงสั่น พูดต่อไปพร้อมๆ กับรถที่เริ่มเคลื่อน ภาพในหัวก็เริ่มเคลื่อนไป เป็นรูปหยดน้ำที่ค่อยๆ ไหลรินจากดวงตาของพี่ณัฐ ขณะที่พี่ณัฐพลิกหน้ากระดาษหนังสือภาพเรื่องที่ไม่มีชื่อภาษาไทยนั้น

“การถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีค่า แล้วถูกทอดทิ้งไปง่ายๆ มันเจ็บปวดยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น ถ้าคุณดวงจันทร์มีหัวใจ เขาก็คงเฝ้าถามว่าตัวเองทำอะไรผิด น่าสงสารออกนะฮะ เพราะมันจะเป็นคำถามที่เขาไม่มีวันได้คำตอบเลย”

ถึงตอนนี้ แม้เต้าหู้จะยังประสานสายตากับคุณคนขับ แต่เขาก็รู้สึกชัดเจนว่าพี่ณัฐกำลังจับตาเขาอยู่

“พูดอะไรเข้าใจยากจังวะ ไอ้หนุ่ม” คุณคนขับหัวเราะเขาเสียอย่างนั้น

แต่พี่ณัฐไม่หัวเราะ

และพี่ณัฐก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีกเลยกระทั่งรถหยุดจอด

ด้วยเหตุนี้ ทันทีที่รถจอด สิ่งที่เต้าหู้เก็บกลั้นอยู่จึงพรูออกมา เขาเปิดประตูรถตามที่เคยเห็นคนเปิดในคลิปวีดีโอ พี่ณัฐหันมาด้วยความสงสัย อาจสงสัยว่าเต้าหู้รู้ได้อย่างไรว่าจะลงที่นี่ — หน้าสถานีตำรวจ ทั้งที่ตอนแรกเขารับรู้ว่าจะถูกพาไปโรงพยาบาล — อย่างไรก็ดี ถึงตอนนี้เต้าหู้ไม่เหลือสติให้คิดอะไรแล้ว ลงจากรถได้เขาก็ออกวิ่งไปบนทางเท้า  หูอื้ออึงได้ยินเสียงพี่ณัฐตะโกนฝ่าเสียงยวดยานและความวุ่นวายรอบด้าน “เฮ่ย! หยุด!” แต่เขาไม่หยุด ไม่หยุดทั้งเท้าและน้ำตา ภาพตรงหน้าพร่าเลือน เขายกหลังมือปาดมันออกลวกๆ แล้ววิ่งต่อไปสุดฝีเท้า วิ่งราวกับกลัวว่าเจ้าของเสียงข้างหลังจะวิ่งตามมาทัน และแล้วจับเขาเข้าไปในสถานีกว้างใหญ่นั่น ทอดทิ้งเขาไว้ที่นั่น

อาคารที่ทอดขนานไปกับทางเท้าละแวกนี้มีลักษณะเป็นตึกแถวสี่ชั้น ตั้งแต่ชั้นสองขึ้นไปมีหน้าต่างแคบๆ เรียงรายติดๆ กัน สายไฟรุงรังระโยงระยางกั้นฟ้า ทางเท้าก็ค่อนข้างแคบ เพราะข้างทางมีคนตั้งแผงหรือจอดรถเข็นขายของกินพื้นที่ไปพอสมควร บางทีก็มีรถมอเตอร์ไซค์วิ่งสวนมา คนพวกนี้สบถว่าเต้าหู้ แม้แต่หมาข้างทางก็เห่าขรม บางตัวห้อตะบึงตามเขามาอย่างหมายเอาต้นน่อง หากเป็นทุกทีเต้าหู้คงหยุดกลัวตัวสั่น แต่ตอนนี้ในหัวของเขามีแต่คำของคุณลุงสมุดโน้ต เขาต้องวิ่งหนีไป ไปเพื่อจะกลับมา ถ้าอยู่นิ่ง เขาจะไม่มีวันได้กลับมา

“ไอ้เต้าหู้! หยุด!” เสียงของพี่ณัฐบ่งระยะห่างออกไป เพื่อความแน่ใจเต้าหู้หันกลับไปมอง พบว่ารายนั้นอยู่ไกลจากเขามากแล้วจริงๆ ด้วย เขาควรจะดีใจ แต่กลับตกใจกลัวขึ้นมา

ยิ่งตกใจกลัว เมื่อขาเผลอสะดุดอิฐปูทางที่เยิบเผยอ “โอ๊ย!”

ข้อเท้ามนุษย์ไม่เหมือนกับข้อเท้าตุ๊กตา พอตกลงมาแล้วมันชักจะเจ็บ แถมหัวเข่าที่กระแทกพื้นก็มีแผลเปิดจนเลือดออก

เต้าหู้ตกใจ แต่ยังพยายามลุกขึ้น วิ่งต่อพอไหว แต่ความเร็วราลงไปมาก

ในที่สุด ครั้นอาการปวดข้อเท้าเริ่มเล่นงานหนักเข้า เจ้าหมีก็เห็นอาคารกว้างใหญ่แห่งหนึ่งห่างออกไปไม่ไกล ลักษณะของมันค่อนข้างแตกต่างจากตึกแถวหลังอื่นๆ ตัวอาคารอันถูกตีปิดด้วยผนังโลหะเป็นรูปคลื่น ทาสีฟ้า ส้ม และแดง สมัยที่ทาใหม่ๆ คงสดใสและไม่ซีดอย่างเดี๋ยวนี้

ทั้งที่ไม่เคยเห็นที่นี่จากรูปภาพหรือคลิปวีดีโอไหนๆ และแน่นอนว่าไม่เคยมาที่นี่ เต้าหู้กลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด

อาจเพราะความรู้สึกนี้เอง เจ้าหมีของเราจึงบอกตัวเองให้กัดฟันต่ออีกนิด วิ่งกะเผลกๆ ต่อไปจนถึงประตูทางเข้าด้านหน้า แล้วเลี้ยวหลบเข้ามาก่อนที่พี่ณัฐจะทันถึงตัว

. . . . . . . . . .

 

เต้าหู้ไม่เคยเห็นอาคารลักษณะนี้มาก่อน มันดูคล้ายห้างสรรพสินค้าที่โฆษณาตามคลิปวีดีโอ แต่กลับไม่เอี่ยมอ่องน่าเดิน และไม่เต็มไปด้วยคนแต่งตัวสวยๆ แบบที่เขาเคยเห็น

อาคารเก่าคร่ำแห่งนี้มีเพดานสูง เสารูปสี่เหลี่ยมผนึกกระจกเงาทั้งสี่ด้านเรียงถี่ พื้นหินขัดสีครีมดูด่างดำ เว้นช่องว่างตรงกลางสำหรับคนเดิน สองข้างทางเดินได้แก่ตู้กระจกสูงระดับอกเรียงราย ภายในเปิดหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ขับอุปกรณ์เกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือให้ดูโดดเด่น

พนักงานที่ยืนประจำอยู่แต่ละตู้มองดูเต้าหู้ที่กระหืดกระหอบเข้ามาด้วยสายตาเฉยเมย ราวกับว่า ต่อให้อุกาบาตชนโลก พวกเขาก็ยังไม่ตื่นจากความรู้สึกเบื่อหน่ายอยู่นั่นเอง ช่างแตกต่างจากข้าวของที่เต้าหู้เคยพบเจอ แม้เป็นข้าวของแต่ก็ยังมีชีวิตชีวามากกว่ามนุษย์พวกนี้ มันช่างเป็นสายตาและความรู้สึกที่น่ากลัวเสียจริงๆ

หากถึงอย่างไร เพราะตั้งใจว่าจะต้องรอดจากการถูกจับส่งตำรวจให้ได้ เต้าหู้จึงพาตัวเองขโยกเขยกลึกต่อมา ร้านขายอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือเริ่มเปลี่ยนกลายเป็นกระบะเสื้อผ้า เสื้อกางเกงใหม่ๆ พอถูกตั้งโชว์ในสถานเก่าๆ ก็กลับดูเก่าโทรมไปไม่แพ้กัน ป้ายแสดงการลดราคาติดอยู่ตรงนั้นตรงนี้ดูละลาน

“เต้าหู้! ไอ้เต้าหู้!” เสียงพี่ณัฐกระหืดกระหอบตามมา เต้าหู้เสียวสันหลัง รีบผลุบเข้าหลังเสาใหญ่ต้นหนึ่ง กระจกเงาบนเสาสะท้อนให้เห็นว่าใบหน้าของเขาซีดและโซมเหงื่อ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นกลัว ครั้นค่อยๆ เยี่ยมหน้าออกไปสอดส่องประตูทางเข้าร้าน ก็พบว่าร่างของพี่ณัฐหยุดยืนอยู่ตรงนั้น

เจ้านายยังยืนนิ่ง สองบ่ากระเพื่อมขึ้นลงตามแรงหายใจ ใบหน้ามีเหงื่อโชกไม่ต่างจากเต้าหู้ ดวงตาก็เบิกกว้างจ้องชะเง้อเข้ามาข้างในเหมือนชั่งใจว่าเขาจะอยู่ในนี้จริงหรือไม่ หรือจะตามเข้ามาในนี้ดีรึเปล่า

เป็นช่วงเวลาที่เจ้าหมีได้ยินเสียงหัวใจมนุษย์ของตัวเองเต้นไม่เป็นส่ำอยู่ในอก นานกว่าเวลาที่แท้จริง กว่าจะเห็นว่าพี่ณัฐสูดลมหายใจแล้วถอยกลับไปช้าๆ

แทนที่จะดีใจ กลับรู้สึกใจหาย เขาอยากให้พี่ณัฐตามต่อมา ขณะเดียวกันก็ไม่อยากให้เจ้าตัวตามต่อมา การมีความรู้สึกแบบมนุษย์มันเริ่มซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ จนเขาคาดเดาไม่ถูกว่าจริงๆ แล้วตัวเองกำลังต้องการอะไรกันแน่

พยายามลำดับความคิด และคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล ถ้าพี่ณัฐยังตามต่อมาเขาก็โอกาสถูกจับตัวไปส่งตำรวจมากกว่า ฉะนั้น ให้พี่ณัฐล่าถอยกลับไปแบบนี้น่าจะดี การที่พี่ณัฐพาเขามาที่สถานีตำรวจ นั่นก็แสดงถึงความตั้งใจจะ…ทิ้งเขาอยู่แล้ว ไม่ใช่จะมาทิ้งเขาตอนที่ล่าถอยไปอย่างนี้หรอก…

ถึงกระนั้น เต้าหู้ก็ยังไม่อาจบังคับใจตัวเอง ในที่สุดเขาเผลอก้าวกลับไปตามทางเดิม ลอบชะแง้หา แล้วก็ยังอบอุ่นใจเมื่อเห็นว่าพี่ณัฐยืนอยู่ไกลๆ

เจ้านายจ้องมาทางนี้ เต้าหู้ได้แต่คิดในใจว่า พี่ณัฐจะเห็นเราไหมนะ ก็เขาแค่โผล่หัวออกจากขอบประตูห้างไปนิดเดียวเองนี่นา แล้วพี่ณัฐก็ไม่มีทีท่าว่าจะเดินตามมาดึงตัวกลับด้วย

พี่ณัฐอาจไม่เห็นเรา แต่รอรวบตัวตอนเรากลับออกไป แม้ปวดหนึบในใจ แต่เขาบอกตัวเองได้อย่างนี้ เต้าหู้จึงคิดว่า เขาต้องหนีต่อไปให้ไกลอีก เพื่อพี่ณัฐจะจับตัวไม่ได้

ขายังค่อนข้างเจ็บ เจ้าหมีน้อยของเราจึงต้องกะเผลกเพื่อเดินลึกเข้าไปในตัวอาคาร ปรากฏว่ามันเป็นอาคารตื้นๆ ประตูด้านหลังเคยมีแต่ตอนนี้ถูกปิดคล้องกุญแจไว้แน่นหนา กี่บานๆ ก็เป็นอย่างนี้ ทางเดียวที่จะหนีต่อไปได้คงคือต้องกลับออกไปทางเดิม

พี่ณัฐคงรู้อย่างนี้ เลยนั่งรอเราเฉยๆ

จนแล้วจนรอดเต้าหู้ก็ยังภาคภูมิใจในความเฉลียวฉลาดของเจ้านายตัวเอง แล้วพอนึกได้ เขาก็คิดแค่ว่าอยากให้ตัวเองฉลาดได้สักครึ่งหนึ่งของพี่ณัฐ เผื่อว่าการตัดสินใจจะถูกต้องเสียบ้าง

คงต้องซ่อนอยู่ในนี้ไปก่อน

เมื่อไม่มีใครให้ปรึกษา เขาก็ต้องคุยกับตัวเอง พยักหน้ากับตัวเอง แล้วเริ่มมองหาที่ทางที่พอจะใช้การได้

ชั้นล่างของที่นี่ไม่เหมาะเลย เต้าหู้จึงเลือกขึ้นไปชั้นสอง บันไดเลื่อนขาขึ้นไม่ทำงานเขาต้องเดินเอง ดีที่มันไม่สูงมาก ไม่งั้นขาเขาคงเจ็บกว่านี้

ชั้นสองของอาคารดูโล่งยิ่งกว่าชั้นล่างเสียอีก ลานกว้างเป็นที่ตั้งของกระบะขายของลดราคาจำพวกถุงเท้า กางเกงใน เรื่อยไปถึงอุปกรณ์เครื่องเขียน เก้าอี้ผ้าใบ ราวตากผ้า และนานาสำหรับแม่บ้าน ริมตัวอาคารแบ่งเป็นห้องๆ สำหรับร้านซ่อมคอมพิวเตอร์ มีคนน้อยจนเหมือนตึกนี้เป็นตึกร้าง คนที่อยู่ก็ให้ความรู้สึกเหมือนหุ่นมากกว่าคน มากไปกว่าคนที่อยู่ชั้นล่าง

มีเสียงดนตรีหึ่งๆ ดังมาจากทิศหนึ่ง สาวเท้าตามไปจึงได้พบกับร้านอาหารในมุมสุด โต๊ะเก้าอี้พลาสติกเรียงราย และแน่นอน ร้างคนไม่ต่างกัน สมาชิกที่มีอยู่ไม่กี่รายในร้านกำลังจ้องไปยังจอโทรทัศน์ด้านหน้า ไม่มีรายใดสนใจหยิบไมโครโฟนขึ้นมาครวญเพลง เพลงที่เต้าหู้จำได้ว่าคุณมทนาก็ชอบร้อง

“–เฝ้าคร่ำครวญคิดถึงทุกลมหายใจ นานอีกเท่าไหร่จะขอ รอดู ถึงแม้โลกมลาย กายฉันยังคงอยู่ จิตรัญจวนหาคู่เพียงเธอผู้เดียว–”

เต้าหู้ร้องดังอยู่แค่ในใจ ดนตรีสังเคราะห์ไร้คนร้องให้ความรู้สึกวังเวงแกมเศร้าไม่ต่างจากสถานที่ไร้ชีวิตชีวา ยิ่งเจ้าของสถานบรรจงแต่งร้านด้วยสายรุ้งและธงร้อยบนเพดาน ก็ยิ่งเสมือนเศษซากของจิตวิญญาณที่ปราศจากจิตวิญญาณสิงสถิต

เนื่องจากทางร้านใช้เชือกกั้นและแขวนป้ายไว้ว่า พื้นที่สำหรับลูกค้าเท่านั้น เต้าหู้จึงจำถอยมา ขณะถอยก็ไล่สายตาไปยังเสาและผนังเก่ารอบๆ

ห้องหนึ่งข้างร้านขายซีดีและดีวีดีภาพยนตร์แขวนสายโซ่และคล้องกุญแจ ทั้งที่ด้านในไม่เหลืออะไรให้หวงแหน บางทีอาจเหลือลมหายใจเก่าๆ ที่เจ้าของยังหวงแหน เต้าหู้แหงนมองป้ายชื่อร้าน อันเป็นที่รัก สีและตัวอักษรเริ่มซีดจางขาดวิ่น ถึงกระนั้นยังเห็นว่ารอบๆ ตัวอักษรคือรูปวาดตุ๊กตาและสิ่งละอันพันละน้อยดูน่ารัก บางทีห้องนี้อาจเคยอบอุ่นด้วยของขวัญสำหรับบุคคลอันเป็นที่รักของลูกค้าที่ก้าวเข้ามาก็ได้

ห่างจากห้องนั้นไม่ไกล มีบันไดมืดๆ ทอดขึ้นไปด้านบน มันดูน่ากลัว แถมขาของเต้าหู้ก็ยังเจ็บ แต่ด้วยความอยากรู้มีมากกว่า เขาจึงเกาะราวแล้วค่อยๆ กระดืบเคลื่อนขึ้นไปทีละขั้นๆ

บันไดเลี้ยววนขึ้นสู่ชั้นสาม ทว่าทางเข้าถูกคล้องกุญแจห้ามเข้าคล้ายๆ กับหลายมุมในตึกนี้ มีคราบดำสกปรกและหยากไย่เหมือนหลายมุมในตึกนี้ มองลึกเข้าไปเต้าหู้เห็นรอยฉีกขาดของกระดาษบนผนัง เศษซากที่ยังติดอยู่พอจะมองออกว่าแต่เดิมคงเป็นโปสเตอร์ภาพยนตร์ นั่นแสดงว่าชั้นบนนี้น่าจะเป็นทางเข้าโรงภาพยนตร์มาก่อน

ไม่มีใครอยู่บนนี้อีกแล้ว มีเพียงเสียงครางน่ากลัวของเหล่านกพิราบที่แอบบินเข้ามาทำรังในตึกเก่ากลางเมืองใหญ่ มันถูกตึกที่ใหญ่กว่าขับไล่เข้ามาที่นี่ มาอยู่ในโรงภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยเงาอดีต ทว่าไม่อาจฉายเงาดังกล่าวออกมาเป็นภาพได้อีกต่อไป คล้ายดวงจันทร์ดวงนั้นที่มีของทำขึ้นใหม่ทดแทน รอเวลาที่คุณค่าจะสูญสิ้นลงไปเรื่อยๆ และแล้วก็ถูกหลงลืม และทอดทิ้ง…

น่าแปลก บันไดค่อนข้างแคบ มืดอับ และเงียบงันนี้กลับเป็นที่ที่เต้าหู้รู้สึกถึงความอบอุ่นปลอดภัย ทำไมกันหนอ หรือเพราะเขารู้สึกว่าตัวเองได้กลายเป็นสิ่งที่ถูกทิ้งแล้วเช่นกัน

พี่ณัฐจะยังรอเราอยู่รึเปล่านะ…

จากที่ไกลๆ มีเสียงลมครางหวิวเข้ามาตามช่องแตกของอาคาร เสียงนกพิราบร้องไห้ บางตัวตีปีกพึ่บพั่บ ไม่ช้าฟ้าก็ร้องครืน ตามมาด้วยเสียงห่าฝน

 

นานเท่าไหร่ไม่รู้กว่าเต้าหู้จะตื่นขึ้นอีกครั้ง คุณลุงเจ้าของร้านดีวีดีภาพยนตร์เป็นคนตบต้นแขนเขาเบาๆ จนเขาเปิดตา

“ไม่คิดว่าเอ็งยังอยู่ มานอนอะไรตรงนี้วะ”

“ผะ…ผมขอโทษฮะ”

“ลุกขึ้นแล้วออกไปได้แล้ว เดี๋ยวห้างเขากำลังจะปิด”

“ฮะ…ฮะ…”

“ไอ้เด็กพวกนี้…”

คุณลุงบ่นแล้วเดินนำลงไปข้างล่าง เต้าหู้หายเจ็บขาแล้วตอนนี้

พื้นที่ชั้นสองของอาคารร้างคนยิ่งกว่าตอนเข้ามา หลายร้านปิดแล้ว ร้านคาราโอเกะคนแก่ก็ไม่มีใครเหลือแล้ว เต้าหู้เดินคอตกลงมาชั้นล่าง เจ้าของร้านแต่ละร้านกำลังเก็บของเช่นกัน ทั้งห้างดูเหมือนจะไม่มีลูกค้าอยู่เลย

มองดูนาฬิกาแขวนด้านหลังร้านหนึ่ง ตอนนี้ใกล้ทุ่มเต็มที ไม่น่าเชื่อว่าเขาหลับไปนานเกือบแปดชั่วโมง ปกติข้าวของใช้เวลานอนคราวละไม่นาน เพราะระหว่างวันต้องคอยเข้าภาวะนิทราหลบมนุษย์ ซึ่งถือเป็นการสะสมพลังงานคล้ายการนอนหลับรูปแบบหนึ่งอยู่แล้ว แต่เดี๋ยวนี้คงเพราะเต้าหู้กลายเป็นมนุษย์ แถมเมื่อคืนก็มัวนอนมองพี่ณัฐอยู่ด้วยความเป็นห่วงจนไม่ได้หลับเลย วันนี้อากาศเย็นๆ อยู่ในที่เงียบๆ ไม่มีเสียงต่อล้อต่อเถียงกันของข้าวของ เขาจึงเผลอหลับไป

เวลาในเรื่องเล่าก็มักจะก้าวช้าหรือไวกว่าปกติอย่างนี้เสมอแหละครับ

ข้างนอกฝนยังตก แต่ซาลงมากแล้ว ฟ้าก็มืดมากแล้ว เจ้าหมีน้อยแหงนมองฟ้าอย่างไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี จะวิ่งออกไปเรียกแท็กซี่เองเลยก็กลัว

“ไอ้เต้าหู้!”

เขาสะดุ้งเมื่อจู่ๆ เสียงหนึ่งดังขึ้น พี่ณัฐก้าวเข้ามาในสภาพผมเผ้าและเสื้อผ้าค่อนข้างชื้น ดวงหน้าค่อนข้างตึง แม้แต่ดวงตาก็ไม่ปรากฏวี่แววของอารมณ์ใดๆ ให้ตีความ

“ให้รอซะตั้งนาน” รายนั้นก้าวมาฉุดแขนราวป้องกันเขาวิ่งหนีอีก

“เจ้าหมี เป็นยังไงบ้าง” เสียงคุณลุงสมุดโน้ตบ่นดังออกมาจากกระเป๋าที่พี่ณัฐสะพายอยู่ “โธ่เอ๋ย หายไปตั้งนานก็นึกว่าหนีรอดไปได้แล้ว สุดท้ายต้องมาถูกน้องณัฐจับตัวอีก–”

คำบ่นยืดยาวของคุณลุงมีอันสะดุดไป เมื่อพี่ณัฐหยุดข้างทางเท้าแล้วหันมาพูดกับเขา “บอกแม่ว่าเขานวดให้แล้วมึงก็หายแล้วนะ แม่จะได้ไม่เป็นห่วง”

เต้าหู้งงนิดหน่อย แต่ก็ตอบไปว่า “แล้วถ้าคุณป้ายังเห็นผมปวดอยู่บ้างล่ะฮะ”

พี่ณัฐถอนหายใจ

“กูจะนวดให้มึงเองละกัน พอใจยัง”

เต้าหู้ยิ้ม พยักเป็นเชิงบอกว่าเขาเข้าใจแล้ว

ไม่นานต่อมา แท็กซี่ก็เข้ามาจอดเทียบริมทางเท้า แสงไฟตัดฝอยฝนดูเป็นลำทอง ก่อนที่เต้าหู้จะสอดตัวตามพี่ณัฐขึ้นไปบนตอนหลังรถ เขาได้ยินเสียงดนตรีเพลงเก่าบรรเลงขึ้นแว่วๆ จากร้านคาราโอเกะบนชั้นสองของตัวตึก ทว่าคราวนี้ต่างไป เพราะในดนตรีนั้นมีเสียงร้องของข้าวของสักอย่างที่ไม่มีใครได้ยินนอกจากเขา

“–ใจอยากเอ่ยว่าฉันรักเธอ เท่าฟ้า เกรงวาจาที่ให้ ไม่ซึ้งใจเธอ รักของฉันคงมั่น นานวันรักยิ่งล้นเอ่อ มอบดวงใจให้เธอ ไม่เผลอรักใคร–”

Don`t copy text!