A MIND จิตอริยะ  บทที่ 4 : ผู้ฟื้นสติ

A MIND จิตอริยะ บทที่ 4 : ผู้ฟื้นสติ

โดย : ไข่เจียวหมูสับ

Loading

A MIND จิตอริยะ โดย ไข่เจียวหมูสับ กับเรื่องราวซึ่งเกิดจากความผิดพลาดของระบบสลับจิตที่นำมาทั้งการตามล่า บททดสอบทางศีลธรรมและความรักที่อาจเป็นเพียงแค่ภาพลวงตา และนี่คือนวนิยายอีกหนึ่งเรื่องที่ได้รับเลือกจากโครงการช่องวันอ่านเอาปี 4 ที่จะถูกนำไปสร้างเป็นละครและเป็นนวนิยายที่เราอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์บนเว็บไซต์ anowl.co

กรเกียรติและรุจีเป็นพ่อแม่ที่เลี้ยงดูปกป้องมาตั้งแต่เกิด ทั้งสองใจดีและภายในบ้านก็ให้บรรยากาศแสนอบอุ่น ตัวเขาในวัยเด็กนั้นฉลาดและมีความคิดสร้างสรรค์ แถมยังเป็นคนเรียบร้อยไม่ชอบมีเรื่องกับใคร จึงเป็นที่รักของพ่อแม่และครูบาอาจารย์มาโดยตลอด

ทว่าเมื่อกรเกียรติและรุจีประสบอุบัติเหตุทางอากาศ เขาในวัยสิบขวบจึงมารู้ภายหลังว่าทั้งสองเป็นพ่อแม่บุญธรรมที่อุปการะเขามาจากพ่อแม่ตัวจริง นั่นก็คือกรฤทธิ์กับดวงตา กรฤทธิ์นั้นคือน้องชายของกรเกียรตินั่นเอง

กรฤทธิ์กับดวงตานั้นมีปกป้องในช่วงเวลาที่บริษัท การ์ด แอนด์ ลิงก์ กำลังเดือดร้อนเรื่องการเงิน ทั้งสองตั้งใจจะเอาเด็กออก อ้างเหตุว่าแค่เลี้ยงปกปักษ์ ผู้เป็นลูกชายคนโตก็หนักหนาสาหัสพอแล้ว ทว่าพ่อแม่บุญธรรมของปกป้องนั้นห้ามไว้ ทั้งสองให้ความช่วยเหลือด้านการเงินและรับเลี้ยงดูเขาหลังจากนั้น

และเมื่อพวกท่านถูกพรากไปในอุบัติเหตุ ปกป้องจึงหวนกลับสู่อ้อมอกของสองสามีภรรยาที่เคยคิดจะสังหารเขาอีกครั้ง

จากวันนั้น…เด็กวัยสิบขวบเริ่มถูกกรอกหูว่าต้องทำทุกอย่างเพื่อพี่ชาย นั่นก็คือปกปักษ์ ไม่อย่างนั้นจะไม่มีใครรักและจะถูกเฉดหัวออกไปจากบ้านหลังใหญ่ในเร็ววัน ตลอดเวลาพ่อแม่ตัวจริงมักพ่นคำผรุสวาทใส่ หาว่าเขาคือตัวการที่ทำให้บริษัทเคยเกือบจะล่มสลาย…

ในเวลานั้นปกป้องตัวน้อยยังไม่ทราบเรื่องที่พ่อแม่เคยคิดจะกำจัดเขา มารู้ก็ช่วงวัยรุ่นที่พี่ชายเมาแล้วยกเรื่องนี้มาเป็นประเด็น

ถึงอย่างนั้นก็แปลก…ทั้งที่พี่ชายเกลียดชังเขาเข้ากระดูกดำ แต่ปกป้องก็ไม่สน เขารักพี่ชายไม่ว่าจะถูกทำร้ายมากขนาดไหน จะถูกต่อยเวลาที่พ่อแม่ไม่อยู่สักกี่ครั้งเขาก็ทนได้

ปกป้องใช้เวลาอีกสิบห้าปีชดเชยบาปที่ตนไม่ได้ก่อ สร้างทุกสิ่งเพื่อกิจการของพ่อแม่ กระทั่งมันเฟื่องฟูอีกครั้ง แต่ความเกลียดชังนั้นไม่เคยจางหายไป มันมีแต่เพิ่มทวีคูณ ทุกครั้งที่เจอปัญหา พ่อแม่และพี่ชายก็พร้อมจะกล่าวโทษเขา

คนในบริษัทต่างต้องอยู่ฝ่ายพี่ชายและพยายามถอยห่างจากปกป้อง เพื่อจะอยู่ทำงานในบริษัทได้โดยไม่มีปัญหา ปกปักษ์ไม่ชอบให้น้องชายไปสนิทสนมกับลูกน้อง คงเพราะกลัวว่าน้องชายจะหาวิธีซื้อใจคนพวกนั้นแล้วเข้ายึดกิจการในสักวัน

ไร้สาระ เขาไม่เคยสนใจสักนิด แม้ทุกวันนี้จะไม่มีเพื่อนเลยก็ไม่เห็นเป็นไร

มาวันนี้ปกป้องรู้เรื่องมากขึ้น เขาจึงหลบหน้ากรฤทธิ์กับดวงตา แยกตัวออกมาอยู่ลำพัง และตั้งใจว่าจะอยู่แบบนี้ไปตลอดชีวิต

งานที่ทำก็เป็นงานที่รัก เงินก็มีเหลือใช้แม้จะไม่ถึงขั้นเศรษฐี เขาไม่ต้องการอะไรมากไปกว่านี้หรอก

ใช่แล้ว เขามีความสุขดี

แต่ว่า มันมีอะไรแปลกไป เพราะเขาไม่รู้สึกอะไรเลยในเวลานี้ มองไม่เห็นอะไรสักนิด

เราอยู่ที่ไหน เกิดอะไรขึ้น ความสงสัยครอบคลุมร่างและจิตของเขาช้าๆ ก่อนจะรู้สึกได้ว่าตัวเองนั้นถูกดูดเและตกลงไปยังที่ใดสักแห่ง

 

ด้านบนคือท้องฟ้าที่สว่างราวกับดวงอาทิตย์ น่าแปลกที่แสงสีทองนั้นไม่ได้รบกวนสายตาสักนิด ถึงขั้นจ้องมองตรงๆ ได้ด้วยซ้ำ

เวลาผ่านไปเท่าไรไม่ทราบ แต่นานจนกระทั่งเริ่มหายเหนื่อย ปกป้องรู้ตัวว่ากำลังนอนหงายบนพื้นที่นุ่มสบาย ก่อนจะลุกขึ้นมาและเริ่มสำรวจตนเอง ไม่มีรอยแผลที่ช่วงตัวแล้วนี่ แถมยังรู้สึกดีอย่างประหลาด ราวกับว่าตนเป็นอิสระแล้ว รอบกายเป็นพื้นที่คล้ายทะเล เขาลอยตัวอยู่กลางทะเลงั้นหรือ

ได้ยินเสียงเรียกชื่อตัวเองแว่วมาจากด้านขวามือ เขาหันไปมองทันที มันเป็นชายหาดที่อยู่ไกลออกไป บนนั้นมีบุคคลปริศนาสองคนกำลังเรียกเขาอยู่

ปกป้อง ปกป้อง เจ้าของเสียงกังวานนั่นคือชายไว้หนวดขาว สูงชะลูดและไหล่กว้าง ข้างกายคือหญิงร่างสันทัด ทั้งคู่ดูหน้าตาใจดีไม่มีพิษภัย สายตาของเขาพร่าเบลอทันทีด้วยน้ำตา ร้องเรียกออกไปอย่างกับคนเสียสติ

พ่อ แม่! เขาตะโกนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขณะที่วิ่งเข้าไปหา ทว่าระยะทางช่างไกลเกินคาด สองขาเริ่มจมลงสู่ทะเล จะว่ายก็ว่ายไม่ออก ทำได้แค่วิ่งต่อไป แต่ยิ่งวิ่งเหมือนยิ่งไกล ภาพของพ่อแม่เริ่มเลือนหายไปแล้ว

แต่เขาไม่ยอมแพ้ ซอยสองเท้าสุดกำลัง จู่ๆ ก็รู้สึกตัวเบาราวกับเหาะเหินเดินอากาศได้

ใกล้แล้ว ใกล้แล้ว

ครู่เดียวก็มาถึงชายฝั่ง ที่ที่ทั้งสองรอเขาอยู่ ปกป้องโผเข้ากอดพ่อและแม่ตัวจริงสำหรับเขา คนที่เลี้ยงดูเขามา เริ่มร่ำไห้กระทั่งน้ำตาไหลท่วมพวงแก้ม

ทั้งสามคนสวมกอดกันอย่างอบอุ่น

ผมคิดถึงพ่อกับแม่จริงๆ

พวกเราก็คิดถึงลูกเหมือนกัน…พ่อกับแม่น่ะ…

เขาเงยหน้าขึ้นเพื่อจะฟังคำพูดประโยคนั้น แต่กลับมองเห็นเพียงภาพเลือนราง

ทันใดนั้นปกป้องรู้สึกเหมือนถูกกระชากจากด้านหลัง กระทั่งล้มหงายลงกับพื้น ก่อนจะถูกลากไถลตัวห่างจากพ่อและแม่กะทันหันด้วยความเร็วสูง เขายื่นมือออกไปสุด เพียงหวังจะไขว่คว้ามือของพวกท่านไว้

แต่ก็ไม่ทัน วูบต่อมาทั้งสองก็ลับหายจากสายตาไปไกล ภาพโดยรอบเริ่มดำมืด ความหวังของปกป้องหลุดหายไปพร้อมกับสติและเสียงกู่ร้องของตัวเขาเอง…

 

ปกป้องลืมตาขึ้นมาพร้อมแสงสีขาวที่พุ่งแยงเข้าใส่สายตา มันไม่นุ่มนวลเหมือนเมื่อครู่สักนิด

น้ำตานั้นไหลอาบไปทั้งหน้า แต่นั่นไม่ใช่เพราะแสงหรอก เขาตั้งสติสักพักจึงทราบว่าตนอยู่ในห้องพยาบาลที่กว้างอย่างกับห้องพักของโรงแรม

ทำไมล่ะ…เขาน่าจะตายไปแล้วไม่ใช่หรือ

ทำไมถึงกลับมาเล่า ปกป้องตะโกนออกมา ก่อนจะสะดุ้งเมื่อพบว่าข้างกายมีใครบางคนยืนอยู่ อีกฝ่ายก็ตกใจเช่นกัน

พยาบาลหน้าตาใจดีที่ยืนข้างๆ กำลังกดปุ่มที่หัวเตียง ไม่ช้าก็มีแพทย์หญิงและพยาบาลอีกคนเดินเข้ามาพร้อมอุปกรณ์อีกหลายสิบอย่างที่เขาไม่คุ้นตา แม้จะทำงานสายนวัตกรรมมานานแล้วก็ตาม

แพทย์หญิงผมยาววัยกลางคนบอกให้เขานอนนิ่งๆ ด้วยเสียงอ่อนโยน ทดสอบอะไรบางอย่างกับร่างกายเขาสักพักก็ถามคำถามที่ชวนสงสัย

“ทราบไหมคะว่าตัวเองชื่ออะไร”

เขาพยายามเปล่งเสียงแหบแห้ง “ปกป้อง ปักษ์ดนูครับ” เขาไม่ได้บาดเจ็บที่ส่วนหัวนะ ทำไมถึงถามเช่นนี้ เพราะเกรงว่าจะมีผลข้างเคียงจากยาสลบในช่วงผ่าตัดงั้นหรือ หรือจะเป็นผลของมอร์ฟีน…

“อาหารที่ชอบคืออะไรคะ”

“…พวกเบอร์เกอร์ครับ” โอเค มันชักจะแปลกแล้ว ปกป้องเริ่มสังหรณ์ใจ

“ชื่อของสัตว์เลี้ยงตัวแรก”

“ผมไม่เคยเลี้ยงสัตว์ครับ…”

“ชื่อของคนรักคนปัจจุบัน”

“ไม่มีหรอกครับ” เขาตอบอย่างอ่อนแรง นั่นเป็นคำถามส่วนตัวไปหน่อยนะ

แพทย์หญิงมีสีหน้าพอใจ “ช่วยยกแขนขึ้นมาหน่อยค่ะ”

เขาทำตามอย่างว่าง่าย จากนั้นก็ถูกขอให้ขยับนิ้ว ขยับขา และถูกพยุงให้ลุกขึ้นนั่งบนเตียง

“คุณได้รับบาดเจ็บหนักที่ช่องท้องและเสียเลือดมาก”

เขาพยักหน้า จำได้ดีว่าตนน่าจะตายไปแล้ว ก่อนที่จะมีอะไรแวบเข้าสมอง อุปกรณ์บางอย่างที่เห็นในห้องนี้เริ่มคุ้นตาเขาขึ้นมาแล้ว หน้าจอมอนิเตอร์ด้านซ้ายนั้นไม่ได้แสดงแค่ชีพจรและความดัน มันมีตัวเลขและเส้นคลื่นบางอย่างที่จัดวางรูปแบบการแสดงผลที่ต่างออกไป

ปกป้องเคยอ่านจากในวารสารและงานวิจัย มันคืออุปกรณ์ที่ใช้สนับสนุนในโครงการที่เขาเองยังแอบทึ่ง “หรือว่าตัวผม…”

แพทย์หญิงพยักหน้า “คุณคงทราบแล้ว แต่อย่างไรเราก็ต้องแจ้งตามกฎค่ะ”

ปกป้องรู้สึกเหมือนฟ้าถล่ม จากที่เกือบจะหลุดพ้นและได้กลับไปสู่อ้อมอกของพ่อแม่ แต่มาในเวลานี้ เขา…

“คุณได้เสียชีวิตไปแล้วเมื่อสองสัปดาห์ก่อน และในตอนนี้คุณคือผู้ฟื้นสติลำดับที่ ๔๖”

สายตาของทั้งสองราวกับจะเค้นให้ปกป้องหัวเราะ หรือไม่ก็ดีใจในชีวิตใหม่ พยาบาลหญิงเดินมาทางเขาแล้วส่งกระจกแบบมีด้านถือมาให้เขาส่องดูหน้าตนเอง

หน้าตาที่เคยไร้จุดเด่นและหม่นหมอง บัดนี้ราวกับเทพบุตรที่เห็นได้บ่อยในซีรีส์

“ยินดีด้วยกับโอกาสครั้งนี้นะคะ” แพทย์กล่าวด้วยเสียงแจ่มใส แต่ตัวเขานั้นกลับใช้สองมือปิดหน้า และเริ่มร้องไห้ออกมา

 

หลังจากสงบสติอารมณ์สักพักจึงพบว่าแพทย์และพยาบาลต่างทำหน้าเหวอราวกับไม่คาดคิดว่าจะเจออะไรแบบนี้

“ทางเราจะเรียกคุณกรฤทธิ์กับคุณดวงตาเข้ามานะคะ” พยาบาลแจ้งและขอตัวเดินออกไปจากห้อง

ไม่นานพ่อและแม่ก็เข้ามาในห้องพร้อมตีสีหน้ายินดีปรีดา แพทย์หญิงเริ่มแจ้งรายละเอียดบางส่วนก่อนจะขอตัวออกไปเช่นกัน

เขาสังเกตว่าไม่มีเงาของพี่ชาย ในใจเริ่มมองออกว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เสียงแว้ดของดวงตาในชุดเดรสสีม่วงสดทำให้หูลั่นและลืมเรื่องนั้นไปชั่วขณะ

“ทำไมนั่งซึมแบบนี้ เพิ่งจะได้ชีวิตใหม่มาไม่ใช่รึ ยิ้มให้พวกฉันสักครั้งมันจะตายอีกรอบหรือยางงาย” เสียงดังฟังออกว่ากำลังเมาได้ที่ ส่วนกรฤทธิ์นั้นเดินเข้ามาใกล้ ถามแบบไม่ใส่ใจว่าจะกลับไปทำงานได้เมื่อไร

ปกป้องส่ายหัว…“ไม่น่าช่วยผมเลย ให้ผมตายเถอะ”

เท่านั้นเองที่กรฤทธิ์กับดวงตาตะโกนโวยวายด่าทอลั่นห้อง คนเป็นพ่อง้างมือขึ้นจะหวดแต่ถูกดวงตาห้ามไว้เสียก่อน

“พูดอะไรโง่ๆ มีคนกี่ล้านที่ต้องการจะคืนชีพแบบนี้ แกโชคดีขนาดไหนแล้วที่พวกฉัน…” กรฤทธิ์ไม่ยอมว่าอะไรต่อ เป็นหน้าที่ของดวงตาผู้เป็นแม่ที่แว้ดใส่แทนไม่หยุด

ปกป้องไม่โต้อะไรกลับไป และเลือกที่จะหลบสายตา อันที่จริงแล้ว…ด้วยรูปแบบชีวิตที่ผ่านมานั้นทำให้เขาแทบจะไร้ความสามารถในการโต้เถียง แม้เวลานี้จะรูปงามและกำยำขึ้นขนาดไหน แต่จุดอ่อนนี้ก็ไม่ได้หายไปแต่อย่างใด

พอการรุมด่าทอจบลงชั่วคราว เขามองกลับไปด้วยแววตาสงสัย “แล้ว…พี่ไปไหนล่ะครับ”

ทั้งสองทำท่าเหลอหลาพลางมองซ้ายขวาก่อนจะยอมตอบ “อ้อ เพิ่งปลูกถ่ายอวัยวะเสร็จ เลยให้พี่เขาพักสักครึ่งปีน่ะ”

อ้อ…ปกป้องผงกหัวรับทราบ ไม่กล้าถามว่าใช้อวัยวะของใคร แต่ได้ยินแม่หันไปหัวเราะกับพ่อและคงพูดออกมาว่า คุ้มจังเลยเนอะ ดูท่าคงจะใช้ลายเซ็นปลอมเพื่อเป็นหลักฐานว่าเขายินยอมให้ใช้ไตของตนเพื่อปลูกถ่ายในร่างปกปักษ์ และเริ่มทำการผ่าตัดก่อนที่เขาจะหมดลม

แต่ก็ช่างเถอะ ปกป้องหมดแรงจะคิดแล้ว เขาปล่อยตัวลงบนเตียง บอกทั้งสองว่าต้องการพักผ่อน ก่อนจะได้ยินคำพูดชัดเจนว่า “รีบกลับมาทำงานนะ” ตามด้วยเสียงปิดประตูดังปึง

 

ผ่านไปสองวันที่ได้สติ กระบวนการต่างๆ ผ่านไปด้วยดี

ปกป้องพิจารณาดูร่างกายของตนเองในห้องน้ำ กระจกบานสูงนั้นเผยให้มองเห็นทั้งตัว ต่างจากห้องพักผู้ป่วยอื่นๆ ที่เคยเห็นมา

ทิวทัศน์โดยรอบก็ต่างออกไป เขาเป็นคนตัวสูงโปร่งก็จริง แต่เวลานี้รู้สึกเหมือนจะสูงขึ้นอีกสักสิบเซ็นได้

นอกจากนั้นแล้วไม่มีสิ่งใดที่รู้สึกผิดปกติเลย ราวกับกำเนิดมาในร่างนี้ตั้งแต่ต้น เมื่อไม่กี่นาทีก่อนแพทย์เพิ่งแจ้งว่าผลการเชื่อมคลื่นสมองกับร่างกายนั้นเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ

หน้าตาของเขาไม่ใช่เขาอีกต่อไป ร่างกายก็ไม่ใช่ มีเพียงความทรงจำเท่านั้น

เมื่อลองมองอย่างละเอียดอีกครั้งแล้วขยับตัวด้วยท่าทีแปลกๆ…ก็ตามเดิม ไม่มีความรู้สึกสักนิดว่าเคยเป็นร่างของผู้อื่น นวัตกรรมบางอย่างก็ช่างเลิศล้ำและน่าสะพรึงกลัวในเวลาเดียวกัน ปกป้องแอบขนลุกเมื่อลองคิดถึงความเป็นไปได้ด้านลบของการสลับจิต

อันที่จริงทางดวงตาและปกปักษ์ก็อยากจะผลักดันให้เทคโนโลยีของ การ์ด แอนด์ ลิงก์ ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการ A MIND มาโดยตลอด แต่เขาไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นกับตนเองแบบนี้

จ้องตัวเองอีกครั้ง โทสะก็พลันระเบิดออกมา กำปั้นของเขาพุ่งตรงไปที่กระจก!

แต่ปกป้องก็หยุดยั้งเอาไว้ได้ทัน

เขาเริ่มตะโกนแบบไร้เสียง กดความปวดร้าวเข้ามาในอก และทรุดตัวลงนั่งกับพื้นกระเบื้องขาว

ทำไมเขาต้องฟื้นขึ้นมา ทำไมละ ยังมีอีกหลายล้านคนที่ควรได้รับโอกาสนี้…ไม่ใช่เขา…

 

เดินออกมาจากห้องน้ำ ปกป้องก็ต้องสะดุ้ง เมื่อพบว่าเยื้องไปทางขวาตรงข้ามกับโทรทัศน์ มีชายคนหนึ่งกำลังนั่งไขว่ห้างบนเก้าอี้รับแขกตัวยาวรอเขาอยู่

ผมยาวสลวย ชุดเบลเซอร์สีแดงและกางเกงรัดรูป หน้าตามีเสน่ห์ต่อทุกเพศทุกวัย ปกป้องรู้จักเขา

อลิน ริช ผู้ฟื้นสติรายแรกของโลก…

“ยินดีที่ได้รู้จักครับ คุณปกป้อง” อลินลุกปรี่เข้ามาขอจับมือ ท่าทางเข้าถึงง่ายนั้นทำให้เขาเผลอยื่นมือออกไปจับในทันที

“ผมชื่ออลิน ริช และคุณคงจะรู้จักดีอยู่แล้ว แหม ก็ทำงานในวงการนวัตกรรมประยุกต์เหมือนกัน” อลินจ้อไม่หยุด แต่น่าแปลกที่ฟังแล้วเคลิ้มตามอย่างไม่รู้ตัว “ผมรับหน้าที่ในการแนะนำรายละเอียดเพิ่มเติมของโครงการและข้อปฏิบัติอื่นๆ สำหรับผู้ฟื้นสติให้กับคุณ”

“ครับ” เขาตอบได้แค่นั้น รู้ดีว่าอลินนั้นแม้จะดูภายนอกคล้ายอยู่ในวัยเดียวกัน แต่จิตและวิญญาณภายในคือชายกลางคนที่ผ่านโลกมาพอสมควร

อลินหยิบบัตรที่มีหน้าของปกป้องและคิวอาร์โค้ดพิมพ์อยู่ออกจากกระเป๋าด้านนอกของเบลเซอร์ “ข้อมูลอื่นๆ ที่ควรรู้ก็อยู่ในนี้แล้ว แต่ผมจะอธิบายปากเปล่าไปก่อน อ้อ แล้วจะส่งแฟ้มข้อมูลเป็นเอกสารมาให้ทีหลัง ส่วนอันนี้…” เขาหยิบนามบัตรส่วนตัวมาให้

“เห็นว่าเราถนัดเรื่องในสายคล้ายๆ กัน เลยอยากสนิทกันไว้ มีอะไรก็ติดต่อมาได้นะครับ” อลินว่าด้วยน้ำเสียงร่าเริง จากนั้นจึงเชิญเขามานั่งบนเตียง แล้วเริ่มสาธยายเข้าเรื่องต่อ

อลินอธิบายอย่างชัดเจนทีเดียว รายละเอียดนั้นเขาพอทราบดีอยู่ ส่วนเรื่องข้อปฏิบัตินั้นก็เข้าใจง่าย หลักๆ แล้วไม่มีอะไรมาก เช่น ห้ามอาหารบางอย่างในช่วงสามเดือนแรก ไม่ใช่เพราะจะเกิดปฏิกิริยาต่อต้านอะไร แต่จะทำให้ท้องอืดและปวดหัว ที่เหลือก็พวกยาที่ต้องทานสักระยะเพื่อไม่ให้เกิดอาการบ้านหมุน

แทบไม่มีข้อห้ามเชิงพฤติกรรมสักนิด ราวกับมั่นใจว่าเขาคือปกป้องตัวจริง ไม่ใช่นักโทษประหารที่เคยเป็นเจ้าของร่างนี้ เมื่อนึกถึงตรงนี้เล่นเอาแอบรู้สึกกลัวเล็กน้อย

“ช่วงแรกของการสลับจิตนั้นสมองจะทำงานหนักมาก ต้องพักผ่อนให้พอด้วยนะครับ” อลินพูดด้วยรอยยิ้ม ส่วนปกป้องนั้นรู้ตัวว่าหน้ามุ่ยทีเดียว

“ถ้าคุณกังวลเรื่องคดี…ตำรวจกำลังไล่ตามจับคนร้ายที่ยิงคุณอยู่ ดูท่าจะเป็นฆาตกรที่หลบหนีมาจากแถวพิษณุโลก ยุคสมัยนี้น่ากลัวนะครับ” อลินทำท่าเห็นใจ

ปกป้องเกาหัว เขาจำใบหน้าของคนร้ายไม่ได้สักนิด คงเพราะอาการเสียเลือดกระมัง หน้าตาของกลุ่มเด็กผู้หญิงที่วิ่งหนีคนร้ายก็เลือนหายไปจากความทรงจำหมดแล้ว อาจจะมีข่าวในโลกอินเทอร์เน็ตอยู่ แต่คิดว่าตอนนี้ตนคงไม่กล้ากลับไปอ่านข่าวหรอก

“แล้วมีใครบาดเจ็บอีกไหมครับ” เขาถามอลิน อาจเพราะความห่วงใยในเด็กสาวคนนั้นยังค้างคาหรือเปล่า

“ไม่มีนะครับ พอคุณถูกยิง คนร้ายก็วิ่งหนีไป คงเพราะมีรถตำรวจผ่านไปแถวนั้นพอดี เห็นว่าเป็นเรื่องคดีอื่นน่ะครับ กว่าจะมีคนมาพบคุณ และกว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจและพยาบาลจะไปถึงในสวน คุณก็…โคม่าไปแล้ว โชคดีมากที่เราสามารถเก็บข้อมูลสมองของคุณได้ทันเวลา ต้องขอบคุณกรฤทธิ์กับคุณดวงตานะครับที่…”

ปกป้องไม่รอให้อลินกล่าวจบ และแทรกถามในทันที “นักโทษประหาร ไม่สิ ผู้เป็นตัวแทนที่สลับจิตกับผม เขาเป็นใครหรือครับ”

อลินยังยิ้มสดใส แต่สายตานั้นเปลี่ยนไป “ขอโทษด้วยนะครับที่เราไม่สามารถให้ข้อมูลได้จริงๆ”

ปกป้องพยักหน้า เป็นกฎหลักของการสลับจิตอยู่แล้ว ไม่ใช่เพราะกลัวความทรงจำจะกลับมา แต่กลัวว่าจะเกิดประเด็นด้านศีลธรรมอื่นๆ เรื่องนี้เขาก็เห็นด้วย เพียงแต่ในใจยังสงสัยในประสิทธิภาพของการสลับจิตอยู่ดี และอีกอย่าง…

เขารู้สึกราวกับแย่งชิงชีวิตใครสักคนหนึ่งมาเลย มันเป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือเปล่านะ ในขณะเดียวกันอลินยังจ้อต่อไป

“รู้ไหมครับว่าการทดลองที่ต่างประเทศยังระบุเลยว่าระบบของเครื่องนี้สามารถสลับไปถึงวิญญาณเลยทีเดียว สบายใจขึ้นใช่ไหมครับ นั่นเท่ากับว่าตัวคุณคือตัวคุณจริงๆ ไม่ใช่แค่ความทรงจำเพียงอย่างเดียว” อลินพูดจบก็ยิ้มให้เขา รอยยิ้มนั้นสดใสแต่กลับทำให้รู้สึกปวดใจอย่างไม่ทราบสาเหตุ

“มีโอกาสไหมที่ผมจะถูกริบความทรงจำคืน” ปกป้องถามออกไปโดยไม่คำนึงถึงกาลเทศะ

พริบตานั้นดวงตาของอลินกลับแข็งกร้าวในทันใด และผ่อนลงอีกครั้งในเสี้ยววินาที “อย่าไปคิดเรื่องบ้าๆ อย่างนั้นเลย พักผ่อนเถอะ”

อลินทำหน้าว่าหมดธุระแล้ว ก่อนจะลุกขึ้น เขาก็ลุกตามเพื่อไปส่งที่ประตู

เรื่องบ้าๆ งั้นหรือ แสดงว่ามีโอกาสสินะ เขาแอบคิดในใจ

ก่อนจะออกจากห้อง อลินหันกลับมาอีกครั้ง แล้วกล่าวเคร่งขรึม

“คุณอาจกำลังลังเลเกี่ยวกับชีวิตใหม่ ผมไม่รู้ตื้นลึกหนาบางว่าคุณผ่านเรื่องอะไรมา แต่จะขอบอกอะไรสักอย่าง” ว่าแล้วก็จ้องตาปกป้อง ส่งรอยยิ้มให้อีกครั้ง

“คนเราบางทีก็ต้องตายสักครั้งหนึ่ง จึงจะได้ใช้ชีวิตนะครับ”

ปกป้องตาค้างกับประโยคนั้น รู้ตัวอีกทีอลินก็ออกไปแล้ว แต่ยังจดจำสายตาสุดท้ายของอลินได้ ราวกับจะบอกเขาว่า เชื่อเถอะ…เพราะผมเองก็เป็นเช่นนั้น

 

อากาศในห้องที่เขายืนอยู่ช่างหนาวเหน็บ แสงไฟส่องพอให้ทราบว่าทุกทิศทางนั้นแทบไร้สีสัน แถมยังส่องสะท้อนกับผนังด้านหนึ่งซึ่งมีตู้สีเงินวางเรียงรายกันเต็ม มันคือห้องเก็บศพของโรงพยาบาลในเครือ A MIND

วิริยะในชุดสูทดำโศกเศร้าเมื่อเห็นผู้เป็นเหมือนกับพี่ชายนอนหลับตานิ่งอยู่บนเตียงสเตนเลสเงาวาว

เอ็ดเวิร์ดเขาครางภายในใจ คุณทำงานหนักและเคร่งเครียดเกินไป กดดันทั้งตนเองและคนอื่นเกินไป ความเชื่อมั่นในความสมบูรณ์แบบนี้เองที่พรากคุณไปจากพวกเรา

ในวันที่อลินแจ้งข่าว วิริยะแทบจะพ่นไวน์ชั้นดีออกจากปาก ตกใจแทบสิ้นสติ ในใจปั่นป่วนไปหมด

บางส่วนเสียใจจนแทบแตกสลาย

ทว่าบางส่วนนั้นกลับยินดี

…ไม่คิดเลยว่าวันที่แอบฝันจะมาถึงเร็วขนาดนี้ แม้จะรู้สึกผิดบาปแต่ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาจากในส่วนลึก

 

สิ่งที่เอ็ดเวิร์ดพูดกรอกหูเขาและผู้ร่วมงานทุกวันยังคงสลักแน่นในจิตวิญญาณ

ความผิดพลาดคือความล้มเหลว และความล้มเหลวต้องถูกคัดออก แค่คิดก็แทบจะหัวเราะออกมา กฎไร้สาระพรรค์นี้น่ะหรือที่จะขับเคลื่อนสังคมในภายหน้า ช่างไร้ความยืดหยุ่น เถรตรงราวกับไม้บรรทัด เพราะอย่างงี้ไงเล่าจึงได้แต่ถ้วยรางวัล เงินทุนที่ได้รับก็เอาไปโปรยกับการตรวจเช็กมาตรฐานการวิจัยไร้สาระ และนำที่เหลือมากระจายสู่คนทำงานอย่างขัดสน

วิริยะร่วมงานกับเอ็ดเวิร์ดมาแล้วหลายสิบปี บัดนี้เขาเข้าสู่วัยเลขหก ร่างกายอาจจะแย่กว่าคนในช่วงอายุเดียวกัน แต่ใจนั้นยังร้อนแรง กรรมการและผู้ถือหุ้นคนอื่นเลือกเขาเป็นตัวแทนของเอ็ดเวิร์ด ช่องทางด้านสัญญาและกฎหมายก็ไม่มีปัญหาอะไร ดูท่าเอ็ดเวิร์ดจะไม่ได้ตั้งเกณฑ์เรื่องผู้สืบทอดเอาไว้ คงเพราะมั่นใจในความดีงามของวิริยะกับอลิน ริช หรือไม่ก็คิดว่าตัวเองจะอยู่อีกยาวนาน

เขาก้มตัวไปจูบที่หน้าผากของพี่ชายต่างสายเลือด เขาคิดเช่นนั้นจริงๆ และรู้ดีว่าโลกเสียคนสำคัญไปแล้ว จากนี้จะเป็นหน้าที่เขาในการสืบทอดเจตนารมณ์ของอดีตประธานเอ็ดเวิร์ดต่อไป

“ผมจะทำให้ดีที่สุด” เขากล่าวกระซิบที่ข้างหูร่างไร้วิญญาณ

น่าเศร้าที่เขาไม่อาจนำร่างของเอ็ดเวิร์ดเข้าสู่กระบวนการสลับจิตได้ เนื่องเพราะเป็นการตายด้วยโรคทางกายภาพ มิใช่เพราะถูกสังหารจากคดีร้ายแรง…กฎอันเข้มงวดของเอ็ดเวิร์ดนั้นย้อนกลับไปเป็นข้อแม้ให้กับตัวเองอย่างคิดไม่ถึง

อันที่จริง ที่ผ่านมาโครงการนี้ก็ไม่ได้ใสสะอาดและบริสุทธิ์อย่างที่เอ็ดเวิร์ดคิดหรอก เพียงแต่ไม่มีใครอยากให้ประธานผู้เข้มงวดทราบก็เท่านั้น และหากต้องการทำจริงๆ เขาก็สามารถยัดเอ็ดเวิร์ดเข้าสู่การสลับจิตได้โดยไม่ยาก

แต่ก็ไม่ทำ…เพราะปัญหาจะยิ่งเพิ่มทวี เป็นอย่างนี้แหละดีแล้ว ขุนพลแก่ที่ตามโลกไม่ทันก็ต้องจากไป

วิริยะกล่าวลา กลัดกระดุมเสื้อสูท และออกจากห้องไปโดยไม่หันมามองร่างของเอ็ดเวิร์ดอีก

 

ล่า เลือน รัก ครับ” เสียงทุ้มจากชายรูปงามช่างน่าฟัง แต่นั่นไม่ใช่คำตอบที่เธอต้องการ

เอ๋! สิ่งที่ได้ยินทำให้ วาววา ถึงกับชะงัก ปากกานั้นหยุดนิ่งที่ปึกเอกสารซึ่งถูกหนีบไว้กับบอร์ดในมือ

หญิงสาวในชุดกาวน์สีขาวที่สวมทับเสื้อเชิ้ตรู้สึกแน่นกลางอก เธอขยับเก้าอี้ให้ใกล้กับเตียงที่ชายตรงหน้านอนอยู่ หวังว่าระยะที่ร่นเข้าจะช่วยให้ฟังชัดเจนขึ้น กลืนน้ำลายอีกครั้ง แล้วเอ่ยถามด้วยเสียงสั่น

“หนังสือที่คุณชอบที่สุด?”

ล่า เลือน รัก…ครับ” ปกป้อง ปักษ์ดนูในร่างของ ธาดาร์ โพ้นวิไสย ตอบชัดถ้อยคำ แม้ใบหน้าหล่อลากดินนั้นยังคงมีสีหน้าสงบนิ่ง แต่หากมองเข้าไปจะเห็นแววงุนงงสะท้อนอยู่ในดวงตากลมโตคู่นั้น

“มีอะไรหรือเปล่าครับ” เสียงของปกป้องราบเรียบไร้โทน ปนไปกับความสะลึมสะลือเพราะตัวยาที่ได้รับ

“ไม่มี ไม่มีค่ะ” วาววารีบตอบทันควัน ก่อนจะเลื่อนเก้าอี้มาที่จอคอมพิวเตอร์ข้างตัว กดที่แป้นพิมพ์สองสามครั้ง ข้อมูลที่ต้องการก็ปรากฏ…

และนั่นยิ่งชี้ชัดว่าเกิดเรื่องขึ้นแล้ว

วาววากลืนน้ำลายหนืดอีกครั้ง งานของเธอนั้นน่าปวดหัวก็จริง แต่มันไม่ควรจะเป็นเช่นนี้…หญิงสาวถอดแว่นหนาวางบนโต๊ะแล้วนวดบริเวณหัวตา หน้าร้อนผ่าวแต่มิใช่ด้วยผิวแห้งกร้านขาดการบำรุง เพราะเรื่องนั้นเธอชินไปแล้ว แต่เป็นเพราะปัญหาที่กำลังประสบอยู่ต่างหาก

 

การทดสอบย้อนกลับ คือการตรวจสอบความทรงจำพื้นฐานของผู้ได้รับการสลับจิต

ขั้นตอนแรกคือการเก็บข้อมูล เริ่มต้นจากการฉีดยาชนิดพิเศษเข้าสู่ร่างกายของผู้ฟื้นสติซึ่งจะเริ่มภายในสิบวันหลังจากการสลับจิต ตัวยาดังกล่าวจะส่งผลให้เกิดอาการมึนงง และรบกวนวงจรในสมองให้ตอบแต่ความจริงออกมา จากนั้นจึงถามคำถามส่วนตัวของผู้ฟื้นสติ เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการตรวจสอบความทรงจำ จากนั้นจึงนำไปตรวจเช็กกับข้อมูลที่ทางญาติผู้ฟื้นสติส่งมอบมาให้เพื่อสรุปข้อมูลแท้จริง หากไม่ตรงกันก็ตัดส่วนนั้นออกไป เพราะบางครั้งผู้เป็นญาติก็ไม่ทราบรายละเอียดส่วนลึกหรอก มีหลายครั้งที่ฝั่งญาติผู้ฟื้นสตินั้นไม่มีข้อมูลพื้นฐานให้ด้วยซ้ำ

กรณีนี้ก็เช่นกัน นั่นเท่ากับว่าต้องพึงพาข้อมูลที่ได้จากการฉีดยาเพียงอย่างเดียว

ขั้นต่อมาคือกระบวนการทวนความทรงจำภายหลังจากครั้งแรกประมาณสองสัปดาห์ โดยทำการฉีดยาตัวเดิมอีกครั้ง และสอบถามคำถามที่เคยบันทึกไว้ เพื่อเช็กดูว่าความทรงจำนั้นเป็นของผู้ฟื้นสติเพียงอย่างเดียวหรือไม่ และร้อยทั้งร้อยก็ได้ข้อมูลที่ตรงกัน

จากนั้นตรวจสอบว่ามีส่วนใดบ้างที่ตรงกับความทรงจำของผู้เป็นตัวแทนอย่างมีนัยสำคัญ แน่นอนว่าก่อนหน้านี้ตัวคนร้ายก็จะถูกฉีดยาประเภทเดียวกันเพื่อเก็บข้อมูลก่อนทำการสลับจิต

ซึ่งผลการตรวจที่ผ่านมานั้นก็แทบจะไม่มีทางตรงกันเลย

ที่เหลือก็แค่ผู้ฟื้นสติกินยาที่มีผลทำให้ลืมการทดสอบในครั้งนี้เท่านั้น ตัวยาจะลบความทรงจำระยะสั้นออกไป แล้วทุกอย่างก็จบ รอเวลานัดมาตรวจสอบใหม่อีกเป็นระยะ

แน่นอนว่ายังมีการทดสอบความทรงจำอีกหลายร้อยขั้นตอน แต่กระบวนการนี้ก็ยังถือว่าเป็นหนึ่งในขั้นตอนที่สำคัญที่สุด

…และผู้ฟื้นสติรายที่ ๔๖ นี้เพิ่งจะตอบคำถามผิดไป

เธอยังจำคำตอบเดิมของเมื่อคราวที่แล้วได้ชัดเจน บันทึกในมือและคอมพิวเตอร์ก็ตรงกับที่จำได้ ในคราวแรกที่สอบถาม ปกป้องตอบตรงตามความทรงจำดั้งเดิม และหนังสือที่เขาชื่นชอบเป็นนิยายรักชื่อ เพราะดวงอาทิตย์นั้นเป็นสีขาว ไม่ใช่เรื่องล่า เลือน รัก อะไรนั่น

สองเดือนที่ผ่านมามีการตรวจสอบแล้วสามครั้ง และครั้งก่อนๆ ยังตอบถูกอยู่เลย เธอแอบมองดวงตาของเขา มันไม่มีวี่แววสับสนหรือโกหกพกลมอยู่สักนิด

หรือว่าทำงานเยอะเลยลืม หรือไม่ก็เพราะเปลี่ยนรสนิยมกระมัง อาจเป็นข้อผิดพลาดจากคำถาม…คำตอบข้ออื่นอีกเป็นร้อยก็ถูกต้องนี่

แต่เขาตอบผิด แถมคำตอบนั้นยังไปตรงกับคำตอบของผู้เป็นตัวแทนอีก

แค่ข้อเดียวเองนะ อาจจะไม่มีอะไรก็ได้ แค่บังเอิญเปลี่ยนแนวไปชอบหนังสือเล่มเดียวกับฆาตกรต่อเนื่องก็เท่านั้น เธอพยายามหลอกตัวเอง

แต่ความพยายามนั้นก็ไม่สำเร็จ สังหรณ์ของวาววาแจ้งเตือนว่า ความผิดปกติขั้นรุนแรงได้เกิดขึ้นแล้ว!

 

ปกป้อง ปักษ์ดนูกลับไปได้สักพัก เธอแจ้งว่าจะส่งผลการตรวจไปยังอีเมลของเขา

เวลาสามทุ่มเศษ วาววาไม่คิดจะกลับบ้าน แต่กลับนั่งงมที่หน้าคอมพิวเตอร์ เธอเปิดไฟล์อย่างละเอียดของธาดาร์ขึ้นมาอ่านอีกครั้ง หน้าจอแสดงภาพของหนุ่มรูปงามวัยยี่สิบห้า

แววตาชวนฝัน โครงหน้าได้รูป ผมยักศกได้ทรง ลักยิ้มที่แก้มทั้งสองคงหลอกตาให้ดูเป็นคนจิตใจดี แต่ภายในคือปีศาจที่ทั้งฆ่า ฉ้อโกง ปล้นทรัพย์ แถมยังอำพรางคดีได้อย่างแนบเนียนอีก

วาววาอ่านไปกลัวไป เหงื่อท่วมกายยามที่ซึมซับข้อมูลตรงหน้า

…๓ ปี ๑๘ คดี ๒๘ ศพ นั่นเฉพาะที่หาหลักฐานเชื่อมโยงได้ว่าเขาเป็นคนทำนะ แถมยังใช้หน้าตาหล่อๆ นั่นหลอกลวงคนเพื่อหาเงินอีกนับไม่ถ้วน ประหารสิบรอบยังไม่พอชดใช้ความผิดเลย เธอรู้สึกได้ว่าธาดาร์คือตัวอันตรายร้ายแรง

ตามปกติแล้วการจะหานักโทษที่ตรงตามหลักเกณฑ์การสลับจิตได้ ต้องผ่านกระบวนการนับร้อยขั้นตอน แต่เมื่อประธานวิริยะขึ้นมาดูแลแทนอดีตประธานเอ็ดเวิร์ด หลายอย่างก็เปลี่ยนไปราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ หรือไม่ก็มากกว่านั้นเสียอีก…

หลักพื้นฐานข้อหนึ่งคือ A MIND จะไม่นำเอาฆาตกรหรือคนร้ายที่มีความฉลาดจนโดดเด่นมาเป็นตัวเลือกแรก นอกเสียจากเหตุสุดวิสัยหรือแน่ใจแล้วว่าไม่มีผลกระทบ แน่นอนว่าธาดาร์ก็ผ่านเกณฑ์มาอย่างได้ แต่…อย่างฉิวเฉียด ซึ่งอันที่จริงการเลือกเขาก่อนตัวเลือกอื่นๆ ที่เหมาะสมกว่าก็สามารถสร้างกรณีพิพาทได้เลย

แต่กระนั้นทางผู้ใหญ่ของโครงการก็เลือกธาดาร์ ส่วนสาเหตุน่ะหรือ เพราะการทดสอบศักยภาพของนักโทษนั้นกินเวลาและเม็ดเงินมหาศาล ธาดาร์เป็นตัวทดสอบแรกของการสลับจิตครั้งที่ ๔๖ เมื่อพบว่ามีคุณสมบัติพอจะผ่านได้ ทางประธานวิริยะก็สั่งให้หยุดการทดสอบนักโทษรายอื่น และประกาศลงมติให้ใช้ธาดาร์เป็นตัวแทนของปกป้อง ปักษ์ดนูทันที

การกระทำนั้นประหยัดงบให้โครงการมหาศาล และการที่ปกป้องได้เข้าเป็นผู้ฟื้นสติ ส่วนหนึ่งก็เพราะเส้นสายและผลประโยชน์นั่นเอง…วิริยะพิสูจน์แล้วว่ามีความสามารถในการดูแลการเงินมากกว่าเอ็ดเวิร์ดอย่างเห็นได้ชัด

ในช่วงที่เอ็ดเวิร์ดอยู่ เส้นสายเหมือนเรื่องเล่าในนิยายสยอง โหดร้ายและไม่น่ามีอยู่จริง แต่ในเวลานี้ทุกอย่างก็เผยให้เห็นแล้วว่ามันแฝงตัวอยู่ในโครงการนี้มาตลอด และมันจะไม่มีวันจางหายไปไหน

แน่นอนว่าประชาชนหลงลืมรายละเอียดของโครงการไปแล้ว และหันมาสนใจแต่ผลลัพธ์ โดยเฉพาะตัวอย่างชั้นดีอย่างอลิน ริช หลายปีมานี้จึงแทบไม่มีใครสืบสาวเรื่องราวเชิงลึกอีก กระแสในโลกออนไลน์ก็แค่ ดับๆ ติดๆ ในช่วงเวลาสั้นๆ

วิริยะมองขาดในจุดนี้ จึงประหยัดเวลาและทุนไปได้มหาศาล เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่วาววาได้ขึ้นเงินเดือน พนักงานคนอื่นก็ซึ้งใจวิริยะเช่นกัน

มันไม่ใช่งานที่เงินดี จนกระทั่งในปีนี้…วาววาแอบคิด

และมันจะต้องไม่ถูกยกเลิกเป็นอันขาด เธอจะปกป้องงานของตัวเองไว้ ไม่ว่าต้องทำอย่างไรก็ตาม

 

เมื่อพักฟื้นผ่านไปเกือบสามเดือน ปกป้องกลับมาทำงานอีกครั้งในตำแหน่งเดิม ทีแรกเขากลัวว่าจะสร้างความลำบากใจแก่เพื่อนร่วมงาน และแอบคิดว่าต้องพึ่งการศัลยกรรมแน่นอน แต่ทางพ่อกับแม่ไม่เห็นด้วย ทั้งสองกล่าวว่า ‘ทำไมต้องเอาสมองไปเสี่ยงกับยาสลบด้วย ฟื้นมาได้ก็ดีแล้ว’ ซึ่งเขาเองไม่อยากเถียง รู้ดีว่าทั้งสองกลัวจะเสียมันสมองของนักวิจัยหลักไป อีกอย่าง ช่วงที่เขาพักฟื้นนั้นมีงานกองเต็มไปหมด ทั้งคู่คงอยากให้กลับมาเร่งสะสางงานมากกว่าจะสนใจรูปลักษณ์ภายนอก

ครั้นลงมือทำงานจริงก็ต้องแปลกใจ ปรากฏว่าไม่มีใครสนใจใบหน้าที่เปลี่ยนไปของเขาด้วยซ้ำ คงเพราะคำสั่งของพ่อและแม่กระมัง แต่คิดอีกทีก็เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว…ทั้งคนที่มาสนิทหรือเข้าใกล้เขา ทั้งหมดจะถูกตำหนิรุนแรงโดยปกปักษ์

ที่แย่กว่าการคืนชีพ คือท่าทีของเพื่อนร่วมงานที่เหมือนเดิมทุกอย่าง เพราะนั่นเท่ากับว่าถึงจะมีใครมาเปลี่ยนกับเขา หรือถึงเขาจะหน้าตาเปลี่ยนไป ก็ไม่มีคนสนใจอยู่ดี พูดอีกอย่างคือทุกคนไม่เคยมีเขาอยู่ในสายตา ของแบบนี้หากไม่เจอกับตัวเองคงจินตนาการไม่ออก หรือไม่ก็คิดว่ามีแต่ในเรื่องเล่าเท่านั้น

เอาเถอะ…แบบนี้แหละดีแล้ว ปกป้องกล่าวกับตนเองด้วยรอยยิ้ม

เมื่อนั่งทำงานในห้องวิจัยที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์และเครืองมือได้สักชั่วโมง หัวของปกป้องก็หมุนไปหมด มองออกไปนอกระเบียงกระจกพบว่าอาคารข้างๆ ที่ด้านบนเป็นร้านอาหารนั้นปิดซ่อมแซม แถมยังส่งเสียงวิ้งๆ น่าปวดหัว อันที่จริงในอีกไม่กี่สัปดาห์ อาคารการ์ด แอนด์ ลิงก์แห่งนี้ก็จะปิดปรับปรุงหลายส่วนเหมือนกัน เห็นว่าจะออกแบบใหม่ให้โมเดิร์นขึ้นโดยไม่แก้โครงเดิม เขาไม่มีหัวด้านศิลปะจึงได้แต่เออออไป และถึงจะขัดก็คงไม่มีใครฟัง

ผ่านไปอีกหลายนาทีเสียงยิ่งน่ารำคาญขึ้น ลอดเข้ามาในหูฟังด้วยซ้ำ ปกป้องรู้สึกหงุดหงิดจนทำงานต่อไปไม่ไหว จึงตัดสินใจหยุดสักพัก

เขาเดินไปที่มุมห้องวิจัยซึ่งถูกฉากไม้บิลต์อินกั้นไว้เป็นห้องสมุดส่วนตัว ภายในเป็นโลกที่เขาสบายใจ โลกที่ล้อมรอบด้วยชั้นหนังสือ

มุมนี้เสียงเบาลงเยอะ ปกป้องเริ่มผ่อนคลายขึ้น แม้จะยังมีเสียงกวนใจอยู่บ้างก็ตาม ถ้าจะมีสิ่งใดที่เป็นผลเชิงบวกจากการสลับจิต ก็คงเป็นการที่มีโอกาสมานั่งอ่านนิยาย ฟังเพลง หรือกลับมาเริ่มงานค้นคว้าส่วนตัวอีกครั้ง แม้จะไม่ได้โหยหาขนาดนั้นก็ตาม

แต่แปลกจัง ไม่ว่าจะมองหาที่มุมไหนก็ไม่พบหนังสือที่ตนชอบเลย

แม้จะอ่านทะลุปรุโปร่งแล้ว แต่หากหนังสือหายไปก็คงรู้สึกไม่ดี…

ทว่าหาอย่างไรก็ไม่พบนิยายเรื่อง ล่า เลือน รัก เขาลองไล่ไปตามตัวอักษรอีกครั้งแต่ก็ไม่เจอที่ใกล้เคียงเลย

ก่อนจะสังเกตอะไรได้อย่างหนึ่ง ในชั้นนิยายรอบตัวนี้ มีเพียงนิยายรักโรแมนติกเท่านั้น

ใช่แล้ว มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เขาเป็นแฟนนิยายรักมาตั้งแต่สมัยเด็กแล้ว ถึงตัวเองจะไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับเรื่องรัก ๆ ใคร่ๆ ในชีวิตจริงเลยก็ตามเถอะ แต่เรื่องที่เขาตามหา กลับเป็นนิยายสืบสวนปนสยองขวัญ ซึ่งแม้จะโด่งดังพอสมควร แต่มันไม่มีทางมาอยู่ในชั้นหนังสือของเขาแน่

ปกป้องเผลอเอามือป้องปาก สังหรณ์ในหัวส่งสัญญาณเตือนเร่งด่วน

จะมีการซักถามเรื่องราวส่วนตัวเพื่อทดสอบความทรงจำของผู้ฟื้นสติทุกสองสัปดาห์ หรือไม่ก็ห่างกว่านั้น แม้จะจำคำถามไม่ได้เพราะถูกให้กินยาก็เถอะ แต่มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปในชีวิตและรายละเอียดปลีกย่อยที่แสดงถึงตัวตนของเขาเอง รายละเอียดของงานที่มีแต่ปกป้องที่ทราบ ความสัมพันธ์ รวมไปถึงรสนิยม…

หากมีการถามถึงนิยาย ก็คงตอบไปว่าเป็นเรื่องเพราะดวงอาทิตย์นั้นเป็นสีขาว อย่างไม่ต้องสงสัย

แต่ตอนนี้ในใจหนึ่งกลับรู้สึกชอบนิยายเรื่องล่า เลือน รัก มากที่สุดแทน และเขามั่นใจแล้วว่าตนเองไม่เคยอ่านด้วยซ้ำ

เราตอบอะไรออกไป เมื่อถูกคุณเจ้าหน้าที่ถามในวันนั้น…

ไม่สิ ปกป้องส่ายหัว คิดไปก็เท่านั้น หากเกิดการตอบผิดขึ้นมาจริงๆ ป่านนี้คงถูกเรียกไปคุยตั้งแต่วันนั้นแล้ว ว่าแล้วเขาก็หัวเราะออกมา จากนั้นจึงนิ่งไป

…แล้วความชื่นชอบนี้มันมาจากไหนกัน

ยังไม่ทันได้หาคำตอบ ก็ได้ยินเสียงของใครสักคนเรียกชื่อเขาจากนอกเขตฉากไม้กั้น คนที่มีบัตรผ่านเข้ามายังห้องวิจัยนี้ได้มีไม่กี่คน และแขกที่ไม่ได้รับเชิญคือปกปักษ์นั่นเอง พี่ชายดูผอมลงและอิดโรย แต่ความกร่างนั้นยังคงมีเท่าเดิม

“โอ้โฮ หน้าตาหล่อขึ้นเยอะแฮะ” ปกปักษ์เดินเข้ามายังพื้นที่ส่วนตัวของปกป้อง ก่อนจะเขย่งตัวแล้วฟาดที่หัวเขาอย่างสนิทสนม เกิดเสียงดังผัวะ

พริบตานั้นเองที่มีบางอย่างในหัวปะทุขึ้นมา กำปั้นหนาของเขาเหวี่ยงขึ้นจากด้านล่างแทบจะในทันทีที่เสียงฟาดหัวดังขึ้น

และมันไปหยุดที่ปลายคางของพี่ชายได้ทันท่วงที

ปกปักษ์ที่ควรจะสถิตอยู่ในโรงพยาบาลตาค้าง อ้าปากเล็กน้อย ดูรู้ว่ากำลังหวาดกลัวกับหมัดที่เกือบสอยปลายคางของเขาเมื่อครู่

ปกป้องรีบชักมือกลับแล้วก้มหัวรัวๆ “ผมขอโทษ มันเผลอไปน่ะครับ”

แต่พี่ชายเริ่มโวยวายและลงมือตบตีเขาทั้งที่อายุก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้ว ร่างที่เตี้ยกว่าพยายามเขย่งเพื่อตบตี “มึงกล้าดียังไงคิดจะทำร้ายกู” มันตะโกนราวกับเด็กประถม เป็นการกระทำที่ไม่ต้องการให้เขาเจ็บปวด แต่ต้องการข่มและกดเขาเอาไว้ ให้ต้องแสดงความนับถือและยอมแพ้แก่พี่ชายที่ชื่อปกปักษ์คนนี้

จากนั้นปกปักษ์ก็หยุดไป หอบเหนื่อยสักพักก็สงบลง ราวกับกำลังรออะไรบางอย่างจากเขา

อ้อ ปกป้องคิดขึ้นมาได้ เขาลืมทำท่าหวาดกลัวเหมือนสมัยก่อน ว่าแล้วก็ยกสองแขนขึ้นป้องหัว ในขณะที่พี่ชายเริ่มทำท่าขู่จะตีต่อ มันเป็นอะไรที่น่าสมเพช แต่จำเป็นสำหรับการอยู่รอดของเขาและการอยู่ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย

“พี่ผอมลงไปเยอะ ผมเลยไม่รู้ว่าเป็นพี่ เห็นว่าพักฟื้นที่โรงพยาบาลอยู่ไม่ใช่หรือครับ” เขาจงใจพูดโกหกออกไป

ปกปักษ์หยุดมือค้างไว้ เริ่มมีท่าทีสบายใจขึ้น มันหัวเราะออกมาเสียงดัง “พอดีว่าเบื่อก็เลยแวะมาที่ทำงานสักหน่อยน่ะ ที่โรงพยาบาลมันไม่มีอะไรให้ทำเท่าไร และอย่างที่เห็นละ กูเองก็แข็งแรงดีขึ้นแล้ว”

พี่ชายมองหน้าและพิเคราะห์รูปร่างที่เปลี่ยนไปของปกป้อง เดิมทีต้องเขย่งอยู่พอควร มาวันนี้แทบจะต้องกระโดดเพื่อคุยกัน เจ้าตัวแสดงท่าทีไม่พอใจอย่างออกนอกหน้า ก่อนจะหันตัวเดินกลับออกไป

“คราวหน้าถ้ามึงคิดจะต่อยกู ได้เห็นดีกันแน่” ปกปักษ์พูดเสียงโกรธ “อย่าลืมนะมึง ที่ฟื้นสติขึ้นมาได้ก็เพราะพ่อแม่ของกูหรอก ไม่งั้นคนโง่ๆ อย่างมึงไม่มีทางได้รับเลือกแน่นอน”

ปกป้องกล่าวขอโทษไม่หยุดจนพี่ชายเดินออกจากห้องไป ในใจยังเต้นระรัว

เกือบไปแล้ว ที่ผ่านมาเขาแกล้งกลัวมาตลอด และก็ทำหน้าที่นั้นได้เป็นอย่างดีไม่มีบกพร่อง ทว่าเมื่อครู่มือขวานั้นเกือบต่อยออกไปแล้วจริงๆ

เมื่อพี่ชายพ้นจากพื้นที่ห้องวิจัยไปพักหนึ่ง ความตกใจในพฤติกรรมของตนเองจางหายไป ความหงุดหงิดเริ่มหวนกลับมา

เอาตับกับไตกูไป แต่ไม่มีคำขอบคุณสักคำ…ปกป้องรู้สึกแย่อย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน แถมยังมีประโยคเด็ดของพี่ชายที่คอยวนเวียนในหัวอีก

ที่ฟื้นสติขึ้นมาได้ก็เพราะพ่อแม่ของกูหรอก

งั้นหรือ ก็สงสัยอยู่แล้ว ปกป้องยอมรับว่าตนฉลาดพอตัว แต่ไม่น่าจะถึงขั้นได้รับคัดเลือกให้ฟื้นสติ ที่แท้ก็เป็นเส้นสายของพ่อกับแม่สินะ ทั้งหมดเพื่อให้เขากลับมารับใช้ต่อตามหน้าที่ของลูกที่ดี

โครงการนี้แม่งก็หอกหักชะมัด ไหนเคยประกาศหนักแน่นว่าไร้เส้นสายไงล่ะวะ แค่คิดในใจ ความโกรธของเขาก็พุ่งขึ้นสูง ใบหน้ายิ้มเย้ยของพี่ชายปรากฏวนไปมาในสมอง ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะรู้สึกอยากฆ่าคนมากขนาดนี้

สิ่งที่น่าเจ็บปวดที่สุด ไม่ใช่เพราะนิสัยชั่วของพี่ชาย หากเป็นความสามารถของมันต่างหาก ปกปักษ์ได้ผลงานทุกอย่างของเขาไปครองโดยไม่ต้องทำอะไรก็จริง แต่ก็ไม่ได้โง่เง่าระดับที่ดูแลงานไม่ได้

ความสามารถในการบริหารของพี่ชายไม่เน้นการสร้างสรรค์ หากแต่เป็นการหารายได้จากผลงานคนอื่น เงินทุนที่ไหลเข้ามาในการ์ด แอนด์ ลิงก์ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะมัน เที่ยวเล่นสิบวัน เข้างานครึ่งชั่วโมงก็หาลู่ทางเรียกกำไรได้แล้ว นับเป็นอัจฉริยบุคคล ฉลาดยิ่งกว่าเขาเสียอีก

เมื่อคิดเช่นนั้นในสมองก็เริ่มผ่อนคลาย นั่นสินะ พี่ชายเป็นคนเก่งก็ต้องกร่างเป็นธรรมดา พ่อแม่จะรักปกปักษ์ก็เป็นเรื่องธรรมดา บริษัทนี้อยู่รอดได้ก็เพราะพี่ชาย…

ความอยากฆ่าเริ่มลดลงแล้ว ปกป้องหายใจเข้าจนลึกสุดปอด อารมณ์สงบลง

ยังมีเรื่องอื่นที่ต้องทำอย่างเร่งด่วน เขาย้ำในใจ

 

จากนั้นจึงเดินมานั่งหน้าโต๊ะคอมพิวเตอร์ที่มีเอกสารมากมาย เริ่มลงมือหาข้อมูลที่อยากทราบในโลกอินเทอร์เน็ต ก่อนหน้านี้เขาเกรงใจสิ่งที่อลิน ริชเตือนเอาไว้จึงไม่กล้าค้นหา แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว

หัวข้อที่ต้องการทราบคือ มาตรการรับมือหากความทรงจำของผู้เป็นตัวแทนกลับมาอีกครั้ง

ค้นได้ไม่นานปกป้องก็ต้องแปลกใจ ไม่น่าเชื่อที่ไม่มีหัวข้อประมาณนี้ในเว็บไซต์หลักของ A MIND เลย ในช่องทางอื่นก็ไม่มี แม้แต่เหล่าอินฟลูเอนเซอร์ที่สนับสนุนก็ไม่มีใครกล่าวถึงประเด็นนี้ ทั้งที่เป็นความรับผิดชอบต่อตัวโครงการแท้ๆ

มันเป็นประเด็นที่เคยถูกถามมากในอดีตนะ หรือว่าถูกลบทิ้งไปหมดแล้ว

เมื่อหาเท่าไรก็ไม่พบ ปกป้องจึงไม่มีทางเลือก เขาเปิดหน้าเพจที่รวบรวมไฟล์บทความและวารสารทางวิชาการที่เข้าถึงได้เฉพาะสมาชิกขึ้นมา

เมื่อค้นหาดูครู่เดียวก็พบบทความที่ต้องการ

‘สรุปร่างร่างกฎหมายและข้อบังคับ

การยกเลิกการฟื้นสติ : หนทางสุดท้ายสู่ความปรองดอง’

เยี่ยม! เขาดาวน์โหลดเอกสารมาอ่าน มีทั้งหมดเกือบร้อยหน้า แต่ตรงบทคัดย่อก็มีสรุปเอาไว้

“หากผู้ฟื้นสติมีพฤติกรรมก้าวร้าวผิดวิสัย มีท่าทีอันตราย หรือมีความทรงจำที่ผิดแผกไปอย่างมีนัยสำคัญ” ปกป้องออกเสียงเบาๆ “จะถูกทำการตรวจสภาพการเชื่อมโยงของจิตกับสมองอีกครั้งอย่างละเอียด และเมื่อสรุปได้ว่ามีการฟื้นคืนจิตหรือความทรงจำของผู้เป็นตัวแทน ผู้ฟื้นสติคนนั้นจะเข้าสู่กระบวนการเคลียริงทันที”

“เคลียริง ไม่ใช่ที่เกี่ยวกับเช็ก” เขาพึมพำแล้วอ่านข้อมูลแนบท้าย “แต่หมายถึงการล้างความทรงจำและจิตทั้งหมดทิ้ง”

ซึ่งก็คือตายนั่นแหละ…มิน่าเล่าจึงไม่มีใครอยากกล่าวถึงประเด็นนี้เท่าไร องค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องคงหัวหมุนแน่หากเกิดการเคลียริงขึ้นจริงๆ

แต่ในอีกแง่ก็ต้องยอมรับ นั่นสินะ อย่างไรเสียก็เป็นร่างของฆาตกรอยู่ดี

ข้อมูลต่อไปเป็นเรื่องของหน่วยงานที่รับผิดชอบในการรับมือกับผู้ฟื้นสติที่ก่อความเสียหายต่อสังคม โดยถูกเรียกว่า ‘หน่วยปราบปราม’ ขึ้นตรงกับฝ่ายตรวจสอบส่วนกลางพิเศษของประเทศ ปกป้องอ่านแล้วรู้สึกเหมือนพวกฮีโรในภาพยนตร์ แน่นอนว่าหน่วยงานนี้ไม่เคยออกปฏิบัติงานจริงสักครั้ง เรียกว่าตั้งขึ้นมาเพื่อเสริมบารมีเฉยๆ นั่นแหละ

เริ่มรู้สึกเครียดขึ้นมาแล้วสิ…ปกป้องตระหนักดีว่าตนกำลังเผชิญกับปัญหาใดอยู่ ทั้งเรื่องนิยายที่ชอบ เรื่องที่ตนเกือบจะต่อยพี่ชายตัวเอง ทั้งที่เกิดมาก็ไม่เคยมีเรื่องกับใครและหลีกเลี่ยงความรุนแรงต่อผู้อื่นมาโดยตลอด

ความทรงจำและบุคลิกของนักโทษประหารในร่างนี้กำลังกลับมา ความอยากฆ่านั้นช่วยให้รู้ในทันทีว่าผู้เป็นตัวแทนของเขาคงถูกตัดสินในคดีฆาตกรรมแน่นอน เวลานี้เขาคือตัวอันตรายต่อสังคม

ต้องกำจัด…เมื่อคิดได้ก็หลุดยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่

แค่แจ้งทางโครงการไป นรกนี้ก็จะจบลง และเขาก็จะได้พบพ่อกับแม่อีกครั้ง

แสงแห่งความหวังเริ่มส่องทางมาเป็นครั้งแรก

 



Don`t copy text!