
มรดกมนตรา บทที่ 33 : ชัยชนะของความมืด
โดย : วัชรนริศ
![]()
มรดกมนตรา ผลงานของ วัชรนริศ ที่อ่านเอานำมาให้อ่านออนไลน์ทาง anowl.co กับเรื่องราวของนักวิจัยสาวผู้ไม่เชื่อในสิ่งลี้ลับที่ได้รับคฤหาสน์โบราณกลางป่ากาญจนบุรีเป็นมรดกจากญาติที่ไม่เคยรู้จัก ทว่าคฤหาสน์หลังนี้กลับซ่อนคำสาป วิญญาณ และอดีตอันมืดมนที่รอการปลุกตื่น พร้อมการฟื้นคืนของ “อัคนีนาฏเทวี” อสูรสาวในตำนาน
เช้าวันรุ่งขึ้น โฉมสุรางค์ที่มีท่าทางลับๆ ล่อๆ เธอเดินลงมาจากห้องของเธอ รีบเดินตรงออกไปด้านนอกของตึก
นายวินัยคนขับรถกำลังยืนกวาดลานบ้านอยู่ “ลุงเดี๋ยวช่วยขับรถพาฉันไปส่งในเมืองที่เดิมหน่อยนะ” เธอพูดด้วยความรีบร้อน
“คุณโฉมจะไปตอนไหนครับ” เขาพูดด้วยท่าทางนอบน้อม
“ไปตอนนี้ เดี๋ยวนี้” โฉมสุรางค์พูดสั่งเสียงดัง
นายวินัยรีบเดินไปสตาร์ตรถ และเธอก็รีบเดินขึ้นรถไปทันที วินัยค่อยๆ ขับรถไปจอดเทียบข้างทางที่เดิมกับวันก่อน โดยโฉมสุรางค์รีบลงจากรถและเดินกลับเข้าไปทางตรอกสลัม เธอเดินจนถึงห้องแถวไม้ที่อยู่ของไอ้เสือเผ่น แต่ประตูบ้านถูกปิดเอาไว้ หญิงสาวรีบเคาะประตู ไอ้เสือเผ่นรีบเปิดประตูและให้เธอเข้าไป
“เมื่อคืนสรุปแกได้สร้อยพระขรรค์มาไหม” โฉมสุรางค์พูดด้วยความรีบร้อน
“ได้มาครับคุณนายแต่ผมต้องเสียลูกน้องไปหนึ่งคน แถมไอ้ตำรวจพวกนั้นก็กำลังตามจับผมอยู่ ผมอาจจะต้องขอเงินเพิ่มอีกเป็นสองเท่านะครับ”
หญิงสาวมีท่าทีหงุดหงิด “เมื่อคืนพวกแกเกือบทำเสียเรื่องแล้วรู้ไหม หากมันจับตัวพวกแกได้แล้วฉันจะทำยังไง”
ไอ้เสือเผ่นพอได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกโกรธถึงความใจดำของเธอ “คุณนายพูดแบบนี้ได้ยังไง ในเมื่อคุณก็เป็นคนมาจ้างพวกผมเอง แถมลูกน้องผมก็ยังต้องมาตายอีก คุณนายคิดว่าเงินแค่นี้มันคุ้มกันหรือครับ” เขาพูดและเดินเข้ามาใกล้เธอ
“แต่จะว่าไป คุณนายก็สวยไม่แพ้นางผู้หญิงคนนั้นเลยนะครับ คุณมาถึงที่นี่แล้ว ผมว่านอกจากเงินที่จะต้องจ่ายแล้ว ก็ขอตัวคุณนายด้วยก็น่าจะดีนะครับ” เขาพูดและมองด้วยสายตาลวนลาม
โฉมสุรางค์สะดีดสะดิ้งทำท่ารังเกียจไอ้เสือเผ่น “แกพูดอะไรของแก อย่ามาใกล้ตัวฉัน เธอพูดและรีบควักเงินออกมา “เอาไป อันนี้ของแก พอได้เงินแล้วก็รีบไปซะ อย่าให้พวกมันตามจับได้ล่ะ” เสือเผ่นรีบรับเงิน
“ไหนล่ะสร้อย แกเอามาให้ฉันเร็วสิ” เสือเผ่นเดินไปที่โต๊ะไม้ที่อยู่ไม่ไกลจากตัวเขา เขาเปิดลิ้นชักและหยิบสร้อยพระขรรค์ออกมา “อันนี้สร้อยของคุณครับคุณผู้หญิง” เธอรับมันไปด้วยความดีอกดีใจ
“ขอบใจพวกแกมากนะ” เธอพูดและรีบหันหลังเดินกลับออกไปทันที
นายวินัยคนขับรถที่กำลังจอดรถรอเธออยู่ กำลังมองกระจกหลังและเห็นท่าทีลับๆ ล่อๆ ของโฉมสุรางค์ที่กำลังเดินออกมาจากตรอกสลัม เขารู้สึกสงสัยอะไรบางอย่างในตัวหญิงสาวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนแต่ก็ไม่กล้าที่จะพูดอะไร โฉมสุรางค์เดินกลับมาขึ้นรถ และพูดกับวินัย
“ลุงช่วยขับพาฉันไปส่งที่หนึ่งหน่อยนะ”
“ที่ไหนครับคุณโฉม”
“บ้านของคุณอัคคีรัตน์ ขับๆ ไปเถอะ เดี๋ยวฉันบอกทางลุงเอง” เมื่อวินัยขับรถถึงบริเวณหน้ารั้วของบ้านอัคคีรัตน์ โฉมสุรางค์ได้สั่งให้เขาจอดรออยู่ด้านนอก
“ลุงจอดรถรอฉันอยู่ตรงนี้นะ ฉันเข้าไปไม่นาน” เธอพูดและรีบลงจากรถเดินเข้าไปภายในบ้านของอัคคีรัตน์ ในระหว่างที่เธอกำลังเดินเข้าไป เธอก็คิดแผนการหักหลังอัคคีรัตน์ โดยเจ้าหล่อนคิดที่จะใช้สร้อยพระขรรค์นี้เป็นตัวต่อรองกับการปลดปล่อยวิญญาณแม่ของเธอ รวมถึงทรัพย์สมบัติภายในห้องนั่นด้วย
เมื่อเธอก้าวเท้าเข้าไปภายในบ้าน ปักษาดำก็เดินออกมาต้อนรับเธอ และพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา
“มาแล้วหรือ เทวีกำลังรอเจ้าอยู่พอดี”
โฉมสุรางค์พยักหน้าและเดินตามหลังเข้าไปภายในบ้าน เมื่อมาถึงห้องโถงภายใน มีบันไดใหญ่ที่ทอดตัวลงมาบริเวณระหว่างตรงกลางทางเดิน พรมสีแดงที่ถูกปูมาตลอดทางเดินของบันไดทำให้สร้างบรรยากาศที่ดูน่าเกรงขาม อัคคีรัตน์เยื้องย่างเดินลงมาจากบันไดด้วยชุดเดรสสีแดงเพลิงที่เข้ากับรูปร่างอันงดงามของเธอ อสูรสาวค่อยๆ เดินลงมาและปรบมือให้กับโฉมสุรางค์ เสียงปรบมือดังขึ้น
“เจ้าเก่งมากเลยนะโฉมสุรางค์ ข้านี่คิดไม่ผิดที่ให้เจ้ามาช่วยข้า” โฉมสุรางค์หยุดยืนมองเธอด้วยสายตาขวางเล็กน้อย
“ในเมื่อตอนนี้ฉันได้สร้อยพระขรรค์ที่พวกแกต้องการมาแล้ว ไหนล่ะแม่ของฉัน พวกแกจะปลดปล่อยวิญญาณของเธอได้หรือยัง” อัคคีรัตน์หยุดยืนและยิ้มที่มุมปาก ไม่นานควันสีขาวก็ลอยลงมาอยู่ที่ข้างเธอ นั่นคือดวงวิญญาณของราตรี
“โฉมสุรางค์ช่วยแม่ด้วย” วิญญาณราตรีพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง
“แล้วไหนล่ะ สร้อยพระขรรค์ เจ้าเอามาด้วยหรือเปล่า” อัคคีรัตน์ยืนถามเธอ
โฉมสุรางค์ก้มหยิบสร้อยพระขรรค์ในกระเป๋าใบเล็กของเธอ เธอกำสร้อยพระขรรค์ไว้ในมือ และชูขึ้น แสงของพระขรรค์ส่องแสงสว่างจนทำให้อัคคีรัตน์ ต้องยกแขนขึ้นมาป้องหน้าของตัวเองไว้
“นี่แกจะทำอะไรนางโฉมสุรางค์”
“ก็นี่ไงสร้อยพระขรรค์ที่พวกแกต้องการ ฉันเอามาให้แล้วนี่ไง” เธอพูดและยังคงชูสร้อยพระขรรค์ไว้อยู่ ปักษาดำและสมิงดงที่ยืนอยู่ไม่ไกล พยายามเดินเข้ามาประกบร่างของเธอ แต่หญิงสาวก็ยังพยายามยื่นสร้อยพระขรรค์ที่ยังคงส่องแสงไปรอบตัวเธอ ทำให้ผู้รับใช้ทั้งสองไม่กล้าที่จะเข้าใกล้
ทันใดนั้นอัคคีรัตน์ได้ใช้จังหวะนี้ พุ่งเข้าไปบีบคอโฉมสุรางค์อย่างเต็มแรง เธอพยายามชูสร้อยพระขรรค์ไปโดนร่างของอสูรสาว พลังอันศักดิ์สิทธิ์ของพระขรรค์ได้ทำให้อัคคีรัตน์ต้องปล่อยมือจากเธอและกระเด็นออกไปทันที
“นี่เจ้า คิดจะหักหลังพวกข้างั้นหรือ”
“ใช่ พวกแกมันเป็นปีศาจ อสุรกายมาจากนรกขุมไหนฉันไม่รู้ แต่พวกแกจะต้องปล่อยวิญญาณของแม่ฉันไป และจงมอบสมบัติพวกนั้นมาให้ฉันด้วย” เธอพูดด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความท้าทาย
ภายในความสลัวของห้องโถง มีชายฉกรรจ์คนหนึ่งยืนหลบซ่อนตัวอยู่ในความมืด ระหว่างที่โฉมสุรางค์กำลังต่อรองกับอัคคีรัตน์ ชายคนนั้นก็เดินพุ่งเข้ามาจากทางด้านหลังของเธอ เขาล็อกคอของเธอไว้และรีบกระชากสร้อยออกมาจากมือของเธอ
“แก ไอ้เสือเผ่น” เธออุทานด้วยความตกใจ
“แกมาที่นี่ได้ยังไง แล้วแกไปรู้จักกับพวกมันได้ยังไง หรือว่าแกเป็นพวกปีศาจเหมือนกับพวกมัน”
ไอ้เสือเผ่นหัวเราะ “แหม คุณนาย ไอ้เงินที่คุณนายให้ผมมา มันยังไม่มากพอเท่ากับที่คุณอัคคีรัตน์ให้ผมหรอกนะครับ”
“พวกแกหมายความว่ายังไง” เธอพูดและเดินถอยหลังไปด้วยความกลัว
บุษบาเดินออกมาจากด้านหลังของเธอ “คุณโฉมคะ คุณนี่ก็เก่งดีนะคะที่หาทางจนได้สร้อยพระขรรค์มา แต่พวกเรารู้ค่ะว่าสุดท้ายแล้วคุณจะหาทางใช้สิ่งนี้มาต่อรองกับเทวี ฉันเลยแอบตามคุณไปทีหลังไงคะ ถึงได้รู้ว่าคุณเป็นคนจ้างไอ้เสือเผ่น ฉันก็เลยไปหาไอ้เสือเผ่นและก็เสนอบางอย่างที่มันมากกว่าของคุณให้กับเขาเท่านั้นเองนะคะ”
โฉมสุรางค์เดินถอยหลังด้วยความกลัวจนหยุดล้มลงไปนั่ง
อัคคีรัตน์หัวเราะขึ้น “แต่ข้าก็ต้องขอบใจเจ้ามากนะโฉมสุรางค์ ถ้าหากไม่มีเจ้า สร้อยพระขรรค์ก็คงจะยังไม่ไปไหน”
“พวกแก นี่มันเป็นแผนการของพวกแกใช่ไหม” โฉมสุรางค์พูดด้วยความกลัว ไอ้เสือเผ่นเดินเข้ามาใกล้เธอ
“ผมบอกแล้วไงว่าเงินของคุณมันยังไม่มากพอที่จะช่วยชีวิตให้ลูกน้องของผมกลับฟื้นคืนมาได้”
“พวกมันเสนออะไรให้กับแกไอ้เสือเผ่น” หญิงสาวถามด้วยความหวาดระแวง
“ก็ไม่มีอะไรมากหรอกครับคุณผู้หญิง ก็แค่สมบัติเล็กๆ น้อยๆ มันมากพอจนทำให้ผม ไม่ต้องกลับมาเป็นโจรอีกต่อไป”
อัคคีรัตน์พูดขึ้นต่อว่า “ข้าเห็นแก่การที่เจ้าช่วยนำพระขรรค์นี้กลับมาได้ ถ้าหากเจ้าไม่คิดจะหักหลังข้า เจ้าคงจะได้อะไรที่เจ้าต้องการมากกว่านี้นะโฉมสุรางค์ แต่ข้าจะยังไม่ฆ่าเจ้าในตอนนี้หรอก เพราะเจ้ายังมีประโยชน์กับข้าอีกเยอะ ปักษาดำเอาตัวมันไปขังไว้ที่คุกใต้ดิน” อสูรสาวยืนมองด้วยความพอใจ
ปักษาดำเดินเข้ามาล็อกตัวโฉมสุรางค์และนำไปขังไว้ภายในห้องขังของบ้านอัคคีรัตน์ “พวกแกจะทำอะไรฉัน อย่าเข้ามานะ” เธอพูดและพยายามขัดขืน
อัคคีรัตน์ได้หันไปมองวิญญาณของราตรีที่กำลังร้องไห้อยู่ เพราะไม่สามารถช่วยอะไรลูกสาวของเธอได้
“ไป! เจ้ากลับไปในที่ของเจ้าได้แล้ว ไป!” อัคคีรัตน์พูดตวาดเสียงดัง วิญญาณราตรีลอยกลับหายขึ้นไปอีกครั้ง
“เอาละ ไอ้เสือเผ่น เจ้าทำงานของเจ้าได้ดีมาก แต่ยังเหลืออีกอย่างหนึ่งก่อนที่เจ้าจะได้สมบัติทั้งหมดไป เจ้าจงนำสร้อยพระขรรค์นี้ไปทำลายซะ และเมื่อเจ้าทำงานของเจ้าสำเร็จแล้ว ค่อยกลับมาที่นี่อีกครั้ง ข้ามีรางวัลตอบแทนให้เจ้าอย่างงาม” เธอพูดและหัวเราะด้วยเสียงที่กังวาน บุษบายืนยิ้มอย่างสมใจ
“ครับนายหญิง ผมจะรีบเอาไอ้สร้อยนี้ไปทำลายแล้วจะรีบกลับมาครับ” เขาพูดอย่างนอบน้อมและเดินออกไป เมื่อไอ้เสือเผ่นเดินกลับออกไป
อัคคีรัตน์พูดกับสมิงดง “พอไอ้เสือเผ่นมันกลับมา ข้าฝากเจ้าด้วยนะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงมีเล่ห์กล
บุษบาเดินกลับออกมานอกบ้าน และจำแลงกายให้กลายเป็นโฉมสุรางค์ เธอเดินไปที่รถของวินัยที่จอดอยู่ หญิงสาวเปิดประตูรถและเดินขึ้นไปนั่งด้วยท่าทีปกติ โดยที่นายวินัยไม่ทราบเลยว่าโฉมสุรางค์ตัวจริงถูกขังอยู่ภายในบ้านของอัคคีรัตน์
“ออกรถได้” เธอสั่งคนขับ วินัยรู้สึกแปลกในขนาดที่ขับรถเขาก็แอบมองกระจกหลังตลอดทางแต่ก็ไม่มีความผิดปกติแต่อย่างใด
ปักษาดำเปิดประตูลูกกรงและผลักโฉมสุรางค์เข้าไปภายในห้องขัง
“แกปล่อยฉันไปเถอะนะ ฉันสัญญาว่าถ้าแกต้องการอะไรฉันจะให้หมดทุกอย่างเลย” เธอพูดด้วยท่าทีลนลาน
ปักษาดำยังคงนิ่งและเย็นชา “หากเจ้าไม่คิดจะหักหลังเทวีชะตาเจ้าก็คงจะดีกว่านี้นะ” เขาพูดและเดินกลับออกไป
ไอ้เสือเผ่นเดินเข้าไปภายในป่าที่อยู่ไม่ไกลจากรังของอสูรสาว มันตัดสินใจเอาสร้อยพระขรรค์ห่อใส่ผ้าและนำไปฝังดิน ชายหนุ่มรีบขุดดินและโยนห่อผ้าลงไปแล้วใช้เท้ากลบหน้าดิน ด้วยความโลภมากของไอ้เสือเผ่นมันวางแผนว่าหลังจากที่ได้สมบัติเป็นการตอบแทนแล้ว มันจะกลับมาเอาสร้อยเส้นนี้อีก
“เรียบร้อยเสียทีโว้ย ไว้ข้าจะกลับมาขุดเอาไปใหม่นะ” มันพูดพึมพำและเดินกลับออกไป
ไอ้เสือเผ่นเดินกลับมาที่บ้านของอัคคีรัตน์ก็เป็นเวลากลางคืนแล้ว รอบบริเวณบ้านเงียบสงัดและไม่มีแสงไฟที่ถูกเปิดไว้แต่อย่างใด สมิงดงที่อยู่ในร่างของมนุษย์ก็เดินออกมาจากภายในบ้าน
ไอ้เสือเผ่นเดินเข้าไปทัก “ข้าทำลายสร้อยพระขรรค์เรียบร้อยแล้ว ไหนล่ะสมบัติของข้า”
สมิงดงยืนนิ่งและยิ้มที่มุมปาก “ดี ถ้าอย่างนั้นเจ้าตามข้ามาทางนี้” สมิงดงพูดและเดินนำทางไป
เขาเดินนำไอ้เสือเผ่นเข้าไปภายในบ้านและไปที่ห้องเก็บสมบัติ สมิงดงผลักประตูเข้าไปอย่างช้าๆ เมื่อไอ้เสือเผ่นมองเข้าไปข้างใน และเห็นทรัพย์สมบัติมากมายที่อยู่ภายใน ก็ต้องร้องอุทานด้วยความตกใจ “แม่เจ้าโว้ย เกิดมาไม่เคยพบเคยเจอสมบัติอะไรเยอะขนาดนี้มาก่อนเลย ทำไมมันถึงได้มากมายขนาดนี้ ต่อไปนี้ข้าไอ้เสือเผ่นจะเป็นท่านชายเสือแล้วเว้ย” มันพูดและเดินเข้าไปหยิบจับเครื่องเพชรเครื่องทองที่อยู่ภายในห้อง
สมิงดงยืนมองด้วยสายตาที่เย็นชา เขาปิดประตูลงอย่างช้าๆ ไอ้เสือเผ่นที่ยังคงตื่นเต้นดีใจอยู่นั้น กลับไม่รู้ตัวเลยว่า หลังจากนี้จะเป็นจุดจบของชีวิตมัน เมื่อเสียงประตูที่ถูกปิดลง
ไฟภายในห้องเก็บสมบัติก็กลับสลัวมืดลง ไอ้เสือเผ่นรู้สึกถึงความผิดปกติ มันจึงเดินไปที่ประตูและพยายามดันประตูให้เปิดออก แต่ประตูหนักและแน่นนามาก ดันยังไงก็ไม่มีท่าทีว่าจะเปิดออกได้ ไอ้เสือเผ่นรู้โดยทันทีว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในกลอุบายของอัคคีรัตน์ มันพยายามเขย่าประตู แต่ก็ไม่เป็นผล
ไม่นานระหว่างที่พยายามหาทางเปิดประตู ภายในห้องเก็บสมบัติก็มีเสียงวิ่งของตัวอะไรบางอย่างอยู่ภายในห้อง ไอ้เสือเผ่นหันขวับด้วยความตกใจ
“เสียงอะไรวะ” มันพูดในขณะที่มองไปรอบๆ ด้วยความกลัว
สมิงดงในร่างของอสูรเสือสมิงก็พุ่งกระโจนเข้ากัดที่ร่างของไอ้เสือเผ่นอย่างรวดเร็ว ไอ้เสือเผ่นถูกสมิงดงกัดลงไปที่คอจนถึงเส้นเลือดใหญ่ ทำให้เลือดได้พุ่งกระจายไปทั่วห้อง และสิ้นใจทันที
เสียงรถยนต์หยุดจอดบริเวณหน้าคฤหาสน์วารีมรกต บุษบาที่จำแลงกายปลอมตัวเป็นโฉมสุรางค์ค่อยๆ เดินลงมาจากรถและเดินผ่านห้องอาหารในขณะที่รวีและทิพย์ธิดากำลังทานอาหารกันอยู่ หญิงสาวเดินผ่านไปอย่างเย็นชาและขึ้นบันไดกลับห้องนอนของเธอไป
ทิพย์ธิดาหันไปถามจอม “วันนี้คุณโฉมสุรางค์เธอออกไปข้างนอกหรือจอม”
“ใช่ครับ เห็นลุงวินัยขับรถออกไปส่งเธอแต่เช้า แต่ผมไม่ทราบว่าไปไหนกัน”
“สงสัยเธอคงจะทานอะไรมาจากข้างนอกแล้ว ยังไงฉันฝากให้เธอช่วยเอานมอุ่นขึ้นไปให้คุณเขาอีกทีหนึ่งนะ” ทิพย์ธิดาพูดด้วยความห่วงใย
นายจอมกลับเข้าไปในครัวและบอกกับนางบัวว่า “บัว เอ็งช่วยเอานมอุ่นไปเสิร์ฟให้คุณโฉมสุรางค์บนห้องของเธอทีนะ คุณทิพย์ธิดาเธอสั่ง” สาวใช้พยักหน้ารับ
เสียงเคาะประตูห้องนอนโฉมสุรางค์ดังขึ้น “คุณโฉมคะบัวเองค่ะ ขออนุญาตเข้าไปนะคะ” ในมือของสาวใช้มีแก้วนมอุ่นที่ถูกวางอยู่ในถาดเสิร์ฟสีทอง เมื่อบัวเปิดประตูเข้าไปกลับมีเพียงห้องนอนที่ว่างเปล่าเหมือนกับไม่มีคนอยู่ เธอเดินไปเปิดไฟที่หัวเตียงและวางแก้วนมอุ่นไว้ข้างๆ
“คุณโฉมคะ บัวเอานมอุ่นขึ้นมาให้ค่ะ คุณโฉมอยู่ไหมคะ” เธอพูดและเดินไปดูในห้องน้ำแต่กลับไม่มีใครอยู่
“เอ๊ะ ไหนบอกว่าคุณโฉมอยู่ไง ไม่เห็นจะมีใครอยู่เลย” สาวใช้บ่นพึมพำและเดินถือกลับลงไป เธอกลับเข้ามาที่ครัว โดยมีนายจอม ลุงวินัยและป้าแก้วทีกำลังนั่งทานข้าวกันอยู่
“อ้าว เอ็งถือแก้วนมกลับมาทำไม” จอมถามด้วยความสงสัย
“ไหนพี่บอกคุณโฉมอยู่ไง ฉันเอาขึ้นไปบนห้องของเธอ ก็ไม่เห็นใครอยู่เลย”
ลุงวินัยอุทาน “อะไรของเอ็ง ตาฝาดหรือเปล่า เมื่อหัวค่ำฉันเพิ่งขับรถมาส่งเธอเอง”
“แต่ไม่มีใครอยู่ในห้องจริงๆ นะลุง” คนรับใช้ทั้งสี่คนมองหน้ากันด้วยความมึนงง

- READ มรดกมนตรา บทที่ 42 : เสียงร้องสุดท้ายใต้เงาจันทร์ (จบบริบูรณ์)
- READ มรดกมนตรา บทที่ 41 : ใต้ปีกนางพญา
- READ มรดกมนตรา บทที่ 40 : เพราะเธอเคยร้าย...มารจึงเลือกเธอเป็นเหยื่อ
- READ มรดกมนตรา บทที่ 39 : เสียงลมหายใจก่อนวันเอาคืน
- READ มรดกมนตรา บทที่ 38 : จิตสุดท้าย...ก่อนสลายบาป
- READ มรดกมนตรา บทที่ 37 : การหวนคืนของเพลิงศักดิ์สิทธิ์
- READ มรดกมนตรา บทที่ 36 : บุตรแห่งคำทำนาย
- READ มรดกมนตรา บทที่ 35 : สายเลือดที่ปลดพันธนาการ
- READ มรดกมนตรา บทที่ 34 : ปริศนาที่ถูกคลี่คลาย
- READ มรดกมนตรา บทที่ 33 : ชัยชนะของความมืด
- READ มรดกมนตรา บทที่ 32 : แสงศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกกลืน
- READ มรดกมนตรา บทที่ 31 : เธอ...ผู้ว่าจ้างความตาย
- READ มรดกมนตรา บทที่ 30 : เกมส์นี้...ข้าคือผู้วางกระดาน
- READ มรดกมนตรา บทที่ 29 : รอยยิ้มของคนที่ไม่ควรไว้ใจ
- READ มรดกมนตรา บทที่ 28 : มารยาใต้รอยยิ้ม
- READ มรดกมนตรา บทที่ 27 : ซ่อนวิญญาณ
- READ มรดกมนตรา บทที่ 26 : เวรกรรมสั่งล้าง
- READ มรดกมนตรา บทที่ 25 : สิ่งที่ถูกกำหนดไว้
- READ มรดกมนตรา บทที่ 24 : เงื่อนงำในรอยเลือด
- READ มรดกมนตรา บทที่ 23 : ผู้ถูกครอบงำ
- READ มรดกมนตรา บทที่ 22 : ความลับของกริชอาคม
- READ มรดกมนตรา บทที่ 21 : เลือดบุรุษบนแท่นบูชา
- READ มรดกมนตรา บทที่ 20 : มนตร์ร้อยเล่ห์เทวีเลือด
- READ มรดกมนตรา บทที่ 19 : ราคาของความอยากได้
- READ มรดกมนตรา บทที่ 18 : กลิ่นแห่งความตาย
- READ มรดกมนตรา บทที่ 17 : รอยยิ้มของซาตาน
- READ มรดกมนตรา บทที่ 16 : ซินแสของเอกภพ
- READ มรดกมนตรา บทที่ 15 : สังเวยรัก…แด่นางพญา
- READ มรดกมนตรา บทที่ 14 : เสียงกระซิบจากแผลเก่า
- READ มรดกมนตรา บทที่ 13 : การตื่นขึ้นของกริชอาคม
- READ มรดกมนตรา บทที่ 12 : การเผชิญหน้าที่ฟ้าลิขิตไว้
- READ มรดกมนตรา บทที่ 11 : นางฟ้าในคราบอสรพิษ
- READ มรดกมนตรา บทที่ 10 : เงาร้ายในร่างเธอ
- READ มรดกมนตรา บทที่ 9 : ใต้หน้ากากนางพญา
- READ มรดกมนตรา บทที่ 8 : ไฟสุมทรวง
- READ มรดกมนตรา บทที่ 7 : จอมเวทย์ผู้ศักดิ์สิทธิ์
- READ มรดกมนตรา บทที่ 6 : อดีตของวิญญาณร้าย
- READ มรดกมนตรา บทที่ 5 : นางอสูรคืนชีพ
- READ มรดกมนตรา บทที่ 4 : วิญญาณบาปผู้คร่ำครวญ
- READ มรดกมนตรา บทที่ 3 : ปลดปล่อยเทวีมนตรา
- READ มรดกมนตรา บทที่ 2 : การพบกันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
- READ มรดกมนตรา บทที่ 1 : การมาถึงของหญิงสาว
- READ มรดกมนตรา : บทนำ







