มรดกมนตรา บทที่ 35 : สายเลือดที่ปลดพันธนาการ

มรดกมนตรา บทที่ 35 : สายเลือดที่ปลดพันธนาการ

โดย : วัชรนริศ

Loading

มรดกมนตรา ผลงานของ วัชรนริศ ที่อ่านเอานำมาให้อ่านออนไลน์ทาง anowl.co กับเรื่องราวของนักวิจัยสาวผู้ไม่เชื่อในสิ่งลี้ลับที่ได้รับคฤหาสน์โบราณกลางป่ากาญจนบุรีเป็นมรดกจากญาติที่ไม่เคยรู้จัก ทว่าคฤหาสน์หลังนี้กลับซ่อนคำสาป วิญญาณ และอดีตอันมืดมนที่รอการปลุกตื่น พร้อมการฟื้นคืนของ “อัคนีนาฏเทวี” อสูรสาวในตำนาน

เมื่อเวลาผ่านไป คุณสร้อยทองและคุณรุจ ผู้เป็นญาติของท่านชายอดิศรได้พาหลานชายคนแรกของตระกูลมาเยี่ยมที่คฤหาสน์ สร้อยทองอุ้มเด็กน้อยคนหนึ่งเดินเข้ามา ท่านชายอดิศรเดินลงมาที่ห้องโถงและกล่าวทักทายต้อนรับทั้งสอง

“สวัสดีค่ะคุณพี่ วันนี้สร้อยพาหลานมาสวัสดีคุณพี่ด้วยนะคะ” สร้อยทองยิ้มและทักทายท่านชาย

“สวัสดีครับท่านชาย” รุจกล่าวทักทาย

“สวัสดีทั้งสองคนเลยนะ วันนี้ฉันดีใจจริงๆ ที่พวกเธอทั้งสองมา ไหนๆ ขอฉันดูหลานหน่อยสิ ชื่ออะไร” ท่านชายยิ้มอย่างดีใจและเอื้อมแขนไปอุ้มหลานของเขา

“ชื่อรวีค่ะคุณพี่” สร้อยทองกล่าว

“โอ๋ๆ หลานของลุง น่าเกลียดน่าชังเหลือเกิน” ในขณะที่เขาพูด ในใจท่านชายก็รู้ว่าเด็กชายคนนี้จะมาเป็นคนสำคัญที่จะช่วยให้เรื่องราวทั้งหมดจบลงได้อย่างสมบูรณ์ “สร้อยทอง รุจ ฉันขอให้เธอทั้งสองดูแลหลานชายคนนี้ให้ดีๆ นะ หากมีสิ่งใดที่ขัดสนขอให้มาบอกฉันทันที เข้าใจไหม ฉันยินดีที่จะช่วยพวกเธอทั้งสองดูแลหลานคนนี้”

สร้อยทองและรุจมองด้วยแววตารู้สึกขอบคุณและดีใจ “ค่ะคุณพี่ ดิฉันขอบคุณแทนหลานด้วยนะคะ” สร้อยทองยิ้มรับ

ภายในเรือนหลังเล็ก นางสายใจที่ถูกล่ามโซ่และอยู่ในสภาพไม่เป็นผู้เป็นคน ท่าทางของเธอในเวลานี้เหมือนกับคนที่เสียสติ แต่ยังมีบ่าวคนอื่นๆ ที่ยังคอยส่งข้าวส่งน้ำให้เธอเสมอ เสียงไขกุญแจจากด้านนอกดังขึ้น และประตูค่อยๆ เปิดออก ผู้ที่เดินเข้ามาเป็น บ่าวผู้ชายที่กำลังจะส่งข้าวส่งน้ำให้กับเธอ สติที่ไม่อยู่กับเนื้อกับตัวทำให้นางสายใจมองเห็นบ่าวผู้ชายที่เข้ามาเป็นท่านชายอดิศร เธอรีบคลานเข้าไปหาด้วยความดีใจ

“ท่านชายขา ท่านชายของบ่าวมาแล้ว สายใจคิดถึงท่านเหลือเกินเพคะ” เธอพูดและเอามือมากอดที่ขาของเขา

“นางสายใจ ข้าไม่ใช่ท่านชายของเอ็ง เลิกเกาะขาข้าได้แล้ว กินเข้าไปซะ อันนี้ข้าวกับน้ำ”

“แล้วท่านชายข้าไปไหนล่ะ เอ็งพาข้าไปหาท่านชายของข้าหน่อยได้ไหม” นางสายใจพูดด้วยท่าทีเหมือนคนเสียสติ

“อะไรของเอ็งนางสายใจ เอ็งเลิกทำตัววุ่นวายเสียที กินๆ เข้าไป ข้าไปละ เดี๋ยวพรุ่งนี้ข้ามาใหม่” บ่าวผู้ชายพูดและเดินกลับออกไป นางสายใจรีบคว้าจานข้าวขึ้นมากินด้วยความรีบร้อน เธอเผลอหันไปมองเงาตัวเองในกระจก ก็ต้องตกใจจนทำจานข้าวหล่น เธอค่อยๆ ขยับตัวไปมองเงาตัวเองที่อยู่ในกระจก และเริ่มร้องไห้

“เอ็งเป็นใคร ทำไมข้าไม่เคยเห็นหน้าเอ็งเลย” นางสายใจพูดกับเงาของตัวเองด้วยท่าทีเสียสติและเริ่มร้องไห้

เธอมองตัวเองและหยุดนิ่งอยู่หน้ากระจก คิดย้อนกลับไปในตอนที่ตัวเธอยังเป็นเพียงบ่าวสาวที่ยังดูสวยงาม และกำลังรับใช้หม่อมเจ้าหญิงสวาทสุภาย์และท่านชายอดิศรบนตึกใหญ่

“ท่านชาย ท่านชาย ท่านไม่มาหาข้าเลย ข้าคิดถึงท่านทุกลมหายใจ ข้าเหงาเหลือเกิน ใครๆ ก็ทอดทิ้งข้า”

นางสายใจลุกขึ้นยืนและเดินไปอย่างช้าๆ ราวกับคนไม่เหลือเรี่ยวแรงอันใด น้ำตาที่ไหลอาบทั่วใบหน้า ผมเผ้าที่ดูกระเซอะกระเซิง และเสื้อผ้าที่ดูสกปรก เธอตัดสินใจฆ่าตัวตายโดยการผูกคอตัวเองไว้กับขื่อกลางบ้าน ในที่สุดนางสายใจก็ได้สิ้นใจลง

วันต่อมา บ่าวคนอื่นๆ ที่มาส่งข้าวส่งน้ำเปิดประตูเข้ามาก็ต้องส่งเสียงร้องต้องตกใจ เพราะภาพที่เห็นคือร่างของนางสายใจที่ผูกคอห้อยโตงเตงอยู่กลางบ้าน

“ช่วยด้วยใครก็ได้มาช่วยนางสายใจมันที” บ่าวผู้หญิงตะโกนร้องส่งเสียงตกใจ

ท่านชายอดิศรที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ภายในศาลาได้ยินเสียง จึงรีบเดินไปดูที่เรือนหลังเล็ก และเขาก็เห็นร่างของนางสายใจที่ผูกคอตัวเองอยู่กลางบ้านอย่างน่าอนาถ ท่านชายอดิศรมองด้วยความตกใจ

“จบกันเสียทีนะสายใจ ไปสู่ที่ชอบๆ นะ” เขาเงยหน้ามองร่างของนางสายใจและพูดกับตัวเองเบาๆ

ไม่กี่คืนถัดมา วิญญาณของนางสายใจก็ปรากฏขึ้นภายในเรือนหลังเล็กอีกครั้ง เธอยังคงร้องไห้โหยหวนด้วยความเสียใจ เสียงร้องไห้ของเธอทำให้บ่าวไพร่ต่างๆ ที่อยู่ในเรือนคนใช้ได้ยิน

“เอ็งๆ ได้ยินเสียงอะไรไหมวะ” บ่าวหญิงคนหนึ่งสะกิดบ่าวหญิงอีกคนที่นอนอยู่ข้างๆ

“เออ ข้าได้ยิน เสียงมันเหมือน เออ…เหมือน… เสียงนางสายใจเลยว่ะ” บ่าวทั้งหลายต่างนอนคลุมโปงด้วยความกลัว

สร้อยทองในขณะที่เธอกำลังนอนหลับอยู่ ข้างๆ เตียงของเธอ มีเปลลูกของเธอที่กำลังนอนอยู่ เธอเกิดฝันประหลาดที่ทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัว สร้อยทองฝันเห็นภาพของหญิงสาวโบราณคนหนึ่งยืนอุ้มลูกของเธออยู่

“คุณเป็นใครน่ะ เอาลูกมาให้ฉันนะ” สร้อยทองพูดด้วยเสียงตื่นกลัว หญิงสาวที่อยู่ในชุดโบราณยืนยิ้มและไม่พูดอะไร เธอเดินอุ้มเด็กหายเข้าไปในควันสีดำ

“อย่าเพิ่งไปสิ เธอเอาลูกฉันคืนมานะ” สร้อยทองพูดด้วยเสียงตื่นกลัว หญิงสาวในชุดโบราณเดินหายเข้าไปในควันสีดำ และทันใดนั้นก็ปรากฏร่างของเสือสมิงและนกยักษ์สีดำตัวใหญ่กำลังพุ่งเข้าใส่เธอ ทำให้สร้อยทองต้องตกใจตื่น

เธอกรี๊ดและตกใจลุกขึ้นมานั่ง

“เกิดอะไรขึ้นสร้อยทอง คุณเป็นอะไร” รุจที่นอนอยู่ข้างๆ ก็ลุกขึ้นมาดูเธอด้วยความเป็นห่วง

“ฉัน ฉันฝันร้ายค่ะคุณ ในฝันฉันเห็นใครก็ไม่รู้มาอุ้มลูกของเราไป แล้วก็มีเสือกับนกอะไรก็ไม่รู้มันพยายามพุ่งเข้าใส่ดิฉัน” เธอพูดด้วยท่าทีตื่นกลัว

“แค่ฝันร้ายคุณสร้อย ไม่เป็นไรนะผมยังอยู่ข้างๆ ถ้าคุณไม่สบายใจเดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าเราไปทำบุญกันดีไหม” รุจพูดและโอบกอดสร้อยทองไว้ด้วยความเป็นห่วง

แสงแดดยามเช้าส่องสว่างขึ้นในวันถัดมา สร้อยทองและรุจพาลูกของเขาเดินทางไปทำบุญที่วัดไม่ไกลจากบ้านของพวกเขา และร่วมกันทำบุญกรวดน้ำ โดยที่สร้อยทองอุ้มลูกไว้อย่างไม่ห่าง เมื่อทั้งสามทำบุญกรวดน้ำแล้ว ก็เดินไปทักทายหลวงพ่อที่ให้ความนับถือ ท่านนั่งอยู่ภายในโบสถ์

“กราบนมัสการครับหลวงพ่อ” รุจลงไปนั่งและกล่าว โดยมีสร้อยเพชรที่อุ้มลูกน้อยนั่งอยู่ข้างๆ

“เป็นยังไงบ้างโยมทั้งสาม สบายดีนะ” หลวงพ่อกล่าว

“สบายดีครับหลวงพ่อ วันนี้กระผมพาภรรยาและลูกมาทำบุญด้วย เมื่อคืนเธอฝันไม่ค่อยดีนะครับหลวงพ่อ”

“ใช่ค่ะ เมื่อคืนดิฉันฝันไม่ค่อยดีเลย ไม่สบายใจ เลยอยากมาทำบุญน่ะค่ะหลวงพ่อ”

“กรรมย่อมตามธรรม ผลของการกระทำไม่ว่าดีหรือชั่วย่อมตามสนองผู้กระทำไม่มีใครหนีพ้นกรรม ไม่วันใดวันหนึ่งย่อมได้รับผล” หลวงพ่อกล่าวอย่างสงบ

สร้อยทองและรุจฟังด้วยความตั้งใจ หลวงพ่อกล่าวเสริมต่อไปว่า “ไม่ว่าวันข้างหน้าจะเกิดอันใดขึ้นขอให้โยมทั้งสองและลูกจงยึดมั่นในความดี ความดีจะเป็นเสมือนเกาะคุ้มกันภัยจากสิ่งที่ไม่ดีทั้งปวง” หลวงพ่อค่อยๆ เดินออกไปอย่างสงบ

สร้อยทองอุ้มลูกเดินออกมาจากโบสถ์พร้อมกับรุจผู้เป็นสามี เธอได้หันไปพูดกับรุจด้วยความอิ่มใจว่า

“คุณคะ ความฝันเมื่อคืนมันทำให้ฉันรู้สึกไม่สบายใจ แต่หลังจากวันนี้ไปฉันเชื่อนะคะว่าความรักและความดีจะคอยปกป้องคุ้มกันภัยให้กับลูกของเรา” เธออุ้มลูกและก้มลงไปมองลูกน้อยที่อยู่ในอ้อมแขน “รวีลูกรัก แม่กับพ่อขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวง และความดีทั้งมวลจงคอยปกป้องลูกของพ่อและแม่ให้ปลอดภัยด้วยนะจ๊ะ”

รุจเดินเข้ามาโอบไหล่ของสร้อยทองและก้มมองดูหน้าลูกของเขาด้วยแววตาที่มีความสุข

ภายในห้องของคฤหาสน์วารีมรกต คนรับใช้กำลังเข้าไปเช็ดทำความสะอาดห้องพระ โดยมีบุษบาในวัยรุ่นที่กำลังช่วยจัดเตรียมดอกไม้ใส่แจกันถวายพระ แม่บ้านคนหนึ่งก็ได้ยินเสียงร้องไห้บางอย่างอยู่ภายในห้อง เธอจึงหยุดเช็ดถูและเดินมาถามกับบุษบาด้วยท่าทีมองซ้ายมองขวา

“เมื่อกี้เธอได้ยินเสียงอะไรไหม เสียงมันเหมือนผู้หญิงกำลังร้องไห้เลย”

บุษบายิ้มเล็กน้อยก่อนหันไปตอบกับบ่าวอีกคน “จะมีเสียงใครมาร้องไห้แถวนี้กัน ในห้องก็มีแค่พี่กับฉัน”

“แต่ฉันได้ยินจริงๆ นะ พักหลังมานี้คฤหาสน์เรามีแต่เรื่องแปลกๆ จนพวกบ่าวคนอื่นมันไม่อยากจะทำงานกันที่ตึกนี้แล้ว แถมยังเสียงร้องไห้ที่เรือนหลังเล็กอีก ดึกๆ นะ มันชอบมีเสียงคนมาร้องไห้ ใครๆ ก็พูดกันว่ามันเป็นเสียงของนางสายใจ” เธอพูดพร้อมกับมองไปรอบๆ ห้องด้วยความระแวง

“โธ่ พวกพี่จะคิดกันเองไปใหญ่แล้ว ทำงานต่อเถอะ เดี๋ยวต้องลงไปเตรียมของว่างให้ท่านชายอีก” เมื่อทั้งสองพูดคุยกันจบก็นำดอกไม้ใส่แจกันจัดวางถวายหิ้งพระและพากันค่อยๆ เดินออกไปจากห้อง เหลือเพียงเสียงร้องไห้โหยหวนที่ค่อยๆ ดังออกมาจากกล่องเทพมนตรา

สิบปีผ่านไป สร้อยทองและรุจได้พารวี ในวัยสิบขวบมาเยี่ยมท่านชายอดิศรที่คฤหาสน์วารีมรกต รุจขับรถมาจอดบริเวณหน้าตึก ทั้งสามเดินลงมาจากรถ โดยมีท่านชายอดิศรเดินมาต้อนรับทักทายด้วยความดีใจ

“เป็นยังไงบ้างสร้อยทอง ไม่ได้มาที่นี่เสียตั้งนาน ฉันคิดถึงพวกเธอจะแย่” เขากล่าวและส่งยิ้มให้ทั้งสาม

“สวัสดีค่ะคุณพี่” สร้อยทองยกมือไหว้สวัสดีและยิ้ม “สวัสดีครับท่านชาย” รุจยกมือไหว้ทักทาย

“พวกเราไม่ได้มาเยี่ยมคุณพี่ตั้งนาน คุณพี่สบายดีนะคะ” เธอพูดพร้อมทั้งเอามือมาแตะที่ไหล่ของรวีผู้เป็นลูกชายที่กำลังอยู่ในวัยสิบขวบ “สวัสดีท่านลุงสิจ๊ะลูก ท่านนี้คือท่านชายอดิศรจ้ะ”

รวียกมือไหว้สวัสดีท่านชาย “สวัสดีครับท่านลุง” และยิ้มอย่างสดใส

“สวัสดีหลานชาย สมัยก่อนพ่อแม่ของหลานเคยอุ้มหลานมาหาลุงที่นี่ ตอนนั้นเรายังตัวเล็กนิดเดียวอยู่เลย ผ่านไปไม่นานตัวโตขึ้นเยอะเลยนะเรา เดี๋ยวเชิญทั้งสามคนเข้าบ้านก่อนนะ” เขาพูดพร้อมทั้งแตะที่ไหล่ของหลานเบาๆ ด้วยความเอ็นดู

ท่านชายพูดต่อและเดินนำไป “วันนี้อยู่ทานอาหารเย็นพร้อมกับฉันที่นี่เลยนะ วันนี้ฉันให้บ่าวไพร่เตรียมอาหารไว้รอพวกเธอเฉพาะเลย”

“ขอบพระคุณคุณพี่มากค่ะ” สร้อยทองพูดและยิ้มด้วยความอบอุ่นใจ ทั้งสามเดินเข้ามานั่งภายในห้องนั่งเล่น โดยมีบ่าวผู้หญิงนำน้ำชามาเสิร์ฟให้ที่โต๊ะ

“พวกเธอทั้งสามสบายดีนะ ไม่ขาดเหลืออะไรกันใช่ไหม” ท่านชายอดิศรถามด้วยความห่วงใย

“ขอบพระคุณท่านชายมากเลยครับ กระผมกับสร้อยทองและลูกไม่ติดขัดสิ่งใดเลยครับ เพราะท่านชายที่คอยส่งเสียช่วยค่าเลี้ยงดูให้กับรวีแค่นี้เราทั้งสองคนก็ไม่รู้จะขอบคุณท่านชายยังไงแล้วครับ”

“ใช่ค่ะคุณพี่ ดิฉันและคุณรุจก็รู้สึกซาบซึ้งในทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณพี่มอบให้กับพวกเราและลูก จนไม่รู้จะตอบแทนคุณพี่ยังไงเลยค่ะ” เธอพูดด้วยสีหน้าแววตาที่รู้สึกยินดีและขอบคุณ

“ไม่เป็นไร พวกเธอก็เหมือนกับครอบครัวที่เหลือของฉัน ส่วนเจ้ารวีก็เป็นหลานของฉัน เรื่องแค่นี้ฉันยินดีมากนะ” เขาพูดและหยิบแก้วน้ำชาขึ้นมาดื่ม

“สร้อยทอง รุจ พวกเธอจะคิดยังไง ถ้าหากฉันอยากจะสนับสนุนช่วยส่งรวีให้ได้ไปเรียนต่อในอังกฤษ” สร้อยทองและรุจหันมามองหน้ากันด้วยสีหน้าตกใจเล็กน้อย

“คุณพี่คะ รวียังเด็กนัก ดิฉันเกรงว่าถ้าส่งเขาไปเรียนที่ไกลๆ แล้วเกิดมีปัญหาเป็นอะไรขึ้นมา ดิฉันเป็นห่วงลูกนะคะ” ส่วนรุจนั่งนิ่งเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง

“ฉันเข้าใจเธอนะสร้อยทอง แล้วเธอล่ะรุจ เธอคิดว่ายังไง” ท่านชายถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ

“กระผมคิดว่า รวียังเด็กไปครับ แล้วอีกอย่างเราสองคนก็รู้สึกเกรงใจท่านชายมาก”

ท่านชายยิ้มและพยักหน้ารับ “เอาละ ถ้าอย่างนั้นฉันจะรอให้พวกเธอสองคนพร้อมกว่านี้นะ หากเมื่อใดที่คิดว่าลูกของเธอเขาพร้อมแล้ว ให้มาบอกฉันนะฉันยินดี”

สร้อยทองและรุจมองหน้าท่านชายด้วยความซาบซึ้งและรู้สึกขอบคุณ รวีในวัยเด็กที่กำลังนั่งอยู่ข้างสร้อยทองแม่ของเขา ก็หันไปกระซิบกับแม่ของเขา“คุณแม่ครับผมขอไปวิ่งเล่นข้างนอกได้ไหมครับ”

สร้อยทองหันมาตอบลูก “ได้สิจ๊ะ แต่อย่าไปไกลนะรู้ไหม”

ท่านชายอดิศรที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เมื่อได้ยิน เลยสั่งให้บุษบาที่ยืนอยู่ไม่ไกลให้ช่วยพารวีออกไปวิ่งเล่นข้างนอก “บุษบาเธอช่วยพาหลานชายฉันออกไปวิ่งเล่นข้างนอกหน่อยนะ อย่าไปไกลกันล่ะ ฉันฝากดูด้วยนะ”

“ค่ะ ท่านชาย” บุษบาในวัยสาวพยักหน้ายิ้มรับ และเดินมาจูงมือรวีในวัยเด็กเดินออกไป

ทั้งสองเดินออกมาและหยุดอยู่ที่สนามหญ้าหน้าตึก

“บุษบาจะพาคุณรวีไปกินขนมอร่อยๆ นะคะ ไปที่ครัวกันค่ะ” เธอพูดและเดินจูงมือเขาไปที่ห้องครัวในเรือนคนใช้ บุษบาเดินจูงมือรวีเข้ามาภายในครัว โดยมีบ่าวคนอื่นๆ ที่กำลังเตรียมอาหารเย็นกันอยู่

เธอทักทายบ่าวคนอื่นๆ ในครัว “ทุกคนฉันพาคุณรวีหลายชายของท่านชายมา ในนี้มีขนมอะไรพอที่จะให้เธอทานได้บ้าง” บุษบาถามบ่าวในครัว

“สักครู่นะ เดี๋ยวข้าเตรียมขนมใส่จานให้” บ่าวคนหนึ่งตอบและเดินไปหยิบขนมถ้วยมาจัดใส่จานให้

ระหว่างที่บุษบายืนรอ รวีในวัยเด็กด้วยความซุกซนก็รีบวิ่งออกไปด้านนอกอีกครั้ง เขาวิ่งเล่นไปจนถึงเรือนหลังเล็ก และหยุดมองอะไรบางอย่าง สิ่งที่เขาเห็นคือหญิงสาวในชุดสีดำยาว ผมยาวสยาย กำลังยืนหันหลังร้องไห้อยู่ไม่ไกลจากตัวเขา เด็กน้อยตะโกนถาม “พี่สาวเป็นอะไรหรือเปล่าครับ”

หญิงสาวในชุดสีดำเธอหยุดร้องไห้และค่อยๆ หันมา เผยให้เห็นใบหน้าของนางสายใจหลังจากที่ตายไปแล้ว ในเวลานี้เธอเป็นวิญญาณหญิงสาวในชุดดำที่ไม่สามารถไปไหนได้

ไม่ช้า บุษบาที่กำลังเดินตามหลังออกมาก็พูดตะโกนเรียกชื่อของเด็กน้อย “คุณรวีคะ คุณอยู่ไหนคะ บุษบาเอาขนมมาให้แล้วค่ะ”

เธอเดินมาหยุดที่เขา “อยู่ตรงนี้เอง มาทำอะไรตรงนี้คะ เราเอาขนมไปนั่งทานตรงศาลาหน้าบ้านดีกว่าค่ะ” เธอพูดและจูงมือเขาเดินออกไป โดยที่เด็กน้อยหันกลับไปมองที่เรือนหลังเล็กแต่ก็ไม่เห็นหญิงสาวในชุดสีดำแล้ว

หลังจากทานอาหารมื้อเย็นเสร็จ ทั้งสามคนก็ขอตัวท่านชายเดินทางกลับ โดยที่ท่านชายอดิศรเดินลงมาส่งพวกเขาที่บริเวณหน้าคฤหาสน์ “วันนี้พวกเราต้องขอบคุณคุณพี่มากเลยนะคะ อาหารเย็นวันนี้อร่อยมากค่ะ” สร้อยทองพูดและส่งยิ้ม

“ใช่ครับ กระผมขอขอบคุณท่านชายมากเลยครับ” รุจพูดและหันไปบอกกับรวี “ขอบคุณท่านลุงด้วยนะครับลูก”

“ขอบคุณครับ” รวีในวัยเด็กยกมือไหว้ขอบคุณ

“วันนี้ฉันดีใจมากเลยนะที่พวกเธอทั้งสามคนมาเยี่ยมฉัน สร้อยทอง รุจ อย่าลืมเอาเรื่องที่ฉันคุยวันนี้ไปคิดดีๆ อีกทีนะ ถ้าพวกเธอเห็นสมควรยังไงก็ให้มาบอกฉัน รวีก็เป็นเหมือนหลานฉันคนหนึ่ง ฉันก็อยากเห็นเขากลับมาดูแลครอบครัวและพวกเธอได้” ท่านชายพูดอย่างอ่อนโยนและยิ้มให้กับทั้งสาม

“ขอบคุณอีกครั้งค่ะคุณพี่ ไว้ดิฉันกับคุณรุจจะพาหลานมาเยี่ยมอีกนะคะ” ทั้งสามยกมือไหว้ขอบคุณอีกครั้งและค่อยๆ เดินขึ้นรถไป ไม่ไกลจากบริเวณหน้าคฤหาสน์ วิญญาณของนางสายใจที่กำลังแอบยืนมองอยู่ก็รับรู้ได้ทันทีว่า สร้อยทอง รุจ และรวี เป็นเสมือนครอบครัวที่รักของท่านชาย นางสายใจจึงคิดจะเอาชีวิตของพวกเขา

“มีความสุขกันมากนักนะ” นางสายใจพูดด้วยน้ำเสียงอาฆาตท่านชายอดิศร

ระหว่างทางที่รุจขับรถโดยมีสร้อยทองที่นั่งอยู่ข้างๆ และรวีที่นั่งอยู่เบาะหลัง ภายในช่วงเวลาที่ท้องฟ้ามืดสนิท มีเพียงแสงไฟจากหน้ารถที่กำลังวิ่งตรงไป โดยทั้งสองข้างทางเป็นเพียงทุ่งหญ้าและป่ารกร้าง

สร้อยทองอุทานขึ้น “หยุดรถก่อนค่ะคุณ ข้างหน้ามีผู้หญิงนอนสลบอยู่กลางถนน ไม่รู้เธอเป็นอะไรหรือเปล่า”

รุจรีบเบรกรถทันที “เดี๋ยวพวกคุณนั่งรออยู่ในรถนะ ผมขอลงไปดูก่อน”

สร้อยทองพูดต่อ “ระวังด้วยนะคะคุณ”

รุจเปิดประตูรถและเดินไปที่ข้างหน้ารถ โดยมีแสงไฟจากหน้ารถที่ยังเปิดส่องทางอยู่ เขาเดินไปใกล้ร่างของผู้หญิงที่นอนสลบไม่ได้สติอยู่กลางถนน เขานั่งลงและพยายามพลิกตัวเธอ เมื่อเขาเข้าไปใกล้ร่างเธอและแตะไปที่ตัวเธอ อยู่ๆ เธอก็หันมามองเขาด้วยความเร็ว แววตาของเธอเป็นสีดำสนิท เผยให้เห็นใบหน้าของนางสายใจ

รุจอุทานและรีบปล่อยออกมือออกจากร่างของเธอ “เฮ้ย อะไรกันวะ” เขาพูดและรีบวิ่งกลับมาขึ้นรถด้วยความตกใจ

สร้อยทองที่เห็นความผิดปกติก็อุทานด้วยความตกใจ “เกิดอะไรคะคุณ แล้วผู้หญิงคนนั้นล่ะ”

รุจรีบขับรถออกไปจากถนนตรงนั้นด้วยความเร็ว “ผู้หญิงคนนั้นเขาไม่ใช่คนคุณสร้อย” เขาพูดด้วยความลนลานในขณะที่ขับรถ

“คุณหมายความว่ายังไงคะรุจ เธอเป็นอะไรกันแน่” สร้อยทองพูดด้วยความรู้สึกหวาดหวั่น

ในขณะรถที่รุจกำลังขับรถเขาก็เหยียบคันเร่งไวขึ้น เพราะเขาสังเกตเห็นว่ามีควันสีดำอะไรบางอย่างที่กำลังพุ่งตามหลังรถมาติดๆ จนทำให้สร้อยทองและรวีเริ่มรู้สึกกลัว

รวีที่นั่งอยู่เบาะหลังเริ่มส่งเสียงร้องไห้เพราะความตกใจ จนในที่สุด ควันสีดำนั้นก็ตามรถทันและมาหยุดอยู่ที่ด้านหน้ารถ ทำให้รุจหักหลบจนรถพุ่งลงไปชนเข้ากับต้นไม้ที่อยู่ริมทาง ทำให้เขาและสร้อยทองเสียชีวิตในที่สุด มีเพียงรวีที่รอดชีวิตแต่เขาได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยและสลบไป

 



Don`t copy text!