
ปราก คาฟกา นานาชาติ
โดย : วิฑูรย์ ทิพย์กองลาศ
![]()
“เที่ยวโทงเทง” คอลัมน์ท่องเที่ยวกับเรื่องเล่าจากสมุดบันทึกของ “วิฑูรย์ ทิพย์กองลาศ” ซึ่งได้แบกเป้เดินทางคนเดียวตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา เป็นบันทึกการโดยสารขนส่งสาธารณะ การพบปะและบทสนทนากับผู้คน (ตลอดจนหมาแมว) พร้อมแนบข้อมูลทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมประจำเมือง แต่ละวันมักจบลงด้วยเบียร์เย็นๆ หรือวิสกี้ในบาร์ท้องถิ่น
เป็นความคิดของโกรันที่นัดกินอาหารเที่ยงกันตอนประมาณบ่าย 3 โมงที่ร้าน Coa ร้านอาหารเอเชียบนถนน Rovolucni ใกล้ๆ กับ Namesti Republiky หรือ “รีพับลิกสแควร์” อีกย่านการค้าสำคัญของกรุงปราก
ร้านมีขนาดค่อนข้างกว้างขวาง แคชเชียร์และคนเดินโต๊ะเป็นฝรั่ง อาจจะรวมถึงเจ้าของและคนทำอาหาร เพราะก๋วยเตี๋ยวไก่เส้นเล็กที่ผมสั่งถูกเสิร์ฟมาในชามสีขาว น้ำซุปใสแจ๋ว มีถั่วงอกและเนื้อไก่ชิ้นเล็กๆ ไม่กี่ชิ้น ทำให้ทั้งชามมีสีขาวเกือบสนิท รสชาติเหมือนกินเส้นก๋วยเตี๋ยวกับน้ำโรยเกลือไม่กี่เม็ด แม้แต่ลิ้นของเด็กอ่อนก็คงรู้สึกว่าจืดชืดเหลือเกิน เบียร์ Budweiser ชนิดทำจากข้าวสาลี ซึ่งผมสั่งมาเป็นเครื่องดื่มกลับมีรสชาติของความเป็นอาหารมากกว่า ผมไม่เข้าใจว่าโกรันชอบร้านนี้ได้อย่างไร เขาสั่งบะหมี่ผัดกินกับเบียร์เช่นกัน แล้วก็ยังชมว่าอร่อย ผมไม่ได้ขอชิมแต่ดูสภาพแล้วรสชาติคงไม่ต่างกับก๋วยเตี๋ยวนัก

เสร็จจากมื้อเที่ยง เราก็แยกย้าย ผมเดินผ่านรีพับลิกสแควร์ ไปเขตเมืองเก่า ผ่านย่านวัดยิว จนถึงริมแม่น้ำวอลตาวา พี่มืดในชุดกะลาสียืนขายทัวร์นั่งเรือชมสองฝั่งเมืองอยู่ แกใจดีคอยบอกนักท่องเที่ยวที่เลี้ยวซ้ายหวังจะไปสะพานชาร์ลส์ว่าเป็นทางตัน ผมเดินเลียบฝั่งแม่น้ำไปทางขวามือ มีสวนสาธารณะเล็กๆ ที่ชาวเมืองและนักท่องเที่ยวปูผ้านั่งปิกนิกและพักผ่อนอยู่จำนวนไม่น้อย ใกล้ๆ กันคือ Ceska Filharmonie หรืออาคารแสดงคอนเสิร์ตซิมโฟนีออร์เคสตราแห่งสาธารณรัฐเช็ก
ผมเดินข้ามแม่น้ำจากสะพาน Manes ซึ่งหัวสะพานตั้งอยู่ระหว่างสวนสาธารณะกับ Ceska Filharmonie เมื่อถึงอีกฝั่งก็เดินลงไปยังชายหาดด้านซ้ายมือซึ่งเต็มไปด้วยนกพิราบ มีสภาพค่อนข้างสกปรก จึงเดินขึ้นฝั่งไปเจอ Franz Kafka Museum พิพิธภัณฑ์แสดงหนังสือฉบับพิมพ์ครั้งแรกของ “ฟรานซ์ คาฟกา” ยอดนักประพันธ์ชาวเช็กเชื้อสายยิว ซึ่งรจนาวรรณกรรมเป็นภาษาเยอรมัน มีชื่อเสียงโด่งดังหลังจากที่เจ้าตัวเสียชีวิตไปแล้ว ผมเคยอ่านเพียง The Metamorphosis ฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษ (ฉบับพิมพ์เป็นภาษาไทยใช้ชื่อ “กลาย” แปลโดย “มนตรี ภู่มี” ผมไม่เคยหาซื้อได้) และ “ในความนิ่งนึก” แปลโดย “ดลสิทธิ์ บางคมบาง”

นอกจากบรรดาหนังสือฉบับพิมพ์ครั้งแรกของคาฟกาแล้วพิพิธภัณฑ์ยังจัดแสดงจดหมายที่เขาเขียนโต้ตอบกับคนในครอบครัว เพื่อนสนิท และคนรัก รวมถึงบทบันทึก และภาพเขียนอีกจำนวนหนึ่งด้วย งานเขียนของคาฟกาส่วนใหญ่ถูกตีพิมพ์หลังจากที่เขาเสียชีวิตไปแล้วในวัยเพียง 40 ปี (ค.ศ. 1924) ด้วยวัณโรค มัจจุราชแห่งยุคนั้น ก่อนตายได้สั่งให้ “แม็กซ์ โบรด” (Max Brod) เพื่อนนักเขียนของเขาเผาทำลายต้นฉบับเสียให้สิ้น แต่โบรดกลับนำไปตีพิมพ์ แม้ตลอดชีวิตของคาฟกาจะเขียนเรื่องสั้นและนิยายไว้ไม่มากนักแต่มีอิทธิพลและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักเขียนรุ่นหลังเหลือคณานับ
ที่หน้าอาคารพิพิธภัณฑ์ มีรูปปั้นกลคนยืนฉี่อยู่ 2 หน่อ เป็นจุดยอดนิยมสำหรับการถ่ายภาพของนักท่องเที่ยวมากกว่าจะเข้าไปชมงานแสดงเสียอีก เช่นเดียวกับผมเองที่ไม่ได้เข้าไปภายในตัวพิพิธภัณฑ์เพราะเลยเวลาปิดทำการไปสักพักแล้ว

บาร์เบียร์ชื่อ Lokal ระหว่างทางกลับที่พักมีความน่าสนใจมาก ที่นั่งด้านในเต็มจนคนต้องออกมายืนดื่มกันนอกร้านเลยไปจนถึงบาทวิถีของอีกฝั่งถนน หากว่าไม่ปวดเท้าจนระบม โดยเฉพาะบริเวณส้น ผมคงเป็นหนึ่งในพวกนั้นอย่างแน่นอน
ก่อนจะงีบหลับในห้องพัก หนุ่มอังกฤษแขกใหม่แนะนำตัวอย่างสุภาพแบบฉบับชาวผู้ดีของแท้ เมื่อผมตื่นขึ้นมาเขาไม่อยู่แล้ว พอเดินออกไปยังระเบียงที่เชื่อมเป็นรูปตัว U ระหว่างส่วนรีเซ็ปชั่นและห้องพักรวมของผมกับส่วนที่เป็นครัวและห้องพักที่เหลือ ก็เจอกับพวกอังกฤษกลุ่มหนึ่งนั่งเล่นไพ่ออกันอยู่ตรงระเบียงทางเดิน กลุ่มวัยรุ่นตุรกีที่เช็กอินตั้งแต่เมื่อวานมาด้อมๆ มองๆ เหมือนอยากจะเล่นด้วย
ที่หัวมุมระเบียงถัดไปจากวงไพ่มีเก้าอี้วางเรียงอยู่ราวสี่ห้าตัว หนุ่มเติร์กคนที่พูดภาษาอังกฤษได้ดีนั่งคุยอยู่กับสาวสวยเซ็กซี่ชาวเกาหลีใต้ ผมเข้าไปสนทนาด้วยแต่ไม่นานนักเพราะรู้สึกหิวตั้งแต่ตื่นจึงออกไปเดินหาร้านอาหาร ส่วนมากคนแน่นเพราะเป็นช่วงเวลามื้อเย็นพอดี จึงเดินเข้าร้านชำแต่ไม่มีอะไรน่ากิน ในร้านผมเจอหนุ่มตุรกีผู้โดดเดี่ยวและน่าสงสาร หน้าตอบ ตัวผอม ผมลีบยาวประบ่า พักโฮสเทลเดียวกันแต่ไม่ได้มากับกลุ่มวัยรุ่นตุรกีที่ดูร่าเริงสนุกสนานกลุ่มนั้น เขาหลบสายตา ขี้อายปนขี้กลัว ผมตัดสินใจเดินไปกินไก่ทอดและสลัดที่แม็คโดนัลด์ ก็เจอตุรกีคนนี้อีก ผมพยายามมองเขาเพื่อจะทักทายแต่เขาก็หลบตาตามเคย
ระหว่างมื้อเย็นก็นั่งคิดเรื่องแผนการเดินทางต่อจากนี้ที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะไปเมืองกรากุฟ ประเทศโปแลนด์ ดีหรือไม่ เพราะแผนเดิมคือจะไปนครแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี แต่เพื่อนคนไทยที่นั่นไม่ว่างจนกว่าจะผ่านไปอีกสี่ห้าวัน จำเป็นต้องไปที่ไหนสักแห่งก่อนเข้าแฟรงก์เฟิร์ต แต่กรากุฟจะกินพลังงานมากเกินไป ตอนนี้ก็อ่อนแรงลงไปมากแล้วเพราะกลางวันเดินเยอะและกลางคืนก็ดื่มเบียร์จนดึกดื่น มีตัวเลือกเมืองเดรสเดนของเยอรมนีที่อยู่ไม่ไกลออกไป เป็นเมืองที่มีอาคารบ้านเรือนสวยงาม โดนระเบิดถล่มราบคาบระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ได้สร้างขึ้นใหม่ให้ดูเหมือนสภาพเดิม ทว่าที่พักราคาสูง และค่ารถจากเดรสเดนไปแฟรงก์เฟิร์ตก็แพงเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน หรือจะเวียนนา เพราะยังไงก็วางแผนจะไปอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าถ้าไปเวียนนาก่อนแฟงค์เฟิร์ตก็ต้องเดินทางจากแฟรงก์เฟิร์ตวกกลับมาปรากอีก เพื่อจะลงไปฮังการี แล้วเข้าโรมาเนีย ก่อนขึ้นเครื่องบินกลับเมืองไทย

กินเสร็จก็ยังตัดสินใจอะไรไม่ได้ กลับมายังที่พักก็พบว่าอังกฤษกับตุรกีอยู่วงเดียวกันแล้ว พวกเขาเล่นไพ่และพูดคุยกันเสียงดังหนวกหู ผมย้ายที่เขียนบันทึกจากในครัว ไปยังล็อบบี้ แล้วไปจบในห้องพัก เสียงพวกเขาก็ตามไปรบกวนได้ทุกที่จึงต้องเลิกล้มความพยายามในที่สุด ด้วยความรำคาญพวกอังกฤษไร้มารยาทนี้เองจึงตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าพรุ่งนี้จะต้องเดินทางออกจากกรุงปราก คำตอบของสถานที่ปลายทางจะต้องปรากฏเมื่อตื่นนอน
ในห้องพักรวมของผม ลุงชาวอินเดียและภรรยาชาติเดียวกันเป็นผู้มาใหม่อีก 2 คน ทั้งคู่หลับลงไปได้อย่างเหลือเชื่อ ส่วนผมต้องรอให้พวกผู้ดีเสียงดังออกไปเที่ยวข้างนอกกันก่อนตอนประมาณตีหนึ่งจึงสามารถหลับได้ สำหรับแก๊งตุรกีก็ทยอยเดินเข้าห้องนอนของตัวเอง
“เวียนนา” เมืองหลวงของออสเตรีย คือภาพที่ผุดขึ้นหลังจากตื่นนอน

ลุงชาวอินเดียแกชื่อ “คริส” เกิดที่มุมไบ แต่ไปทำมาหากินอยู่ที่นครโตรอนโต ประเทศแคนาดา ได้ 25 ปี และปัจจุบันเกษียณแล้ว ทุกคืนนอกจากศรีภรรยาแกก็ยังมีเครื่องหยุดกรนที่ต้องนอนกับแกด้วยทุกคืน แกเล่าว่าเคยกรนอย่างหนักจนครั้งหนึ่งหยุดหายใจไปหลายวินาที หมอจึงแนะให้ซื้อเครื่องหยุดกรน ราคา 1,600 ดอลลาร์ หรือประมาณ 5 หมื่นบาท แกว่าถูกมากหากเทียบกับที่เคยเกือบตาย เครื่องนี้มีลักษณะคล้ายเครื่องเล่นเทปแบบแบนๆ มีที่ครอบจมูกและปาก นอกจากส่งอากาศเข้าจมูกแล้วก็กันไม่ให้ปากอ้าไปพร้อมกัน ลุงแกว่า “ไม่รู้เป็นไร คนอินเดียกรนกันทุกคน”
คู่รักวัยเกษียณมีแผนเดินทาง 50 วันในยุโรป เพิ่งมาจากกรุงวอร์ซอ เมืองหลวงของโปแลนด์ ที่หมายต่อไปคือบูดาเปสต์ แต่ลุงคริสยังไม่รู้ว่าจะต้องซื้อตั๋วที่ไหนอย่างไร ผมจึงแนะนำให้แกนั่งรถรางไปซื้อตั๋วรถไฟที่สถานีรถไฟกลางของกรุงปราก (Prague Main Railway Station) แกก็ทำตามอย่างน่ารัก

ผมเช็กเอาต์แล้วแบกกระเป๋าลงจากโฮสเทล เดินไปที่ป้ายรถรางก็เจอลุงคริสและภรรยา แกซื้อตั๋วแบบ 24 ชั่วโมงเดินทางได้ทุกสายทุกโซน แต่รอรถรางผิดฝั่ง แกจึงว่าโชคดีที่เจอผมไม่อย่างนั้นคงนั่งไปไหนก็ไม่รู้ ผมซื้อตั๋วแบบเที่ยวเดียวราคา 24 โครูนา นั่งรถรางสาย 15 สายเดียวกับลุงคริส แกขออีเมลผมไป บอกว่าคืนนี้จะเขียนถึง ผมไหว้ลาแกและภรรยา ก่อนลงก็ทำตัวเป็นผู้รู้ “ของลุงป้ายถัดไป” พอลงมาจึงรู้ว่าต้องนั่งไปอีก 2 ป้าย
จนบัดนี้ผมยังไม่เคยได้รับอีเมลจากลุงคริส ไม่รู้เพราะทำให้แกลงผิดป้ายแล้วหลงทางจนเกลียดผมไปเลยหรือเปล่า
จากป้ายรถราง เดินไปอีกประมาณ 500 เมตรก็ถึงสถานีรถบัส Florenc ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานีรถบัสหลักของกรุงปรากสำหรับเดินทางระหว่างประเทศ บริษัท FlixBus มีให้บริการ 2 ช่องติดกัน สามสาวจากเมืองไทยยืนเข้าคิวอยู่ พวกเธอจะไปนครมิวนิก ประเทศเยอรมนี เพื่อขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพ ทั้งสามซื้อตั๋วไปกลับกรุงเทพ – มิวนิก มา 1 สัปดาห์ และระหว่างมิวนิกกับปรากก็ไม่ได้ไกลกันมาก จึงถือโอกาสมาเที่ยวเสียให้คุ้มค่าตั๋ว

ผมได้รถบัสเที่ยวถัดไปเวลา 14.15 น. ราคา 15 ยูโรเท่านั้น หากจะเดินทางเที่ยวนี้เวลา 12.15 น. จะต้องไปขึ้นที่สถานีรถไฟ (มีจุดจอดรถบัส) ค่าตั๋ว 25 ยูโร ซึ่งคงไปไม่ทัน หากขึ้นตรงสถานี Florenc แห่งนี้ก็ทันแต่ราคาขึ้นไปที่ 48 ยูโร ทั้งที่เป็นรถคันเดียวกัน นี่คือลูกเล่นของบริษัทรถที่ผมไม่ตามเกมด้วย ขอแบกกระเป๋าไปกินไก่ทอดเคเอฟซีเป็นมื้อเช้าดีกว่า และจากการสำรวจไก่ทอดยี่ห้อนี้มาหลายประเทศ ที่เช็กรสชาติติดอันดับต้นๆ ส่วนอันดับสุดท้ายเกรงใจเหลือเกินที่ต้องบอกว่าเป็นไก่ญี่ปุ่นที่รักของผม
บนรถบัส มีสาวเกาหลีผู้เซ็กซี่โฉบเฉี่ยวจากโฮสเทลโดยสารมาด้วย เรานั่งเก้าอี้คนละแถวแต่ก็มีโอกาสได้คุยกันสองสามครั้ง รถบัสไม่มีการจอดแวะระหว่างทาง ผ่านเมือง Brno ของเช็ก เข้าสู่เมืองเล็กๆ ชื่อ Poysdorf ของออสเตรีย ข้ามแม่น้ำดานูบ จนรถมาจอดที่สถานี Erdberg ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงเวียนนา
ตอนอยู่บนรถบัสสาวเกาหลีบอกผมว่าจะเดินทางเข้าเมืองไปพร้อมกับผม เมื่อลงจากรถบัสแผนที่กูเกิลในมือถือซึ่งปกติจะระบุวิธีการเดินทางอยู่ด้วยกลับไม่แสดงเส้นทางของรถไฟใต้ดิน (ข้อมูลเมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2560 ปัจจุบันแสดงเส้นทางรถไฟใต้ดินแล้ว) และเธอก็เชื่อตามว่าไม่มีรถไฟใต้ดินแถวนี้
ในขณะที่ผมกำลังจะหาตัวช่วย เธอก็บอกลาและยิ้มให้ก่อนเดินลากกระเป๋าใบยักษ์ไปบนบาทวิถีระยะทางไกล 3 กิโลเมตรเพื่อไปยังที่พักที่เธอจองไว้ ส่วนผมเดินไปถามหนุ่มขายกาแฟแถวนั้น เขาบอกให้ข้ามถนนแล้วจะเจออักษร U ตัวใหญ่ “นั่นแหละสถานีรถไฟใต้ดิน”
ห่างออกไปประมาณ 50 เมตร จากจุดจอดรถบัส

- READ ปราก คาฟกา นานาชาติ
- READ เสวนาในบาร์เบียร์
- READ ชมรถเก่าแดนเชกโกฯ
- READ จิบนี้ที่กรุงปราก
- READ ดรีนา มิลยัสกา ซาราเยโว
- READ จากบ้านแม่สู่บ้านเมีย
- READ สงคราม สันติภาพ ซาราเยโว
- READ สะพานข้ามแม่น้ำ “ดรีนา” (2)
- READ สะพานข้ามแม่น้ำ “ดรีนา” (1)
- READ จาก “เมืองไม้” สู่ “เมืองหิน”
- READ เมืองไม้และรถไฟสายเลข 8
- READ บนเส้นทางสู่ “โมกราโกรา”
- READ กีฬา กาแฟ แก๊ส เกาะ
- READ เมืองขาวของชาวเซิร์บ
- READ โร้ดทริปสู่เซอร์เบีย
- READ วิสกี้ ซิการ์ บูดาเปสต์
- READ คอยเพื่อนที่บูดาเปสต์
- READ ปวดบาทาที่บูดาเปสต์
- READ ทิมิชัวรา – บูดาเปสต์
- READ จาก ‘ซีบีอู’ สู่ ‘ทิมิชัวรา’
- READ มื้อเช้าของนักเดินทางและสะพานคนลวง
- READ ดวงตาซีบีอู
- READ เสน่หา บราชอฟ
- READ รถไฟสายทรานซิลเวเนีย
- READ เชาเชสคูและบูคาเรสต์
- READ บูนา บูคาเรสต์
- READ ผู้ควบอาชาแห่งเมืองบราชอฟ







