ลวดลายในวิญญาณ บทที่ 5 : เดี๋ยวก็รู้

ลวดลายในวิญญาณ บทที่ 5 : เดี๋ยวก็รู้

โดย : กฤษณา อโศกสิน

Loading

ลวดลายในวิญญาณ นวนิยายลึกลับโดย กฤษณา อโศกสิน เมื่ออิทธิพลของ ‘ดาวเกตุ’ ผูกโยงชะตาชีวิตและจิตวิญญาณของละอองทองเข้ากับความเร้นลับยามค่ำคืน ความจริงที่ซ่อนอยู่คือพรหรือคำสาป? ติดตามปริศนาแห่งลายแทงวิญญาณได้ที่นี่

เสียงที่แทรกซึมมาในอากาศอันสงบสบาย บ่งบอกความจริงใจอันสันสกฤตคุ้นเคยก็จริง หากก็ตื่นเต้นยิ่งทุกคราที่ได้สัมผัส นั่นก็เนื่องด้วยในบัดนี้เสียงนั้นกลายเป็นเสียงที่มีวิญญาณและอานุภาพลี้ลับอยู่ในที เป็นเสียงที่ผู้ได้รับเชื่อถือได้ว่า หากทำตามสั่งไปแล้วจะไม่มีผิดหวัง

ดังนั้น ชายสูงวัยจึงตอบรับอย่างว่าง่าย

“ได้เลยคุณนวลคุณทอง ผมเองก็อยากลองชิมของกินที่เคยมารู้รสสมัยก่อนเหมือนกัน” พลางเขาก็เอ่ยถึงหลายร้านที่อร่อย “ที่เคยชอบก็คือหมูสามชั้นอบผักแห้ง ไก่อบเกลือ”

“อ๋อ” นวลสนิทลากเสียงพร้อมเอ่ยชื่อร้านเก่าแก่ขายดี มีอาหารรุ่นเก่าที่หารับประทานได้ยาก “เราก็ไปทานที่นั่นกันบ่อยเหมือนกันค่ะ…”

แต่ละอองทองขณะนี้ไม่มีทีท่าเหมือนเมื่อครู่ คล้ายไม่อยากสนทนา คล้ายอยากคิดคำนึงถึงบางสิ่งที่เริ่มผ่านเข้ามาในจิตสัมผัส

ท่าน้ำยามบ่ายคล้อยที่แสงแดดลบลาจึงกลายเป็นภาพแห่งอาณาจักรที่ละอองทองละเมอเพ้อหาโดยใครต่อใครในร้าน ก็ไม่สามารถแจกแจงได้ว่า เกิดจากเหตุอันใด

แม้ตัวหล่อนเองก็เช่นกัน

สันสกฤตกับพิทยาธรจึงได้แต่มองออกไปยังแม่น้ำเจ้าพระยาอันกว้างใหญ่ที่ตะวันยามสิบเจ็ดนาฬิกาเศษกำลังจะเลือนหาย ช่วยให้น้ำผืนใหญ่งดงามตรึงนัยน์ตา แม้มองทุกวันก็หาได้เบื่อไม่

ราตรีกาลใกล้เข้ามา

แต่นวลสนิทก็ตัดบท

“เราพาคุณลุงกับคุณพิทยาธรไปทานอาหารกันเลยดีกว่า ทอง”

“พี่พาไปเองได้ไหมล่ะ” น้องของหล่อนย้อนถาม “ทองน่ะ…ไม่อยากกิน…อิ่มแล้ว…อยากไปลงเรือมากกว่า”

“โธ่เอ๋ย…ทอง…สองท่านนี่เป็นแขกของเรานะ…คุณพิทยาธรจะต้องช่วยแก้รูปเขียนที่หัวพิณมันหายไป รูปที่ทองได้มาจากตลาดแบกะดินที่ฝรั่งเศสไง จำไม่ได้แล้วเหรอ” นวลสนิทเองก็เพียรปลุกเร้าน้องของหล่อนให้หลุดจากอาการประหลาด นั่นก็คือ หวังจะย้อนกลับไปในบรรพกาลที่หล่อนคงจะอ่านจากเอกสารที่ผู้เขียนสมัยกระโน้นจดจารไว้อย่างละเอียด จนสามารถดึงดูดความรู้สึกอันบอบบางของหญิงสาวผู้หนึ่งให้ติดตามไป

ก็น่าหรอกนะ…สันสกฤตผ่านสายตาไปสู่ท้องน้ำกว้างที่บัดนี้ไฟสองข้างฝั่งเริ่มระยิบระยับจับยอดคลื่น…น่าที่หญิงอ่อนวัยผู้นี้จะตกอยู่ในมิติที่ผู้อื่นไม่สามารถตามไปได้….

เพราะเขาเองก็ใช่…ก็อยู่ในข่ายนี้ด้วยเช่นกัน เมื่อหวนคำนึงถึงอดีตที่ผ่านไป ที่บ่งบอกว่าเขาคืออีกคนหนึ่งที่มีสัมผัสพิเศษ

ติดต่อกับบางเลศนัยได้อย่างชวนอัศจรรย์

ดังเช่นเมื่อสามปีก่อน เพื่อนผู้หญิงของเขาคนหนึ่ง ลองยกลูกของเธอให้ ‘เจ้า’ ที่ศาลเล่าปุนเถ้ากง เพราะเป็นเด็กขี้โรคเลี้ยงยาก ต่อมา เจ้าที่ศาลก็มาเข้าฝันทุกคืน จนสันสกฤตต้องแนะนำให้กลับไปไหว้ขอขมาท่าน จากนั้นท่านก็เงียบไป

จนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่งเป็นวันสารทจีน อยู่ดีๆ เพื่อนคนนี้ก็เกิดตัวสั่นเทิ้มขึ้นมาจนเขาเกรงว่าเพื่อนจะกลายเป็นร่างทรง เลยไปไหว้ขอร้องท่านอีก เพราะช่วงนั้น ดูเหมือนท่านจะมาหาบ่อย

จากสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เองที่ทำให้เขาเชื่อเรื่อง การเดินทางของวิญญาณ

เพราะเหตุการณ์ที่ช่วยย้ำให้ความมั่นใจว่าวิญญาณมีจริง รวมทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็มีอยู่

เพื่อนผู้นี้นับว่าเป็นคนจิตอ่อนจึงมักถูกหลอนโดยไม่ทันรู้ตัว คงไม่ผิดไปจากจิตของละอองทองผู้ยังคงยืนมองเจ้าพระยาจนกระทั่งมืดสนิท

หวังว่าจิตของหล่อนคงไม่อ่อนเหมือนเพื่อนของเขาดอกนะ

เพราะเพื่อนผู้นั้นในช่วงที่มีสัมพันธ์อยู่กับกระแสลี้ลับ ก็มักจะประสบกับเหตุไม่คาดฝัน

ดังเช่นวันหนึ่ง

ขณะกำลังยืนอยู่บนระเบียงบ้านเพียงลำพังเพื่อก้มลงดูเด็กๆ เตะบอลกันบนสนาม จู่ๆ เด็กมองขึ้นมาก็ตกใจ ต่างก็ชี้ให้กันดู พร้อมกับส่งเสียง

‘ผี ผี ผี’

ต่อจากนั้นต่างก็วิ่งหนีกันเกรียวกราว

เพื่อนก็เลยบอกเขาว่า ช่วงนั้นฝันเห็นท่านบ่อย จนกระทั่งไม่ได้หลับไม่ได้นอน

สำหรับดวงของเขานั้นสันสกฤตจึงหวนมาสังเกต ก็พบว่า ยามใดที่หมายเลข ๙ เข้าพบสหัชชะ ยามนั้นเขาก็จะได้พบเพื่อนเก่าผู้หายไปเนิ่นนาน

แม้แต่พระภูมิเจ้าที่ก็เคยมาปรากฏกาย

เป็นชายชราผมขาวหนวดขาว ถือไม้เท้า ย่างก้าวเข้ามาจะเอาชีวิต เนื่องจากขาดการบูชา เรียกว่าท่านกะจะเอาเขาถึงตาย

โดยพลัน ท่านก็เด็ดหัวใจเขาแล้วขว้างออกไป

ตอนนั้น เขาคิดแค่ที่ว่าถ้าเขาตายแล้วใครจะดูแลน้องกับหลานเล็กๆ

แค่นั้นเองที่สายใจอันเบาบางราวใยแมงมุมที่มีหัวใจอยู่ตรงปลาย ก็ถูกดึงกลับมาเข้าตัว

 

แต่แล้ว นวลสนิทก็ตัดบทโดยไม่สนใจละอองทอง เพราะเกินกว่าจะอ้อนวอนเคี่ยวเข็ญ

จึงเชื้อเชิญ

“ถ้าทองไม่ไปก็ช่างเขาเถอะค่ะ เราไปกันได้แล้ว นวลชักจะหิวแล้วเหมือนกัน”

ทั้งสันสกฤตและพิทยาธรต่างก็หิว นวลสนิทจึงปิดรั้วไม้ด้านที่ออกมายืนรับลม พาน้องสาวกลับมายังห้องด้านหน้าซึ่งรัตนายังคงมีแขกทยอยกันเข้ามาจิบกาแฟ กินของว่างเบาๆ มีสมมาดเดินเข้าเดินออกช่วยเสิร์ฟ

“ไปหาอะไรกินกันดีกว่าพี่มาด” พิทยาธรเอ่ยชวน

แต่ไรเดอร์หนุ่มปฏิเสธ

“อิ่มแล้วครับผม…เดี๋ยว…ถ้าดึกแล้วหิว ก็แวะกินอะไรกลางทางได้”

“งั้นเราพาคุณนวลไปนะ…คุณทองน่ะไม่ไป”

นวลสนิทก็เลยสบตากับรัตนาเชิงสั่ง ‘อย่าลืมคอยดูพี่เขาด้วยล่ะ’

“ไปกันเถอะค่ะ พี่ทองอยู่กับหนูได้” อีกฝ่ายรับปากมั่นเหมาะ

แต่สันสกฤตกลับเปลี่ยนใจ ด้วยอยากสัมผัสความรู้สึกของน้องสาวเจ้าของร้านอย่างสนิทชิดใกล้ว่าอากัปกิริยาและวาจาท่าทีที่เปลี่ยนไปนั้น จะเข้าขั้นเพ้อพกประมาณไหน

“เอางี้ละกันมาด” เขาก็เลยหันไปทางผู้สื่อสารหนุ่ม “มาดช่วยวิ่งรถออกไปซื้อมาดีกว่า มากินกันที่นี่ คุณละอองทองจะได้กินด้วย หิวไม่หิวก็ต้องกินนะหนูนะ” เขาเอ่ยพลางหันไปขอความเห็นจากนวลสนิท “ดีกว่าไหม”

“ดีเหมือนกันค่ะคุณลุง” พลางหล่อนก็ดึงธนบัตรใบละพันออกมายื่นให้สมมาด “พี่ช่วยจัดการละกัน…จะต้องจดให้ไหมว่าเอาอะไรมั่ง”

“จดก็ดี จะได้เร็ว” สมมาดผู้บัดนี้กลับกลายเป็นพี่ชายคนโตของรัตนารับอาสาอย่างเต็มใจ

ดังนั้น เพียงครึ่งชั่วโมง ไรเดอร์หนุ่มก็พาจักรยานยนต์พร้อมอาหารถุงใหญ่กลับมาส่งให้รัตนาช่วยจัดใส่จานมาวางตรงหน้าทุกคนบนโต๊ะกลมสองโต๊ะที่เลื่อนมาชิดกันตรงมุมกาแฟที่มีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติเต็มทุกโต๊ะ

พิทยาธรนั่งติดกับละอองทอง ด้วยหวังจะคอยจับตามองอาการหล่อนอย่างใกล้ที่สุด…ก็แลเห็นหล่อนกินอาหารอย่างเริ่มหิวเหมือนกัน

“อร่อยไหมทอง” นวลสนิทคอยจับจ้องน้องสาวมิคลาดไป แลเห็นอีกฝ่ายตักหมูสามชั้นอบผักแห้งใส่ปากอย่างรู้สึกอร่อยก็ดีใจ เลยหยอกยั่วเบาๆ “แล้วถ้าอร่อยจนไม่คิดจะไปรอเรือ พี่ก็จะขอบคุณมาก”

นั่นเอง ละอองทองถึงกับวางช้อนดังแกร๊ก เงยหน้าขึ้น

ทุกคนจึงแลเห็นดวงตาโตงามลอยคว้างขณะวางช้อนและตะเกียบ

“เรือมาแล้วนะ” ในที่สุดอีกฝ่ายก็ปริปากคล้ายกำลังละเมอ “เรือมาแล้ว…มารับแล้ว…บอกว่าเที่ยวนี้ดี…ไม่มีพายุ…”

สันสกฤตถือตะเกียบกำลังจะคีบไก่อบเกลือเข้าปาก จึงพลันชะงัก

คล้ายได้ยินเสียงตุ๊กตาไม้สักบอกเบาๆ ตรงริมหู

“เดี๋ยวก็รู้”

ดังนั้น เขาจึงพลอยพยักหน้าเออออตามหล่อนไป

“มาก็ดีไงหนู…หนูจะได้ลงเรือไปสิงคโปร์…ว่าแต่ว่าที่สิงคโปร์น่ะ หนูมีคนรู้จักเยอะเลยเหรอ”

แต่ละอองทองไม่ตอบ

นัยน์ตาโตลอยเคว้งคว้างราวลูกโป่งกำลังโต้ลมอยู่กลางหาว…แสงที่เคยแช่มชื่นสดใสชั่วโมงก่อน บัดนี้ดูด้านชาเหมือนชีวิตชีวาแห่งความเป็นละอองทองหลุดลอยไป

คล้ายมีวิญญาณดวงใหม่ไหลเข้ามาแทน

ดังนั้น แม้สันสกฤตจะเคยผ่านพบนิมิตทั้งดีและร้ายจากหลายมิติมาแล้ว ก็ยังมิแคล้วงงงัน

ในที่สุด ละอองทองก็ลุกขึ้นยืน แล้วก้าวออกจากโต๊ะกลม หันหลังจะออกไปยังประตูอีกด้านที่พาไปสู่ท่าน้ำที่ออกไปยืนเมื่อสักครู่

นวลสนิทก็เลยต้องลุกขึ้นพลางขออภัย

แต่ไม่เป็นไรเลย…สันสกฤตสบตากับผู้พี่ของหญิงที่มีวิญญาณ ‘สองดวง’ เขานึกในใจ

ดวงหนึ่ง…เป็นดวงของมนุษย์ธรรมดา ส่วนอีกดวงเป็นดวงของ ‘ดาวเกตุ’

เออแน่ะ…เพราะเหตุใดเขาจึงนึกถึงดาวดวงนี้ขึ้นมาได้ ทั้งๆ ก็มิใช่ดาว

“ก็เพราะไม่ใช่ดาวน่ะสิ…”

เสียงหนึ่งกระซิบอยู่ริมๆ หู

“เพราะเกตุมิใช่ดาว เป็นเพียง ‘คราส’ อย่างไรล่ะ”

หากก็มีอิทธิพลสูงในฐานะเป็น ‘เลขศักดิ์สิทธิ์’ เนื่องด้วยบ่งบอกถึง ‘ศาสนา’ และสิ่งลึกซึ้งของศาสนา จึงบ่งชี้ว่าเป็นดาวเร้นลับ…หมอดูสูงวัยเคยบอกเขาไว้เช่นนั้น

ผู้ที่ตกอยู่ในวงจรของดาวเกตุ มักจะกำพร้าบิดา มักจะหมกมุ่นอยู่กับไสยศาสตร์ กลายเป็นนักวิปัสสนาข้องเกี่ยวอยู่แต่กับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ หรือเป็นแพทย์แผนโบราณ นักโบราณคดี ชอบสะสมของเก่า

มีลักษณะพิเศษ ไม่เหมือนผู้ใด

อาจจะได้แก่ละอองทองอีกหนึ่งนางก็เป็นได้ ทั้งๆ ที่เขาก็ยังไม่มีวันเดือนปีเวลาตกฟากของหญิงตรงหน้า

หญิงผู้กำลังก้าวออกไปยังท่าน้ำ

โดยพลันหล่อนก็หันมาโบกมือให้นวลสนิท สันสกฤต และพิทยาธร

“ทองไปละนะ”

 



Don`t copy text!