A New Chapter: วิตต ตุลยธัญ กับผลงานนิยายเรื่องแรก ‘ฤดูร้อนเป็นของเขา ฤดูหนาวเป็นของเธอ’ แชมป์อ่านเอาก้าวแรก รุ่น ๖

A New Chapter: วิตต ตุลยธัญ กับผลงานนิยายเรื่องแรก ‘ฤดูร้อนเป็นของเขา ฤดูหนาวเป็นของเธอ’ แชมป์อ่านเอาก้าวแรก รุ่น ๖

โดย : กิ่งสุรางค์ อนุภาษ

Loading

นั่งคิดเล่น ๆ ว่า ถ้าวันหนึ่งเราได้จากโลกนี้ไปแล้ว แต่จู่ ๆ ก็มีโอกาสกลับมาเข้าร่างใครสักคนเพื่อใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้อีกสักเก้าสิบวัน เราจะทำอะไร? คำตอบเร็ว ๆ ที่ผุดขึ้นมาในความคิดตอนนี้คงเป็นการกลับไปใช้ชีวิตกับคนที่รัก ทำให้เขามีความสุขที่สุดเท่าที่จะทำได้

จริงๆ คำถามนี้เกิดขึ้นตอนที่ได้นั่งคุยกับคุณวิตต ตุลยธัญ เจ้าของผลงานที่ได้ลงในอ่านเอาเรื่อง ‘ฤดูร้อนเป็นของเขา ฤดูหนาวเป็นของเธอ’ ซึ่งสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศจากโครงการอ่านเอาก้าวแรก รุ่นที่ ๖ ผลงานเรื่องนี้เล่าถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำอาชีพนักคณิตศาสตร์ประกันภัย ซึ่งมีอาการวิตกกังวลราวกับแทรกซึมอยู่ในสายเลือด วันหนึ่งขณะที่เธอนั่งรถตู้ออกไปพร้อม ๆ กับผู้หญิงและผู้ชายอีกสองคน ก็เกิดอุบัติเหตุขึ้น และเธอคือผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็ต้องช่วยเหลือวิญญาณของผู้หญิงและผู้ชายที่เสียชีวิตไปให้บรรลุภารกิจ ก่อนที่ทั้งสามจะแยกย้ายกันไปในทิศทางของตัวเอง

ในมุมหนึ่งของเรื่องนี้ คุณวิตตได้เปรียบเทียบให้เราซึ่งเป็นคนอ่านได้เห็นการใช้ชีวิตของหนึ่งคนและสองวิญญาณ ในขณะที่คนที่ยังมีลมหายใจมัวแต่วิตกและมองเห็นแต่เรื่องร้ายจนไม่กล้าใช้ชีวิต วิญญาณอีกสองดวงกลับทำให้เธอเห็นว่าเขาและเธอได้ใช้ชีวิตที่ผ่านมาอย่างเต็มที่แล้ว

“สารหลักในเรื่องนี้คืออยากให้เรากล้าที่จะใช้ชีวิตก่อนที่เวลาจะหมดลงไป เพราะเราไม่รู้ว่าตัวเองจะตายเมื่อไหร่ ดังนั้นเราต้องใช้ชีวิตตอนที่เรายังมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่ใช้ชีวิตตอนที่เราไม่มีชีวิตแล้วครับ” คุณวิตตกล่าวกับเรา

วิตต ตุลยธัญ เป็นสถาปนิกหนุ่มที่ทำงานด้านออกแบบตกแต่งภายใน และเป็นเจ้าของเพจ ‘ทำเรื่องเล่นให้เป็นเรื่องใหญ่’ เพจที่มักหยิบแนวคิดที่น่าสนใจจากหนังเรื่องนั้น ๆ มาย่อยให้อ่านได้เข้าใจง่าย พร้อมเติมพลังบวกให้กับชีวิต ซึ่งเพจนี้มีผู้ติดตามกว่าเก้าแสนคน นอกจากนี้เขายังเคยมีผลงานหนังสือแนวฮีลใจอีกสองเล่ม ก่อนจะตัดสินใจลงมือเขียนนิยายอย่างจริงจัง

“การสนใจเขียนนิยายเริ่มจากก่อนช่วงโควิด-19 ผมกับแฟนเดินทางไปฟินแลนด์ เป็นการไปหาประสบการณ์ประมาณสองสัปดาห์ เราไปกับโครงการที่รับอาสาสมัครไปช่วยทำฟาร์มเพื่อแลกกับที่พักฟรีครับ ตอนนั้นผมอยากเขียนเมมัวร์ (บันทึกความทรงจำ) เลยลองเขียนขึ้นมา แต่แฟนคอมเมนต์มาว่าภาษาที่ผมเขียนค่อนข้างแข็ง ก็เลยนอยด์ แล้วรู้สึกอยากจะพัฒนาตัวเอง เลยไปเรียนคลาสเขียนที่โน่นที่นี่ ซึ่งพอเริ่มเรียนคลาสแนวนี้ก็มีคนที่เขียนนิยายอยู่เยอะ และในคลาสก็มักจะอ้างอิงเคสที่เป็นนิยายอยู่บ่อย ๆ เลยทำให้ผมรู้สึกอยากเขียนขึ้นมาบ้าง

พอมาเริ่มเขียนนิยายก็พบว่าสิ่งที่ยากคือผมไม่รู้จะเริ่มยังไง แล้วก็ไม่รู้จะจบยังไง เหมือนการเขียนนิยายเรื่องหนึ่งมันมีทางไหลได้เต็มไปหมด ผมและแฟนติดตามผลงานของวิทยากรทั้งสามท่านอยู่แล้ว พอเห็นโครงการอ่านเอาก้าวแรกก็เลยสนใจ แต่ผมสมัครรุ่น ๕ ไม่ทันครับ เลยตั้งใจว่าจะต้องสมัครรุ่น ๖ ให้ได้ แล้วก็กดสมัครทันในรุ่นนี้” คุณวิตตเล่าถึงที่มาที่ไปของการเริ่มเขียนนิยาย

“คลาสนี้สอนตั้งแต่การเริ่มต้นเขียน แล้วช่วงส่งพล็อตก็จะมีคณะกรรมการเข้ามาช่วยคอมเมนต์ เพื่อทำให้เรื่องที่เราจะเขียนแข็งแรงขึ้น ซึ่งผมว่าสำคัญมากครับ เพราะเวลาเราคิดเองอยู่คนเดียว จะรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจว่าตรงไหนเวิร์ก ตรงไหนไม่เวิร์ก แต่คลาสนี้พอมีคอมเมนต์จากพี่ ๆ ทั้งสามท่านที่มีประสบการณ์เยอะมาก ก็ทำให้เห็นว่าตรงไหนที่เราต้องปรับ แล้วยังมีจุดที่เราไม่เห็นปัญหา ซึ่งพี่ ๆ ก็ช่วยแนะนำ นอกจากนี้ยังมีไอเดียที่เราคิดไว้ แต่ยังไม่ค่อยมั่นใจว่าโอเคไหม แต่พอพี่เขาบอกว่าตรงนี้โอเค ก็ทำให้รู้สึกมั่นใจขึ้นครับ”

คุณวิตตบอกว่าการทำงานตรงนี้ก็เหมือนกับการวางโครงสร้างของงานสถาปนิก เพราะเมื่อโครงสร้างแข็งแรงแล้ว งานในส่วนอื่น ๆ ก็สามารถลงรายละเอียดต่อได้

“ตอนเรียนผมยังชอบทัศนคติหลาย ๆ เรื่องที่วิทยากรแนะนำ เช่น แนวคิดของพี่หมอโอ๊ตที่แนะนำว่า เวลาเขียนให้เขียนให้รู้สึกสนุกไปก่อน ผมก็เลยยึดเป้านี้เป็นหลักว่า พยายามเขียนให้ตัวเองรู้สึกสนุกกับเรื่องที่เขียน ถ้าเกิดเรารู้สึกสนุก ก็น่าจะมีคนอื่นที่สนุกไปกับเราบ้าง แล้วอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ‘เขียนให้จบก็ดีแล้ว’ ไม่ต้องไปคิดว่าต้องได้รางวัลอะไร ผมเลยคิดว่า อย่างแรกเขียนให้เราสนุก อย่างที่สองเขียนให้จบ เพราะถ้าเขียนจนจบ ถึงไม่ได้รางวัลก็ยังสามารถนำไปทำอะไรต่อได้ เหมือนพอเราทำเสร็จแล้ว ก็จะได้รับฟีดแบ็กที่สมบูรณ์ว่างานชิ้นนี้ดียังไง ไม่ดียังไง แต่ถ้าไม่เสร็จก็ไปต่อไม่ได้ครับ”

สำหรับ ฤดูร้อนเป็นของเขา ฤดูหนาวเป็นของเธอ ผลงานนิยายเล่มแรกในชีวิตของคุณวิตตนั้น เริ่มต้นมาจากชื่อเรื่องก่อน

“ผมจำไม่ได้ว่าตอนนั้นนั่งอยู่หรือกำลังวิ่งอยู่ในสวนสาธารณะ จู่ ๆ ก็มีชื่อเรื่องนี้ปิ๊งขึ้นมา ซึ่งผมชอบมาก แต่ยังนึกไม่ออกว่าจะทำยังไงต่อ” คุณวิตตเล่าย้อนถึงที่มาของการทำงาน “ตอนแรกคิดง่าย ๆ เลยครับว่า ฤดูร้อนให้นางเอกไปฝึกงานที่หนึ่ง พอฤดูหนาวก็อาจจะไปฝึกงานอีกที่หนึ่ง แล้วก็ชอบคนสองคน แต่ไป ๆ มา ๆ ก็เริ่มรู้สึกว่าเราน่าจะปรับเพิ่ม ด้วยความที่เป็นคนชอบนิยายแฟนตาซีอยู่แล้ว ทำให้ตอนแรกนึกไปถึงละครจักร ๆ วงศ์ ๆ ที่ดูตอนเด็ก ๆ ว่า ถ้าฤดูร้อนเป็นร่างหนึ่ง ฤดูฝนเป็นอีกร่างหนึ่งจะเป็นอย่างไร แต่คิดไปคิดมามันก็ดูลำบากครับ อีกทั้งยังอยู่ในโลกสมัยใหม่ด้วย

“ถ้าอย่างนั้นให้มีวิญญาณคนอื่นมาอยู่ในร่างดีกว่า ซึ่งนอกจากจะมีความแฟนตาซีแล้ว ยังฟีลกูด รวมถึงฮีลใจเหมือนกับหนังสือที่ผมเคยเขียนไว้ก่อนหน้านี้ด้วย เพราะในเรื่องจะพูดถึงปัญหาสุขภาพจิต โดยนางเอกเป็นโรควิตกกังวล แล้วลูกของตัวละครหลักอีกคนก็มีปัญหาเรื่องนี้เช่นกัน ทั้งยังมีเรื่องสืบสวนสอบสวนเข้ามาในช่วงท้ายของเรื่อง แต่ก็มีการปูเอาไว้ตั้งแต่ต้นครับ”

ทำไมถึงอยากเล่าเรื่องโรควิตกกังวลคะ? เราชวนนักเขียนนิยายป้ายแดงคุยต่อ

“ความวิตกกังวลเป็นปัญหาสุขภาพจิตอันดับต้น ๆ ของคนในยุคนี้ ที่ต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วกว่าทุกยุคสมัยที่ผ่านมา ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ประสบภาวะวิตกกังวลอยู่บ่อย ๆ จึงอยากพูดถึงประเด็นนี้ในนิยาย ในมุมหนึ่ง ความวิตกกังวลก็คือกลไกป้องกันตัวเองที่ช่วยปกป้องมนุษย์จากอันตรายต่างๆ ตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ที่บรรพบุรุษของเรายังอาศัยอยู่ในป่า แม้ว่าทุกวันนี้มนุษย์เราจะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยกว่าเดิมมาก แต่สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดนี้ก็ยังคงทำงานหนักอยู่ในสมองของเราไม่ต่างจากยุคโบราณ

“ความวิตกกังวลจะกระตุ้นให้เราสร้างจินตนาการในแง่ร้ายเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ที่ยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งจุดนี้จะสอดคล้องกับอาชีพ ‘นักคณิตศาสตร์ประกันภัย’ ของณดาในเรื่อง ที่ต้องประเมินความเสี่ยงและมองไปถึง Worst Case Scenario (สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด) อยู่ตลอดเวลา จนไม่กล้าใช้ชีวิตอย่างที่ตัวเองอยากใช้จริงๆ

“ความวิตกกังวลก็เหมือน ‘ระบบเซนเซอร์’ ถ้ามันทำงานในระดับที่พอดี ก็จะช่วยปกป้องเราจากอันตรายต่าง ๆ ได้ แต่ถ้ามันทำงานหนักเกินไป เหมือนระบบเซนเซอร์ที่ทำงานละเอียดเกิน แทนที่มันจะปกป้องเรา มันจะกลับกลายเป็นสิ่งรบกวนที่ขัดขวางไม่ให้เราใช้ชีวิตได้ ความวิตกกังวลไม่ใช่สิ่งที่ดีหรือแย่ในตัวเอง แต่เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับมันให้ได้ เราสามารถรับฟังสัญญาณเตือนที่ความกังวลพยายามบอกเราได้ แต่ไม่จำเป็นต้องเชื่อทุกสิ่งที่มันบอกเรา และที่สำคัญคืออย่าปล่อยให้มันเข้ามาควบคุมความคิด จนเราไม่กล้าทำในสิ่งที่เราอยากทำครับ”

นอกจากความวิตกกังวลที่คุณวิตตต้องการเล่าผ่านความคิดและการใช้ชีวิตของตัวละครแล้ว ยังมีอีกหลายประเด็นที่เราอยากชวนเขาคุย ไม่ว่าจะเป็น ‘ร่างทรงแบบไทม์แชร์’ ที่เจ้าตัวบอกว่าเขียนไปเขียนมา จู่ ๆ คำนี้ก็โผล่ขึ้นมาในความคิดแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินเรื่องที่นางเอกเปิดพื้นที่ให้วิญญาณแต่ละดวงเข้าสิงร่างในฤดูที่แตกต่างกัน อีกทั้งเรายังคาใจอยู่เล็กน้อยว่า เรื่องนี้จะพูดถึงเพียงสองฤดู คือฤดูร้อนและฤดูหนาวเท่านั้นหรือ

“ไม่มีฤดูฝนเหรอคะ?” จู่ ๆ คนสัมภาษณ์ก็แพ้เสียงในหัวของตัวเอง

“จริงๆ แล้วฤดูฝนคือองก์ที่สามครับ” คุณวิตตเฉลย “เป็นฤดูฝน ซึ่งก็คือนางเอก ถ้าจะพูดต่อก็คือ ฤดูร้อนเป็นของเขา ฤดูหนาวเป็นของเธอ และฤดูฝนเป็นของฉัน ซึ่งจะเกิดขึ้นในช่วงที่นางเอกต้องเป็นคนจัดการชีวิตของตัวเอง โดยที่ผีสองตัวเป็นเพียงผู้ช่วย เข้ามาทำอะไรมากไม่ได้

“อีกอย่าง ชื่อของนางเอก ‘ณดา’ ในความหมายหนึ่งแปลว่า ‘ผู้มีความรู้ยิ่ง’ ซึ่งเข้ากับอาชีพนักคณิตศาสตร์ประกันภัยของนางเอก และอีกความหมายในภาษาอาหรับ นดา หรือ นาดา ยังแปลว่า ‘น้ำค้าง’ และ ‘ความเอื้อเฟื้อ’ ซึ่งสื่อถึงฤดูฝนและตัวตนอีกด้านที่มีความอ่อนโยนมากกว่าซึ่งซ่อนอยู่ในตัวนางเอกด้วยนะครับ”

หายคาใจแล้ว คำถามอื่น ๆ ก็พรั่งพรูตามมาเรื่อย ๆ โดยมีคุณวิตตคอยตอบข้อสงสัยของคนช่างถามอย่างอารมณ์ดี

“พอมีวิญญาณของคนอื่นมาอยู่ในร่างตัวเอง ก็ทำให้นางเอกได้เห็นโลกอีกมุมหนึ่ง ในเรื่อง นางเอกจะรู้สึกว่า เฮ้ย…ชีวิตคนเรามันทำอะไรแบบนี้ได้ด้วยเหรอ ไม่ว่าจะเป็นการออกไปขี่มอเตอร์ไซค์ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นบนยอดเขา นั่งเพนต์กำแพง หรือไปจับโจร เหมือนได้ทำอะไรสนุก ๆ ที่ชีวิตปกติไม่กล้าทำ ได้ลองใช้ชีวิตเป็นคนอื่นดู รวมถึงผมอยากจะสื่อว่าสองคนที่ตายไป ถึงเขาจะจากไปแล้วก็จริง แต่พวกเขาได้ใช้ชีวิตที่ผ่านมาอย่างคุ้มค่า ในขณะที่นางเอกยังไม่ตาย แต่กลับยังไม่ได้ใช้ชีวิตของตัวเองจริงๆ เลยครับ”

ในแง่การทำงาน มีหลายเรื่องที่เขารู้สึกท้าทาย แต่ก็มีบางเรื่องที่สามารถหยิบมาเล่าได้จากประสบการณ์ตรงของตัวเอง

“ในเรื่องจะมีตัวละครที่เป็นสถาปนิกอยู่ด้วยครับ ส่วนนางเอกก็สนใจเรื่องงานออกแบบ ทำให้เราได้คอนเทนต์ตรงนี้โดยที่ไม่ต้องหาข้อมูลเพิ่มมากนักเพราะรู้อยู่แล้ว ส่วนการทำเพจหนังนั้น ผมว่าพอเราดูหนังมากขึ้น เราก็จะมีฉากต่าง ๆ สะสมอยู่ในหัวเยอะครับ เวลาเขียนแล้วตัน สมองจะเริ่มนึกออกว่าควรจะไปทางไหนต่อ หรือมีทางเลือกอะไรได้บ้าง แต่ไม่ได้เป็นการกอปปี้นะครับ”

ถึงแม้การทำเพจทำเรื่องเล่นให้เป็นเรื่องใหญ่กับการเขียนนิยายจะเป็นงานเล่าเรื่องเหมือนกัน แต่ทั้งสองอย่างก็ยังมีความแตกต่างกันอยู่ดี โดยคุณวิตตบอกว่าสิ่งนั้นคือ ‘อิสระ’

“เพจเนี่ยเป็นการนำเรื่องของคนอื่นมาวิเคราะห์ แต่การเขียนนิยายเป็นการทำงานกับตัวเอง ก็เลยมีอิสระมากกว่า บางทีเราดูหนังบางเรื่อง พอดูไปสักครึ่งเรื่องก็เริ่มเดาทางได้ว่า อีกครึ่งหนึ่งน่าจะหรือควรจะไปจบทางนี้นะ แต่หนังบางเรื่องกลับไปไม่ไกลถึงจุดนั้น ทำให้รู้สึกผิดหวังนิด ๆ ว่า จบแค่นี้เองเหรอ ถ้าเราเป็นคนเขียนบทเอง เราอาจจะพาเรื่องไปได้ไกลกว่านี้ ดังนั้นพอมาเขียนงานเอง เราจึงรู้สึกอิสระในการทำงานมากขึ้นครับ”

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการเรียนทางด้านสถาปัตยกรรม การทำงานออกแบบ การทำเพจหนัง การเขียนหนังสือแนวฮีลใจ การท่องเที่ยว หรือการใช้ชีวิต ทุกอย่างล้วนเป็นวัตถุดิบชั้นดีในการเขียนนิยาย

“หลายอย่างในเรื่องนี้ก็มาจากชีวิตจริง อย่างชุมพรกับเชียงดาวก็เป็นสถานที่ที่เราไปเที่ยวบ่อย หรือฉากที่เล่นน้ำทะเลแล้วอยู่ดี ๆ ฝนก็ตกลงมา แต่นางเอกยังคงใจสู้เล่นน้ำทะเลต่อ ฉากนี้ก็มาจากชีวิตจริงเช่นกันครับ”

คุณวิตตบอกว่าการเข้าร่วมโครงการอ่านเอาก้าวแรก รุ่นที่ ๖ ทำให้เขาเติบโตขึ้นในหลาย ๆ ด้าน

“การได้เข้าร่วมโครงการอ่านเอาก้าวแรก รุ่นที่ ๖ ทำให้ผมมีความมั่นใจในการเขียนของตัวเองมากขึ้นครับ ก่อนหน้านี้ผมเคยพยายามเขียนนิยายมาหลายครั้ง แต่ก็เขียนไม่จบ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะยังไม่ค่อยมั่นใจในไอเดียของตัวเองเท่าไหร่ แต่เมื่อได้รับคำแนะนำและคอมเมนต์จากคุณครูในโครงการทั้งสามท่าน ก็ทำให้เกิดความมั่นใจว่าไอเดียของผมสามารถนำไปพัฒนาต่อเป็นนิยายได้ และเห็นแนวทางในการพัฒนาที่ชัดเจนขึ้น

สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ผมได้รับจากคุณครูคือการไม่ยึดติดกับผลลัพธ์มากเกินไป เพราะคนทุกคนมีรสนิยมในการอ่านที่แตกต่างกัน จะชนะหรือไม่ชนะไม่ได้เป็นตัวตัดสินว่างานของเราดีหรือไม่ดีเสมอไป ผมคิดว่าผมมีความคล้ายตัวละคร ‘ณดา’ ตรงที่บางครั้งเวลาจะเริ่มทำอะไรสักอย่าง ก็มักจะวิตกกังวลมากเกินไป คำแนะนำดังกล่าวคือสิ่งที่ช่วยปลดล็อกให้ผมเขียนนิยายเรื่องนี้ได้อย่างผ่อนคลายมากขึ้น ไม่ได้เขียนด้วยความเกร็งเหมือนก่อน นั่นคืออีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผมเขียนนิยายเรื่องนี้จนจบลงได้ในที่สุด”

และหลังจากเขียนนิยายเล่มนี้จบ เขาก็พบว่า ‘ตัวเองชอบเขียนนิยาย’

“ถ้าต้องขายนิยายเรื่องนี้ด้วยประโยคเดียว คุณวิตตจะบอกว่ายังไงคะ” เราถามเขาอีกนิด

“เป็นเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งที่เรียนรู้ความหมายของการใช้ชีวิต จากผีสองตัวที่ไม่มีชีวิตแล้วครับ”

สำหรับคนที่ยังไม่มั่นใจในการเขียนนิยาย และคิดว่าต้องรอให้พร้อมหรือเป๊ะเสียก่อน คุณวิตตฝากข้อคิดเอาไว้ว่า เขาเองก็เคยเป็นเช่นเดียวกัน

“ผมรู้สึกว่าเราจะไม่กล้าเอางานของตัวเองให้คนอื่นดู จนกว่าเราจะรู้สึกว่ามันเพอร์เฟกต์ แต่ผมก็เคยได้ยินจากที่ไหนสักแห่งว่า ‘ให้เขียนไปก่อน แล้วค่อยมาปรับปรุงทีหลัง’ เพราะเราไม่สามารถปรับปรุงกระดาษเปล่าได้ ถ้าไม่เขียนอะไรลงไปเลยครับ”

ใครสนใจอยากอ่านนิยายเรื่อง ฤดูร้อนเป็นของเขา ฤดูหนาวเป็นของเธอ ก็สามารถติดตามกันได้ที่เว็บไซต์อ่านเอา หรือรอฉบับรวมเล่มจากสำนักพิมพ์กรู๊ฟ พับลิชชิ่ง ได้ในช่วงปลายปีนี้ค่ะ

Don`t copy text!