เมื่อความฝันเดินทางสู่ความจริง ของ ‘นวาภัส’ ผู้ไม่เคยละทิ้งเส้นทางนักเขียน จน ‘เหมันต์ตะวันรอน’ กลายเป็นละครเรื่องแรกในชีวิต

เมื่อความฝันเดินทางสู่ความจริง ของ ‘นวาภัส’ ผู้ไม่เคยละทิ้งเส้นทางนักเขียน จน ‘เหมันต์ตะวันรอน’ กลายเป็นละครเรื่องแรกในชีวิต

โดย : กิ่งสุรางค์ อนุภาษ

Loading

ยิ่งเติบโตขึ้น เรายิ่งเข้าใจและเห็นภาพชัดเจนว่า ชีวิตนั้นไม่มีสูตรสำเร็จ ซึ่งการได้พูดคุยกับ พี่แอม-อติกานต์ เขียววิจารย์ เจ้าของนามปากกา ‘นวาภัส’ ผู้เขียนนิยายเรื่อง เหมันต์ตะวันรอน ที่กำลังออกอากาศในรูปแบบละครทางช่อง One31 ยิ่งทำให้เห็นความหมายของคำนี้ชัดเจนยิ่งขึ้น

แม้วันนี้เธอจะมีผลงานนิยายที่ได้รับการดัดแปลงเป็นละครให้ผู้ชมได้ติดตาม แต่เส้นทางสู่จุดนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หากเต็มไปด้วยการเรียนรู้ การลองผิดลองถูก และการไม่เคยละทิ้งความฝันที่เก็บไว้ในใจมาตั้งแต่วัยเยาว์

ก่อนจะมาเป็นเจ้าของนิยายเรื่องดัง นักเขียนสาวเล่าว่าเธอไม่ได้ร่ำเรียนจบมาทางด้านตัวอักษรเลย เพียงแต่รู้ตัวอยู่เสมอว่าเธอชอบขีดเขียนและอยากเป็นนักเขียนนิยาย แต่อย่างที่บอก เส้นทางชีวิตบางครั้งก็ไม่ได้มอบทางตรงให้เรา ขึ้นทางด่วนแล้วถึงที่หมาย หากแต่พาเราอ้อมไปตามเส้นทางต่าง ๆ บางช่วงเร็ว บางช่วงช้า กว่าจะเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทาง

“พี่เริ่มจากการเป็นนักเขียนสารคดีก่อนค่ะ ถ้าย้อนไปก็หลายสิบปีแล้ว เริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยการเป็นครีเอทีฟรายการทีวี ก็เลยได้เขียนบทสารคดีและบทรายการโทรทัศน์เป็นส่วนใหญ่ ทำมานานมากจนถึงทุกวันนี้ก็ยังทำอยู่ ถ้าถามถึงความเชี่ยวชาญ พี่เชี่ยวชาญงานเขียนบทสารคดีมากที่สุดค่ะ” พี่แอมเล่า

“ตอนเรียน พี่ไม่ได้จบนิเทศศาสตร์นะคะ แต่จบด้านคอมพิวเตอร์ธุรกิจมา พอเริ่มทำงานก็รู้ตัวเลยว่าไม่ชอบงานเอกสาร หรืองานที่มีระเบียบกฎเกณฑ์เยอะ ๆ ประเภทที่ต้องเข้างานเช้าเลิกเย็น และต้องทำอะไรซ้ำ ๆ ทุกวัน เคยทำงานราชการอยู่ปีหนึ่งก็ลาออก เพราะรู้สึกว่านั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา จนกระทั่งมีน้องมาชวนไปสมัครงานเป็นครีเอทีฟและประสานงานที่ออฟฟิศของเขา เลยลองสมัครดู พอได้ลองทำก็รู้เลยว่า ‘เออ นี่แหละคือสิ่งที่เราต้องการ’ เป็นงานในฝันที่ตามหามานาน และก็ทำงานนี้เรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ค่ะ”

จนถึงวันนี้ แม้จะมีผลงานนิยายออกมาโลดแล่นให้ผู้อ่านได้ติดตามแล้ว แต่เธอก็ยังไม่ละทิ้งการเขียนสารคดี ซึ่งเป็นงานอีกแขนงหนึ่งที่มอบกำไรชีวิตให้กับเธออย่างมากมาย นอกจากนี้ ในเวลาต่อมาเธอยังผลักดันตัวเองจนได้ก้าวเข้าสู่การเขียนบทละครอีกด้วย

“บทละครมันเริ่มจากตอนที่เราทำสารคดีไปเรื่อย ๆ พอผ่านไปสิบกว่าปี เริ่มรู้สึกอิ่มตัว งานเริ่มจำเจและไม่สนุกเหมือนเดิม ประกอบกับส่วนตัวชอบดูละครอยู่แล้ว เลยรู้สึกว่าอยากลองเขียนบทละครบ้าง อยากรู้ว่าเขาเขียนกันยังไง ทำไมตัวละครในเรื่องที่เราชอบถึงทำให้รู้สึกผูกพันได้ขนาดนี้ เลยตั้งเป้าว่านี่คือสิ่งต่อไปที่อยากทำ”

แต่กว่าจะก้าวเข้าสู่วงการนี้ได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย “สมัยที่พี่เริ่มเข้าอบรมและอยากเป็นคนเขียนบท มันยากมากค่ะ มีคนเพียงไม่กี่คนที่สามารถก้าวไปถึงจุดนั้นได้ จำได้เลยว่าช่วงนั้นคนเขียนบทละครมีอยู่ไม่กี่คน ในขณะที่ละครกำลังบูมมาก มีออกอากาศทุกช่อง แต่ทางช่องหรือผู้จัดจะไม่ค่อยเปิดรับนักเขียนหน้าใหม่ เพราะอาจยังไม่มั่นใจว่าคนใหม่ ๆ จะสามารถทำให้ละครของเขาประสบความสำเร็จได้หรือไม่ เลยเลือกใช้แต่นักเขียนหน้าเดิม ๆ ที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว ด้วยความพยายามอยู่หลายปี ในที่สุดพี่ก็สามารถก้าวเข้ามาเขียนบทละครได้สำเร็จ…แต่มีจุดหักมุมนิดหนึ่งนะคะ ความจริงแล้วพี่เริ่มเขียนนิยายก่อนที่จะได้เขียนบทละครยาว ๆ เสียอีก”

เรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงที่เธอยังคงทำงานสารคดีและกำลังมองหาลู่ทางเข้าสู่วงการเขียนบทละคร

“ช่วงที่ยังเจาะเข้าวงการบทละครไม่ได้สักที เลยคิดว่า ‘เอ๊ะ หรือเราจะลองทำอย่างอื่นดูบ้าง’ ก็เลยเริ่มต้นเขียนนิยายค่ะ คือเห็นคนอื่นเขียนนิยายกันแล้วรู้สึกว่าน่าสนุก ประกอบกับตัวเองก็เป็นคนชอบอ่านนิยายอยู่แล้ว เลยคิดว่า ก่อนที่จะเข้าสู่วงการเขียนบท ลองมาเขียนนิยายดูก่อนดีกว่า เลยลองเขียนลงในเว็บไซต์แห่งหนึ่ง เป็นการลงแบบรายตอนให้คนอ่านติดตามกัน ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จพอสมควรเลยนะคะ มีผู้อ่านติดตามจำนวนมาก และมียอดเข้าชมค่อนข้างสูง เขียนจบไปหลายเรื่องเลย แต่ไม่ได้ขาย เขียนให้อ่านฟรี”

หลังจากเขียนนิยายอยู่พักหนึ่ง เธอก็ได้รับโอกาสให้เริ่มต้นทำงานเขียนบท

“จากงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็มีโอกาสได้รับงานในสเกลที่ใหญ่ขึ้น ได้รู้จักกับนักเขียนบทระดับแนวหน้าหลายคน เขาดึงเราเข้าไปร่วมทีม ทำให้มีโอกาสได้ทำงานเขียนบทอย่างจริงจังค่ะ”

แม้จะทำงานทั้งเขียนบทสารคดีและเขียนบทละคร แต่สิ่งหนึ่งที่เธอไม่เคยละทิ้งคือการเขียนนิยาย จนเมื่อได้รับการคัดเลือกจากโครงการช่องวันอ่านเอา ปี ๒ พี่แอมได้เลือกเล่าเรื่องราวความรักผ่านการเสาะหาความจริงในนิยายเรื่อง เหมันต์ตะวันรอน ผลงานเรื่องนี้เข้าตากรรมการอย่างจัง จนได้รับการติดต่อเพื่อนำไปสร้างเป็นละครให้ผู้ชมได้ติดตามกันในที่สุด

“จุดเริ่มต้นของ เหมันต์ตะวันรอน มาจากการส่งประกวดในโครงการช่องวันอ่านเอา ปี ๒ ค่ะ ตอนนั้นโจทย์ตั้งต้นคือการเขียนนิยายเพื่อนำไปพัฒนาเป็นละคร เพราะฉะนั้นเราต้องทำงานหนักกว่าปกติ มันไม่ใช่การเขียนตามใจตัวเองแล้ว ต้องมานั่งคิดว่าถ้าเป็นละครของช่องวัน คนดูของช่องวันชอบอะไร เขาดูละครแบบไหน แล้วควรเขียนเรื่องอะไร

“ตอนนั้นเลือกเขียนนิยายรัก เพราะคิดว่าน่าจะง่ายกว่านิยายดราม่า คือในโครงการมีทั้งหมวดดรามาและหมวดรัก พี่มองว่าดรามาน่าจะยากเกินไปเลยเลือกแนวรัก แต่จริงๆ ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รางวัลอะไรนะ เพราะคิดว่าคนส่งนิยายรักกันเยอะแน่ ๆ

“ช่วงนั้นพยายามดูซีรีส์ อ่านนิยาย และดูละครของช่องวันเยอะมาก เพื่อศึกษาว่าเขานิยมเล่าเรื่องแบบไหน แล้วสุดท้ายก็คิดว่า… ถ้าพระเอกเป็นคนที่มีปัญหาความจำเสื่อมล่ะ ประกอบกับช่วงนั้นได้ดูซีรีส์เกาหลีเรื่องหนึ่ง พระเอกในเรื่องความจำเสื่อม แล้วกลายเป็นคนโก๊ะ ๆ น่ารัก ๆ เลยคิดว่า เออ…อยากได้พระเอกแบบนี้ ก่อนความจำเสื่อมเป็นคนขรึม ๆ ขี้เก๊ก ดูเป็นคุณชาย แต่พอความจำเสื่อมแล้วกลับกลายเป็นคนละคน ดูน่ารักและเข้าถึงง่าย

“เรื่องเหมันต์ตะวันรอนนี่บอกได้เลยว่าเริ่มจากคาแรกเตอร์พระเอกก่อนค่ะ ซึ่งพอวางคาแรกเตอร์พระเอกเป็นคนความจำเสื่อมที่ต้องหนีการตามล่า แล้วไปใช้ชีวิตอยู่ตามป่าตามเขา ตอนส่งพล็อตก็ได้รับคำแนะนำกลับมาว่า ถ้าเป็นยุคปัจจุบัน คนหายตัวไปนานขนาดนั้นไม่ได้หรอก สามวันก็น่าจะตามเจอแล้ว สมัยนี้มีโทรศัพท์ มีโทรทัศน์ มีอินเทอร์เน็ต การตามหาตัวคนง่ายมาก ยิ่งถ้าเป็นคนรวยด้วย ก็ไม่รู้จะมีสมาร์ตวอตช์หรืออุปกรณ์ติดตามตัวอะไรอีกหรือเปล่า ทางคณะกรรมการเลยบอกว่า ถ้าจะให้หายตัวไปได้นานจริงๆ เรื่องนี้ควรเป็นพีเรียด เราก็เลยตัดสินใจเขียนย้อนยุค”

การเปลี่ยนฉากหลังจากยุคปัจจุบันไปสู่ยุคอดีต ไม่ได้ส่งผลเพียงแค่บรรยากาศของเรื่องเท่านั้น แต่ยังทำให้ตัวละครหลายตัวต้องถูกออกแบบขึ้นใหม่ รวมถึง ‘ลูกจัน’ นางเอกของเรื่องด้วย

“พอเป็นพีเรียดแล้ว ก็ต้องกลับมาคิดต่อว่า แล้วลูกจันจะเป็นใคร เธออยู่ในป่า ทำอาชีพอะไร ด้วยความที่มาจากสายเขียนบทละคร และถูกสอนมาเสมอว่า ตัวละครต้องมีที่มาที่ไป ต้องมีอาชีพ ต้องมีบทบาทในสังคม เมื่อมองย้อนกลับไปยังบริบทของสังคมในยุคนั้น คำตอบจึงค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น เพราะผู้หญิงที่ยืนเคียงข้างพระเอกได้ ต้องเป็นคนที่มีทั้งความรู้ ความคิด และได้รับการยอมรับจากสังคมในระดับหนึ่ง สุดท้ายก็คิดว่าเป็น ‘ครู’ ดีกว่าค่ะ เพราะในยุคนั้นครูเป็นอาชีพที่ได้รับการยกย่องมาก และคนที่จะเป็นครูได้ก็ต้องเป็นคนฉลาด ลูกจันเลยกลายเป็นครู”

นอกจากการเปลี่ยนแปลงของนางเอกแล้ว อีกหนึ่งรายละเอียดสำคัญที่เกิดขึ้นตามมาจากการปรับเรื่องให้เป็นพีเรียดก็คือสถานะของพระเอก ซึ่งเดิมทีไม่ได้มีชาติกำเนิดอย่างที่ผู้อ่านเห็นในปัจจุบัน

“ตอนที่เรื่องยังเป็นยุคปัจจุบัน เขาไม่ได้เป็นหม่อมเจ้านะคะ ตอนนั้นวางไว้แค่ว่าเป็นทายาทตระกูลเศรษฐี แต่พอมีปัญหาเรื่องความสมเหตุสมผล คือคนรวยในยุคปัจจุบันจะหายตัวไปนาน ๆ ไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องเปลี่ยนเป็นพีเรียด พอเปลี่ยนเป็นพีเรียดแล้วก็คิดว่า…ถ้าอย่างนั้นเขียนให้พระเอกเป็นเจ้าอยู่ในวัง มีอาชีพเป็นนายธนาคารไปเลยดีกว่า ซึ่งก็ช่วยให้ตัวละครมีมิติมากขึ้นด้วยค่ะ”

ถึงจะมีผลงานนิยายออกมาให้ผู้อ่านได้ติดตามอยู่ก่อนแล้ว แต่สำหรับ เหมันต์ตะวันรอน พี่แอมรู้สึกว่าเธอกำลังท้าทายตัวเองด้วยวิธีการเล่าเรื่องรูปแบบใหม่ เพราะครั้งนี้เธอไม่ได้ต้องการเพียงเล่าเรื่องความรักหรือสร้างตัวละครให้น่าจดจำเท่านั้น หากยังอยากทดลองวิธีการเล่าเรื่องที่แตกต่างไปจากเดิมด้วย

เมื่ออ่านหนังสือมากขึ้น โดยเฉพาะนิยายแปลจากต่างประเทศ เธอเริ่มสังเกตเห็นว่า นักเขียนจำนวนไม่น้อยไม่ได้เลือกเล่าเรื่องตามลำดับเหตุการณ์แบบเส้นตรง หากแต่ดึงผู้อ่านเข้าสู่เรื่องราวด้วยเหตุการณ์สำคัญบางอย่าง แล้วค่อย ๆ พาย้อนกลับไปค้นหาคำตอบร่วมกัน

“พี่ก็เลยเริ่มคิดว่าเราจะเล่าเรื่องยังไงดี สุดท้ายก็เลือกใช้วิธีที่นิยายตะวันตกนิยมใช้ คือหยิบ ‘จุดพลิกผันสำคัญของเรื่อง’ ขึ้นมาเป็นบทแรก ให้คนอ่านเจอเหตุการณ์ใหญ่ก่อน แล้วค่อยพาย้อนกลับไปเล่าว่าทุกอย่างเกิดขึ้นได้อย่างไร”

การเลือกจุดเปิดเรื่องได้อย่างน่าสนใจอาจเป็นก้าวแรกที่สำคัญ แต่สำหรับคนเขียนนิยายแล้ว ความท้าทายที่แท้จริงกลับอยู่ในช่วงถัดมา เพราะไม่ว่าจุดเริ่มต้นจะดึงดูดใจเพียงใด หากเรื่องราวระหว่างทางไม่แข็งแรงมากพอ ผู้อ่านก็อาจหลุดออกจากโลกของนิยายได้เช่นกัน

นักเขียนของเรายอมรับว่า หนึ่งในสิ่งที่เธอระวังมากที่สุดระหว่างการเขียนเรื่องนี้ คือการทำให้เรื่องราวยังคงเดินหน้าอยู่ตลอดเวลา และไม่ปล่อยให้เนื้อเรื่องแผ่วลงในช่วงกลางเรื่อง

“ยากมากค่ะ สิ่งที่ต้องระวังที่สุดคือเรื่อง ‘ตกท้องช้าง’ ภาษาคนเขียนบทจะใช้คำนี้เวลาช่วงกลางเรื่องเริ่มไม่มีอะไรเล่า เนื้อเรื่องเริ่มยืด เริ่มวน หรือบรรยายเยิ่นเย้อ ตรงนี้แหละที่นำหลักการเขียนบทละครมาใช้ ทุกตอนต้องมีเหตุการณ์ ทุกตอนต้องมีเรื่องราว ทุกตอนต้องมีบางอย่างที่ทำให้คนอ่านอยากอ่านต่อ ไม่จำเป็นต้องเป็นฉากแอ็กชัน หรือดรามาหนักตลอดเวลา บางตอนอาจเป็นฉากโรแมนติก บางตอนอาจเป็นฉากที่พระเอกนางเอกได้ใกล้ชิดกัน บางตอนอาจมีเรื่องตลก หรือมีเหตุการณ์แปลก ๆ เกิดขึ้น ต้องหาเหตุการณ์มาใส่ในทุกตอน เพื่อให้ทุกตอนมีเรื่องเล่า มีพัฒนาการของตัวละคร และมีความสนุกในแบบของตัวเอง”

เมื่อมองลึกลงไปจะพบว่า แม้ เหมันต์ตะวันรอน จะถูกจัดอยู่ในหมวดนิยายรัก แต่สิ่งที่ขับเคลื่อนเรื่องราวกลับไม่ได้มีเพียงความโรแมนติกเท่านั้น หากยังมีประเด็นเรื่องหน้าที่ ความคาดหวังของครอบครัว และการตัดสินใจที่ตัวละครไม่สามารถเลือกได้ด้วยตัวเองซ่อนอยู่ภายใน

โดยเฉพาะตัวพระเอก ซึ่งต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่คนจำนวนไม่น้อยอาจเข้าใจความรู้สึกได้ไม่ยาก นั่นคือการต้องแต่งงานกับคนที่ตนเองไม่ได้รัก

“ธีมหลักก็คือเรื่องความรักอยู่แล้ว แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นเรื่องของคนคนหนึ่งที่ถูกบังคับให้แต่งงานกับคนที่ตัวเองไม่ได้รัก พระเอกถูกคลุมถุงชน เขาจำเป็นต้องแต่งงานทั้งที่ไม่ได้รักอีกฝ่าย เหตุผลสำคัญก็คือ เขาไม่อยากให้พ่อถูกครหาว่าเสียคำพูด เพราะก่อนหน้านั้นมีการตกลงเรื่องการแต่งงานกันไว้แล้ว เขากลัวว่าถ้าปฏิเสธ พ่อจะถูกมองในแง่ไม่ดี สุดท้ายก็เลยยอมแต่งงาน แล้วนั่นก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความวุ่นวายทั้งหมดในเรื่อง เพราะการแต่งงานที่ไม่มีความรักนี่แหละ คือชนวนสำคัญของทุกอย่าง”

ท่ามกลางตัวละครมากมายในเรื่อง มีตัวละครตัวหนึ่งที่นักเขียนพูดถึงด้วยแววตาและน้ำเสียงที่ต่างออกไปเล็กน้อย น่าสนใจว่าตัวละครคนนั้นไม่ใช่พระเอกหรือนางเอก หากเป็น ‘เพชรพริ้ง’ หญิงสาวที่หลายคนอาจมองว่าเป็นตัวร้ายของเรื่อง

“พี่ชอบ ‘เพชรพริ้ง’ ค่ะ เพราะเป็นตัวละครที่มีปมชีวิตค่อนข้างหนัก แม่ของเธอเป็นลูกสาวเศรษฐี เป็นลูกเจ้าของโรงสี และมีความฝันว่าอยากได้สามีที่เป็นเจ้า แต่สุดท้ายตัวเองได้แต่งงานกับหม่อมราชวงศ์ ซึ่งก็ยังไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ เธอเลยฝากความหวังทั้งหมดไว้กับลูก คิดว่าในเมื่อแม่ไปไม่ถึง ลูกก็ต้องไปให้ถึง ก็เลยพยายามผลักดันเพชรพริ้งทุกวิถีทางให้ได้แต่งงานกับหม่อมเจ้า ทั้งที่จริงแล้วเด็กสองคนไม่เคยรักกัน แทบไม่ได้รู้จักกันด้วยซ้ำ เพชรพริ้งถูกกดดันมาตลอดชีวิต ถูกบอกว่าต้องแต่งกับคนนี้ให้ได้ เพื่อกอบกู้ชื่อเสียงของครอบครัว เพื่อยกระดับฐานะ และเพื่อสร้างความภาคภูมิใจให้แม่ ทำให้เธอเติบโตมาโดยไม่เคยมีโอกาสเลือกชีวิตของตัวเอง”

เมื่อฟังเหตุผลเบื้องหลังทั้งหมดแล้ว จึงไม่ยากที่จะเข้าใจว่าทำไมพี่แอมจึงรู้สึกผูกพันกับตัวละครตัวนี้ เพราะสำหรับเธอแล้ว เพชรพริ้งไม่ใช่ผู้หญิงที่เกิดมาเพื่อเป็นตัวร้าย หากเป็นเพียงคนคนหนึ่งที่เติบโตขึ้นท่ามกลางแรงกดดัน ความคาดหวัง และความขาดแคลนทางความรู้สึก

“ที่น่าสงสารคือ แม่ก็กดดัน ส่วนสามีก็ไม่ได้รัก แต่งงานด้วยหน้าที่ เขาให้เงินทุกอย่างที่เธอต้องการ แต่ไม่เคยมอบความรักให้ เพชรพริ้งเป็นคนที่โหยหาความรักมาก เมื่อไม่ได้รับ ความเจ็บปวดเหล่านั้นก็สะสมอยู่ข้างใน สุดท้ายจึงกลายเป็นคนที่เก็บกด และระบายความเจ็บปวดออกมาในรูปแบบต่าง ๆ รู้สึกว่าปมของเพชรพริ้งมีความซับซ้อน และมีเหตุผลรองรับพฤติกรรมของตัวละครค่อนข้างมาก เธอเป็นคนที่มีบาดแผล มีความต้องการ และมีความเจ็บปวดอยู่ข้างใน เพราะแบบนั้นพี่เลยชอบตัวละครตัวนี้เป็นพิเศษ”

จากจุดเริ่มต้นของชายหนุ่มความจำเสื่อมคนหนึ่ง สู่การกลายเป็นนิยายที่ถูกนำมาสร้างเป็นละคร พี่แอมพาเราไปเห็นเบื้องหลังการทำงานของนักเล่าเรื่องคนหนึ่ง ที่ไม่ได้สร้างตัวละครจากจินตนาการเพียงอย่างเดียว แต่สร้างขึ้นจากความเข้าใจในผู้คนและชีวิต

และเมื่อบทสนทนาค่อย ๆ ดำเนินต่อไป เราก็พบว่าเรื่องราวที่น่าสนใจไม่ได้มีอยู่เพียงในหน้ากระดาษของ เหมันต์ตะวันรอน เท่านั้น หากยังอยู่ในเส้นทางชีวิตและประสบการณ์ของผู้หญิงที่ชื่อ ‘นวาภัส’ ด้วยเช่นกัน ซึ่งเราจะชวนทุกคนไปทำความรู้จักเธอให้มากขึ้นในตอนต่อไปค่ะ

Don`t copy text!