
“นิยายดรามาที่ดี ต้องมีชีวิตอยู่ในนั้น” อ่านเอา อะคาเดมี ครั้งที่ ๒ เพราะที่นี่มีเรื่องเล่า
![]()
เมื่อกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เว็บไซต์อ่านเอาได้จัดคลาส ‘อ่านเอา อะคาเดมี ครั้งที่ ๒’ คลาสเรียนเขียนนิยายแนวดรามาครอบครัว โดยมีนักเขียนชั้นครูอย่าง พี่เอียด-ปิยะพร ศักดิ์เกษม และ พี่ปุ้ย-กิ่งฉัตร เป็นวิทยากรหลัก ร่วมด้วย คุณหมอโอ๊ต-พงศกร ในฐานะวิทยากรร่วม
อีกทั้งยังมี จุฬามณี นักเขียนที่คร่ำหวอดในวงการมากว่ายี่สิบห้าปี เจ้าของผลงานแจ้งเกิดอย่าง ชิงชัง ซึ่งเคยคว้ารางวัลรองชนะเลิศจากโครงการประกวดทมยันตีอะวอร์ด ครั้งที่ ๑ นอกจากนี้จุฬามณียังเป็นผู้สร้างสรรค์ “จักรวาลนครสวรรค์” ที่ได้รับการจดจำจากแฟนๆ อย่างท่วมท้น ผ่านผลงานมากมาย ไม่ว่าจะเป็น สุดแค้นแสนรัก กรงกรรม ทุ่งเสน่หา และ วาสนารัก

“งานของจุฬามณีเป็นงานดรามาครอบครัวที่ชัดเจน ทรงพลัง และประสบความสำเร็จทั้งในฐานะนวนิยายและละครโทรทัศน์ เมื่อพูดถึงงานดรามาครอบครัว นักเขียนที่คนอ่านนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ แน่นอนว่าต้องมีชื่อของจุฬามณีอยู่ด้วย เราจึงเชิญจุฬามณีมาเป็นวิทยากรถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับนักเรียนในครั้งนี้ครับ”
คุณหมอโอ๊ตกล่าวพร้อมทั้งยังสรุปภาพรวมของการเรียนในวันนั้นว่า นักเรียนส่วนใหญ่ในคลาสล้วนเป็นนักเขียนที่มีประสบการณ์ในระดับหนึ่ง หลายคนมีทั้งวุฒิภาวะและประสบการณ์ชีวิตที่หลากหลาย ซึ่งถือว่าเหมาะอย่างมากกับการเขียนงานแนวดรามาครอบครัว
จำได้ว่ามีเรื่องหนึ่งในคลาสที่วิทยากรทั้งสี่ท่านพูดเน้นเหมือนกัน คือ ประสบการณ์ชีวิต ที่ถือเป็นหนึ่งในวัตถุดิบสำคัญที่สุดของการเขียนนิยายแนวนี้ นั่นเพราะประสบการณ์ชีวิตช่วยทำให้ตัวละครมีมิติ มีเลือดเนื้อ และมีความรู้สึก จนผู้อ่านสัมผัสได้ว่าเขาและเธอเสมือนมีชีวิตอยู่จริง ยิ่งเมื่อผสานเข้ากับทักษะและฝีมือการเล่าเรื่องของนักเขียน เรื่องราวเหล่านั้นก็ยิ่งเข้มข้นและทรงพลังมากขึ้น

ตัวอย่างชัดเจนคือผลงานขึ้นหิ้งของ ปิยะพร ศักดิ์เกษม อย่าง ในวารวัน ตะวันเบิกฟ้า และ ขอบฟ้าราตรี ที่มีบางส่วนยึดโยงกับประสบการณ์ของผู้เขียนโดยตรง หรือ แก่นไม้หอม ของกิ่งฉัตร ที่ทำให้ผู้อ่านเสียน้ำตากันมานักต่อนัก ซึ่งพี่ปุ้ยเองก็ยอมรับว่าได้รับแรงบันดาลใจจากคนใกล้ตัว
แม้แต่เรื่องราวสุดเข้มข้นของจุฬามณีเอง ก็ล้วนแทรกด้วยประสบการณ์และสิ่งที่ผู้เขียนได้พบเห็นมาตลอดชีวิต และนี่เองคือคำตอบว่า เหตุใดนิยายบางเรื่องจึงยังคงอยู่ในใจนักอ่านได้ยาวนาน เพราะผู้อ่านและผู้ชม (ในกรณีที่ถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์หรือละคร) สามารถรู้สึกได้ว่า ตัวละครเหล่านั้นมีตัวตนอยู่จริง
เมื่อเราถามวิทยากรถึงคุณสมบัติของนักเขียนแนวดรามาครอบครัวที่ดีควรมีอะไรบ้าง พี่เอียดก็ได้กล่าวว่า
“ก่อนอื่นต้องมีคุณสมบัติพื้นฐานที่นักเขียนนวนิยายควรมีค่ะ หนึ่ง ต้องเป็นนักอ่านที่สะสมการอ่านมาอย่างยาวนานมากพอ สอง ต้องมีจินตนาการในการสร้างและต่อยอดเรื่องราวจากสิ่งที่พบเห็นให้กลายเป็นเรื่องใหม่ และสาม ต้องมีความสามารถในการใช้ภาษาเล่าเรื่องให้ชัดเจน จนสามารถดึงอารมณ์และความคิดของผู้คนออกมาได้ผ่านตัวอักษร
เมื่อมีพื้นฐานเหล่านี้แล้ว สิ่งที่ต้องเพิ่มเติมสำหรับการเขียนแนวดรามาครอบครัวก็คือ ‘ความช่างสังเกต’ ทั้งวิถีชีวิต ความคิด และตัวตนของผู้คน เพราะเมื่อสังเกตเห็นแล้ว เราก็ต้องเข้าใจเขาด้วยเช่นกัน
สิ่งที่อยากแนะนำเป็นพิเศษคือ หนึ่ง ลองศึกษาเรื่องจิตวิทยาพื้นฐาน รวมถึงจิตวิทยาเด็กและวัยรุ่นเพิ่มเติม สอง เปิดโลกของตัวเองด้วยการพูดคุยกับผู้คนหลากหลายอาชีพ ถ้าไม่ใช่คนช่างคุย อย่างน้อยก็ลองหาโอกาสนั่งฟังผู้คนคุยกัน โลกของเราจะเปิดกว้างขึ้น และมีมุมมองมากพอสำหรับการเขียนค่ะ”
สำหรับกิ่งฉัตร เธอมองว่า ประสบการณ์ชีวิต คือหัวใจสำคัญของนักเขียนแนวนี้

“งานแฟมิลีดรามาหรือดรามาครอบครัวเป็นเรื่องของชีวิตมากกว่าจินตนาการ การเรียนรู้ผู้คน นิสัยใจคอ หรือแม้แต่สันดานมนุษย์ มีส่วนสำคัญอย่างมากในการถ่ายทอดเรื่องราว นักเขียนจึงต้องมีสายตาที่เปิดกว้าง คอยมองและสังเกตสิ่งรอบตัว รวมถึงมีใจที่เปิดกว้างพอจะเข้าใจมนุษย์ในทุกเฉดสี ไม่ว่าจะขาว ดำ หรือเทา
ยิ่งนักเขียนเก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิตได้มาก และเข้าใจชีวิตได้ลึกซึ้งมากเท่าไร ก็ยิ่งสามารถถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้อย่างมีสีสัน และทำให้งานเขียนน่าสนใจมากขึ้นเท่านั้นค่ะ”
จุฬามณีเองก็พูดถึงเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง การอ่านที่ช่วยให้เขาเติบโตทางจิตวิญญาณ
“ถ้าอยากเขียนนิยายดรามา เราต้องอ่านนิยายดรามา ก่อนจะเขียน ชิงชัง ผมอ่าน ผู้หญิงคนนั้นชื่อบุญรอด และนิยายอีกหลายเรื่องของโบตั๋น รวมถึง สมการวัย ไม้อ่อน ของ ศรีฟ้า ลดาวัลย์ สี่แผ่นดิน และ หลายชีวิต ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
ตอนนั้นผมอายุแค่ยี่สิบสอง แต่หนังสือเหล่านั้นทำให้ผมรู้สึกเหมือนได้เข้าใจชีวิตคน ตั้งแต่วัยเด็กไปจนถึงวัยชราแบบแม่พลอยในสี่แผ่นดิน จนรู้สึกว่านิยายบางเรื่องเมื่ออ่านจบแล้วมันทำให้เราเติบโตทางจิตวิญญาณ รวมถึง แผลเก่า ของ ไม้ เมืองเดิม รากนครา ของ ปิยะพร ศักดิ์เกษม และนิยายดรามาอีกหลายเรื่อง ที่ทำให้เห็นว่า สิ่งสำคัญที่สุดของนิยายดรามาคือ ‘ความสมจริง’ ครับ
นอกจากการอ่านงานเยอะๆ แล้ว เราต้องมองชีวิตของผู้คนรอบตัว อ่านข่าว อ่านชีวประวัติของคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต หรือหนังสือที่เล่าเรื่องชีวิตของใครสักคน สมัยที่นิตยสารยังมีเต็มแผง ผมจะอ่านบทสัมภาษณ์คนดังอยู่เสมอ เพราะทุกชีวิตล้วนมีการต่อสู้ดิ้นรน มีอุปสรรค มีเป้าหมาย และสิ่งเหล่านี้ช่วยเปิดโลกทัศน์ของเราให้กว้างขึ้น ท้ายที่สุดแล้ว ชีวิตของเราอาจไม่ได้หวือหวาอะไร แต่ชีวิตของผู้คนรอบตัวน่าสนใจเสมอ
เราต้องหมั่นสังเกต เงี่ยหูฟัง หรือถ้าเห็นว่าเรื่องของใครน่าสนใจ ก็ต้องกล้าซักถามให้ละเอียด โดยเฉพาะเวลาทำงานย้อนยุค ยิ่งต้องหาข้อมูลจากคนที่ยังมีชีวิตอยู่ให้มากที่สุด เพื่อให้เรื่องราวสมจริงที่สุด และสุดท้ายก็คือ… ลงมือเขียนครับ”
แม้งานดรามาครอบครัวจะเป็นงานที่ต้องทำความเข้าใจอารมณ์และความรู้สึกของมนุษย์อย่างละเอียดลึกซึ้ง แต่สำหรับพี่ปุ้ย กิ่งฉัตร เธอมองว่างานเขียนแนวนี้ไม่ได้ยากเกินไป หากผู้เขียนมีความพร้อมมากพอ

“สิ่งที่ถ่ายทอดให้นักเรียนในคลาสอ่านเอา อะคาเดมี ครั้งที่ ๒ คือ ความจริงแล้วงานเขียนแนวนี้อาจดูเหมือนเขียนยาก แต่ถ้ามีข้อมูลพร้อม และมีเป้าหมายในการนำเสนอที่ชัดเจน งานจะไม่ยากเลยค่ะ
อีกอย่าง ตลาดแฟมิลีดรามายังมีคู่แข่งไม่มาก ถึงจะไม่ใช่แนวยอดฮิต แต่ถ้าเขียนงานดีๆ ออกมาได้ งานจะอยู่ได้นานเหมือนน้ำซึมบ่อทราย สามารถสร้างทั้งชื่อเสียงและรายได้ให้กับเจ้าของผลงานได้อย่างต่อเนื่องและยาวนาน
ความท้าทายของงานประเภทนี้คือ ต้องเล่าเรื่องให้เข้มข้นแต่ไม่น่าเบื่อ มีความสมจริง แต่ไม่จริงจังจนกลายเป็นสารคดี ต้องเป็นชีวิตที่น่าสนใจ มีลีลา มีปมขัดแย้ง มีการคลี่คลาย รวมถึงมีภาษาที่ดึงดูดจนทำให้คนอ่านอยากติดตามไปจนจบค่ะ”
สำหรับพี่เอียด ปิยะพร ศักดิ์เกษม เธอมองว่าการเขียนแนวดรามาครอบครัวไม่ใช่เรื่องท้าทายสำหรับตัวเองนัก เพราะเป็นงานที่ทำด้วยความรักและความคุ้นเคยมากกว่า
“ส่วนตัวเริ่มต้นจากการเป็นนักอ่าน ไม่เคยเรียนการเขียนอย่างจริงจัง จึงไม่เคยมีทฤษฎีอะไรเป็นพิเศษ การพูดคุยในคลาสจึงไม่ใช่การสอนเชิงทฤษฎี แต่เป็นการถ่ายทอดประสบการณ์ วิธีคิด และขั้นตอนการทำงานของตัวเอง เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม
สิ่งที่เน้นย้ำเสมอคือ นักเขียนทุกคนต้องมีวิธีทำงานและแนวทางการเขียนเป็นของตัวเอง ต้องหาแนวทางที่เหมาะกับตัวเองให้พบ พร้อมกันนั้นก็เล่าถึงความผิดพลาดที่เคยเจอ รวมถึงวิธีที่เคยใช้แก้ปัญหาเหล่านั้นให้ฟังเป็นตัวอย่างค่ะ”

แม้พี่เอียดจะบอกว่าไม่เคยมีทฤษฎีในการทำงาน แต่เมื่อได้นั่งฟังทั้งเธอและวิทยากรอีกสามท่านพูดถึงเบื้องหลังการเขียน ก็สัมผัสได้ชัดว่า ทุกคนล้วนทำงานอย่างละเอียด รอบคอบ และให้ความสำคัญกับการค้นคว้าข้อมูลอย่างมาก
ไม่เพียงเท่านั้น ทุกคนยังใส่ใจในเหตุผลและแรงขับเคลื่อนของตัวละคร จนแม้แต่ตัวละครที่เต็มไปด้วยข้อบกพร่อง คนอ่านกลับยังเข้าใจและเห็นใจพวกเขาได้ อย่างเช่น ทราย จาก ทรายสีเพลิง ที่แม้จะเต็มไปด้วยความขัดแย้ง แต่ก็ยังมีมิติของความเป็นมนุษย์ซ่อนอยู่
อีกเรื่องหนึ่งที่เราถามวิทยากรด้วยก็คือลายเซ็นของนักเขียน หรือเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ทำให้งานแต่ละชิ้นแตกต่างกัน สำหรับพี่เอียด เธอมองว่าลายเซ็นของตัวเองอยู่ที่วิธีการเล่าเรื่องและสำนวนภาษา
“สิ่งนี้ไม่มีนักเขียนคนไหนเหมือนกันค่ะ ต่างคนต่างมีเส้นทาง มีจังหวะ และมีแบบแผนเป็นของตัวเอง ทุกคลาสจึงมักเน้นย้ำเสมอว่า ให้ทุกคนหาเส้นทางของตัวเองให้เจอ เพราะมันอยู่ในใจเราอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปไขว่คว้าจากที่ไหน”
ด้านพี่ปุ้ย กิ่งฉัตร กลับมองว่าเป็นเรื่องยากที่นักเขียนจะอธิบายลายเซ็นของตัวเองได้อย่างชัดเจน
“จริงๆ แล้วลายเซ็นของนักเขียนไม่ได้มีเฉพาะงานดรามาครอบครัวนะคะ ไม่ว่าจะเขียนแนวไหน นักเขียนทุกคนก็ควรมีลีลาภาษาและวิธีการนำเสนอที่เป็นเอกลักษณ์ จนคนอ่านรู้ได้ทันทีว่ากำลังอ่านผลงานของใครอยู่

เรื่องลายเซ็นนี่อันที่จริงคำถามนี้ตอบยากเหมือนกันค่ะ เพราะบางทีคนเขียนอาจไม่รู้ตัว ต้องให้คนอ่านเป็นคนบอกมากกว่า แต่ถ้าจะเดา ก็คงเป็นเรื่องของการใช้ภาษา จังหวะของบทบาทตัวละคร รวมถึงแนวคิดบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในงาน ซึ่งทำให้คนอ่านจำได้ว่านี่คือผลงานของกิ่งฉัตร”
เมื่อจบคลาส เราได้มีโอกาสพูดคุยถึงสิ่งที่ได้รับจากการถ่ายทอดวิทยายุทธ์ครั้งนี้กับ นวาภัส เจ้าของผลงานนิยายเรื่อง เหมันต์ตะวันรอน และ วัชรนริศ เจ้าของผลงานเรื่อง มรดกมนตรา ซึ่งสองนักเขียนที่แอบย่องเงียบมาเติมประสบการณ์จากคลาสครั้งนี้โดยเฉพาะ
“ที่มาเรียนเพิ่ม เพราะอยากเขียนเรื่องชีวิตของคนธรรมดาที่เต็มไปด้วยอารมณ์หลากหลาย ทั้งสุข ทุกข์ ผิดหวัง เสียใจ และสมหวังค่ะ รู้สึกว่าตัวเองโตพอจะเขียนงานแนวนี้แล้ว ก่อนหน้านี้ยังไม่มั่นใจว่าประสบการณ์ชีวิตอาจน้อยเกินไปสำหรับงานแฟมิลีดรามา ที่สำคัญคือ วิทยากรทุกท่านเป็นไอดอลสายแฟมิลีดรามาของเราทั้งหมดเลยค่ะ” นวาภัสกล่าว
ด้านวัชรนริศมองว่า นิยายดรามาครอบครัวคือรูปแบบของงานเล่าที่สะท้อนความเป็นมนุษย์ได้ลึกที่สุด
“ผมเชื่อว่านิยายดรามาครอบครัวคือกระจกสะท้อนความเป็นมนุษย์ได้ดีที่สุด ทั้งความรัก ความผิดหวัง ความผูกพัน และบาดแผลที่ซ่อนอยู่ในใจคน การเขียนแนวนี้จึงไม่ใช่เพียงการเล่าเรื่อง แต่คือการทำให้ผู้อ่านรู้สึกเหมือนได้ใช้ชีวิตร่วมกับตัวละครจริงๆ
ผมเลยอยากเรียนคลาสนี้เพื่อพัฒนาศิลปะการถ่ายทอดอารมณ์ให้ลึกซึ้งขึ้น เรียนรู้วิธีสร้างตัวละครที่มีเลือดเนื้อ มีความจริง และสามารถแตะหัวใจคนอ่านได้อย่างยาวนาน รวมถึงต่อยอดตัวเองให้เติบโตในฐานะนักเขียนที่สามารถเล่าเรื่องธรรมดาให้กลายเป็นเรื่องที่ผู้คนไม่มีวันลืม”
และการเข้าเรียนในครั้งนี้ทั้งคู่ต่างก็ได้ติดอาวุธทางความรู้กลับไปอย่างที่ตั้งใจไว้จริงๆ นวาภัสเล่าว่า สิ่งที่ได้กลับไปคือความเข้าใจในการสร้างตัวละครให้แข็งแรง รวมถึงการวางปมชีวิตที่ช่วยผลักดันเรื่องราวให้เข้มข้นและน่าติดตามมากขึ้น ขณะที่วัชรนริศมองว่า ความรู้จากคลาสนี้ไม่ได้ต่อยอดได้แค่งานเขียนนิยายเท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปใช้กับงานสร้างสรรค์แขนงอื่นได้อีกมาก
“ผมเชื่อว่าคลาสนี้สามารถนำไปต่อยอดได้ทั้งงานเขียนและงานสร้างสรรค์ เพราะ ‘ดรามาครอบครัว’ คือหัวใจของความสัมพันธ์มนุษย์ ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ได้ทั้งกับนิยาย บทภาพยนตร์ ซีรีส์ รวมถึงงานเล่าเรื่องในรูปแบบอื่น
สิ่งที่อยากนำไปต่อยอดมากที่สุดคือ การสร้างตัวละครให้มีมิติ การวางปมความสัมพันธ์ และการถ่ายทอดอารมณ์ให้เข้าถึงใจคนดูหรือคนอ่านอย่างแท้จริง เพราะผมเชื่อว่า เรื่องราวที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่เรื่องที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่คือเรื่องที่ทำให้ผู้คน ‘รู้สึก’ และจดจำมันไปอีกนานครับ”
ตอนนี้ “อ่านเอา อะคาเดมี” เดินทางมาถึงครั้งที่สองแล้ว และกำลังจะมีครั้งที่สามตามมาในอีกไม่นาน
“ครั้งต่อไปเราจะจัดในช่วงเดือนกรกฎาคม เป็นคลาสนิยายสืบสวนครับ” คุณหมอโอ๊ตกล่าว
เอ้า ใครที่สนใจงานเขียนแนวนี้ วอร์มนิ้วรอกันไว้เลยค่ะ






