
A MIND จิตอริยะ บทที่ 3 : สำนึกสุดท้ายของปกป้อง
โดย : ไข่เจียวหมูสับ
A MIND จิตอริยะ โดย ไข่เจียวหมูสับ กับเรื่องราวซึ่งเกิดจากความผิดพลาดของระบบสลับจิตที่นำมาทั้งการตามล่า บททดสอบทางศีลธรรมและความรักที่อาจเป็นเพียงแค่ภาพลวงตา และนี่คือนวนิยายอีกหนึ่งเรื่องที่ได้รับเลือกจากโครงการช่องวันอ่านเอาปี 4 ที่จะถูกนำไปสร้างเป็นละครและเป็นนวนิยายที่เราอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์บนเว็บไซต์ anowl.co
ร้านสะดวกซื้อ ESS นั้นใหญ่โตกว่าที่พิณเพลงคาดไว้ ใหญ่กว่ามากๆ
ตึกแถวสี่ชั้นหน้ากว้างติดกันสี่ห้อง พื้นที่ร้านกินไปสองชั้น แบ่งออกเป็นโซนของสินค้าฝรั่ง จีน เกาหลี และญี่ปุ่น ดูท่าว่าจะได้กำไรมามากถึงขั้นขยายร้านออกไปได้เรื่อยๆ
เจ้าของร้านชื่อภาสริน เป็นหญิงชราร่างบางและหลังค่อมเล็กน้อย ผมขาวโพลนและสวมแว่นหนา แต่โดยรวมแล้วดูใจดีและมีความเป็นผู้นำ
พิณเพลงเริ่มทำงานมาได้นานสองสัปดาห์แล้วโดยรับผิดชอบการขายระหว่างหนึ่งทุ่มถึงเที่ยงคืน ซึ่งจะนานขึ้นกว่านี้หากทำไปเรื่อยๆ แล้วไม่โดนไล่ออก แม้จะดึกไปหน่อยแต่ก็จำเป็นต้องทำ รู้ดีว่าไม่ได้มีสิทธิเลือกมากนัก ได้เท่านี้ก็ถือว่าโชคดีแล้ว อย่างไรก็ตามเธอทำหน้าที่ได้ครบถ้วนและได้รับคำชมจากภาสรินทุกวัน
แค่นั้นก็พอแล้ว ชีวิตโอเคกว่าสมัยก่อนย้ายเข้ามาตั้งเยอะ
ในเวลาบ่ายสองของวันศุกร์ พิณเพลงเห็นว่าตนเก็บเงินได้พอจะแบ่งมาซื้อหนังสือสักเล่ม จึงออกจากที่พักซึ่งเป็นห้องเช่าราคาประหยัดเพื่อไปยังห้างสรรพสินค้าใกล้ๆ แอบขัดใจที่ร้าน ESS ดันไม่มีหนังสือขายเสียอย่างงั้น
หอพักที่อาศัยนั้นอยู่ใกล้กับที่ทำงาน ค่าส่วนกลางแพงไปนิดแต่ก็ไม่ถึงกับลำบากในการจ่ายเกินไปนัก
ระหว่างนั่งรถประจำทางก็นั่งเล่นกลิตเตอร์ไปเรื่อยๆ ก่อนจะพบข่าวที่กำลังติดเทรนด์…
ประธาน A MIND เสียชีวิต
ทิศทางของการสลับจิตอยู่ในวังวนของการเปลี่ยนแปลงงั้นหรือ
จุดจบหรือจุดเริ่มต้น
พิณเพลงเลื่อนไปเรื่อยๆ เธอทราบเรื่องโครงการสลับจิต ไม่มีใครในโลกนี้ไม่ทราบหรอก แต่พยายามจะไม่สนใจ
อย่าไปอ่าน อย่าอ่านเด็ดขาด เธอสั่งใจตัวเองอย่างนั้น
เธอลงจากรถประจำทางที่จอดใกล้กับทางเข้าห้างสรรพสินค้าพอดี ห้างสูงบดบังแสงแดดร้อนจัด ไอเย็นแผ่ออกมาถึงด้านนอกทีเดียว
ทว่ายังไม่ทันได้เข้าไปก็ต้องชะงัก เพราะสัมผัสได้ถึงสายตาของใครสักคนที่จ้องมา
เธอมองไปรอบด้านอย่างรวดเร็วก็ไม่พบใครน่าสงสัย แต่รับรองไม่ผิดแน่ มันเป็นแววตาแห่งความมุ่งร้ายอย่างที่เคยประสบมาตลอดสมัยเรียน
แม้จะอยู่รอดปลอดภัยมาถึงวันนี้ แต่ก็ไม่มีวันลืมลงหรอก สายตาที่จ้องจะเอาชีวิตแบบนั้น…
ความรู้สึกเช่นนี้ไม่ใช่การคิดไปเองแน่นอน พิณเพลงเชื่อในสิ่งที่ ‘ชายคนนั้น’ เคยสอน
ในหัวเริ่มได้ยินเสียงบางสิ่งที่ถูกลากไปตามพื้นดังครืดๆ กลิ่นของความตายและสัมผัสมุ่งร้ายเกาะกุมไปทั่วสมอง
ก่อนจะสติแตก…พิณเพลงรีบกระชากตัวเองจากภวังค์ และซอยเท้าเข้าไปในห้างสรรพสินค้าทันที
เป็นบ่ายที่ไม่สดใสเอาเสียเลย รถติดหนักตรงถนนเส้นเข้าเมือง แถมฝนยังตกอย่างบ้าคลั่ง ปกป้องถึงกับถอดใจ วันนี้คงกลับไปที่ออฟฟิศไม่ทันสามโมงแน่แล้ว จึงส่งข้อความไปยังเจ้าหน้าที่วิจัยที่ทำงานร่วมกันเพื่อขอเลื่อนนัด
แต่พอข้อความถูกอ่านและได้รับคำตอบกลับว่าโอเคค่ะ ฝนที่กระหน่ำกลับหยุดในทันใด และการเคลื่อนตัวของรถก็คล่องขึ้นอย่างกับจะประชดประชันกัน
ช่างเถอะ เราก็ทำงานมาหนักตั้งหลายวันแล้ว แถมเพิ่งขับกลับมาจากประชุมที่ต่างจังหวัด เลื่อนคุยงานไปก่อนก็ดีแล้ว ปกป้องปลอบตนเอง
พื้นถนนยังเปียก ปกป้องตัดสินใจแวะพักที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางกลุ่มตึกแถว โดยจอดรถหน้าร้านเบอร์เกอร์ที่ตนชอบ กะเข้าไปนั่งเพื่อพักสมองและสั่งชีสเบอร์เกอร์กินสักหน่อย
เขารู้ดีมันถูกเรียกว่าอาหารขยะ แม้จะไม่ดีต่อสุขภาพเท่าไร แต่เดือนหนึ่งเขาจะสปอยล์ตนเองสักครั้งสองครั้ง เมื่อเลือกได้จึงสั่งชีสเบอร์เกอร์คอมโบมาสองชุด
กัดเข้าไปคำแรกก็ได้ยินเสียงข้อความดังขึ้นในสมาร์ตโฟนเครื่องสีขาว หยิบมาอ่านก็พบว่าเป็นเรื่องเดิม มันถูกส่งมาจากดวงตาผู้เป็นแม่ของเขา
ไม่เกี่ยวกับงาน แต่เป็นสิ่งที่ต้องรีบให้คำตอบ และปกป้องเลื่อนการตอบมาสองรอบแล้ว
พ่อและแม่ต้องการให้เขาบริจาคไตข้างหนึ่งและบางส่วนของตับให้กับพี่ชาย การโหมปาร์ตี้และไม่ดูแลสุขภาพนำมาซึ่งโรคภัยเฉียบพลัน ไม่มีทางรอดนอกเสียจากปลูกถ่ายอวัยวะ
‘ตับสามารถงอกกลับมาเป็นสภาพเดิมได้ ไตนั้นเหลือข้างเดียวก็ไม่ตายหรอก’ ทั้งพ่อ แม่ และพี่ชายต่างกรอกหูเขาอยู่ทุกวัน
…ปกป้องกัดเบอร์เกอร์อีกคำแล้วดูดน้ำอัดลมตาม รู้สึกขอบตาร้อนผ่าวไปหมด ไม่นานก็กินเสร็จอย่างไม่รับรู้ความอร่อยใดๆ อีก เขาเดินออกมานอกร้านในช่วงบ่ายแก่ๆ ตัดสินใจจะเดินเพื่อผ่อนคลายสมอง แต่ด้านนอกปั๊มไม่มีอะไรน่าสนใจนอกจากแสงแดดหลังฝนกับบรรดาตึกแถวซึ่งมักเป็นร้านซ่อมรถและขายเหล็ก
เขาเดินไปจนกระทั่งพบสวนเล็กๆ ข้างทาง มันค่อนข้างรกร้างแถมต้นไม้ก็ไม่ค่อยมี แต่เพราะเริ่มเมื่อยแล้วจึงลองแวะเข้าไป
ภายในสะอาดกว่าที่คาด แต่ดูเหมือนว่าจะร้างผู้คน เพราะนอกจากเขาแล้วก็ไม่พบใครอีก ทั้งที่ฝั่งหนึ่งของสวนนั้นติดกับรั้วโรงเรียนมัธยมแท้ๆ
ปกป้องนั่งลงตรงเก้าอี้ไม้พร้อมกับผ่อนคลายจิตใจ ทว่าผ่านไปเพียงครู่เดียวก็ได้ยินเสียงร้องด้วยความหวาดกลัวของผู้หญิงดังแว่วมาจากหลังสวน ด้านที่ติดกับโรงเรียนมัธยมนั่นเอง
เขาลุกเดินไปดูด้วยความเป็นห่วง เกรงว่าจะมีเรื่องอะไร คิดในใจว่าอาจมีใครเจองูหรือสัตว์ร้ายรึเปล่านะ แล้วก็พบกลุ่มนักเรียนหญิงกระโปรงสีฟ้ากำลังวิ่งมาทางนี้ แต่ละคนลนลานถึงขั้นปล่อยกระเป๋านักเรียนทิ้งบนพื้นเพื่อเอาชีวิตรอด ด้านหลังของกลุ่มเด็กหญิงนั้นมีประตูตาข่ายเหล็กที่กั้นเขตของสวนกับโรงเรียน มันเปิดอ้าอยู่ และคนที่เดินดุ่มตามพวกเธอออกมาคือชายร่างสูงท้วมในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์
แต่ที่ดึงดูดสายตาของปกป้องที่สุดคือสิ่งที่ชายคนนั้นถือในมือขวา มันคือปืนกระบอกหนึ่ง…
สมองของชายที่รักสงบประมวลผลแทบไม่ทัน เด็กนักเรียนพวกนั้น…เฮ้ย เดี๋ยวสิ นั่นมันปืนของจริงนี่!
ปกป้องไม่มีเวลาพิสูจน์ เพราะชายปริศนาเริ่มยกกระบอกปืนขึ้นขนานไปกับพื้น เล็งมาที่เด็กสาวคนหนึ่งที่กำลังวิ่งตรงมาทางเขา เธอล้มลงเพราะสะดุดอะไรบางอย่าง
ไม่ถึงวินาที ปกป้องก็เคลื่อนตัวด้วยสัญชาตญาณ พุ่งเข้าไปยืนบังให้เด็กสาวซึ่งเป็นเป้าหมายของคนร้าย จังหวะต่อมากระสุนก็ทะลุเข้าที่ช่วงบริเวณลำตัว แต่เขาระบุชัดเจนไม่ได้หรอกว่ากี่นัด และโดนตรงไหน
ร่างของปกป้องกระเด็นตามแรงปืน ร่วงลงไปกองกับพื้นในท่าหงายหลัง หางตาเห็นเด็กสาวคนนั้นกำลังวิ่งหนีไปอีกทาง
กระสุนคงไม่ทะลุไปโดนเธอใช่ไหม แต่วิ่งได้แบบนั้นคงไม่เป็นไรแล้วมั้ง…
ได้ยินเสียงแช่ก แช่ก ของปืน คนร้ายกระสุนหมดแล้ว หรือไม่ก็ปืนขัดข้อง พยายามยกคอขึ้นมองก็พบว่ามันกำลังเผ่นแน่บไปแล้วเหมือนกัน พอไม่มีอาวุธแล้วก็หนีสินะ
ปกป้องนอนนิ่งอยู่อย่างนั้น ในสวนที่ร้างไร้ผู้คน ไกลจากบ้าน ไกลจากที่ทำงาน เขาเริ่มเจ็บมากขึ้นเรื่อยๆ แต่บอกไม่ถูกว่าเจ็บตรงไหน
อา…หวังว่าคงไม่โดนตับกับไตนะ เสียดายอวัยวะดีๆ แบบนี้ หากบริจาคคงช่วยได้อีกหลายคน…
แต่ก็ช่างเถอะ เขากล่าวกับตนเอง ทำอะไรไม่ได้แล้ว
แปลก ทั้งที่เจ็บปานนี้แท้ๆ แต่กลับไม่เสียใจหรือเสียดายเลยสักนิด
นั่นสิ…มันจะจบแล้ว ดีใจจัง
พ่อครับ แม่ครับ ผมจะไปหาแล้วนะครับ
…และนั่นคือสำนึกสุดท้ายก่อนตายของปกป้อง ปักษ์ดนู