ก่อนฟ้าสาง บทที่ 6 : ความช่วยเหลือ

ก่อนฟ้าสาง บทที่ 6 : ความช่วยเหลือ

โดย : ม.มธุการี

ก่อนฟ้าสาง นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวโดย ม.มธุการี เมื่อ ‘เจียง’ เลือกพาครอบครัวหนีความเดือดร้อนมาพักพิงยังแผ่นดินไทย แต่แผ่นดินแห่งนี้จะเป็นที่พักพิงที่ปลอดภัยให้กับเขาได้จริงๆ หรือ เจียงยังจะต้องฝ่าฟันอะไรอีกมากมาย อาจจะมีเพียง ‘ใกล้รุ่ง’ หญิงสาวผู้อ่อนโยนคนนั้นที่เป็นความหวังของเขา

ประชามารู้ข่าวคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นจากลิลิตตอนแวะไปคุยด้วยที่บ้าน

“มันกลายเป็นเรื่องใหญ่ไปแล้วนะ เห็นว่าผู้การพิสุทจะมาเองเลย เรื่องที่ลูกชายถูกซ้อมปางตาย เลือดคั่งในสมองเดี้ยงไปเลยว่างั้นเหอะ นี่มีคำสั่งมาให้เร่งรุดสอบเรื่องนี้ด่วนเลยนี่ ลูกคุณอาจจะโดนเรียกไปเร็วๆ นี้หละ”

“พลไม่ได้เป็นคนทำ ผมสอบถามลูกผมดูแล้ว คนที่ทำก็ไม่ได้รู้จักมักจี่อะไรกัน

อีกอย่างลูกผมก็โดนซะอ่วม”

“ก็ต้องเข้าไปให้ปากคำเจ้าหน้าที่เขาใช่ไหมล่ะในฐานะคู่กรณี ส่วนที่ใครจะเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยตำรวจเขาคงสืบรู้เองทีหลัง แต่ผมจะบอกอะไรให้อย่างนะ เรื่องเด็กตีกันน่ะมันเรื่องธรรมดา เกิดขึ้นเป็นประจำ บางรายไล่ปาระเบิดใส่กันจนหัวร้างข้างแตก ไม่เห็นมีอะไร แต่เรื่องนี้ที่มันเป็นเรื่องขึ้นมาเพราะดันเป็นลูกผู้การใช่ไหมล่ะ เชื่อเถอะ เขาจะหาทางเอาเรื่องทางคุณแน่ ยังไงก็เตรียมตัวไว้เสียก่อนเนิ่นๆ”

ประชาหนักในอกแค่รู้ข่าว จับใครไม่ได้จริงๆ ลูกเขาต้องเข้าปิ้งแน่ในฐานะอยู่ในเหตุการณ์และเป็นคู่กรณี ดีไม่ดีต้องติดคุกหัวโตแม้จะไม่ได้เป็นคนก่อเหตุอะไรเลย เรียกพลมาชี้แจงให้ฟังเมื่อกลับถึงบ้าน

“ยังไงก็ให้การกับเจ้าหน้าที่เขาไปตามจริงว่าเกิดอะไรขึ้นมาในตอนนั้น บอกเขาด้วยว่าเราไม่ได้เป็นคนทำร้ายลูกผู้การ ไม่เคยรู้จักกับใครที่เข้ามาอีกคน”

“เกิดมันว่าผมทำ พวกมันทั้งนั้นนะพ่อวันนั้น มันกะจะรุมผม”

“ก็บอกตำรวจเขาไป ให้เจ้าหน้าที่เขาตามสืบเอาคนทำมาลงโทษให้ได้”

“ทำไมต้องลงโทษล่ะพ่อในเมื่อเขามาช่วยคนถูกรังแก เขาทำในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่งั้นอีกหน่อยก็ไม่มีใครอยากช่วยอะไรใคร ถือว่าไม่ใช่เรื่อง”

“ทำไมเขาถึงมีศาลเอาไว้ตัดสินว่าใครผิดใครถูก ถ้าเราถูกรังแกศาลก็ต้องเข้าข้างเราอยู่แล้ว”

ประชาพูดไปอย่างนั้นเอง ไม่คิดด้วยว่าทุกอย่างมันจะสวยหรูอย่างที่เขาคิด ผู้การพิสุทเป็นผู้มีอิทธิพลคับบ้านคับเมือง คนตัวเล็กๆ อย่างเขาจะเอาอะไรไปต่อสู้เพื่อลูก ถ้าเกิดเป็นความกันขึ้นมาจริงๆ…

—————

เจียงทำงานยกของหน้าบริษัทจนกระทั่งเที่ยง มีนักเลงกลุ่มเดิมนั่งสรวลเสเฮฮาที่ร้านอาหารตรงข้าม พวกมันคงจำเขาได้เช่นกันเพราะเห็นเมียงมองมา คงหมายตาเงินเบี้ยเลี้ยงรายวันของเขาเอาไว้แล้วด้วย…

เข้าโรงอาหารตอนเที่ยงหูก็แว่วเสียงก่อกวนดังมาจากคนงานในนั้น

“เฮ้ย มันยังไม่เลิกกินหญ้าอีกหรือวะนั่น…ควายหลงมาอีกตัว”

เสี่ยกิจออกมาได้ยินพอดีและเท้าสะเอวมองกราด จากนั้นก็พยักหน้าบอกเขา

“กินเสร็จแล้วเข้ามาในห้องทำงานฉันหน่อย”

เจียงนั่งกินข้าวต่อ ทุกคนที่นั่นสงบเสียงลงไปได้ เขาไม่สบตาใครตอนลุกออกไปจากที่นั่น มีนักเลงปากกล้ากวนประสาทอยู่ทุกหัวระแหงและทุกรูปแบบ…

ไปพบเสี่ยกิจในห้องทำงาน พอเห็นเขาก็เลื่อนบัตรเล็กๆ สองใบให้ เจียงหยิบขึ้นมาดูอย่างไม่เข้าใจ

“บัตรประชาชนกับใบขับขี่ นับแต่นี้ไปเธอต้องขับรถให้ฉันนั่ง อาจจะต้องขับรถช่วงกลางคืนบ้างเป็นบางครั้ง เธอเองตัองมีใบขับขี่ ส่วนบัตรประชาชนนี่เอาไว้แสดงตอนมีเจ้าหน้าที่มาตรวจ เธอมีชื่อนามสกุลใหม่ มีที่อยู่ที่นี่ ภาพถ่ายนั่นอาจจะไม่เหมือนเสียทีเดียวแต่ผ่านได้แน่ เอาไว้ใช้ชั่วคราวจนกว่าจะมีทางออกอื่นที่ดีกว่านี้ อย่าลืมว่าถ้าถูกจับเพราะเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย เธอจะถูกส่งออกนอกประเทศทันที”

เดินกลับบ้านตอนเย็นหลังเลิกงานด้วยใจที่โล่งหวิว ชีวิตเขามีทางเดินใหม่ๆ ด้วยความช่วยเหลือจากคนแปลกหน้าที่ไม่ได้รู้ถึงหัวนอนแปลายเท้าของเขาเลย เสี่ยกิจมองเห็นอะไรในตัวเขาบ้าง…เขามีอะไรนอกเหนือไปจากความยากไร้อย่างเหลือแสน…

เสียงรถมอเตอร์ไซค์ไล่ตามหลังมาติดๆ และไม่จำเป็นที่เขาจะต้องเหลียวไปมอง ก็เพราะรู้แล้วว่าเป็นใคร…เจ้าสองตัวมาจอดรถขวางทางเดินของเขาพอดีจนเขาต้องหยุดเดิน

“เฮ้ พรรคเพียก…สบายดีหรือวะวันนี้ รวยมาเท่าไหร่เอามาแบ่งกันดูซิ”

ไม่พูดเปล่าแต่ทำท่าจะเข้ามาตบกระเป๋ากางเกงของเขา คนหนึ่งตบกระเป๋าเสื้อ แต่เจียงจับข้อมือมันไว้ทั้งสองมือ ออกแรงบีบเบาๆ มันก็ถึงกับร้องโอดโอย เจียงแค่ผลักทีเดียวพวกมันก็กระเด็นล้มทับลงไปทั้งคนทั้งรถจนกระจายกลางถนน แค่นั้นและเจียงก็ออกเดินต่อด้วยฝีเท้าที่มั่นคง กะว่าถ้ามันหลวมตัวตามมาอาจจะเจอดีมากกว่านี้ วันนี้เขาจะสู้กลับและจะไม่ให้พวกมันแม้แต่สตางค์แดงเดียว…

กลับมาถึงบ้านวันนั้นพร้อมอาหารและเงินค่าแรงที่ยังอยู่ครบทุกบาททุกสตางค์ ไม่มีวี่แววว่าพวกมันจะตามมารังควานเขาอีก เล่าให้แม่ฟังถึงงานใหม่กับบัตรประชาชนที่ได้มาจากเถ้าแก่และแม่ก็ตื่นเต้นดีใจ

“ทำไมเขาช่วย…เจียงขอเขาหรือลูก”

“เขาให้มาเอง เถ้าแก่เป็นคนใจดีมากแม่ อาหารนี่เขาก็จัดให้มา”

นั่งกินกันสามคน มีผัดเต้าหู้กับผักหลากสีที่แม่ครัวจัดให้ เจียงเห็นแม่น้ำตาคลอตา

น้องสาวรายงานว่า

“บ้านที่เขาขายผักกับผลไม้ถูกๆ เขาคงเลิกขายแล้ว”

“อ้าว จริงหรือ” เจียงแปลกใจ

“ผ่านไปทั้งวันไม่เห็นเขาเปิดประตูรั้ว”

เจียงพยักหน้ารับรู้

“ก็ไปซื้อที่ตลาด…เอาเงินที่แม่”

ภาพสตรีนั้นโดดเด่นในมโนภาพอีกครั้ง บ้านไม่ห่างกันนักแต่แตกต่างราวฟ้ากับดิน

ไร่หลังบ้านไม้สักใหญ่โตของหล่อนคงกว้างไกลแน่นขนัดไปด้วยพืชผักผลไม้นานาชนิด ความฝันที่จะตั้งหลักแหล่งในชีวิตเป็นศูนย์เมื่อชีวิตต้องระเหระหนไร้จุดหมายปลายทาง เขาอาจจะถูกศัตรูทั้งเก่าและใหม่ไล่ล่าต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดก็ได้ใครจะรู้…

————–

ข่าวร้ายมาเร็วกว่าที่คิดเอาไว้เมื่อเจ้าหน้าที่ส่งหมายเรียกให้พลไปให้ปากคำที่โรงพัก ประชาไปกับลูกด้วย มีการแจ้งความเกิดขึ้นจากฝ่ายผู้การฯ กรณีที่ลูกชายถูกรุมทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสโดยบุตรชายของเขากับพรรคพวก…

มันจริงอย่างนั้นหรือ…ไม่ทันไรทุกสิ่งก็ถูกบิดเบือนหาความจริงไม่พบ

พลให้การไปตามความจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมดและเขาก็เชื่อลูก แต่สีหน้าสีตาคนสอบ ถามไม่บ่งบอกว่าจะเชื่ออะไร

“เธอบอกว่าไม่รู้จักกับคนคนนั้น ไม่เห็นกระทั่งหน้า…มันเป็นไปได้ยังไงกัน”

“เพราะลูกผมกำลังเจ็บ จากถูกไอ้พวกนั้นซ้อมเอาไง” ประชาแก้แทนลูก “เห็นหัวไหม รอยแผลยังอยู่นี่” หันหน้าลูกให้ฝ่ายนั้นดู

“สรุปคือให้การไม่ตรงกัน ฝ่ายนั้นก็ว่าเธอมาด้วยกันและช่วยกันรุมลูกผู้การจนสลบเหมือด แล้วผมจะเชื่อใคร พยานอื่นก็ไม่มี”

“อาจจะมีคนผ่านไปผ่านมาเห็นเข้าก็ได้ ทำไมหมวดไม่ลองสืบดู เพราะลูกผมไม่ได้รุมซ้อมลูกผู้การแน่ นอกเสียจากว่าหมวดไม่ต้องการจะให้ความเป็นธรรมกับลูกผม”

“ผมจะพยายามให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายนะครับครู ยังไงผมจะเรียกมาสอบอีก ตอนนี้ขอสืบหาตัวอีกคนให้ได้เสียก่อน เพราะถ้าอยู่ในท้องที่นี้เราต้องเจอตัวแน่ ให้เวลาผมหน่อย”

——–

เริ่มงานวันแรกเถ้าแก่ให้เขาขับรถพาเข้าตัวจังหวัดที่อยู่ห่างไปไม่ถึงชั่วโมง ฝ่ายนั้นต้องคอยบอกทิศทางตลอดเวลาเพราะเขาไม่เคยชินเส้นทาง

รถที่ขับเป็นรถเบนซ์รุ่นเก่าสีดำที่ยังวิ่งฉิว เบาะภายในสีแดงนุ่มนิ่มชนิดที่เขา ไม่เคยสัมผัสมาก่อน เจียงขับรถระแวดระวังจนอีกฝ่ายชม

“ขับรถดีนี่ เคยมารึเปล่าถนนสายนี้”

“ไม่เคยครับ”

“คือไม่เคยนั่งรถเมล์ แล้วมาถึงที่นี่ได้ไง”

“ผมข้ามเขามา” เจียงตอบสั้นและฝ่ายนั้นก็อ้ำอึ้งไปนาน

ข้ามเขามาเป็นแรมเดือนกับแม่และน้องสาวขณะถูกไล่ล่าทุกมุมเมือง เรียนรู้มาว่าไม่มีการเดินทางอะไรจะปลอดภัยเท่าการเดินเท้า ไม่ต้องใช้บัตรประจำตัว ไม่ต้องใช้เงิน ค่ำไหนนอนนั่นไปตามรายทาง…

“อ่านหนังสือไทยได้ไหม” อีกฝ่ายเปลี่ยนเรื่องคุย

“พอได้ครับ ผมเรียนที่ค่าย”

“คือไปอยู่ที่ค่ายลี้ภัยมาแล้ว…”

ตราบจนกระทั่งการไล่ล่ามาถึงตัวจึงต้องหนีอีกครั้ง…ไม่เล่าความจริงทั้งหมดเพราะยามนี้เขาคงวางใจใครไม่ได้เลย…

“ผมหนีออกมาเพราะไม่ชอบที่นั่น”

“ทำไม”

เจียงไม่ตอบ

รถแล่นเข้าตัวเมืองและเสี่ยก็ชี้บอกถึงทิศทางที่จะต้องไป

“นัดกับเพื่อนไว้ที่ร้านอาหาร เดี๋ยวก็กินข้าวเที่ยงด้วยกันที่นั่นเลย”

มันเป็นร้านจีนโอ่อ่าและเพื่อนเถ้าแก่สี่ห้าคนก็มารอกันอยู่แล้ว มีเสียงทักทายกันฟังไม่ได้ศัพท์และเจียงก็หามุมเงียบๆ นั่ง รายการอาหารสุดหรูติดตามผนังจนดูลานตาไปหมด บริกรเดินกันให้ขวักไขว่และคนหนึ่งก็เดินมาหยุดที่โต๊ะเขา เจียงมองเถ้าแก่ก็เห็นฝ่ายนั้นกำลังมองมา ส่งสัญญาณให้เขาสั่งอาหารจากเมนู และเจียงก็เลือกสั่งข้าวผัดผักที่ราคาถูกที่สุดในนั้น

บนโต๊ะมีหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งวางอยู่และเจียงก็หยิบมาดู มันเป็นหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นที่มีพาดหัวข่าวสะดุดใจเขาในทันที ตำรวจกำลังเร่งตามหาตัวคนร้ายที่ทำร้ายร่างกายลูกชายนายตำรวจใหญ่จนบาดเจ็บสาหัส คนหนึ่งเดินทางเข้ามอบตัวแล้ว…

นี่มันเหตุการณ์วันนั้นที่เขามีส่วนเข้าไปพัวพันด้วยหรือเปล่า…เหตุการณ์ผ่านมาหลายวันจนเขานอนใจว่าไม่มีอะไรร้ายแรง พวกนั้นมันพวกแก๊งมอเตอร์ไซค์ที่เที่ยวได้ไล่รังแกคนอื่น อะไรจะเกิดขึ้นกับเด็กหนุ่มคนนั้นถ้าเขาไม่บังเอิญผ่านไปพบเข้า…

พลิกอ่านข่าวโดยละเอียด คนเจ็บยังนอนให้น้ำเกลือจากเลือดคั่งในสมอง เป็นถึงลูกนายพลตำรวจใหญ่มันถึงได้เกิดเป็นเรื่องเป็นราวกันขึ้นมา เจ้านั่นที่โดนหนักเพราะเป็นคนเดียวที่หันมาสู้กับเขา ข้างคนที่เข้ามอบตัวได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเพราะให้การเป็นประโยชน์กับรูปคดี…

อาหารถูกนำมาเสิร์ฟและและเจียงก็ก้มหน้าก้มตากินไปเงียบๆ เริ่มหนักในอกกับเรื่องที่บานปลาย อะไรจะเกิดขึ้นถ้าเขาถูกจับได้ แต่ไม่มีวี่แววว่าไอ้สองคนนั่นจะจำเขาได้

ตอนที่มันมาจี้เอาเงินเขาไป ส่วนไอ้คนที่นอนให้น้ำเกลือยังไม่แน่ ไหนจะไอ้คนที่เขาช่วยเหลือนั่นอีก ฝ่ายนั้นอาจจะจำเขาได้และทำทุกอย่างเพื่อเอาตัวรอด…



Don`t copy text!