เทพารักษ์ภัสดา บทส่งท้าย : สามีฉันเป็นเทพารักษ์

เทพารักษ์ภัสดา บทส่งท้าย : สามีฉันเป็นเทพารักษ์

โดย : กุลวีร์

Loading

เทพารักษ์ภัสดา โดย กุลวีร์ นวนิยายสนุกๆ ที่อ่านเอานำมาให้อ่านใน www.anowl.co กับเรื่องราวของเทพารักษ์ผู้มีสัตย์ว่าจะรักเพียงหนึ่ง ต้องลงมาใช้ชีวิตเยี่ยงมนุษย์เพราะหญิงสาวผู้เปลี่ยนหัวใจเขาตลอดกาล ภารกิจพิชิตใจจึงเริ่มต้น ท่ามกลางความวุ่นวายของเพื่อนบ้าน และบททดสอบของความรักที่ไม่ใช่แค่เรื่องบนเตียง

“คุณจะไปอีกทำไมล่ะ มันเป็นที่โสมมสำหรับคุณไม่ใช่เหรอ”

เขาขอให้หล่อนพาเขาไปที่สถานบันเทิงแห่งนั้นอีกครา

“ผมจะไปที่ที่ผมเคยอาศัยต่างหาก วันนั้นผมมีเรื่องหนึ่งยังไม่ได้บอกคุณแพร”

ด้วยข้ออ้างข้างต้น เวธัสกับหญิงสาวจึงมายืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่แสนคุ้นตา หากบัดนี้มีบางอย่างแตกต่างไปจากแต่ก่อนซึ่งเขารู้เพียงผู้เดียว

“คุณมีเรื่องอะไรอยากให้ฉันรู้อีกล่ะ” แพรพิไลพูดขึ้น เพราะถ้าไม่พาคนตรงหน้ามาที่แห่งนี้ เขาก็จะไม่ปริปากให้รู้สักนิดเดียว

“วันนั้นที่ผมทำหน้าเศร้า นอกจากคิดว่าคุณแพรไม่ต้องการกันแล้ว ยังมีอีกเรื่องที่กังวลใจคือผมไม่รู้จะไปอยู่ที่ใด”

“คุณเป็นเทพารักษ์ก็ต้องอยู่ในต้นไม้ต้นนี้เหมือนเดิมสิ”

“ผมกลับมาอยู่ที่ต้นไม้นี้ไม่ได้แล้ว เพราะมีเทวดาตนอื่นมาอยู่แทน คุณแพรต้องให้ผมอยู่บ้านกับคุณแพรตลอดชีวิตนี้” เวธัสเข้าเรื่องพลางยิ้มอย่างมีเลศนัย แล้วเหลือบมองกายทิพย์ของเทพารักษ์ตนใหม่ซึ่งทำหน้าที่แทนเขาบนผืนแผ่นดินแถบนี้

“แต่คุณยังมีต้นทับทิมไม่ใช่เหรอ” หล่อนยังมองไม่เห็นปัญหาใดๆ

“ผมอยากอยู่ในบ้านกับคุณแพรมากกว่า”

“บ้านหลังนั้นเป็นบ้านเช่า คงอยู่ไม่ได้ตลอดชีวิตหรอก แต่คุณไม่ต้องกลัว ถ้าย้ายไปที่ไหน ฉันจะขุดต้นทับทิมไปด้วย”

เวธัสส่ายหน้าที่หญิงสาวยังไม่เข้าใจเรื่องที่จะสื่อถึง ซึ่งต้นไม้ต้นใดก็ไม่สลักสำคัญเท่าตัวหล่อนที่เขาอยากใช้ชีวิตเคียงใกล้

“คงต้องรีบย้ายไปอยู่บ้านคุณยายเอี่ยม จะได้ไม่ต้องเสียค่าเช่า” เขายื่นข้อเสนอ “พวกเราจะได้ดูแลคุณยายเอี่ยมใกล้ๆ ด้วย”

“แล้วคุณจะให้ฉันย้ายต้นทับทิมไปด้วยไหมล่ะ ถ้าเราสองคนไปอยู่บ้านยายเอี่ยม” หล่อนยังหนีไม่พ้นเรื่องต้นไม้

“แค่มีคุณแพรไปอยู่ด้วยกันกับผมก็พอแล้ว” เขาตัดบท “เดือนหน้าผมจะเปิดขายข้าวมันไก่ ตามฤกษ์ดีที่คุณยายเอี่ยมแจ้งไว้”

“ที่จริงข้าวมันไก่ฝีมือคุณ อร่อยกว่าทุกร้านที่ฉันเคยกินมาด้วยซ้ำ คงมีลูกค้าเยอะแน่นอน”

“ไม่ต้องพูดเอาใจกันก็ได้ แค่ผมเป็นสามีที่ช่วยภรรยาหาเงินเข้าบ้านได้ก็ภูมิใจแล้ว” เขาบอกตามความรู้สึกจริงแท้

“ทำไมวันนั้นคุณบอกฉันว่าชื่อเทพล่ะ” หล่อนได้โอกาสถามถึงเรื่องคาใจ

“ผมจะบอกว่าเป็นเทพเวธัส แต่คุณแพรต่างหากที่คิดว่าผมชื่อเทพ ผมจึงสมยอมไปตามนั้น”

แพรพิไลส่งค้อนให้เขาหนึ่งที แล้วเอ่ยกับตัวเอง

เทพารักษ์จะเจ้าเล่ห์เหมือนคุณหมดเลยหรือเปล่า ฉันอยากรู้จริงๆ

เวธัสล่วงรู้ความคิดของหล่อนจึงคิดแก้ต่าง

“ผมเจ้าเล่ห์กับคนที่เป็นคู่บุญเท่านั้น เพื่อให้สมปรารถนา”

แพรพิไลมองเขาไม่วางตา

“ตั้งแต่เราเจอกัน ผมคิดไว้แล้วว่าจะขอครองรักกับคุณแพรตลอดไป ถ้าไม่ทำหลายอย่างขนาดนั้น คุณแพรจะยอมให้ผมอยู่ด้วยกันจนถึงทุกวันนี้รึ” เวธัสเอ่ยต่อ เมื่อหล่อนยังเงียบปาก

“ขอบคุณนะที่คุณไม่เคยโกหกฉันสักคำเดียว” หล่อนยิ้มอย่างเป็นสุข พร้อมทั้งคาดว่าในไม่ช้าจะรักเขาได้หมดทั้งใจ

“ต่อไปผมต้องกลายเป็นมนุษย์เหมือนคุณแพร แล้วใช้ชีวิตคู่กันไปจนแก่เฒ่าแบบถือไม้เท้าถือกระบองยอดทองยอดเพชร”

“คุณจะให้ถือกระบองมาฟาดกันหรือไง” แพรพิไลขบขันคำกล่าวของเขาจนอดแก้คำใหม่ให้ไม่ได้ “ต้องพูดว่าถือไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชร คุณชอบเอาสำบัดสำนวนจากยายเอี่ยมมาพูด แต่ก็พูดผิดพูดถูกตลอดเลย”

“มันเป็นประโยคยาว ผมได้ยินหนเดียวจะจำได้หมดยังไงล่ะ มนุษย์นี่หนอช่างสรรหามาพูดกันได้” แม้ในทุกครั้งจะเขินอายเล็กน้อยที่พูดไม่ถูกต้อง แต่เขายังยิ้มอย่างเป็นสุข “เมื่อไหร่คุณแพรจะยอมให้ผมแตะเนื้อต้องตัวได้อีก”

“เรายังไม่ได้แต่งงานกันเลย รอให้คุณทำงานเก็บเงินให้ได้ก่อน” หล่อนหาข้ออ้าง

“เราเป็นสามีภรรยากันแล้ว ผมนับตั้งแต่คืนนั้น” เขามัดมือชกหล่อน

“แต่ฉันนับจากวันที่เราแต่งงานกัน”

“คุณแพรจะไม่ยั่วๆ ให้ผมหน่อยรึ”

“นี่คุณต้องรอให้ฉันยั่วเลยเหรอ ทำไมไม่เป็นฝ่ายเข้าหากันก่อนบ้างล่ะ” หล่อนโวยวาย

เวธัสไม่เข้าใจคำของหล่อน พอไตร่ตรองคำที่พูดไปก็รู้ว่าพูดผิดไปหนึ่งคำ จึงพูดใหม่

“ผมหมายถึงคุณแพรจะไม่หยวนๆ ให้ผมแตะตัวสักนิดสักหน่อยก่อนจะแต่งงานกันบ้างรึ”

แพรพิไลหน้าแดงที่คิดไปคนละทางกับเขา

“ก็พูดถึงคืนนั้น ฉันนึกว่าเรื่องที่เคยเกิดขึ้นในห้องนอน”

“ขอกอดหน่อยได้ไหม” เขาลองเป็นฝ่ายเริ่มก่อนตามคำพูดของหล่อน

“ให้กอดหน่อยเดียวก็ได้ แต่ห้ามกอดเยอะนะ”

“งั้นขอใหม่ ขอกอดเยอะๆ ได้ไหม”

“ทำไมคุณเป็นคนได้คืบจะเอาศอกล่ะ” หญิงสาวถามกลับ “จะกอดกันตรงนี้ไม่อายผีสางเทวดาบ้างเหรอ”

“อายทำไม ก็เหมือนๆ กันทั้งนั้น” เขาไม่สน “ขอกอดเยอะๆ แล้วกัน”

เมื่อหล่อนพยักหน้า เขารีบเข้าไปสวมกอดจากด้านหลัง

แพรพิไลอยู่ในอ้อมแขนของชายหนุ่มใต้ต้นไม้ใหญ่ “ตัวคุณหอมไม่เคยเปลี่ยนเลย”

“ได้คืบจะเอาศอกคืออะไรรึ” เขาถาม

“คุณอย่ารู้เลย”

“ผมรู้แค่ว่าได้เมียจะเอาเมีย” เวธัสไม่ได้คิดอะไรกับคำกล่าวนั้น

“คุณอย่าพูดทะลึ่งอย่างนั้นสิ” แพรพิไลหมุนตัว หันหน้าไปหาเขา ทั้งที่เขายังกอดไว้ไม่ยอมปล่อยแขน “คนผีทะเล”

เขายังไม่เข้าใจที่หล่อนพูดอยู่ดี

“ผมไม่ได้เป็นผีสาง ผมเป็นเทพารักษ์ที่เป็นสามีคุณแพรต่างหา…”

จากทุกคำพูดและทุกสิ่งที่ชายผู้นี้กระทำให้กัน หล่อนคงตัดสินใจไม่ผิดและไม่ผิดหวังที่ตกลงปลงใจให้เขาเป็นคู่ชีวิต

แพรพิไลแหงนหน้าขึ้น นำปากตัวเองไปประกบปากเขาให้หยุดพูดเสียที

ในยามที่ไม่มีฤทธิ์ยาใด มันช่างเป็นรสสัมผัสที่หวานล้ำแสนละมุน

เวธัสยิ้มแฉ่ง หลังจากหล่อนถอนริมฝีปากออกจากกัน แต่ยังนำปลายจมูกมาชนกันไว้

“ถึงไม่มีต้นไม้หรือผืนดินใดให้ผมปกป้องคุ้มครองอีกต่อไป แต่จากนี้ยังมีเมียผู้นี้ให้ผมทำหน้าที่อารักษ์แทนสิ่งเหล่านั้น”

“ฉันคงมีสามีที่ไม่เหมือนใครๆ เพราะสามีของฉันเป็นเทพารักษ์”

– จบบริบูรณ์

 



Don`t copy text!