ปางปอบ บทที่ 6 : ศาลเจ้าปู่ตา

ปางปอบ บทที่ 6 : ศาลเจ้าปู่ตา

โดย : ทศพล

ปางปอบ นิยายออนไลน์มีให้อ่านที่อ่านเอา โดย ทศพล เรื่องราวของ ปอบ ภูตผีที่น่าประหวั่นพรั่นพรึงที่มาพร้อมกับความตายอันลึกลับ เมื่อใครสักคนในหมู่บ้านถูกสงสัยว่าเป็นปอบ ผู้คนเริ่มหวาดกลัวพร้อมกับความรังเกียจ แต่ระหว่างมนุษย์ที่กระทำการโหดร้ายกับมนุษย์ด้วยกันหรือปอบที่ต่อสู้เพื่อปกป้องตัวเอง ใครจะน่าหวาดกลัวมากกว่ากัน

ช่วงเช้าของวันใหม่ แสงแรกของพระอาทิตย์ทอประกายขึ้นสู่ฟ้า ความงดงามของทุ่งนาที่ล้วนเป็นสีเหลืองอ่อนของตอข้าว แม้จะผ่านฤดูการเก็บเกี่ยวมาแล้ว ทุ่งนาผืนนี้ก็ยังเป็นแหล่งหากินของชาวบ้านเสมอ ไม่ว่าจะพากันมาหาหอยขมที่แอบซ่อนในดินและกบจำศีลในฤดูแล้ง เป็นต้น

แท่นยกพาข้าวที่เตรียมข้าวปลาอาหารยกมาที่ทุ่งนาตัวเองเพื่อเลี้ยงผีตาแฮก เขาเดินตรงดิ่งไปที่โพนขนาดใหญ่ ซึ่งเขานั้นได้ได้สร้างศาลเล็ก ๆ ที่คล้ายกับกระท่อมไว้เป็นที่อยู่ของผีตาแฮก การยกพาข้าวมาวันนี้เป็นการเลี้ยงผีเพื่อขอบคุณที่ช่วยปกปักรักษาทุ่งนาของเขาไว้เป็นอย่างดี

การเลี้ยงผีตาแฮกจะมีสองครั้ง คือก่อนจะลงดำนาและหลังเก็บเกี่ยวเสร็จแล้ว ถือว่าเป็นแจ้งและบอกกล่าวกับผีตาแฮกว่าจะทำอะไรบนที่ดินแห่งนี้นี้ โดยตามความเชื่อของคนที่นี่นั้น ถ้าหากปฏิบัติตามหรือมองข้ามพิธีนี้ไป ผีตาแฮกก็จะไม่ปกปักรักษาทุ่งนาให้ ปล่อยปะล่ะเลยให้แห้งเหี่ยวตายไปหรืออาจจะทำให้เมล็ดข้าวมีขนาดที่ไม่สมบูรณ์ได้

แท่นจุดเทียนไปบนพื้นไม้ศาล ซึ่งภายในศาลนั้นไม่มีอะไรเลย เป็นห้องโล่ง ๆ ที่สามารถเอาพาข้าวเข้าไปวางข้างในนั่นได้เลย เขาจุดธูป ๗ ดอกและพนมมือขึ้น “ท่านเอ๋ย บัดนี้ข่อยกะได้เฮ็ดนาได้ข้าวหลายเอาขึ้นเล้าแล้วเรียบร้อย มื้อนี้เลยนำเอาข้าวปลาอาหารและเอาข้าวมาแบ่งสู่กินเด้อ บ่ได้บ่ได้ลืมดอก กะคิดฮอดหาอยู่ตลอดนั่นแล้ว ต่อไปกะปกปักฮักษาทุ่งนาข่อยให้อุดมสมบูรณ์ต่อไปเด้อ สาธุ” เขาพูดจบก็ยกธูปขึ้นหัวก่อนนำลงไปปักดินข้าง ๆ นับว่าเป็นอันเสร็จสิ้นพิธีบอกกล่าวและแบ่งปัน

ที่นาของแท่นนั้นมีประมาณ ๑๐ ไร่ และอยู่ติดกับทางเดินไปนาของชาวบ้านคนอื่น ๆ ด้วย ซึ่งถัดลงไปจนสุดทางเดินนั้นจะเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ ชาวบ้านที่นี่เรียกหนองนี้ว่า ‘หนองแหน’ จะใกล้กับที่นาของคนส่วนใหญ่กัน ในหมู่บ้านกุดงามนี้จะมีหนองน้ำหลายหนองมากเป็นหย่อม ๆ ไป และมีการตั้งชื่อหนองที่แตกต่างกันออกไป หนองน้ำที่ชาวบ้านพากันลงหนองเรียกชื่อกันว่า หนองมน ส่วนหนองน้ำที่อยู่ใกล้ ๆ กับหลังวัดและบ้านของแท่น เรียกว่า หนองวัด

สินวิ่งตาตื่นตามคันแทนาพร้อมตะโกนเรียกหา “บักแท่น บักแท่นเอ้ย”

แท่นทำพิธีเลี้ยงผีตาแฮกเสร็จแล้วก็รีบเดินมาหาสินที่วิ่งตรงมา “มีหยังว่ะบักสิน”

สินวิ่งมาถึง ใบหน้าเขายิ้มแป้นเชียว “มีคนมาจ้างไปร้องหมอลำงานแต่งงานแล้ว”

“บ้านได๋ว่ะ” แท่นอมยิ้มออกมาทุกครั้งที่มีคนติดต่อมาให้ไปร้องหมอลำ เขาต้องรีบเอาเรื่องนี้ไปรายงานคำหล้าด้วย ถ้าหากไม่บอก มีหวังได้ตายแน่ ๆ

“บ้านกุดบาก ใกล้ ๆ เฮานี้แหละ”

“มื้อได๋ล่ะ”

“อีกสามมื้อ”

“มื้ออื่นต้องซ้อมแล้วล่ะ”

“ได้เลยเพื่อน”

สินดีใจมากที่ได้มีงานว่าจ้างสักที หลังจากในช่วงฤดูทำนานั้นพวกเขาจะงดรับงานหมอลำเพราะพวกเขาต้องทำนา หมอแคนคนนี้คงจะถึงเวลาได้โชว์ทำนองเสียงการเป่าและบั้นเอวอันอ่อนช้อยสักที

 

สาย ๆ มาหน่อยจะมีฝูงควายสัก ๒๐ ตัว กำลังพากันทยอยเดินผ่านบนทางเดินตรงไปยังหนองน้ำที่อยู่ใกล้ ๆ โดยมีคนกำกับดูแลทั้งด้านหน้าและด้านข้างเป็นชายหนุ่มที่สักลายตามแข้งขาราว ๔-๕ คน โดยคนที่เดินปิดท้ายขบวนฝูงควายเหล่านี้นั้นก็คือนายฮ้อยค่ำและหิน

นายฮ้อยค่ำเหลือบไปเห็นแท่นกับสินกำลังขุดดินอยู่นั้น เขาจึงตะโกนออก “ขุดหาหยัง”

แท่นกับสินหยุดขุดดินก่อนพากันหันไปมองว่านั่นเสียงใคร แค่เห็นฝูงควายหลายตัวขนาดนี้ก็พอที่จะเดาได้ว่าเป็นใครตะโกน เพราะคนที่มีวัวควายเยอะขนาดนี้ มีแค่นายฮ้อยค่ำเท่านั้น

“หากบจ้ะ นายฮ้อย” แท่นตะโกนตอบกลับมา

แท่นกับสินพากันวิ่งไปหานายฮ้อยค่ำใกล้

“ได้หลายบ่ล่ะ” นายฮ้อยค่ำถาม “คั่นได้หลายสิขอซื้อ”

“หากะมา ยังบ่ทันได้สักโต่เลย” แท่นตอบ

สินมองดูฝูงควายด้วยความตื่นตาตื่นใจ “ปีนี้ได้ควายหลายเนาะนายฮ้อย”

“เดือนหน้ากะสิลงใต้แล้วล่ะ ซุมมึงบ่คิดจะกับกูเบาะ”

คำพูดของนายฮ้อยค่ำกำลังชักชวนแท่นกับสินไปค้าวัวค้าควายกันที่โคราชอยู่นั้น ทำให้เขาแสดงสีหน้าไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นัก แต่ก็ไม่กล้าเข้าไปขัดคำชักชวนของนายฮ้อย ถ้าเกิดทั้งสองคนตอบตกลงว่าไป คนที่จะหัวเสียตลอดทางน่าจะเป็นพร้าวมากกว่า ที่จะต้องเดินทางร่วมกับมารศัตรูหัวใจ

“คือสิบ่ได้ไปนำดอกนายฮ้อย หลวงตาเฒ่าแฮงแล้ว ต้องเบิ่งแยงเพิ่ลจ้ะ” แท่นตอบ

“ข่อยนำเด้อ กะอยากไปนำยุ แต่ย่านบักแท่นบ่มีหมู่” สินพูดแทรก

หินแอบถอนหายใจอย่างโล่งใจ

“บ่เป็นหยัง” นายฮ้อยค่ำไม่ได้จริงจังอะไรขนาดนั้น เพราะลูกน้องของเขานั้นก็เยอะมากอยู่แล้ว “กูถามมึงแหน่บักแท่น” เขาเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าอยากจะถามเรื่องนี้มานานแล้วตั้งแต่ช่วงเอาข้าวขึ้นเล้าแล้ว แต่ก็ยังไม่มีโอกาสสักที “กูได้ยินว่ามึงเฮ็ดนาได้ข้าวหลายกว่าหมู่ มีวิธีหยัง บอกกูแหน่ดู๋”

แท่นแสนจะภูมิใจในเรื่องนี้มาก เพราะเขานั้นมีที่นาเพียงไม่กี่ไร่ แต่กลับทำข้าวได้หลายกระบุง แม้แต่คนที่มีที่นาเยอะกว่าก็ยังไม่อาจทำข้าวได้เท่าเขาเลย เรื่องนี้จึงเป็นที่โจษจันไปทั่วหมู่บ้าน

“ข่อยกะเฮ็ดคือหมู่นั่นแล้วนายฮ้อย บ่ได้มีวิธีหยังคือคนเขาลือเขาซากันจ้ะ” แท่นตอบออกไปตามปะสาคนซื่อ

นายฮ้อยค่ำพยักหน้าเข้าใจ และแอบคิดคิดในใจว่า มีของดีก็ไม่ยอมที่จะหัดแบ่งปันกันอีก มันช่างหน้าหงุดหงิดใจยิ่งนัก แต่ก็ไม่ได้แสดงอารมณ์นี้ออกมาให้เห็น

“จังซั่นกูไปก่อนเด้อ”

“จ้ะนายฮ้อย”

จากนั้นนายฮ้อยค่ำก็รีบเดินให้เร็วขึ้นเพื่อตามให้ทันฝูงควาย โดยมีหินวิ่งเยาะ ๆ ตามอยู่ข้าง ๆ ส่วนแท่นกับสินก็พากันแยกย้ายกันไปหากบต่อ

 

ขณะเดินอยู่นั้นนายฮ้อยค่ำกำหัวไม้เท้าแน่นมาก เพราะเขาไม่พอใจมากจริง ๆ ที่แท่นไม่ยอมบอกวิธีการปลูกข้าวที่ได้ปริมาณเยอะ

หินเห็นสีหน้าของนายฮ้อยค่ำตอนนี้ก็แอบกลัวนิด ๆ “มันกะเป็นจังซี่ล่ะพ่อ หลายเรื่องที่เฮ็ดหยังบ่ค่อยบอกไผ”

“มึงฮู้หยังมา เว้ามา” สีหน้าที่ดุดันกำลังบีบบังคับว่าต้องเล่า

หินแอบคิดในใจว่าซวยแล้ว “เออ ข่อยจำบ่ได้แล้วพ่อ”

นายฮ้อยค่ำตวัดไม้เท้าไปฟาดที่หน้าของหิน “เว้ามา มึงฮู้หยัง อย่ามาหัดขี้ตั๋วกู”

“เออ” ความรู้สึกนี้เหมือนต้อนหินให้จนมุมว่าต้องพูดแล้วล่ะ ไม่งั้นไม่รอดแน่ ๆ “บักแท่นมันมักกันอยู่กับคำหล้าจ้ะพ่อ ที่คำหล้าบ่ยอมแต่งงานกับบักพร้าวกะย้อนบักแท่นนี่แหละจ้ะพ่อ”

นายฮ้อยค่ำเอาไม้เท้าออกจากหน้าอกของหิน เขาประหลาดใจมากก่อนหันหลังไปมองแท่นไกล ๆ ไม่มีใครคาดคิดกันได้หรอกว่าเด็กวัดคนนี้จะสามารถพิชิตใจแม่หญิงที่เพียบพร้อมอย่างคำหล้าได้

“แล้วลูกกูฮู้เรื่องนี้หรือยัง”

“ฮู้แล้วจ้ะพ่อ มื้อที่พ่อตีมันนั่นแล้ว ซูมื้อนี้มันกะเลยเจ็บปวดหัวใจอยู่”

นายฮ้อยค่ำบีบหัวไม้เท้าแน่นมากขึ้นอีกครั้ง เมื่อได้รู้ต้นตอที่ทำให้ลูกชายของเขาเปลี่ยนไปเป็นคนป่วยซึมเศร้ามานานหลายวัน กินไม่ได้นอนไม่หลับนั้นไม่ได้เกิดจากที่เขาทุบตี แต่เป็นเพราะลูกชายของเขาถูกแย่งของรักไป พอทราบความจริงแบบนี้ เขาก็ชักจะไม่ชอบขี้หน้าแท่นขึ้นมาทันที ใครก็ตามที่มาทำให้ลูกชายเจ็บ ผู้เป็นพ่อก็ต้องเจ็บตามเป็นหลายเท่าตัวเช่นกัน

 

สาย ๆ ของบ่ายวันนี้ พ่อบ้านคำมีพาชาวบ้านมาทำพิธีไหว้ศาลปู่ตาที่ตั้งอยู่กลางป่าและไม่ไกลจากหมู่บ้านมาก เพื่อขอให้ท่านช่วยปกปักรักษาคนในหมู่บ้านกุดงามให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข

ศาลปู่ตานั้นเปรียบเสมือนศาลหลักประจำบ้านโดยสร้างคล้ายกับกระท่อมขนาดเล็กยกพื้นสูงขึ้น จำนวน ๒ หลัง ตั้งติด ๆ กัน ซึ่งจะมีหลังคาที่ทำหญ้าคาแห้งและฝาบ้านที่สานจากไม้ไผ่ปิดรอบเพียงสามด้าน ส่วนด้านหน้าไม่มีสิ่งใดปิดและทำบันไดขนาดเล็กที่คนเราสามารถขึ้นลงได้ เป็นที่สักการะนับถือของชาวบ้าน

ความเชื่อนี้มีมาตั้งแต่สมัยโบราณที่สืบสานพากันปฏิบัติตาม ๆ กันมาอย่างยาวนาน ศาลแรกจะเรียกว่า ศาลปู่ หมายถึงปู่และย่า ส่วนอีกศาลเรียกว่า ศาลตา หมายถึงตาและยาย เมื่อบรรพบุรุษทั้งสองสายล่วงลับไปหลายรุ่นต่อหลายรุ่นจนไม่อาจที่จะจดจำชื่อเสียงเรียงนามกันได้แล้ว ลูกหลานรุ่นหลัง ๆ จึงเรียกเป็นกลาง ๆ ว่า ปู่ตา

การเลี้ยงปู่ตาเป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลระหว่างเดือน ๓ ถึงเดือน ๖ เพื่อส่งไปให้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไป โดยมีความเชื่อกันว่าพวกท่านไม่ได้ไปไหน คงจะสิงห์สถิตอยู่ ณ ที่แห่งนี้ เมื่อท่านเหล่านั้นยังมีชีวิตอยู่นั้น ได้พากันสร้างคุณงามความดีไว้มากมายต่อลูกหลาน ดังนั้นการเลี้ยงปู่ตานับว่าเป็นแสดงถึงความกตัญญูกตเวที จนสืบต่อกันมาเรื่อย ๆ กลายเป็นประเพณี

ภายในหอปู่ตานั้นจะมีรูปแกะสลักไม้เป็นรูปชายหญิง ช้าง ม้า วัว ควาย ซึ่งเปรียบเสมือนข้าทาสบริวาร มีหอกและดอกไม้ธูปเทียนเป็นเครื่องสักการะบูชา

หมอธรรมหวางมีหน้าที่รักษาหอปู่ตา ขณะอยู่ในพิธีกรรมชาวบ้านจะเรียกว่า เจ้าปู่ นอกจากจะมีหน้าที่ดูแลสถานที่แล้ว ยังเป็นผู้สื่อกลางในการติดต่อระหว่างปู่ตาและชาวบ้าน เจ้าปู่จึงคล้าย ๆ กับคนสนิทปู่ตา ใครทำผิดอะไรหรือปู่ตาต้องการจะเตือนหรือแจ้งสิ่งใด ก็จะบอกผ่านเจ้าปู่ไปยังตัวบุคคลนั้น เพราะชาวบ้านไม่อาจติดต่อกับปู่ตาได้

และในวันนี้ชาวบ้านต้องการทำพิธีสะเดาะเคราะห์ร้ายที่เกิดขึ้นภายในหมู่บ้าน โดยพิธีสะเดาะเคราะห์นั้นจะทำได้โดยมีเครื่องสงเคราะห์ นั่นก็คืออาหารคาวหวานที่บรรจุลงในกระทงกาบกล้วยรูปสามเหลี่ยม ภายในกระทงจะทำเป็นเก้าช่อง แต่ละช่องจะบรรจุ หมาก ๑ คำ เมี่ยง ๑ คำ ข้าวต้มมัด ๑ ชิ้น  ม้วนยาสูบ ๑ มวน และข้าวดำข้าวแดงอย่างละก้อน ส่วนกระทงรูปสามเหลี่ยมจะเป็นเครื่องส่งเคราะห์ร้ายให้พ้นไป เรียกว่าเครื่องเซ่นปู่ตา ได้แก่ ดอกไม้ธูปเทียน น้ำหอม เหล้า ไก่ต้มและไข่ต้ม

แท่นและสินเป็นผู้ช่วยหมอธรรมหวาง พากันขึ้นไปบนศาลเพื่อจัดวางเครื่องเซ่นและกระทงสงเคราะห์วางไวบนแท่นบูชาให้เป็นระเบียบเรียบร้อย จากนั้นทั้งสองคนก็พากันลงมานั่งลงข้าง ๆ บันไดศาล แล้วค่อยให้หมอธรรมหวางปีนขึ้นไปทำพิธีกรรมเป็นเจ้าปู่

คำหล้านั่งอยู่บนเสื่อข้าง ๆ แม่ใหญ่กาไสและบัวศรี ถัดลงมาจากพ่อบ้านคำมี ลุงพลและลุงปานที่นั่งอยู่ด้านหน้า ซึ่งรอบ ๆ บริเวณศาลจะลายล้อมไปด้วยชาวบ้านจำนวนมากที่นัดกันมาเพื่อฟังคำตอบจากปู่ตาและรับน้ำมนต์เพื่อปัดเป่าสิ่งไม่ดีออก

แท่นหันไปสบตาคำหล้าแบบผ่าน ๆ พวกเขาทั้งสองยังคงแกล้งเมินเฉยต่อกันได้อย่างแนบเนียน

แก๊งธิดามารที่นั่งอยู่อีกฟาก ก็มาร่วมพิธีด้วยและแอบสังเกตจับผิดคำหล้าและแท่นด้วยความสงสัยเมื่อคราวก่อน

“ซุมมันแอบจ้องตากันยุเบาะ” แตวกระซิบกระซาบข้างหูบัวเขียวที่นั่งอยู่ตรงกลาง “กูว่ามันแนมกันอยู่ได มึงเด้คิดเห็นแนวได๋”

กะปูที่นั่งถัดจากบัวเขียวชะโงกหน้าไปคุยกับแตว หน้าของหล่อนแทบจะแนบกับเต้านมของบัวเขียว “บ่แม้นดอกอีช้าง มึงนะคิดหลาย”

บัวเขียวไม่มีสมาธินั่งจับผิดแล้ว จึงร้องโหวกเหวกโวยวายจนคนระแวกนั้นพากันตกใจ

ยายหนูดำ ยายปลาและยายน้อยที่นั่งอยู่ข้างหลังแก๊งธิดามารยิ่งตกใจหนักกว่าใคร

“โอ้ยอีบัวเขียว” ยายหนูดำเอาชายผ้าสไบฟาดไปที่กลางหลังของบัวเขียว “เงียบ ๆ แน่เพี๋ยง”

บัวเขียวหันไปยกมือไหว้ “สุมมาเต้อะเจ้า”

“น่าน เป็นสาวเหนือเสยหมู่กู” แตวพูดลอย ๆ ออกมา

“กะพ่อกูเป็นบ่าวเชียงใหม่” บัวเขียวตอบกลับเบา ๆ

แตวสะแหยะปาก “จ้ะ”

จากนั้นเสียงสวดบริกรรมของหมอธรรมหวางดังขึ้น ชาวบ้านทุกคนจึงพากันเงียบและพนมมือขึ้น กลิ่นธูปกลิ่นเทียนคละคลุ้งตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ แต่ทุกคนก็ยังคงนั่งสงบนิ่งไม่พากันขยับเขยื้อนตัวไปไหนมาไหนระหว่างทำพิธี

เวลาผ่านไปหลายเพลา ไม่มีใครฟังภาษาของหมอธรรมออกเลยว่ากำลังคุยกับปู่ตาว่าอะไร อาจจะเรียกว่าเป็นภาษาเทพหรือภาษาอะไรก็ได้ เอาเป็นว่าเป็นภาษาที่คนปกติทั่วไปฟังไม่รู้เรื่องกัน ต้องรอให้หมอธรรมมาแปลให้ฟังอีกที

หมอธรรมหวางได้ทำพิธีเสร็จแล้ว ใบหน้าของเขาดูเคร่งเครียดมาก หลังจากลงจากศาล เขาก็เดินตรงไปหาพ่อบ้านคำมีทันที

พ่อบ้านคำมีลุกขึ้นยืน “เพิ่นว่าแนวได๋พ่อหมอ”

“บ่มีหยัง ซุมนั่นพากันตายเอง เพิ่นบอกสำนี้” หมอธรรมหวางตอบ

“แล้วสิมีคนตายอีกอยู่บ่พ่อหมอ” ลุงพลพูดแทรกขึ้น

“เพิ่นบ่ได้บอกหยัง”

ชาวบ้านคนอื่นจึงพากันซุบซิบกันทันที จะเป็นไปได้อย่างไรว่าการตายของชายหนุ่มทั้งสิบคนจะตายเอง มันต้องมีสาเหตุอื่นสิ เช่น ผีอะไรทำใส่ หรือถูกผู้มีอาคมเล่นของใส่จนตาย จู่ ๆ มาบอกว่าตายเอง เป็นใครก็ยากที่จะเชื่อได้ และก็ไม่รู้ว่าใครจะเป็นรายต่อไป

ก่อนที่จะพากันแยกย้ายกันกลับบ้านใครบ้านมัน ก็ต้องรับน้ำมนต์กันสักหน่อย โดยแท่นจะเป็นคนถือขันน้ำมนต์เดินตามหลังหมอธรรมหวางที่นำมัดหญ้าคาจุ่มลงไปในขันน้ำก่อนที่จะพรหมหรือสลิดน้ำมนต์ไปตรงหัวชาวบ้าน ซึ่งชาวบ้านทุกคนจะยกมือก้มหน้าลงรับน้ำมนต์กันอย่างพร้อมเพียงเพื่อเป็นสิริมงคลและปลอดภัยแคล้วคลาดจากโรคภัยต่าง ๆ

 

ตะวันเพิ่งลับขอบฟ้าไปหมาด ๆ บรรยากาศรอบบ้านของพร้าวก็แสนจะดูเงียบเหงา ไม่คึกครื้นเหมือนเมื่อก่อน ตั้งแต่พร้าวเอาแต่จมอยู่กับโศกเศร้าอาดูรมาหลายสัปดาห์ บ้านหลังนี้ก็โหวงแหวงวังเวงนับแต่นั่นมา

เปลวไฟจากตะเกียงน้ำมันกระจายแสงสว่างรอบ ๆ บ้านตามจุดต่าง ๆ ให้เห็นเงาของพร้าวกำลังนั่งพิงเสาบ้านอยู่ตรงชานบ้านอยู่คนเดียว เขานั่งตรงนี้ตั้งแต่ช่วงบ่ายแก่ ๆ แล้ว จนป่านนี้ก็ยังนั่งนิ่งไม่ขยับเขยื้อนตัวไปไหน แม้แต่ข้าวปลาอาหารก็กินน้อยลงมากจนร่างกายซูบผอม

แม่ใหญ่อึ่งนั่งมองลูกชายตรงห้องรับแขกอยู่ไกล ๆ  สีหน้าที่แสนจะท้อใจมากที่ไม่อาจจะช่วยเหลือลูกได้เลย ไม่รู้จะมีวิธีใดบ้างที่พอจะทำให้กลับมาเป็นคนร่าเริงได้เหมือนเดิม

นายฮ้อยค่ำเดินเข้าไปยืนใกล้ ๆ แม่ใหญ่อึ่ง “มื้อนี้กินข้าวหลายบ่”

“คือเก่า” แม่ใหญ่อึ่งถอนหายใจ “เป็นแบบนี้คือเก่า พ่อกะน่าสิบ่ตีลูกแฮงป่านนั้น จนสภาพจิตใจย่ำแย่ มันใหญ่แล้วเด้อ คนเป็นพ่อเป็นแม่ต้องหัดรับฟังลูกให้หลายขึ้น”

“เจ้าสิเว้าให้ข่อยรู้สึกผิดเฮ็ดหยัง ในเมื่อลูกเฮามันไม่ได้ทุกข์ย้อนข่อยตี แต่มันทุกข์เรื่องอื่น”

แม่ใหญ่อึ่งเหลือบตาขึ้นไปมองหน้านายฮ้อยค่ำ “เจ้าฮู้หยังมา”

“ลูกเฮามันกำลังอกหัก”

“เจ้าฮู้…”

“แม้นแล้ว เป็นหยังเจ้าคือบ่บอกข่อยเรื่องนี้ ปล่อยให้ผ่านมาหลายมื้อ สิให้มันทุกข์ไปฮอดมื้อได๋”

นายฮ้อยค่ำตำหนิแม่ใหญ่อึ่งที่รู้ความจริงมาโดยตลอดและไม่บอกกล่าวอะไรให้ฟัง แล้วเขาจะแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไรถ้าไม่ทราบต้นตอของความจริง จากนั้นเขาก็เดินไปหาลูกชายทันที

“ลูกผู้ชายอย่างเฮา คั่นสิทุกข์สิเศร้ากะอย่าเหิง” นายฮ้อยค่ำนั่งลงข้าง ๆ พร้าว เขาโอบไหล่ลูกชายเอาไว้ “คั่นเอาแต่อมทุกข์แบบนี้ สิไปเอาชนะผู้อื่นได้แนวได๋”

พร้าวหันมามองหน้าผู้เป็นพ่อด้วยความแปลกใจที่จู่ ๆ พ่อก็มาปลอบใจ เขาไม่ได้เห็นมุมอ่อนโยนของพ่อแบบนี้มานานมากแล้วตั้งแต่ยังเด็ก เพราะปกติเขาจะเห็นพ่อชอบเคร่งขรึมมากกว่า

“คั่นมึงมักคำหล้าหลาย กูสิหาทางไปสู่ขอคำหล้ามาเป็นเมียให้มึง”

แทนที่พร้าวจะดีใจ แต่กลับแสดงสีหน้าที่บ่งบอกว่าไม่มีทางเป็นไปได้

นายฮ้อยค่ำเข้าใจความหมายของสีหน้าลูกชาย “ไผเป็นมารขวางใจมึง บักแท่นแม่นบ่ล่ะ”

พร้าวเอามือสองข้างขึ้นเสยผมไปด้านหลัง “คำหล้ามักมันหลาย มักมันมาหลายปีแล้ว ข่อยพยายามทำใจแล้ว แต่กะเฮ็ดยากหลาย ต่อให้ได้คำหล้ามาเป็นเมีย แต่ถ้าเขาบ่มักข่อย อยู่ไปกะบ่มีความสุข”

“ไปหัดคำเว้านี้มาแต่ไส ขนาดแม่มึงกูกะยาดผู้อื่นมา จนมีมึงและอยู่นำกันมาจนฮอดซูมื้อนี้ บางทีความฮักมันกะคือการค้าขาย บ่ได้มาด้วยฮักกะต้องได้ด้วยกล”

“อีหลีเบาะพ่อ” พร้าวรู้สึกถึงความเป็นไปได้

“อยู่ ๆ กันไปกะมักกันเองนั่นล่ะ” นายฮ้อยค่ำตบหลังลูกชาย “เซาเฮ็ดหน้าคือหมาบ่แดกข้าวได้แล้ว ส่วนมารขวางใจกูสิหาทางกำจัดมันให้ แต่มึงต้องสัญญากับกูก่อนว่าสิบ่อ่อนแอแบบนี้อีก”

“จ้ะพ่อ เฮ็ดให้ได้อีหลีเด้อ”

“แล้วกูเคยเฮ็ดให้มึงผิดหวังหยังอยู่เบาะ นี่พ่อมึงเด้อ”

พร้าวกระโดดกอดคอผู้เป็นพ่อด้วยความดีใจ สภาพจิตใจที่เคยย่ำแย่กลับถูกพื้นฟูขึ้นมาอย่างอัตโนมัติทันที เขาเชื่อมั่นในตัวพ่อของเขามาก เพราะนายฮ้อยค่ำเป็นคนที่พูดคำไหนคำนั่น จะทำอะไรต้องสำเร็จ ไม่งั้นจะคุมคนจำนวนมากและเป็นนายฮ้อยได้อย่างไร ถ้าไม่เก่งจริง

แม่ใหญ่อึ่งที่คอยแอบฟังอยู่ไกล ๆ นั้น ใจหนึ่งรู้สึกดีที่ลูกชายของเธอกลับมาเป็นปกติ แต่อีกใจหนึ่งก็แอบรู้สึกเป็นห่วงคนที่สามีของเธอจ้องจะกำจัด ซึ่งเธอเองนั้นเป็นเพียงแค่แม่บ้านแม่เรือนคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้มีอำนาจมากพอในการไปห้ามปรามหรือสั่งการสามีตัวเองได้เลย ทำได้แค่อยู่เงียบ ๆ และภาวนาไม่ให้เกิดเรื่องถึงขั้นเสียชีวิตก็พอ

 

หลังจากตะวันลับขอบฟ้าไป ชาวบ้านส่วนใหญ่กำลังทำอาหารและร่วมประทานอาหารเย็นกับครอบครัวกันอย่างเป็นปกติเหมือนทุกวัน แม้ว่าความคิดของชาวบ้านอาจจะยังมีความหวาดกลัวว่าตนนั้นไม่รู้จะเสียชีวิตไปตอนไหน ได้แต่ตั้งสติเอาไว้ว่าจะไม่ใช้ชีวิตประมาทกันแล้ว เป็นทางออกเดียวที่คิดว่าน่าจะดีที่สุด

นายฮ้อยค่ำกินข้าวเย็นกันเสร็จแล้วกับครอบครัวที่มีกันเพียง ๓ คน เขาจึงเกิดความสงสัยและดูเป็นกังวลใจ คอยมองทางเดินในหมู่บ้านแล้วหลายรอบก็ยังไม่เห็น

“มีหยังพ่อ” พร้าวเดินไปหาใกล้ ๆ ผู้เป็นพ่อ

แม่ใหญ่อึ่งกำลังยกพาข้าวที่กินแล้ว ยืนขึ้น “แม่ว่า…คอยทางหาหมู่กินเหล้านั่นแล้ว” ตัดพ้อออกมาก่อนเดินไปที่ครัวทันทีเพื่อเก็บอาหารในส่วนที่เหลือไว้ที่ตู้กับข้าว

“ป่านนี้บักหินมันคือยังบ่พาควายเข้าคอกวะ” นายฮ้อยค่ำพูดลอย ๆ ออกมา

พร้าวเหลือบไปเห็นชายคนหนึ่งกำลังวิ่งมาอย่างหน้าตาตื่นบนถนนมืด ๆ เขาจำเงาและลักษณะของชายคนนั้นได้ว่าเป็นใคร “นั่นมันบักหินหนิพ่อ มันแล่นมาผู้เดียว เฮ็ดป่านถูกควายไล่นั่นล่ะ”

นายฮ้อยค่ำรู้สึกใจคอไม่ดีเลย เขารีบวิ่งลงบันไดบ้านไปตรงไปหาหินที่กำลังวิ่งตรงมาอย่างเร็ว พร้าวเห็นพ่อวิ่งลงบ้านไปอย่างหน้าตาตื่น จนต้องวิ่งตามลงไปด้วย

หินวิ่งมาหยุดตรงหน้านายฮ้อยค่ำ เขาหอบและเหนื่อยมากจนต้องพูดตะกุกตะกัก “พ่อ…ควาย…”

“ควายกูเป็นหยังบักหิน” เสียงอันดุดันของนายฮ้อยค่ำดังขึ้น

“ควายตายที่หนองแหนหมดเลยจ้ะพ่อ” หินตอบออกมา

นายฮ้อยค่ำไม่รีรอรีบวิ่งไปที่หนองแหนทันที พร้าวกับหินก็ไม่รีรอที่จะวิ่งตามไป แม้แต่แม่ใหญ่อึ่งที่ได้ยินเสียงอยู่ไกล ๆ และชาวบ้านละแวกนั่นที่ได้ยินก็ยังรีบวิ่งตามกันไปติด ๆ เพื่อไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น

 

ตามริมหนองแหนเต็มไปควายหลายตัวนอนตายอยู่ในน้ำกันหมดทุกตัว ซึ่งทุกตัวเป็นควายของนายฮ้อยค่ำคนเดียวที่สั่งให้ลูกน้องเอาไปเลี้ยงที่หนองเมื่อตอนช่วงเช้า พอตกเย็นพวกมันกลับพากันนอนนิ่งในน้ำและเสียชีวิตแล้วด้วย ทุกคนที่มองดูศพควาย พากันตกตะลึงว่าเกิดอะไรกับควายเหล่านี้ ทำไมพากันนอนตายกันอย่างพร้อมเพียงกันขนาดนี้และไม่มีตัวใดรอดชีวิตเลย มันเกิดอาเพศอะไรขึ้นกับหมู่บ้านนี้กันแน่

ท่ามกลางชาวบ้านจำนวนมาก นายฮ้อยค่ำร้องตะโกนร้องไห้ขึ้นฟ้าอย่างเจ็บปวดไปที่กลางใจ ที่ควายเหล่านี้พากันตายกันหมดอย่างไม่คาดคิด ความเจ็บปวดใจในครั้งนี้ยากที่จะประเมินได้ว่าอยู่ในระดับใด ชาวบ้านบางกลุ่มพากันวิ่งไปแจ้งข่าวแก่พ่อบ้านคำมีแล้ว อีกไม่นานพ่อบ้านกับพวกพ้องก็คงแห่แหนกันมาดูจุดเกิดเหตุ

ควายเหล่านี้ล้วนเป็นควายที่นายฮ้อยค่ำกว้านซื้อไว้ พอเดือนหน้าเขากะว่าจะนำควายเหล่านี้ไปขายที่ทางใต้ (เมืองโคราช) ถ้าหากขายได้หมดก็จะได้เงินเป็นกอบเป็นกำ แต่นี่เล่นตายกันหมด เหมือนเอาเงินจำนวนมากมาละลายน้ำในหนองแหนแทน

 

พร้าวกับหินและบริวารของนายฮ้อยค่ำช่วยกันการลากซากควายขึ้นมาจากน้ำทีละตัว เวลาควายมันตายจะขึ้นอืดขยายขนาดให้ใหญ่ขึ้น ทำให้น้ำหนักตัวของมันหนักขึ้นกว่าเดิม กว่าจะลากพวกมันหมดก็เล่นใช้เวลาไปเกือบทั้งคืนแล้ว ชาวบ้านที่มามุงดูต่างก็ทยอยกันกลับบ้านไปก่อน เพราะอีกปะเดี๋ยวคงจะเช้า

นายฮ้อยค่ำยืนมองดูซากควายเหล่านั้นอีกครั้งด้วยความเสียดาย สายตาที่มองไปนิ่งเงียบสุขุมมาก แต่ตอนนี้เขาตั้งสติได้แล้ว ต่อให้โวยวายไปก็ไม่อาจได้ควายเหล่านี้กลับคืนมาได้ ส่วนแม่ใหญ่อึ่งทำได้แต่คอยยืนอยู่ข้าง ๆ และไม่พูดอะไร

คบเพลิงจำนวนมากถูกจุดขึ้นรอบ ๆ บริเวณนั้น กระจายความสว่างไปโดยรอบ

พ่อบ้านคำมี ลุงพลและลุงปานพากันเดินเข้าไปหานายฮ้อยค่ำ

“สิให้เฮ็ดแนวได๋ต่อดีนายฮ้อย” พ่อบ้านคำมีพูด

“ต้องเผาทิ่มให้หมดก่อนฟ้าสิแจ้ง” นายฮ้อยค่ำพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบและสายตาของเขายังคงจ้องไปที่ซากควายเหล่านั้นอยู่ “และต้องหาสาเหตุการตายให้ได้”

“คือบ่ฝังล่ะนายฮ้อย” ลุงปานพูดแทรก

“ข่อยบ่อยากเห็นซุมมันอีกแล้ว”

พ่อบ้านคำมีพยักหน้าเข้าใจ “บ่คิดว่ามันสิลามมาฆ่าสัตว์”

“หมายความว่าจั่งได๋” นายฮ้อยค่ำเกิดความสงสัย “พ่อบ้านฮู้สาเหตุแล้วล่ะติ”

“บ่แม้นจังซั่นนายฮ้อย” ลุงพลพูดแทรก “ซุมข่อยแค่สันนิษฐานว่าอาจเป็น…”

“เป็นหยัง” สายตาที่คะยั้นคะยอขอคำตอบเร็วของนายฮ้อยค่ำ “จังได๋ เว้ามาเลย”

“ปอบ” ลุงพลตอบ

“ผีปอบมันกลับมาแล้ว” นายฮ้อยค่ำพูดลอย ๆ ออกมา

แม่ใหญ่อึ่งเอามือปิดปากไปด้วยความหวาดกลัว เมื่อได้ยินคำว่าผีปอบ

ในความคิดของชาวบ้านตอนนี้ไม่อาจหาสาเหตุอื่นได้แล้ว เพียงแต่มองย้อนไปในอดีตที่เคยเกิดเหตุการณ์ชาวบ้านล้มป่วยและตายกันเกลื่อนมาก่อน แต่การตายครั้งนั้นไม่ได้ตายกันเยอะเหมือนตอนนี้ เพียงแค่ทยอยตายกันตาม ๆ ไป แล้วคนที่แบกรับความผิดการตายทั้งหมดในครั้งนั้นก็คือ ยายสายบัว ผู้ที่ถูกตีตราจากสังคมใหญ่ว่าเป็นผีปอบ

คำหล้าและแม่ใหญ่กาไสที่ยืนอยู่ข้างหลังบทสนทนาอยู่นั้น ถึงกับเกิดอาการตกตะลึง

แล้วใครล่ะจะเป็นรายถัดไปที่พวกเขาจะโยนปาบนี้ไปให้ ประวัติศาสตร์กำลังจะซ้ำรอยเดิมเหมือนที่เคยพบเจอมา คุณยายที่คำหล้ารักและศรัทธามาก็ถูกรุมประณามจนเสียชีวิตมาแล้ว ภายในใจได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้เรื่องนี้เกิดขึ้นกับคนที่เธอรักอีกเลย ถ้าหากเเกิดขึ้นอีกครั้งจริง ก็คงต้องตายกันไปข้างหนึ่ง

แสงไฟลุกโชนเผาซากควายที่นอนตายกัน ทำไมนายฮ้อยค่ำไม่เลือกที่ฝังเหมือนศพคน เขาให้เหตุผลง่าย ๆ ว่า ไม่อยากให้ความเจ็บปวดและสิ้นหวังปรากฏแม้แต่ซากให้เห็น การเผาทิ้งไปก็คือการทำลายให้ไม่เหลืออะไร

นายฮ้อยค่ำเชิญพ่อบ้านคำมีไปสนทนากันให้ห่างจากผู้คนกันลำพัง การพูดคุยที่แสนจะจริงจังกันและดูเคร่งเครียดกับสิ่งที่เล่าให้พ่อบ้านฟัง

พร้าวเหลือบมาเห็นคำหล้ายืนอยู่นั้น เขาจึงรีบวิ่งเข้ามาหาและสิ่งรอยยิ้มให้อย่างมีความสุข แต่สายตาของคำหล้ากับหันไปสงสัยว่าพ่อของเธอกับนายฮ้อยค่ำกำลังคุยเรื่องอะไร

ไม่นานนักสายตาอันดุดันของพ่อบ้านคำมีดันจับจ้องมาที่คำหล้าทันที สีหน้าของเขานั้นแสดงถึงความโมโหหนักมาก และยิ่งได้ฟังคำพูดของนายฮ้อยค่ำไปเรื่อย ๆ ก็อดใจไม่ได้ที่อยากจะกระโจนเข้าถามลูกสาวให้รู้เรื่อง แต่ถูกนายฮ้อยค่ำคว้ามือเบรกเอาไว้เสียก่อนเพื่อที่จะเล่าต่อไป



Don`t copy text!