ปราการแสงจันทร์ บทที่ 17 : ตามเบาะแส

ปราการแสงจันทร์ บทที่ 17 : ตามเบาะแส

โดย : ภัสรสา

ปราการแสงจันทร์ โดย ภัสรสา เมื่อนิชฌานที่เปรียบเหมือนต้นไม้ใต้เงาจันทร์ที่ไม่เคยรู้ว่าโลกในยามกลางวันเป็นอย่างไรต้องมาใช้ชีวิตร่วมกับจิลลาที่ดุจว่าวตัวน้อยที่เรียนรู้การลอยตัวท่ามกลางแรงลมทุกรูปแบบ ทั้งคู่จะอยู่ด้วยกันไปได้ตลอดชีวิตจริงหรือ โดยเฉพาะเมื่อนิชฌานเป็นคนฆ่าจิลลาด้วยมือตัวเอง นิยายออนไลน์ที่อ่านได้ในอ่านเอา

****************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

“ให้อยู่แค่ที่เดอะเคฟได้ไหม”

เดอะเคฟ… จิลลานิ่วหน้าอย่างไม่เข้าใจ นิชฌานจึงอธิบายต่อ “เป็นส่วนที่พักชื่อเดอะซีเคร็ตเคฟ ตอนนี้มีบ้านว่างสองหลัง ให้คุณวันใหม่อยู่ได้”

“มันไกลจากที่นี่มากไหม” จิลลาถามอย่างอยากรู้อยากเห็น นึกออกว่าตนเคยรู้เรื่องกิจการที่พักของนิชฌานมาแล้วจากปากตุลธร แต่เพิ่งรู้ว่ามันคือเดอะเคฟ ชื่อเต็มคือเดอะซีเคร็ตเคฟ

“สิบกว่าโล… ช่วงที่คุณวันใหม่มา แจ้วก็ค้างกับคุณวันใหม่ได้เลย”

“แค่อย่าหนีกลับไปด้วยก็พอ”

นั่นตุลธรดักทาง ซึ่งจิลลาก็ทำได้แค่ส่งค้อนไปให้ บอกความจริงที่ตุลธรทำเป็นลืมไป “ไม่มีบัตรประชาชนจะไปไหนได้”

ตุลธรหัวเราะ บอกคล้ายจะซ้ำเติม “นั่นสินะ บัตรประชาชนหนูอยู่กับพี่นี่นา”

บัดเดี๋ยวไม่เชียร์ให้วรรณวลี… จิลลามองตุลธรตาเขียว แล้วอยู่ๆ ก็ถามไปอีกเรื่อง “ทำไมคุณไม่มีแฟน”

เล่นเอาตุลธรเหวอไปในแวบแรก พอตั้งสติได้ก็หัวเราะหึ ยื่นหน้าไปใกล้จิลลา “ทำไม จะจีบเหรอ”

“เหอะ” จิลลาทำเสียงแบบนั้นใส่ตุลธร สีหน้าตอบไปชัดเจนแล้วว่า ‘ไม่มีทาง’ ก่อนทั้งจิลลาและตุลธรจะหันไปสนใจนิชฌานที่พูดมา

“บอกแจ้วไปสิว่าแค่ผมคนเดียวก็เหนื่อยแล้ว”

ตุลธรหัวเราะหึ ส่วนจิลลาถึงกับออกปากเตือน

“นี่ อย่าไปพูดแบบนี้ให้ยัยวันใหม่ได้ยินนะ นางจิ้นไม่หยุดแน่” บอกไปแล้วก็พบว่าตนยังอยากได้คำตอบอยู่ดี จึงหันไปถามตุลธรด้วยท่าทางจริงจังมากขึ้น “ทำไมล่ะ บอกได้ไหม อยากรู้”

“ไม่ได้รู้แล้วมันจะตายใช่ไหม”

“แจ้วจะถามจนกว่าคุณจะรำคาญแล้วตายไป”

ตุลธรหัวเราะ นิ่งคิดอยู่พักก็ตอบ “ก็อย่างที่ฌานบอกแหละ แค่ดูฌานกับแคลร์ก็เหนื่อยแล้ว แล้วก็… พี่รู้สึกว่ายังไม่อยากมีใครถ้ายังอยู่ในบ้านกัญจน์ธรา”

จิลลานิ่วหน้า “ทำไมล่ะ บ้านคุณก็กว้างขวางดีนะ ถ้าจะมีครอบครัวก็ได้ มีลูกสักสามคนยังได้เลย”

ตุลธรยิ้ม มองหน้าจิลลานิ่งๆ แล้วบอกความจริงไป “พี่มีปมกับคำว่าลูกคนใช้ ไม่อยากให้ลูกรู้สึกแบบเดียวกับพี่”

ทว่าจิลลาก็ยังไม่เข้าใจ “ไม่เห็นรู้สึกว่าคุณทิวาคิดว่าคุณเป็นคนใช้”

ตุลธรส่ายหน้า “ไม่ใช่ปู่หรอก… แปลกดีที่คนที่มีสิทธิ์กดพี่เป็นคนใช้ไม่เคยทำเลย ปู่ แคลร์ หรือฌาน”

นั่นทำให้นิชฌานโบกมือ “ผมไม่มีสิทธิ์ ผมอยู่บ้านกัญจน์ธราในฐานะเดียวกับพี่ตุลนั่นแหละ”

“ไม่จริงหรอก อย่างน้อยพ่อกับแม่ฌานก็เป็นผู้บริหารทีจีแอล… นั่นแหละ แต่คนอื่นๆ ที่ไม่มีสิทธิ์นี่กดเก่ง กดจัง เหมือนกดพี่แล้วชีวิตตัวเองจะดีขึ้นอย่างนั้นแหละ”

จิลลาฟังแล้วนิ่งไปก่อนถอนใจยาว บอกเล่าเรื่องของตัวเอง “แจ้วไม่ค่อยโดนกดหรอก อาจเพราะสังคมที่อยู่ก็ไม่ได้มีใครสูงกว่าใครมาก ก็ลูกชนชั้นกลางด้วยกันทั้งนั้น คงไม่รู้จะกดกันไปทำไม หรือถึงกดแจ้วก็คงไม่ค่อยสนใจ แจ้วไม่ค่อยติดเพื่อน อยู่กับใครแล้วไม่สบายใจก็ไม่อยู่ ชอบไปทำงานหาเงินมากกว่า”

“ดีแล้ว พี่อาจจะแต่งงานมีครอบครัวไปแล้วถ้าเข้มแข็งแบบแจ้ว”

จิลลาตาโต รีบส่ายหน้าปฏิเสธ “หึ แจ้วไม่ได้เข้มแข็ง แค่ขี้เกียจสนใจความบ้าๆ บอๆ ของมนุษย์มากกว่า”

“นั่นแหละ” ตุลธรบอกรวดเร็ว มองหน้าจิลลาแล้วบอกเสียงเบาทว่าหนักแน่น “นั่นต้องใช้ความเข้มแข็งมาก ยิ่งถ้าความบ้าๆ บอๆ นั่นมันกระทบตัวเรา”

จิลลานิ่งเงียบ ไม่รู้ว่าตัวเองเห็นด้วยหรือคัดค้านคำบอกนั้น เธอยังคิดอยู่ดีว่าตนไม่ได้เข้มแข็ง แค่ไม่มีเวลาพอจะเก็บเรื่องจุกจิกพวกนี้มาคิดมากกว่า ป้าเธอทำงานตัวเป็นเกลียวเพื่อผ่อนบ้านและเลี้ยงดูเธอ ป้าไม่เคยขอให้เธอช่วยงานเลยแต่การตื่นมาแล้วเห็นป้าทำงานตลอดเวลาทำให้จิลลาอยู่เฉยไม่ได้ เธอช่วยงานป้าตลอด พอโตจนถึงวัยหางานพิเศษทำเองได้แล้วก็ทำทันที ความลำบากก็มีข้อดีของมันตรงเธอไม่ว่างพอจะเก็บคำของคนอื่นมาเป็นปม หรืออาจเพราะเธอโชคดีที่ไม่เคยเจอใครทำร้ายรุนแรงจนกลายเป็นปมในใจก็เป็นได้

“สรุปว่าได้นะ ผมจะได้ปิดรับคนเข้าพักก่อน”

เสียงนิชฌานดึงความสนใจจากจิลลา ไม่ต้องคิดนานจิลลาก็พยักหน้ารับ จะเจอที่ไหนก็ได้ขอแค่ให้ได้เจอเพื่อนเท่านั้นเอง… เดี๋ยว ไม่ได้สิ นอกจากเจอเพื่อนแล้วต้องอุ้มสมให้เพื่อนด้วย จิลลาจึงอ้อมแอ้มถาม

“แล้ว… จะไปด้วยกันไหม หรือแจ้วจะได้อยู่กับเพื่อนสองคน”

นิชฌานกับตุลธรหันมองหน้ากัน ก่อนเป็นตุลธรที่บอก

“ตอนแรกก็ว่าจะให้อยู่กันสองคนนะ แต่เจอคำถามนี้นี่ต้องคิดใหม่เลย”

จิลลาส่งเสียงจึ้กจั้ก “ก็แค่ถาม จะไม่อยู่ก็ได้นะ อย่างแจ้วจะไปทำอะไรได้ล่ะ”

“งั้นยิ่งต้องอยู่เลย”

นั่นนิชฌานบอกกลับมารวดเร็วพลางมองหน้าเธออย่างหวาดระแวง… ซึ่งจิลลาก็ยิ้มสมใจส่งไปให้

ล่อลวงตุลธรไปให้ได้แล้ว ที่เหลือก็เป็นหน้าที่หล่อนแล้วย่ะแม่วันใหม่ โปรยเสน่ห์ให้ได้ก็แล้วกัน

 

ตุลธรยืนนิ่ง ทำเพียงส่งยิ้มให้ตอนอีกฝ่ายวิ่งโบกไม้โบกมือเข้ามาหา เห็นแล้วว่าข้าวของที่เข็นมาด้วยนั้นเหมือนไม่ได้มาเที่ยวพักผ่อนแค่สามวัน พอมาถึงตัวเขาก็สวัสดีแล้วมองไปรอบๆ ซึ่งตุลธรพอรู้จึงเอ่ยถาม “หาแจ้วเหรอ”

วรรณวลียิ้มกว้างแล้วพยักหน้า “ค่ะ นางอยู่ไหนคะ”

“อยู่ที่พัก พี่มารับน้องวันใหม่คนเดียว”

“อ้าว…” วรรณวลีร้องแบบนั้น สีหน้าผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด ตุลธรเองพอเห็นดังนั้นก็รีบบอก “เดี๋ยวก็ได้เจอ มา พี่ช่วยถือของ… เยอะเชียว”

วรรณวลีหยิบกระเป๋าเดินทางของตนมาจากรถเข็น เหลือเพียงกล่องใบหนึ่งซึ่งมีขนาดใหญ่กว่ากระเป๋าเธอเกือบสองเท่าแล้วบอกไป “อันนี้เอามาให้แจ้วค่ะ ของใหม่มีแค่กระเป๋าใบนี้ใบเดียว”

ตุลธรเลิกคิ้ว ยืนคิดคำนึงถึงความปลอดภัยของนิชฌานและตนอยู่ครู่ก็จำเป็นต้องเอ่ยถาม “ความลับไหม… ขอพี่ดูได้ไหมว่าเป็นอะไร”

คนได้รับคำถามนิ่งไป มองหน้าตุลธรอยู่อย่างนั้นด้วยสีหน้ามึนงง เหลือบตาลงมองกล่องของแล้วคิดว่ามันคือความลับหรือเปล่า… ไม่น่าลับนะ ของชิ้นออกใหญ่ ถ้าจิลลาจะใช้เมื่อไรก็ต้องมีหลายคนเห็นแน่ แต่เดี๋ยวนะ สิ่งที่วรรณวลีแปลกใจก็คือ “นี่… ต้องตรวจสอบยัยแจ้วขนาดนี้เลยเหรอคะ”

ตุลธรหัวเราะนิดๆ “น้องวันใหม่รู้จักแจ้วมานานกว่าพี่นะ”

นั่นสินะ… คิดๆ แล้ววรรณวลีก็หัวเราะหึ บอกไป “ยัยแจ้วจะร้ายเฉพาะกับคนที่ร้ายกับนางนะคะ”

“พี่ไม่ปฏิเสธเลย”

นั่นทำให้วรรณวลีเม้มปาก มองหน้ารู้สึกผิดของตุลธรแล้วถอนใจ จิลลาบอกแล้วว่าเรื่องนี้คนต้นคิดคือนิชฌาน ส่วนตุลธรก็คล้ายกับต้องตกกระไดพลอยโจนไปด้วยเท่านั้น หญิงสาวไม่ต่อความยาวในเรื่องนี้ต่อ บอกเขาไป “แกะดูได้เลยค่ะ”

ตุลธรจึงหยิบชุดเครื่องมืออเนกประสงค์ที่พกติดตัวอยู่เสมอออกมา ดึงชิ้นที่เป็นมีดออกมาใช้แล้วกรีดเทปปิดฝากล่องออก พอเห็นของข้างในก็ยังไม่แน่ใจอยู่ดีกระทั่งวรรณวลีบอกกำกับมาว่ามันคืออะไร นั่นทำให้ตุลธรมีรอยยิ้ม ขัดฝากล่องเข้าด้วยกันเพื่อให้มันปิดสนิทได้โดยไม่ต้องใช้เทปแล้วบอกกับวรรณวลี “เดี๋ยวพี่ถือให้”

เพราะตุลธรแน่ใจ เจ้าสิ่งนี้จะทำให้เขาไม่ต้องเฝ้านิชฌานคนเดียวอีกต่อไปแล้ว

 

ไม่ผิดจากที่คิดไว้ พอเห็นหน้ากันสองสาวก็วิ่งเข้ามากอดกันแล้วหมุนตัวไปมาจนคนมองกลัวว่าจะพากันล้มไปเสียทั้งคู่ และถ้าเกิดเหตุการณ์นี้ในพื้นที่เปิดอันเงียบสงบของเดอะซีเคร็ตเคฟ ย่อมต้องตกเป็นจุดสนใจแน่ นิชฌานจึงให้จิลลารอเพื่อนอยู่ในบ้านพัก ให้เจอกันครั้งแรกที่นี่ซึ่งเป็นส่วนตัวมากพอจะทักทายกันแบบเอิกเกริกได้

กอดกันจนพอใจแล้ววรรณวลีจึงผละออกจากจิลลา หันไปทางนิชฌานแล้วยกมือสวัสดี วินาทีต่อมาก็ชี้หน้าแล้วบอกเสียงดัง “คุณทำแบบนี้ไม่ถูกนะ!”

จิลลาถึงกับต้องคว้านิ้วชี้เพื่อนไว้แล้วดันออกห่าง ไม่แปลกใจเลยที่ตุลธรขยับไปยืนข้างนิชฌานอย่างรวดเร็ว รีบบอกเพื่อน “ไม่เป็นไรแก ไม่เป็นไร”

“มันจะไม่เป็นไรได้ไง ที่เราวางแผนจะไปเที่ยวด้วยกันรอบโลกคือพังเลยนะ”

จิลลาถึงกับสะอึก ไม่ทันคิดถึงเรื่องนี้เพราะแค่เรื่องที่เคยคิดก็เจ็บปวดมากพอแล้ว แผนชีวิตของเธอที่วางไว้พังไปเกือบหมด มีแค่เรื่องเดียวที่เป็นจริงคือป้าเธอได้เข้าไปอยู่ในสถานดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์ที่ไม่รู้เหมือนกันว่าเธอจะจ่ายไหวในอีกกี่ปี แต่แค่เรื่องเดียวนั้นก็เป็นเหตุผลให้จิลลายอมรับได้… ไม่รู้เหมือนกันว่าจะยอมรับได้ไปอีกนานแค่ไหนแต่อย่างน้อยน่าจะนานจนกว่าป้าเธอจะจากโลกใบนี้ไป “ถ้าฉันพาป้าเข้าศูนย์นั้นได้ ฉันก็คงไม่มีปัญญาไปเที่ยวรอบโลกกับแกหรอก”

เพราะเงินทั้งหมดคงทุ่มให้ศูนย์นั้นไปหมดแล้ว… วรรณวลีเข้าใจดี พอมองหน้าจิลลา ยิ่งเห็นเป็นใบหน้าของแขดรุณก็ยิ่งทำใจลำบาก ในใจโวยวายเสียงดังว่าเพื่อนจะเป็นคนอื่นไปตลอดชีวิตได้อย่างไร ทว่าปากกลับปิดสนิทไม่มีเสียงใดเล็ดลอดด้วยรู้ว่าหากทำเพื่อนจะลำบากใจมาก ตอนนี้จิลลายอมรับสภาพไปแล้วด้วยเพื่อแลกกับคุณภาพชีวิตของป้า ทางที่ดีที่สุดตอนนี้คือต้องเคารพการตัดสินใจของจิลลา แม้จะทำได้ยากเหลือเกิน

ส่วนจิลลาพอเห็นหน้าเพื่อนก็รับรู้ได้ถึงความเป็นห่วง จิลลาส่งยิ้มให้ ลูบหลังเพื่อนหนักๆ แล้วย้ำให้ “ฉันโอเคแก… ฉันโอเคจริงๆ อย่างน้อยฉันก็จะได้เริ่มเขียนนิยายไง แกก็รู้ว่าฉันอยากเขียนมาตั้งนานแล้ว ถ้าไม่เกิดเรื่องนี้ฉันคงยังไม่ได้เริ่มหรอก ต่อให้อีกห้าปีสิบปีด้วย”

ในที่สุดวรรณวลีก็ต้องพยักหน้ารับจิลลา หันไปทางนิชฌาน บอกเสียงหงุดหงิด “ใหม่ไม่ขอโทษคุณหรอกนะ”

หากนิชฌานกลับยิ้ม ส่ายหน้าพร้อมบอก “ไม่ต้อง คุณไม่ได้ทำอะไรผิด ที่คุณพูดก็ไม่ผิด”

วรรณวลีพยักหน้าหนักแน่นคล้ายจะยืนยันว่าตนถูกแน่นอนอยู่แล้ว ส่วนตุลธรพอเห็นสถานการณ์คลี่คลายแล้วจึงหาทางดึงทุกคนออกนอกเรื่องไป

“น้องวันใหม่มาเหนื่อยๆ แจ้วพาเพื่อนพักก่อนดีกว่า เดี๋ยวพี่ให้คนเอาของว่างมาให้ อยากได้กาแฟหรืออะไรไหม”

จิลลาช่วยตุลธรนอกเรื่องด้วยการเลือกเครื่องดื่มของตน “แจ้วอยากกินชามะนาว มีไหม”

“มี น้องวันใหม่ล่ะ เอาอะไรดี”

วรรณวลีคิดอยู่พักก็เลือกได้ “ขอกาแฟลาเต้เย็นค่ะ”

ตุลธรพยักหน้ารับ หันไปมองนิชฌานเพื่อส่งสัญญาณก่อนจะพากันเดินออกจากบ้านไปเสียทั้งคู่ ทิ้งให้สองสาวอยู่ด้วยกันลำพังในบ้าน จิลลารีบจูงมือเพื่อนไปนั่งลงบนโซฟารับแขกตรงโถงกลาง รีบถาม

“ของที่ฉันฝากแกซื้อล่ะ”

“อยู่ท้ายรถนั่นแหละ พี่ตุลบอกให้เก็บไว้ที่นั่นก่อน แกทำอะไรไว้เนี่ย พี่ตุลถึงขนาดขอเช็กว่าของคืออะไร”

จิลลาหัวเราะเบาๆ ไม่แปลกใจที่ตุลธรจะระแวงถ้ามองย้อนไปถึงสิ่งที่เคยทำ แล้วพอนึกอะไรได้ก็บอกวรรณวลี “แก ถ้าแกยังอยากจีบคุณพี่ตุลอยู่ อย่าหาเรื่องคุณฌานให้มาก เขาดูแลของเขามานมนานกาเล ขืนแกแสดงออกมากว่ามุ่งร้ายคุณฌานเขาจะหาทางเขี่ยแกออกจากวงโคจร”

วรรณวลีขมวดคิ้วก่อนบอกไป “แกพูดอย่างนี้แล้วถ้าฉันทำดีกับคุณฌานนี่คือฉันบ้าผู้ชายเลยนะ”

จิลลาหัวเราะ “ก็เห็นบ้าอยู่เรื่อยๆ”

วรรณวลีส่งเสียงจึ้กจั้ก ทำหน้าไม่พอใจ แต่ได้เพียงครู่เดียวก็เข้าไปกอดจิลลาทิ้งตัวลงซบไหล่เพื่อน บ่นเสียงหงุงหงิง “แก แกไม่อยู่ฉันไม่รู้จะทำแบบนี้กับใคร ต่อหน้าคนอื่นฉันก็ต้องแอ๊บเป็นบอกอบอหอเดอะคอนเทนิก มีปัญหาอะไรก็ต้องคีปคูล ฉันกรี๊ดกับใครไม่ได้เลยยยยย”

จิลลาหัวเราะ ตบศีรษะเพื่อนเบาๆ อย่างต้องการปลอบใจ เข้าใจดีกับความกดดันที่วรรณวลีได้รับ ถึงจะพูดได้ว่าเป็นผู้ก่อตั้งเดอะคอนเทนิกและทำให้มันรุ่งโรจน์ ทว่านิสัยส่วนตัวของวรรณวลีค่อนข้างเหมือนเด็กน้อยขี้อ้อน แต่มักแสดงออกกับคนในครอบครัวและเธอเท่านั้น “ไปกรี๊ดกับป๊าสิ”

“ป๊าจะได้บอกให้ฉันเลิกทำน่ะสิ” แล้ววรรณวลีก็ถอยออกมานั่งตัวตรง กอดอก พูดด้วยท่าทางที่เลียนแบบบิดาตน “เลิกๆ เลิกไปเลย อยู่บ้านเฉยๆ ก็ได้ ป๊าเลี้ยงได้”

แล้วจิลลากับวรรณวลีก็หัวเราะร่วน ก่อนวรรณวลีจะพูดต่อ “ฉันกับแกบุกเบิกเดอะคอนเทนิกมาด้วยความยากลำบากกว่าจะลงตัว แค่มีปัญหานิดๆ หน่อยๆ ป๊าจะให้ฉันเลิกทำตลอดเลย”

“ก็ป๊ารักแก ลองแกเลิกทำแล้วแกบ่นคิดถึง ป๊าก็จะบอกให้แกกลับมาทำอีก”

วรรณวลีหัวเราะหึ ก่อนพยักหน้า “ก็จริง” จบคำนั้นก็โผไปกอดจิลลาอีก “คิดถึงแกจัง ถ้าแกต้องเป็นคุณแคลร์แบบนี้ไปเรื่อยๆ เราต้องสร้างข่าวกันหน่อยนะ วรรณวลีแห่งเดอะคอนเทนิกกลายเป็นเพื่อนซี้คู่ใจของแขดรุณแห่งทีจีแอล เราจะได้เจอกันได้บ่อยๆ”

บทสนทนาหยุดชะงักลงเมื่อนิชฌานกับตุลธรก้าวเข้ามาในบ้านพร้อมถาดอาหารและเครื่องดื่ม นิชฌานแยกไปนั่งบนโต๊ะอาหาร ส่วนตุลธรเดินไปเสิร์ฟเครื่องดื่มให้สองสาว ก่อนพูดโดยไม่ปิดบังเลยว่าตนได้ยินประโยคของวรรณวลี

“อ้างว่าเจอกันบ่อยตอนไปเยี่ยมป้าลินก็ได้”

วรรณวลีชะงัก สีหน้าค่อยๆ แปรเปลี่ยนจากงุนงงเป็นเห็นด้วย ส่งยิ้มกว้างให้ตุลธรก่อนหันไปพูดกับจิลลา “เอาตามนี้นะแก”

จิลลาพยักหน้า ไม่ตอบอะไรเพราะไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตนจะได้กลับไปอยู่กรุงเทพฯ เมื่อไร หยิบชามะนาวมาจิบ แล้วเห็นว่านิชฌานตักอะไรสักอย่างที่อยู่ตรงหน้าเขากินจึงชะโงกหน้าไปมอง นิชฌานเห็นเข้าพอดีจึงพยักหน้าเรียก

“กินไหม ข้าวตังหน้าตั้ง”

ไม่พลาดหรอก จิลลาแทบถลาจากโซฟาไปนั่งบนเก้าอี้หน้าโต๊ะอาหาร เห็นข้าวตังเป็นแผ่นเล็กขนาดใหญ่กว่าเหรียญสิบเล็กน้อยกับถ้วยหน้าตั้งสีเหลืองอ่อนน่ากิน ยังไม่ทันทำอะไรนิชฌานก็ยื่นข้าวตังที่ตักหน้าตั้งราดเรียบร้อยแล้วยื่นมาให้ จิลลากำลังจะรับ ทว่าอีกฝ่ายกลับดึงออกแล้วบอก

“ตักเองดีกว่า”

แล้วเอาเข้าปากตัวเองไปเลย… เล่นเอาจิลลาตาโต แต่พอจะโกรธนิชฌานที่คงเห็นอาการของเธอก็รีบพูดแถมหัวเราะไปด้วย

“มือผมไม่สะอาด”

จิลลาเลยไม่โกรธเพราะเหตุผลนั้นก็ฟังขึ้น หยิบข้าวตังแล้วตักหน้าตั้งราดด้วยตัวเอง พอเอาเข้าปากลิ้มรสอร่อยเรียบร้อยจึงค่อยบอกเขา “ใจคุณก็ไม่สะอาด”

นิชฌานหัวเราะหึ หันไปมองหน้าตุลธรที่มองอยู่แล้วพยักหน้าให้ ไหมล่ะ ใจร้ายน้อยลงไหมล่ะ ก็ไม่ ตุลธรเองก็หัวเราะ ก่อนหันไปทางวรรณวลี

“กินข้าวตังกัน ของเด็ดของที่นี่เลยนะ ใครได้กินติดใจทุกคน”

วรรณวลีจึงลุกเดินมานั่งข้างจิลลา ตุลธรเองก็นั่งข้างนิชฌาน แล้วพอวรรณวลีได้ชิมแล้วก็ถึงกับออกปาก “วันกลับใหม่ขอซื้อไปฝากป๊าได้ไหมคะ ป๊าต้องชอบมากแน่”

นิชฌานพยักหน้าก่อนรับปาก “เดี๋ยวให้แม่ครัวทำเผื่อไว้ครับ คุณวันใหม่กลับวันไหนนะ”

“พรุ่งนี้เย็นค่ะ”

“อ้าว!” จิลลาร้องทันที “นึกว่าจะกลับมะรืน”

“ฉันก็ต้องกลับไปอยู่กับป๊าบ้าง”

จิลลาบิดปากแสดงสีหน้าไม่เชื่อถือทันที วรรณวลีอยู่บ้านเดียวกับพ่อ เจอหน้ากันทุกวันกินข้าวด้วยกันแทบทุกมื้อ ปกติแล้วถ้ามีวันหยุดเพื่อนมักไปเที่ยวนอกบ้านกับเธอมากกว่า ถ้าจะอยู่กับพ่อในวันหยุดก็คงมีเหตุผลเดียว “บอกมาเลย ป๊าจองบุฟเฟ่ต์โรงแรมไหนไว้”

วรรณวลีทำหน้ายู่ใส่เพื่อนที่บังอาจรู้ทันแล้วดันแสดงออกต่อหน้าคนอื่น ก่อนยิ้มเย้ยใส่จิลลา บอกชื่อโรงแรมซึ่งมีห้องอาหารที่โปรดปรานของจิลลาเช่นกัน หากเป็นปกติพ่อเธอก็จะขับรถไปรับจิลลาที่บ้านเพื่อลากให้ออกมาด้วยกัน แต่พอเป็นแบบนี้… “แกอด”

หลังจ้องหน้าตอกย้ำซ้ำเติมของวรรณวลีอยู่ราวอึดใจ จิลลาก็หันไปทางนิชฌาน ส่งข้อความ ‘คุณต้องรับผิดชอบ’ ไปทางสายตา ซึ่งนิชฌานก็ถึงกับชะงัก หันมองหน้าตุลธรซึ่งก็ทำเป็นเฉไฉกินข้าวตังหน้าตั้งง่วน หันไปทางจิลลาก็เห็นว่าไม่ยอมละสายตาเลย จึงบอกไปเสียงเบา

“ไว้พาไปตอนกลับกรุงเทพฯ”

“พูดแล้วนะ” จิลลาย้ำทันที แล้วหันไปทางวรรณวลี “ฉันจะไม่ชวนแก”

“งั้นเดี๋ยวพี่ชวนเอง”

ประโยคนั้นของตุลธรทำให้สองสาวหันขวับไปมองเขา คราวนี้เป็นทีของวรรณวลีที่จะพูดคำนี้

“พูดแล้วนะคะ” ไม่รู้แหละ วรรณวลีรู้ว่าเขาตั้งใจแค่ก่อกวนจิลลา แต่ถ้าคิดว่าวรรณวลีจะปล่อยโอกาสนี้ทิ้งไปเฉยๆ ละก็ คิดผิด

ครู่ใหญ่ผ่านไป ข้าวตังหน้าตั้งชุดใหญ่เกือบหมดแล้ว วรรณวลีจึงพูดขึ้นอย่างเพิ่งนึกขึ้นได้ “เออ ใหม่ว่าจะมาคุยเรื่องหนึ่งค่ะ จะว่าสืบข้อมูลก็ได้นะคะ”

ทิ้งช่วงเพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนสนใจฟังแล้วจึงบอกไป “ป๊าคิดว่าที่ฮอคุณแคลร์ตกไม่น่าใช่อุบัติเหตุค่ะ”

ประโยคนั้นทำให้จิลลาเบิกตากว้างอย่างตกใจ ขณะตุลธรกับนิชฌานหันขวับมองหน้ากัน ตั้งใจฟังวรรณวลีพูดต่อ

“ป๊าให้ทีมข่าวหาว่าก่อนหน้านี้คุณแคลร์ทำงานอะไรบ้าง มีโครงการอะไรต้องติดต่อใคร พอเป็นข่าวสายการเมืองใหม่เลยไม่ค่อยรู้รายละเอียดเพราะป๊าคุม ที่รู้เพราะป๊ามาขอข้อมูลคุณแคลร์ที่ใหม่มีเลยสืบๆ มาได้บ้าง”

“ไม่เห็นแกบอกฉันเลย” จิลลาบอกอย่างประหลาดใจ ก่อนร้องอ้อเมื่อวรรณวลีบอกสาเหตุให้รู้ “จะเอาเวลาที่ไหนมาบอก ป๊าเพิ่งมาคุยกับฉันตอนมาส่งที่สนามบิน ฉันรู้แค่นั้นแหละแล้วก็ต้องบินมานี่ ว่าจะมาสืบต่อทางนี้”

จิลลาลอบมองหน้านิชฌานกับตุลธร ไม่แปลกใจเลยที่เห็นทั้งสองคนสบตากันอยู่ ตัดสินใจบอกเพื่อนไปเท่าที่ตัวเองรู้ “กล่องดำค่อนข้างเสียหาย ตอนนี้ข้อมูลที่มีคือ… ไม่มีข้อมูล”

“ฮะ… ยังไงนะ” วรรณวลีถามอย่างไม่แน่ใจ ส่วนจิลลาก็ยักไหล่ บอกไป “ก็ไม่มีอะไรผิดปกติ เครื่องยนต์ สภาพอากาศ ก่อนเครื่องตกนักบินก็ไม่ได้รายงานอะไร แต่ทางกัญจน์ธราก็สืบต่ออยู่… ใช่ไหม”

ประโยคหลังนั่นจิลลาหันไปทางสองหนุ่ม ซึ่งก็พยักหน้ารับ ก่อนตุลธรจะเป็นคนพูด

“น้องวันใหม่กลับไปบอกคุณพ่อไหมครับว่าติดต่อพวกเราอยู่ เผื่ออยากแลกเปลี่ยนข้อมูล” ตุลธรหวังอย่างนั้นจริงๆ พ่อของวันใหม่เคยขึ้นชื่อว่าเป็นนักข่าวที่เก่งมาก ได้รางวัลรับรองติดต่อกันหลายปี ตุลธรเกิดไม่ทัน ตอนเขารู้จักวิวรณ์ตามสื่อ วิวรณ์ก็ไม่ใช่นักข่าวภาคสนามแล้ว แต่ตอนนี้ตุลธรไม่ข้องใจกับชื่อเสียงนั้นแล้ว อุบัติเหตุที่ไม่มีใครสงสัยวิวรณ์ก็สงสัย พอสงสัยก็ขุดข้อมูลเพื่อหาสิ่งสนับสนุนข้อสงสัยของตน หนำซ้ำยังมีสิ่งหนึ่งที่นักข่าวสมัยนี้อาจไม่มี ถ้าไม่ใช่วิวรณ์ตอนนี้ข้อสงสัยนั้นอาจว่อนทั่วอินเทอร์เน็ตไปแล้วและอาจทำให้หลายๆ อย่างยุ่งเหยิง หากมีคนร้ายจริงก็คงไหวตัวเร่งหาทางปกปิดหลักฐาน อาจมีการลากคนนั้นคนนี้มาตีตราว่าเป็นฆาตกรทั้งๆ ที่ไม่รู้ความจริง

“ได้ค่ะ ใหม่จะลองดู”

ตุลธรส่งยิ้มให้แทนคำขอบคุณ ก่อนเอ่ยคล้ายจะล้อ “บอกไปก็ได้ว่าสนิทกับคุณแคลร์แล้ว”

วรรณวลีหัวเราะได้ จิลลาเองก็ด้วย แล้วไม่ลืมบอกข้อจำกัดของตน

“แต่คุณแคลร์คนนี้จำอะไรไม่ได้เลยนะ มีเรื่องกับใครเหยียบเท้าใครมาบ้างก็ไม่รู้ อ้อ… รู้อยู่สองคน” ว่าแล้วเหลือบไปทางตุลธรกับนิชฌาน ซึ่งนิชฌานก็ถึงกับส่ายหน้า ลุกยืนพลางบอก “ผมจะไปทำงาน เจอกันมื้อเย็น”

ตุลธรเองจึงลุกขึ้นยืน หันไปบอกสองสาว “ถ้าอยากได้อะไร น้องวันใหม่โทรหาพี่เลยนะ”

วรรณวลีตอบรับด้วยรอยยิ้ม รอจนสองหนุ่มเดินออกไปแล้วจึงหันไปทางจิลลา เขยิบเก้าอี้ตนเข้าไปใกล้แล้วกระซิบกระซาบดวงตาเป็นประกาย “แกๆ เขามองตากันบ่อยๆ แบบนี้ตลอดเลยเหรอ”

จิลลาขำ รู้ว่าวรรณวลีจินตนาการบรรเจิดแค่ไหนเวลาเห็นผู้ชายสองคนสนิทกันมากๆ แล้วนิชฌานกับตุลธรนี่เกินกว่าคำว่าสนิทกันอีก ไม่มีทางที่วรรณวลีจะไม่คิด เธอเลยช่วยเติมเชื้อไฟให้ “ตลอด แล้วคุณพี่ตุลของแกก็หวงคุณฌานมากๆ ด้วย ฉันบอกแกไปแล้วนี่ว่าเขาดูแลกันตลอด ตั้งแต่เกิดเรื่องมาฉันอยากจิกหน้านายคุณฌานตั้งหลายครั้งไม่เคยถึงตัวได้เลย ฉันแอบเรียกคุณตุลว่าเป็นเทวดาพ่อทูนหัวของคุณฌาน ปกป้องตลอด”

“แก… เคมีเขามันได้มากเลย”

“อื้อ… ก็…” จิลลาไม่รู้จะพูดอย่างไร สุดท้ายก็เลือกบอกไปกลางๆ “เขาผ่านอะไรด้วยกันมาเยอะ โตมาด้วยกัน ไม่แปลกที่จะสนิทกัน”

“งี้ถ้าเขาลงเอยกันก็ดีสิเนอะ อยู่ด้วยกันคงมีความสุข”

จิลลาหัวเราะ “แก ฉันว่าตอนนี้เขายิ่งกว่าลงเอยกันอีก อยู่ด้วยกันมากกว่าสามีภรรยาบางคู่ รู้ใจกันยิ่งกว่าแกกับฉัน แต่แกหยุดความใจบาปของแกได้แล้ว ฉันยืนยันว่าสองคนนี้เป็นพี่ชายน้องชาย เป็นพ่อเป็นลูก ไม่ใช่แบบที่แกอยากให้เป็น”

“อ้าว…”

สีหน้าและน้ำเสียงเสียดมเสียดายของวรรณวลีทำให้จิลลาอดแซวไม่ได้ “แกลืมไปหรือเปล่าว่าแกชอบคุณพี่ตุล แกจะเชียร์ให้เขาลงเอยกับผู้ชายอีกคนเพื่อ”

นั่นเองวรรณวลีจึงมีสีหน้าเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ แต่ก่อนจะทันได้ตอบอะไรก็ต้องหันไปสนใจโทรศัพท์ตนที่ส่งเสียงดัง พอเห็นว่าเป็นพ่อตนโทรมาก็รีบกดรับ “ค่ะป๊า ลืมโทรบอกเลยว่าถึงที่พักแล้ว มัวแต่กินเพลินเลย”

ตอนเครื่องลงจอดระหว่างรอรับสัมภาระวรรณวลีโทรบอกพ่อแล้วรอบหนึ่ง ปกติแล้วเธอจะโทรบอกอีกรอบตอนถึงที่พัก แต่พอมาถึงได้เจอจิลลาก็ตื่นเต้นจนลืมทุกอย่างไปหมด

“ไม่เป็นไรๆ ป๊าว่าจะโทรมาถามว่าข้อมูลของแจ้วมีเรื่องโครงการที่ชื่อเอกริฟไหม”

“ขอใหม่เช็กแป๊บนะป๊า” บอกแล้วกดปิดเสียงไม่ให้ปลายสายได้ยิน รีบถามจิลลา “แก ข้อมูลแกมีถึงโครงการที่ชื่อเอกริฟใช่ไหม คุ้นๆ เหมือนอยู่ช่วงท้ายๆ”

จิลลาพยักหน้า บอกทันที “ใช่ ฮอตกตรงโครงการเอกริฟนั่นแหละ”

นั่นทำให้วรรณวลีรีบบอกพ่อตน “มีถึงนะป๊า แต่เหมือนจะยังมีไม่เยอะเท่าไร มีแค่ตำแหน่งที่ตั้ง คอนเซ็ปต์โครงการ รูปถ่ายนิดหน่อย”

“ป๊าอยากได้แค่ที่ตั้งโครงการนี่แหละ”

วรรณวลีนิ่วหน้า ตัดสินใจกดใช้งานลำโพงเพื่อให้เพื่อนได้ยินด้วย กรอกเสียงถาม “มันทำไมเหรอป๊า”

“ถ้าใช่อย่างที่ป๊าคิดไว้ ป๊าว่าบางทีคนที่ทำให้เครื่องตกอาจจะเป็นคนใกล้ตัวคุณแคลร์”

วรรณวลีเบิกตากว้าง รีบถามด้วยเกรงว่าถ้าเป็นคนที่ตนคิดก็เท่ากับตอนนี้กำลังอยู่ใกล้ฆาตกรมากๆ “สามีคุณแคลร์น่ะเหรอ”

“ไม่ใช่”

คำปฏิเสธนั้นทำให้ทั้งวรรณวลีทั้งจิลลาพากันถอนใจเฮือก แต่กลับต้องนิ่งอึ้งไปตามๆ กันเมื่อปลายสายบอกข้อมูลมาอีก

“ป๊าคิดว่าอาจจะเป็นลูกพี่ลูกน้องเขา คุณคริษฐ์กับคุณอลิชา”

จิลลายกมือขึ้นปิดปากเพื่อห้ามเสียงร้องอย่างตกใจของตน ขณะฟังเหตุผลของวิวรณ์ต่อ

“ป๊าเจอว่ามีอีกโครงการของทีจีแอลกำลังจะขึ้นใกล้ๆ เอกริฟ แต่ตรงนั้นเหมือนจะบุกรุกพื้นที่ป่า แล้วป๊าเจอที่คุณแคลร์เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าถ้าเจอโครงการของทีจีแอลทำผิดกฎหมายจะสั่งหยุดทันทีไม่ว่าโครงการจะไปได้กี่เปอร์เซ็นต์แล้ว เป็นนโยบายของคุณทิวา หลังบทสัมภาษณ์โครงการนั้นก็หยุดพัฒนาไปเลย ทีมข่าวเราสืบจนเจอว่าโครงการนั้นคนที่ริเริ่มคือคุณคริษฐ์กับคุณอลิซ มันคงไม่น่าสงสัยหรอกถ้าตอนนี้มันไม่กลับมาทำต่อ เห็นว่าคุณแคลร์จำอะไรไม่ค่อยได้ ยังไม่ได้กลับไปทำงานเลยใช่ไหมล่ะ”

วรรณวลีสบตากับจิลลา เห็นหน้าตาเพื่อนกำลังคิดหนักแล้วจึงรีบพูดกับพ่อตน “ป๊าอยากให้ใหม่คุยกับคุณแคลร์ไหม ใหม่ยังติดต่อคุณแคลร์อยู่นะ หลังๆ คุยกันบ่อยอยู่”

“อ้อ ที่จะทำงานแจ้วต่อให้เสร็จใช่ไหม”

“อื้อ”

“ลองเลียบๆ เคียงๆ แบบไม่เจาะจงมากได้ไหม ป๊าว่าเรื่องมันใหญ่อยู่ ดีไม่ดีเราโพล่งไปทางทีจีแอลจะไม่พอใจ ป๊าขี้เกียจขึ้นศาล”

“โอเค พรุ่งนี้ป๊าอย่าลืมมารับใหม่นะ”

“ใครจะไปลืม เจอกันพรุ่งนี้”

วรรณวลีตอบรับผู้เป็นพ่อแล้ววางสาย หันไปทางจิลลา “แกเคยเจอคุณคริษฐ์กับคุณอลิชาหรือเปล่า”

จิลลาพยักหน้า วรรณวลีถามต่อ “เป็นไงบ้าง ดูท่าแล้วเป็นคนร้ายได้ไหม”

“ถ้าเป็นนิยาย… ฉันว่าสองคนนี้เป็นตัวหลอกมากกว่า”

“ยังไงวะ”

“ก็… เป็นคนร้ายแบบร้ายๆ น่ะ ร้ายเปิดเผย ร้ายให้รู้เลยว่าฉันร้าย แต่จะร้ายถึงขนาดสั่งฆ่าคุณแคลร์ได้ไหม… ฉันไม่แน่ใจ”

วรรณวลีพยักหน้ารับ กังวลเรื่องหนึ่งขึ้นมาจึงถามต่อ “แล้วแกว่า… เราคุยเรื่องนี้กับคุณฌานกับพี่ตุลได้ไหม เอาจริงฉันก็แอบกลัวเหมือนพ่อแหละนะ ถ้าที่พ่อสงสัยเป็นเรื่องจริงมันคือเรื่องเสื่อมเสียในครอบครัว สองคนนั้นอาจไม่เต็มใจคุยกับเรา”

“ฉันไม่รู้ว่าคุยได้ไหม แต่ฉันกล้าพูดได้เรื่องหนึ่งคือสองคนทางนี้ไม่ใช่ครอบครัวเดียวกับสองคนทางโน้นแน่ ลูกพี่ลูกน้องคุณแคลร์กดหัวคุณฌานคุณตุลจะตาย… เดี๋ยวฉันค่อยๆ หาทางตะล่อมๆ ถามแล้วกัน ได้เรื่องยังไงจะคอยส่งข่าว”

วรรณวลีส่งเสียงตอบรับ มองหน้าจิลลาแล้วจู่ๆ ก็ยิ้มกว้าง “ดีใจที่ได้ทำงานกับแกอีก”

จิลลาแค่ยิ้ม โอบรับวรรณวลีที่โผเข้ามากอด ตบหลังเพื่อนเบาๆ แล้วบอกกลับไป “ฉันก็ดีใจ”

เพราะอย่างน้อยมันก็เหมือนเธอได้ชีวิตของตัวเองกลับคืนมา แม้จะแค่ชั่วครั้งชั่วคราวหากนั่นก็ดีเหลือเกินแล้ว…



Don`t copy text!