ปราการแสงจันทร์ บทที่ 3 : สลับวิญญาณ?

ปราการแสงจันทร์ บทที่ 3 : สลับวิญญาณ?

โดย : ภัสรสา

ปราการแสงจันทร์ โดย ภัสรสา เมื่อนิชฌานที่เปรียบเหมือนต้นไม้ใต้เงาจันทร์ที่ไม่เคยรู้ว่าโลกในยามกลางวันเป็นอย่างไรต้องมาใช้ชีวิตร่วมกับจิลลาที่ดุจว่าวตัวน้อยที่เรียนรู้การลอยตัวท่ามกลางแรงลมทุกรูปแบบ ทั้งคู่จะอยู่ด้วยกันไปได้ตลอดชีวิตจริงหรือ โดยเฉพาะเมื่อนิชฌานเป็นคนฆ่าจิลลาด้วยมือตัวเอง นิยายออนไลน์ที่อ่านได้ในอ่านเอา

****************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

“ผมอยากให้คุณพักก่อน พักให้สบาย ไม่ต้องคิดอะไรมากสักสองสามวัน แล้วเราค่อยคุยกันอีกทีดีไหม”

จิลลานิ่งคิดเพราะประโยคนั้นของนิชฌานก็ทำให้เธอได้ตรวจสอบตัวเอง… เธอพร้อมหรือยังที่จะรู้เรื่องราวของตัวเอง เธอตายแล้วแน่ๆ แต่เธอพร้อมหรือยังที่จะรู้ว่าตายอย่างไร แล้วศพ… จิลลาตัวสั่นขึ้นมาตอนคิดถึงสภาพศพของตัวเอง พลันคิดถึงใครคนหนึ่งซึ่งทำให้เธอรอไม่ได้ “ป้า…”

“ป้าของคุณแจ้วใช่ไหม เราดูแลอย่างดี”

ดูแลอย่างดี… จิลลานิ่วหน้า หน้าตายังไม่ค่อยวางใจนัก นิชฌานคงพอรู้จึงย้ำ

“เราดูแลดีจริงๆ ตอนนี้ป้าของคุณแจ้วมีพยาบาลมืออาชีพคอยดูแล… ไว้ถ้าคุณดีขึ้นแล้วอยากไปเยี่ยมเราค่อยไปกัน”

เธอต้องไป อย่างไรเธอก็ต้องไป ต่อให้ป้าจำเธอไม่ได้ เธออยู่หรือไม่อยู่ก็ไม่มีความหมายแต่จิลลาก็ต้องไปเจอ ไปให้แน่ใจว่าป้าอยู่ดีอย่างที่นิชฌานบอกจริงๆ

“คุณหน้าซีดมาก นอนก่อนดีกว่า”

จิลลารู้ตัวว่าตนเหนื่อยง่ายขึ้น อาจเป็นเพราะนอนรักษาตัวนาน ไม่ก็ร่างกายเธอยังต้องการการซ่อมแซม พอเหนื่อยบวกกับห่วงป้า สภาพที่ทรุดโทรมอยู่แล้วก็คงโทรมลงไปอีก จิลลาขยับตัวเพื่อจะได้เอนนอนได้สะดวก แล้วจู่ๆ ความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัว เธอคิดวนเวียนอยู่กับมันจนแทบไม่รู้ตัวว่านิชฌานตลบผ้ามาคลุมให้ถึงอก รู้ตัวอีกทีก็ตอนเขาเกือบจะผละไป ความปากไวทำให้จิลลาเอ่ยเรียก “คุณ”

พอเขาหันมาจิลลากลับลังเล เธอจะพูดสิ่งนั้นดีไหม นอกจากพีทีเอสดีแล้ว เขาจะคิดว่าเธอเสียสติเพิ่มด้วยไหม แต่การที่นิชฌานเดินย้อนกลับมานั่งลงบนขอบเตียง ทำท่าตั้งใจฟัง เอ่ยถามเสียงนุ่ม

“ว่าไง”

นั่นทำให้จิลลาคิดว่าไม่เสียหายถ้าจะถาม ตอนนี้เธอยังดูเป็นคนป่วย เกิดอะไรก็อ้างได้ว่าสติยังไม่สมประกอบเพราะป่วย “คุณเชื่อเรื่อง… สลับวิญญาณไหม”

นิชฌานมีสีหน้าอย่างหนึ่งให้จิลลารู้คำตอบ… เขาไม่เชื่อ เธอเองก็ไม่เชื่อ ไม่เคยเชื่อมาก่อนกระทั่งไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ ตอนที่จู่ๆ เธอก็ได้เหตุผลนี้มาอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น เธอสลับวิญญาณกับแขดรุณ แขดรุณอาจเสียชีวิต วิญญาณไปตามทางที่ควรไปแล้ว แต่เธอที่ยังไม่สิ้นอายุขัยก็กลับมาเข้าร่างแขดรุณแทนที่จะไปเข้าร่างตัวเอง

จิลลาแปลกใจเหมือนกันที่ความคิดวกวนสงบลงได้นิดหน่อยตอนเขาวางมือลงบนไหล่แผ่วเบา

“นอนพักเถอะ อย่าเพิ่งคิดอะไรมาก ผมจะอยู่ใกล้ๆ คุณ”

จิลลามองตามจนเห็นว่านิชฌานไปนั่งบนเก้าอี้ริมหน้าต่าง อยู่ห่างไปจากเตียงแต่ก็ยังอยู่ในห้อง ถ้าเกิดอะไรไม่ดีกับเธอเขาจะเป็นคนแรกที่เข้าถึงตัว หญิงสาวถอนใจยืดยาว หลับตาลงและได้แต่คิดในใจ ถ้าเธอยังมีโอกาสได้เขียนบทสัมภาษณ์ของแขดรุณ เธออาจพอช่วยยืนยันได้… นิชฌานรักแขดรุณ เขารักภรรยาของเขาจริงๆ

 

จิลลาพยายามอยู่อย่างสงบตลอดสามวันที่ผ่านมา เธอแทบไม่พูดเลยนอกจากตอบรับคำถามบ้าง ตั้งใจทำกายภาพบำบัดเพื่อให้ข้อมือกลับมาใช้งานได้ปกติหรืออย่างน้อยก็เกือบปกติที่สุด เธอต้องการให้เวลาตัวเองทบทวนเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น ให้เวลาตัวเองยอมรับความจริงที่ทำใจยอมรับได้ยากเหลือเกิน จนถึงตอนนี้จิลลาก็ยังไม่อยากเชื่อว่าเรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่แค่การที่เธอมาอยู่ในร่างของแขดรุณ แต่รวมไปถึงอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกด้วย

พีทีเอสดี… จิลลาถอนใจยาว เธอแน่ใจว่าตัวเองมีอาการนั้นเพราะฝันร้ายที่ปะติดปะต่อเรื่องราวไม่ได้ บางทีเธอรู้สึกเหมือนหล่นจากที่สูง บางทีฝันเห็นเปลวเพลิงลุกโชน บางทีฝันถึงเสียงระเบิดดังก้องไปมาในหู เสียงวี้ดๆ ของเครื่องในโรงพยาบาลก็ยังฝันถึงอยู่เช่นกัน

และตอนนี้สิ่งที่เธอคิดมากที่สุดคือเรื่องราวต่อจากนี้ เธอจะใช้ชีวิตอย่างไรในเมื่อเธอไม่ใช่แขดรุณ การสัมภาษณ์ที่ผ่านมาทำให้เธอรู้จักชีวิตแขดรุณแค่เพียงบางส่วน เธอคิดว่าเป็นส่วนน้อยด้วย ไม่ใช่ทั้งหมด จะให้สวมรอยเป็นแขดรุณเห็นทีจะยากนอกจากใช้ข้ออ้างที่พอจะนึกออกคือความจำเสื่อม… คลิเช่สุดๆ

จิลลาถอนใจแรงๆ ถ้าเธอไม่บอกว่าเธอเป็นใครจะกลายเป็นคนหลอกลวงไหม ถ้าหลอกเธอจะอยู่ในคราบแขดรุณไปได้อีกนานแค่ไหน จริงอยู่ว่าสามวันที่ผ่านมาเธอรู้แล้วว่าชีวิตของแขดรุณสุขสบายเพียงใด อยากได้หรืออยากกินอะไรก็เพียงบอกคนใกล้ตัว แต่เธอทำมันไปได้ตลอดหรือเปล่า มันต้องมีวันหนึ่งที่ร่างกายของแขดรุณจะฟื้นคืนเป็นปกติ เมื่อเธอหายดีเธอจะทำทุกอย่างที่แขดรุณเคยทำได้ไหม หน้าที่การงานที่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะต้องดูแลรับผิดชอบชีวิตพนักงานหลายร้อย แถมเธอไม่เคยเป็นซีอีโอที่ไหนมาก่อน เขาทำงานทำการกันอย่างไรก็ไม่รู้ ที่แน่ๆ ต้องไม่ใช่แค่เซ็นเอกสาร เพราะเท่าที่ตามแขดรุณทำงานวันเดียวเธอก็เห็นแล้วว่าแขดรุณทำงานหนักแค่ไหน แล้วไหนจะเรื่องส่วนตัวล่ะ

นิชฌาน… เขาเป็นสามีแขดรุณ ก็คงอยากทำอะไรแบบที่สามีกับภรรยาทำด้วยกัน ต่อให้อยากสวมรอยแขดรุณอย่างแนบเนียนแค่ไหนจิลลาก็นอนกับนิชฌานไม่ได้ ดูลักษณะแล้วนิชฌานไม่น่าเป็นประเภทชอบบังคับใจภรรยา ดูเขารักแขดรุณมากทีเดียว ทุกครั้งที่เธอสะดุ้งตื่นจากฝันร้ายจะเห็นเขาอยู่ข้างๆ เสมอ แล้วเขาก็เพียงแค่จับมือเธอไว้แล้วบีบเบาๆ เหมือนแค่ต้องการให้รู้ว่าเขาอยู่ ไม่ทำอะไรมากกว่านั้น นั่นทำให้จิลลาคิดว่าเขาสงสารที่แขดรุณยังเจ็บ พลอยทำให้คิดว่าเขาคงไม่หักหาญน้ำใจต่อให้แขดรุณหายดีแล้ว… แต่ก็ว่าไม่ได้ จิลลาไม่กล้าเชื่อมั่นขนาดนั้น เธอแทบไม่รู้จักเขาเลยด้วยซ้ำ

แล้วจะทำอย่างไรล่ะ…

จิลลาออกจากความคิดวกวน เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู หันไปมองก็เห็นทิวากำลังเปิดประตูเข้ามา… นี่ก็เป็นอีกคนที่ทำให้เธอลำบากใจ ทิวาเข้ามาหาแขดรุณทุกวัน มาดูทุกวันว่าหลานเป็นอย่างไร ถ้ารู้ว่าหลานรักของตนเหลือเพียงร่าง แต่จิตวิญญาณกลายเป็นคนอื่นไปแล้วเขาจะรู้สึกอย่างไร จิลลาไม่กล้าคิดเลยว่าทิวาจะเจ็บปวดแค่ไหน คงไม่น้อยไปกว่าตอนที่รู้ว่านลินจำเธอไม่ได้ เธอกลายเป็นใครก็ไม่รู้สำหรับนลินไปแล้ว

วันนี้ทิวาแต่งตัวด้วยชุดสูทซึ่งทำให้จิลลาประหลาดใจ ปกติเขาไม่ใส่ชุดทางการแบบนี้ แต่ก็อาจเป็นไปได้ว่าวันนี้มีงานที่ไหนสักที่ แม้จะแปลกใจสงสัยหากจิลลาก็ไม่ถาม เธอเลี่ยงการพูดคุยกับทิวาเท่าที่จะทำได้อยู่แล้ว จึงทำเพียงส่งยิ้มให้เมื่อผู้สูงวัยเข้ามาใกล้ตน

ทิวานั่งลงบนขอบเตียง เอื้อมมือไปวางบนศีรษะหลาน เอ่ยถามอย่างทุกวัน “วันนี้เป็นไงบ้างแคลร์”

จิลลายิ้มรับ ไม่ตอบคำใด หันไปมองทางประตูเมื่อได้ยินเสียงบางอย่าง พบว่านิชฌานกับตุลธรเดินนำคนงานซึ่งเข็นรถเสิร์ฟอาหารเข้ามา ก่อนหันกลับไปฟังทิวาอธิบาย

“ปู่สั่งข้าวหน้าเป็ดย่างเจ้าโปรดของแคลร์มาให้ ชาร์ลเขาเอาไปทอร์ชให้เกรียมอีกนิดแบบแคลร์ชอบด้วย”

แคลร์ชอบ… แต่เธอไม่ชอบ เธอไม่กินเป็ด เห็นไหมล่ะ แววมาแล้วว่าเธอไม่มีทางหลอกลวงไปได้ตลอด กระนั้นจิลลาก็ทำเพียงยิ้มแบบทุกวัน รู้สึกดีที่ทิวาก็เพียงส่งยิ้มให้เธอ ลูบผมเบาๆ อีกนิด แล้วหันไปช่วยจัดของจัดจานจนพร้อมกิน เสร็จแล้วจึงหันมาบอก

“ปู่จะบินไปดีลงานที่ออสเตรเลียแทนแคลร์ด้วยตัวเอง อีกห้าวันถึงจะกลับ”

คนฟังแทบถอนใจยาว อย่างน้อยเธอก็ไม่ต้องอึดอัดยามอยู่กับทิวาไปอีกห้าวัน

“แคลร์ดูแลตัวเองดีๆ ล่ะ มีอะไรก็รีบบอกชาร์ลนะ”

จิลลาเหลือบไปมองนิชฌานแล้วนิ่งเงียบ ก่อนได้สติว่าตนยังไม่ตอบรับทิวา ซึ่งก็ดูเหมือนว่าถ้าเธอไม่ตอบเขาก็จะยังรอคำตอบอยู่อย่างนั้น ที่สุดจึงพยักหน้าแล้วตอบไปเสียงเบา “ค่ะ”

ทิวาลูบผมหลานตนเบาๆ “เด็กดีของปู่ ปู่ต้องไปแล้ว เดี๋ยวไม่ทันเครื่อง”

จิลลายิ้มให้ทิวาอีกครั้ง มองผู้สูงวัยเดินออกจากห้อง ก่อนหันกลับมามองชายหนุ่มอีกสองคนที่ยังยืนอยู่ อึดอัดอย่างบอกไม่ถูกเพราะไม่มีใครพูดอะไรสักคำ ได้แต่มองหน้ากันไปมาอยู่อย่างนั้น จนที่สุดก็มีคนหนึ่งพูดขึ้นก่อน ใช่ คนที่จิลลาจำได้ว่าเขาบอกว่าตัวเองมีเสน่ห์…

“กินกันเลยดีไหม หิวกันหรือยังครับ”

จากโต๊ะที่วางอยู่ข้างเตียงทำให้จิลลาพอจะเข้าใจได้ว่าทั้งนิชฌานและตุลธรจะนั่งกินเป็นเพื่อน เธอไม่ได้ตอบอะไรขณะมองทั้งสองคนนั่งลงบนเก้าอี้ แต่หลังจากดูผู้ชายสองคนตักอาหารน่าอร่อยเข้าปากไปคนละคำสองคำแล้ว จิลลาก็ต้องพูด

“มีอย่างอื่นให้กินไหม”

ทั้งนิชฌานและตุลธรชะงัก หันมองหน้ากัน ก่อนตุลธรจะเป็นฝ่ายถาม

“ไม่อยากกินเป็ดเหรอครับ”

จิลลามองหน้าตุลธร ส่ายหน้าเป็นคำตอบ เห็นเขาหันไปมองหน้ากับนิชฌานอีกทีก่อนลุกขึ้นยืน

“เดี๋ยวพี่ไปดูในครัวให้… อยากกินอะไรเป็นพิเศษไหมครับ เผื่อให้ป้าหอมทำให้เลย”

ป้าหอมคือใคร จิลลาไม่รู้จัก แต่ถ้าสามารถทำอะไรที่เธออยากกินได้ ป้าหอมคือคนที่จิลลารักที่สุดในตอนนี้ “อยากกินผัดกะเพราหมูสับค่ะ”

จบคำตอบนั้น ตุลธรกับนิชฌานก็หันมองหน้ากันอีกทีให้จิลลาได้แต่นึกในใจ ทำไมอีกล่ะ อย่าบอกนะว่าปกติแขดรุณไม่กินผัดกะเพรา ก็ช่างปะไร เธออยากกินจริงๆ นี่

พอตุลธรออกไป ทั้งห้องก็มีเพียงความเงียบงัน กระทั่งนิชฌานพูดขึ้น

“หิวมากหรือเปล่า จะไปหาอะไรให้รองท้องก่อน”

จิลลาส่ายหน้า เธอไม่ได้หิวมาก อันที่จริงตั้งแต่รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา จิลลายังไม่เคยรู้สึกหิวเลย ไม่รู้ว่าเพราะได้กินก่อนหิว หรือเป็นเพราะร่างกายเธอยังฟื้นไม่มากพอจะหิวกันแน่ แต่หลังจากมองหน้านิชฌานอยู่ราวๆ ห้าวินาที ความกระอักกระอ่วนที่เกิดก็ทำให้จิลลาเปลี่ยนใจ “สักหน่อยก็ได้”

และนิชฌานก็ลุกเดินออกจากห้องทันทีราวกับนักโทษที่หาโอกาสออกจากคุกอยู่แล้ว ส่วนจิลลาก็ถอนใจเฮือกใหญ่ ดันโต๊ะล้อเลื่อนที่วางข้าวหน้าเป็ดของตนออกไปก่อนแล้วเอนตัวลงนอน ครุ่นคิด…

เธอควรจะทำอย่างไรดี

 

มื้ออาหารจบลงแล้ว จิลลาคิดว่าตัวเองจะได้อยู่คนเดียวสักพักเพราะวันก่อนๆ หลังมื้อเย็นจบนิชฌานจะหายตัวไปออกกำลังกายกับตุลธร ปล่อยให้เธออยู่กับทิวา ซึ่งทิวาก็จะนั่งอ่านหนังสือเงียบๆ ไม่ชวนคุยมากอาจเพราะเธอแสดงความเครียดในทางใดทางหนึ่งทุกครั้งที่ต้องคุย ทิวาคิดว่าเธอยังเจ็บคอ เจ็บแผล แต่วันนี้จิลลาต้องแปลกใจ เพราะพอตุลธรทำท่าจะเก็บถาดอาหาร นิชฌานก็เข้าไปแย่งพลางบอก

“พี่ตุลอยู่เป็นเพื่อนแคลร์ก่อนแล้วกัน เดี๋ยวผมเก็บเอง”

ตุลธรดูลังเล เหลือบมองแขดรุณแวบหนึ่ง แต่คล้ายกับทำอะไรไม่ได้จึงตอบรับ “โอเค”

จิลลาเดาได้ว่านิชฌานคงไม่อยากอยู่กับเธอตามลำพัง เดาได้ตั้งแต่เขาบอกว่าจะลงไปเอาของมาให้เธอรองท้อง แต่ดันกลับมาพร้อมตุลธรและข้าวผัดกะเพราของเธอแล้วแหละ จิลลามองตุลธรที่กลับมานั่งลงบนเก้าอี้ที่วางข้างเตียง เขาส่งยิ้มให้เธอแล้วถาม

“วันนี้คุณแคลร์รู้สึกยังไงบ้าง”

จิลลามองหน้าตุลธร สัมผัสได้ว่าเขาถามด้วยความเป็นห่วงจริงๆ ไม่ใช่เพียงหาเรื่องชวนคุยตามมารยาท พลันเกิดคำถามขึ้นในหัว แปลกดีที่เธออยากถามคำถามนี้กับตุลธร… จิลลาลังเลชั่วแวบ พยายามจ้องหน้าตุลธรเพื่อหาคำตอบให้ตัวเอง เขาจะรู้สึกอย่างไรถ้าเธอถามออกไป แต่ไม่ลองก็ไม่รู้ใช่ไหมล่ะ “เชื่อเรื่องการสลับวิญญาณไหมคะ”

จิลลาเห็นตุลธรคล้ายกับผงะถอยไปนิดหน่อย สายตาและใบหน้าเขาดูมึนงงเหมือนยังจับใจความคำถามนั้นไม่ได้ ครู่หนึ่งก็คล้ายกับแสดงความเห็นใจ ก่อนบอกเธอ

“พี่ว่าคุณแคลร์พักผ่อนก่อนดีไหม”

เขาก็คงไม่เชื่อเหมือนนิชฌาน แต่ก็ไม่อยากตอบเพราะมันจะดูทำร้ายจิตใจเธอสินะ… จิลลาถอนใจยืดยาว ใจอยากอาละวาดให้สาแก่ใจว่าคนบ้านนี้เป็นอะไรถามไปก็ตอบไม่ตรงคำถาม แค่ตอบว่าเชื่อหรือไม่เชื่อมันยากนักหรือไง แต่ก็นั่นแหละ จิลลาไม่ได้รู้สึกแย่เท่าวันแรกๆ ที่ออกจากโรงพยาบาลแต่ก็คิดว่าตัวเองยังไม่น่ามีแรงขนาดนั้นเพราะแค่คิดจะอาละวาดเธอก็เจ็บคอแล้ว คงทำจริงไม่ได้ จิลลาตัดสินใจเอ่ยถามเรื่องอื่นต่อ

“แล้ววันนี้ไม่ไปออกกำลังกายกันเหรอคะ”

“ก็วันนี้คุณปู่ไม่อยู่เป็นเพื่อนคุณแคลร์นี่ครับ”

อ้อ… เขาก็เลยต้องมาอยู่เป็นเพื่อนเธอแทน ตอนนี้นิชฌานกลับเข้ามารวมกลุ่มแล้ว แต่เดินไปนั่งโต๊ะริมหน้าต่างห่างออกไป ให้ตายสิ จิลลาไม่ชอบเลย “ไปเถอะค่ะ ไม่ต้องอยู่เป็นเพื่อนหรอก จะนอนแล้ว”

ตุลธรนิ่งไป หันไปมองหน้านิชฌานคล้ายจะยกการตัดสินใจให้ ซึ่งนิชฌานก็ลุกจากเก้าอี้ที่ตนนั่งอยู่เดินเข้ามาใกล้ เอ่ยถาม

“อยู่คนเดียวได้ใช่ไหม”

จิลลาไม่ตอบ แค่ทำหน้าหน่ายใส่ แล้วพอเห็นทั้งตุลธรและนิชฌานหันมองหน้ากันแล้ว จิลลาก็ตัดสินใจในวินาทีนั้น ถามออกไปทันที “เชื่อเรื่องการสลับวิญญาณไหม”

ทั้งคู่ผงะ… หันมองหน้ากัน ก่อนหันมามองจิลลา นิชฌานพูดก่อนเพียงเสี้ยววินาที

“พักผ่อนเถอะ” ตามด้วยตุลธรที่คล้ายกับยั้งปากไม่ทันจึงยังพูดต่อ “พักผ่อนก่อนดีกว่า”

จิลลาถอนใจดังเฮือก ไม่คิดปิดบังว่าเบื่อหน่ายกับคำตอบของทั้งคู่แค่ไหน ทว่าก็เอนตัวลงพิงหมอนโดยไม่ได้นอนเอนราบไปเลยเพราะยังกังวลเรื่องที่เพิ่งกินอาหารเสร็จ ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมถึงเอวแล้วหลับตา เป็นครู่ทีเดียวแหละ จิลลารู้สึกได้ กว่านิชฌานกับตุลธรจะเดินออกไปจากห้อง

หญิงสาวหลับตาแต่ในหัวยังคงครุ่นคิด สับสนจนมองไม่เห็นทางออกของเรื่องนี้ จิลลาไม่รู้จริงๆ ว่าสุดท้ายแล้วเรื่องนี้จะลงเอยอย่างไร เธอจะยอมเป็นแขดรุณไปตลอดชีวิต บอกคนอื่นว่าความจำเสื่อม แม้เสียงหนึ่งในใจจะบอกว่านั่นคือทางที่ดีที่สุดทว่าอีกเสียงที่ดังกว่าก็ตะโกนกลับมาทุกครั้งว่าไม่… ไม่มีทาง เธอจะไม่เป็นแขดรุณไปตลอดชีวิตแน่

บอกคนอื่นว่าเธอคือจิลลา… จะบอกอย่างไรล่ะ ถ้านิชฌานหรือทิวาคิดว่าเธอมีปัญหาด้านสมองอันเป็นผลมาจากอุบัติเหตุ แล้วจับเธอส่งเข้าโรงพยาบาลไปอีกล่ะ ครั้งนี้อาจไม่ใช่โรงพยาบาลทั่วไป แต่เป็นโรงพยาบาลที่รักษาด้านจิตเวชโดยเฉพาะ ซึ่งไม่ว่าโรงพยาบาลไหนๆ จิลลาก็ไม่อยากเข้าแล้ว อย่างน้อยก็ภายในปีสองปีนี้ เธอเหน็ดเหนื่อยกับการลืมตาตื่นมาแล้วเห็นเพดานโดยไม่อาจทำเป็นไม่เห็นเสาน้ำเกลือและสายอะไรต่างๆ ที่ล้วนเชื่อมกับร่างกายเธอ กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่ถึงแม้ให้ความรู้สึกสะอาดแต่มันก็คอยย้ำเตือนว่าเป็นกลิ่นของโรงพยาบาล

แล้วถ้า… ถ้าเธอหนีออกจากบ้านหลังนี้ล่ะ จิลลาผุดลุกขึ้นมานั่งหลังตรงทันทีที่แผนนั้นผุดขึ้นในหัว คนแรกที่เธอคิดถึงคือวรรณวลี ถ้าได้เจอเพื่อนจิลลาแน่ใจว่าทำให้เพื่อนเชื่อได้ว่าเกิดเรื่องพิศดารพันลึกขึ้นจนเธอมาอยู่ในร่างแขดรุณ ตอนนี้จิลลาไม่มีโทรศัพท์ จำหมายเลขโทรศัพท์เพื่อนก็ไม่ได้ จะโทรเข้าสำนักงานก็ไม่มีเครื่องมือสำหรับค้นหาหมายเลขที่แสดงไว้หน้าเว็บไซต์ อีกอย่างโทรเข้าสำนักงานตอนนี้ก็เสี่ยงที่จะไม่มีใครอยู่แล้ว แต่ถ้าเธอออกจากบ้านหลังนี้ได้ก็ตรงไปหาเพื่อนที่บ้านได้เลย พออธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นให้เพื่อนเข้าใจได้แล้วจิลลาก็แค่หนีไปอยู่ที่ไหนสักที่ที่คนของกัญจน์ธราตามหาเธอไม่เจอ

จิลลาก้าวลงจากเตียง ก้มลงมองตัวเองเห็นว่าใส่ชุดนอนอยู่ซึ่งคงไม่ใช่ชุดที่เหมาะกับการจะหนีออกจากบ้านนัก หญิงสาวมองไปรอบๆ ห้องพยายามนึกว่าตู้เสื้อผ้าของแขดรุณอยู่ตรงไหน ที่ผ่านมาเธอไม่ได้หยิบเลือกเสื้อผ้าเองเลย มีคนจัดเตรียมไว้ให้ตลอดและมักเป็นชุดนอนเนื้อผ้านุ่มลื่น คงเพื่อให้เธอใส่สบายประกอบกับไม่ได้ออกไปไหนนอกห้องอยู่แล้วด้วย… รู้ละ จิลลาหันไปมองทางหัวเตียง เห็นเครื่องมือสื่อสารที่ตนยังไม่เคยใช้ เคยเห็นแต่คนอื่นใช้ แต่รู้ว่ามันใช้เพื่อติดต่อกับคนงานของบ้านหลังนี้ หญิงสาวเดินไปจดๆ จ้องๆ แล้วตัดสินใจกดปุ่มเพื่อติดต่อ

จิลลาเงียบ… ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี และคงเงียบนานเกินไป ฝ่ายนั้นจึงเอ่ยถามเสียเอง

“คุณแคลร์หรือเปล่าคะ”

จิลลาสะดุ้ง ไม่อยากโกหกจึงรีบบอกสิ่งที่ตนต้องการ “อยากได้ชุดเปลี่ยนค่ะ”

“ได้ค่ะ เลือกจากแท็บเล็ตแล้วส่งมาได้เลยค่ะ”

แท็บเล็ต… อะไรกัน การได้อยากชุดเปลี่ยนของเธอเกี่ยวอะไรกับแท็บเล็ต แล้วเธอต้องเลือกอะไรส่งไป ไม่ใช่ว่าทางนั้นต้องเลือกแล้วส่งชุดมาให้เธอหรอกหรือ จิลลาตัดความมึนงงของตัวเองออก รีบบอกเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตนต้องการโดยไว “มาหยิบที่ตู้ให้หน่อยค่ะ ชุดอยู่บ้านธรรมดา”

ทางนั้นนิ่งไปจนจิลลาเริ่มเครียด เธอต้องทำอะไรแปลกไปจากที่แขดรุณทำแน่ ก่อนต้องโล่งใจเมื่ออีกฝ่ายส่งเสียงตอบรับ

“ได้ค่ะคุณแคลร์ จะรีบขึ้นไปเดี๋ยวนี้”

จิลลาเดินวนไปวนมารออยู่ไม่กี่รอบ ประตูห้องก็ถูกเคาะ จิลลารอด้วยความหวังว่าประตูห้องจะเปิดออกแล้วเธอก็จะได้เสื้อผ้าชุดหนีออกจากบ้านมาสวมใส่ ทว่าทุกอย่างก็ยังนิ่งจนงง กระทั่งเสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกรอบ พร้อมเสียงเรียกชื่อแขดรุณนั่นเองจิลลาจึงนึกออก เธอต้องอนุญาตสินะ จะแค่เอ่ยปากก็กลัวอีกฝ่ายจะไม่ได้ยิน จึงรีบก้าวไปเปิดประตูด้วยตัวเอง ส่งยิ้มให้คนที่ยืนอยู่เบื้องหน้า ดูแล้วน่าจะแก่กว่าเธอเล็กน้อย อาจจะสามสิบต้นๆ หรือมากกว่านิดหน่อย ไม่น่าถึงสี่สิบ

“คุณแคลร์อยากใส่ชุดแบรนด์ไหนเป็นพิเศษหรือเปล่าคะ”

แบรนด์… จิลลาส่ายหน้า

“อยากได้สไตล์ไหนคะ”

จิลลาทำได้แค่กลอกตาไปมา พอเห็นอีกฝ่ายยังรอคำตอบจึงตอบไปให้จบๆ “เอาที่พอเดินตลาดได้ค่ะ”

เห็นละว่าอีกฝ่ายมีสีหน้ามึนงงแต่พยายามเก็บอาการ ตามมาด้วยคำถาม

“แล้วสี…”

โอ๊ยยย ให้ตายเถอะ กับแค่ชุดอยู่บ้านที่พอจะเดินตลาดได้ชุดหนึ่งนี่มันวุ่นวายขนาดนี้เลยเหรอ รู้แบบนี้เธอเดินสำรวจห้องสักรอบสองรอบก็คงพอรู้ว่าตู้เสื้อผ้าอยู่ตรงไหนแล้วหยิบเองก็ดีหรอก แต่เพื่อให้จบ… “ดำค่ะ” และเพื่อป้องกันทุกคำถามที่อาจตามมา “เฉดไหนก็ได้ แค่อยากเปลี่ยนชุดนอนออก เบื่อชุดนอน”

คู่สนทนาคงพอจับความหงุดหงิดของเธอได้ แต่เพราะเธออยู่ในร่างแขดรุณ จิลลาเลยพอรู้ว่าความหงุดหงิดของแขดรุณมีผลต่อคนทำงานมากทีเดียว อีกฝ่ายไม่พูดไม่ถามอะไรต่อ แต่รีบหมุนตัวเดินไปอีกทางแล้วกลับมาพร้อมเสื้อผ้าในเวลารวดเร็ว

“นี่ค่ะ”

จิลลารีบรับมา “ขอบคุณค่ะ”

อีกฝ่ายตกใจ… จิลลาเลยพลอยตกใจไปด้วย อะไรอีกล่ะ แค่ขอบคุณทำไมต้องตกใจ แต่ดีที่อีกฝ่ายตอบรับแค่ค่ะแล้วรีบถอยออกจากห้องไป

หลังสวมเสื้อผ้าเสร็จจิลลาก็มุ่งตรงไปยังประตูห้อง ทว่าก็ต้องชะงัก… เธอไม่มีอะไรสักอย่าง ไม่มีเงิน ไม่มีโทรศัพท์ ไม่สามารถแน่ใจได้เลยว่าวรรณวลีอยู่ที่ไหน ถ้าเพื่อนยังทำงานติดพันอยู่ที่สำนักงาน ยังไม่กลับบ้านล่ะ เธอจะขอให้พ่อกับแม่ของวรรณวลีจ่ายค่าแท็กซี่ให้เธอก่อนได้ไหม ท่านจะยอมหรือเปล่าเพราะท่านไม่รู้จักแขดรุณ หรืออาจรู้จักเพราะอย่างไรแขดรุณก็เป็นคนดัง

ไม่ได้สิ ถ้าพ่อกับแม่ของวรรณวลีเห็นแขดรุณ เธออาจจะหนีจากบ้านกัญจน์ธรายากขึ้น เรื่องมันจะวุ่นวายมากขึ้น เธออยากให้มีแค่วรรณวลีที่รู้ว่าเกิดเรื่องบ้าขึ้น แค่วรรณวลีคนเดียวเท่านั้น

จริงสิ ถ้าเธอชวนนิชฌานออกไปข้างนอก ไปตลาด ขอเงินติดตัวไว้สักพันสองพันให้แน่ใจว่าพอค่ารถ แล้วหาจังหวะหนี ไม่น่ายากนี่… จิลลาดึงประตูเปิด มองไปรอบๆ แล้วได้แต่คิดว่าโชคดีที่เธอเคยมาค้างคืนที่นี่แล้วรอบหนึ่ง พอรู้ว่าทางไหนไปทางไหน เดินลงมาชั้นหนึ่งได้แล้วก็มองหานิชฌาน

“อ้าว คุณแคลร์”

จิลลาหันไปมองตามเสียง เห็นใครคนหนึ่งที่ดูสูงวัยหน่อย น่าจะราวห้าสิบหรือหกสิบได้กำลังมองมาที่เธออย่างสงสัย

“ลงมามีอะไรหรือเปล่าคะ อยากได้อะไรหรือเปล่า ทำไมไม่เรียกให้เด็กเอาขึ้นไปให้”

จิลลาส่ายหน้า ถือโอกาสถาม “คุณฌานอยู่ไหนคะ”

“เห…”

พออีกฝ่ายส่งเสียงแบบนั้นจิลลาก็นึกออก เท่าที่จำได้ แขดรุณเรียกนิชฌานว่าชาร์ล เรียกชื่อเฉยๆ ด้วยไม่มีคุณนำหน้า จิลลาเลยพูดอีกครั้ง “ชาร์ลน่ะค่ะ อยู่ไหน”

“คุณฌานอยู่ที่สระว่ายน้ำกับนายตุลค่ะ”

สระว่ายน้ำ… จิลลาไม่รู้หรอกว่ามันอยู่ตรงไหนในบริเวณบ้านอันแสนกว้างใหญ่ไพศาลนี้ ทว่าก็พยักหน้ารับแล้วออกเดิน ไปได้ไม่กี่ก้าวเท่านั้น…

“คุณแคลร์ไม่ออกหลังบ้านล่ะคะ”

จิลลาหันมอง ใบหน้าว่างเปล่าของเธอคงพอทำให้คนมองตีความอะไรสักอย่างเอาเองได้ อีกฝ่ายมีสีหน้าเห็นใจ ส่งยิ้มให้แล้วชี้นำทาง

“ประตูหลังบ้านน่ะค่ะ… คุณฌานบอกเหมือนกันว่าคุณแคลร์อาจงงๆ ดูสับสนบ้าง ให้พวกเราช่วยกันดู นี่เจ้าเบียร์ที่ขึ้นไปหยิบเสื้อให้คุณแคลร์เมื่อกี้ก็บอกค่ะ ว่าคุณแคลร์ดูงงๆ เบลอๆ ดูไม่เหมือนคุณแคลร์เลย”

ก็เพราะเธอไม่ใช่ไง! จิลลาอยากบอกออกไปทว่าเท่าที่ทำได้ก็เพียงยิ้มแห้งให้

“มาค่ะ มาทางนี้”

อีกฝ่ายบอกแล้วออกเดินนำ ซึ่งจิลลาก็เดินตามแต่โดยดี กระทั่งถึงประตูหลังบ้านอีกฝ่ายจึงหยุด แล้วชี้มือนำไป

“โน่นไงคะ”

จิลลาเห็นสระว่ายน้ำแล้ว เห็นร่างสองร่างว่ายน้ำเคียงกันอยู่ลิบๆ หญิงสาวหันมาส่งยิ้มให้คนนำทางก่อนก้าวเดินออกไป

“คุณแคลร์คะ”

อะไรอีกกกก… หญิงสาวหันไปมองหน้าคนเรียก เห็นอีกฝ่ายเดินไปยังตู้หลังเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในเสาต้นโตอย่างลงตัว เปิดออกแล้วหยิบรองเท้าแตะยางคู่หนึ่งนำมาวางไว้ตรงใกล้ๆ เท้าเธอจนขยับหนีแทบไม่ทัน ไม่คุ้นชินกับการมีคนเอาของมากองให้แทบเท้าเช่นนี้ จิลลาปรับใจตัวเองได้แล้วจึงค่อยเงยหน้าส่งยิ้มให้พร้อมกล่าวขอบคุณ รู้ละว่ามีคนประหลาดใจกับคำขอบคุณของเธออีกคนแต่จิลลาก็ไม่อยากเสียเวลามากไปกว่านี้ เย็นย่ำแล้ว อีกไม่เกินครึ่งชั่วโมงฟ้าคงมืด นิชฌานอาจไม่อยากพาเธอออกไปไหนตอนมืดก็ได้ คุยอะไรกันเขาก็หาเรื่องให้เธอพักผ่อนอยู่เรื่อย รีบสาวเท้าไปยังสระว่ายน้ำ เมื่อเข้าใกล้ก็พอรู้แล้วว่าทั้งสองคนไม่ได้แค่ว่ายน้ำเคียงกันเฉยๆ แต่น่าจะกำลังแข่งกันอยู่ถ้าดูจากการเร่งทำความเร็วนั่นแล้ว

ตุลธรเห็นเธอก่อน เขาหยุดว่ายน้ำ ถอดแว่นว่ายน้ำออกเหมือนไม่แน่ใจว่าเห็นเธอจริงๆ ไม่นานต่อจากนั้นนิชฌานก็หยุดตาม คงผิดสังเกตเมื่อคนที่เคยว่ายน้ำตามกันในระดับสูสีหายตัวไป เขาถอดแว่นออกเพื่อมองเธออีกคนจนจิลลาอยากบอกว่าให้ทั้งคู่ขยับเข้ามาอยู่ใกล้กันมากกว่านี้หน่อย เธอจะได้ไม่ต้องหันหน้าไปมาเพื่อมองทั้งสองคนให้ครบแบบนี้

ตุลธรหันมองหน้านิชฌาน หลังสบตากันอยู่พักนิชฌานก็เคลื่อนตัวเข้ามาตรงขอบสระบริเวณที่จิลลายืนอยู่ เอ่ยถาม

“มีอะไรหรือเปล่า”

แน่นอน จิลลาตอบทันทีไม่ต้องอารัมภบทให้เสียเวลา “อยากไปข้างนอก”

นิชฌานรู้แล้วว่าตุลธรเข้ามาใกล้จากแรงกระเพื่อมของน้ำ จึงหันไปมอง ไม่แน่ใจว่าตุลธรได้ยินความต้องการของผู้หญิงคนเดียวตรงนั้นหรือเปล่า จึงเอ่ยทวนให้ “แคลร์อยากไปข้างนอก”

ตุลธรพยักหน้ารับกับนิชฌาน ก่อนเงยหน้าถามคนที่ยืนมองอยู่ “อยากไปไหนครับ”

“ไปไหนก็ได้” ตอบไปแล้วจิลลาเองก็รู้สึกว่านั่นเป็นคำตอบที่แปลกเกินไป… แปลกหรือ ไม่หรอก ลองมาอยู่แต่ในห้องนอนแบบเธอนับสิบวันสิ “แค่อยากออกไปข้างนอกน่ะค่ะ ตลาดใกล้ๆ ก็ได้… เบื่ออยู่แต่ในห้อง”

จบประโยคนั้นของเธอผู้ชายสองคนก็มองหน้ากันอีกรอบเหมือนกำลังสื่อสารกันผ่านสายตา แหม… ผู้ชายมองหน้ากันในระยะใกล้ในสภาพเปลือยท่อนบนมีสายน้ำโอบรอบล้อมกาย นี่ถ้าสาววายอย่างวรรณวลีมาเห็นคงได้จิ้นฟินตัวแตกแน่ๆ แต่จิลลาไม่รู้สึกอะไรเพราะตอนนี้เธอลุ้นเหลือเกินว่าจะได้ออกไปหรือไม่

เกือบนาที กว่านิชฌานจะบอกออกมา

“แคลร์ไปรอในบ้านก่อนแล้วกัน ผมกับพี่ตุลอาบน้ำก่อน”

จิลลาจึงพยักหน้าแล้วรีบเดินกลับเข้าบ้านด้วยใจที่เต้นรัว ในหัวลำดับขั้นตอนที่ต้องทำเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย… เธอกำลังจะได้ออกจากบ้านแล้ว ต่อไปก็จะเป็นการขอเงินติดกระเป๋าไว้นิดหน่อยเพื่อเป็นค่ารถ จากนั้นก็หาโอกาสหลบหนี จบการวางแผนแล้วปิดท้ายด้วยการปลุกใจตัวเอง เธอทำได้ จิลลา… เธอทำได้แน่!

 

Don`t copy text!