ปราการแสงจันทร์ บทที่ 5 : ความจริงอันน่าประหลาดใจ

ปราการแสงจันทร์ บทที่ 5 : ความจริงอันน่าประหลาดใจ

โดย : ภัสรสา

ปราการแสงจันทร์ โดย ภัสรสา เมื่อนิชฌานที่เปรียบเหมือนต้นไม้ใต้เงาจันทร์ที่ไม่เคยรู้ว่าโลกในยามกลางวันเป็นอย่างไรต้องมาใช้ชีวิตร่วมกับจิลลาที่ดุจว่าวตัวน้อยที่เรียนรู้การลอยตัวท่ามกลางแรงลมทุกรูปแบบ ทั้งคู่จะอยู่ด้วยกันไปได้ตลอดชีวิตจริงหรือ โดยเฉพาะเมื่อนิชฌานเป็นคนฆ่าจิลลาด้วยมือตัวเอง นิยายออนไลน์ที่อ่านได้ในอ่านเอา

****************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

จิลลาอยู่กับป้าราวสองชั่วโมง เป็นคนป้อนข้าวมื้อกลางวันให้ป้า เฝ้ามองนักกายภาพบำบัดขยับแขนขาเนื้อตัวให้ป้า เห็นความอ่อนโยนของคนทำงานแล้วเบาใจ กระทั่งถึงเวลาป้าพักผ่อน หันไปทางนิชฌานกับตุลธรก็พบว่าเขานั่งรออยู่อย่างสงบ ทั้งคู่ง่วนอยู่กับเครื่องมือสื่อสารของตน ไม่มีท่าทางหงุดหงิด ไม่มีคำพูดเร่งเร้า ซึ่งนั่นทำให้จิลลาเกรงใจ แม้อยากอยู่ต่อแค่ไหนก็ตัดสินใจบอกลาป้าตนแล้วเดินกลับไปหาทั้งสองคน บอกง่ายๆ “กลับกันเถอะ”

นิชฌานมองหน้าจิลลา บอกเสียงเรียบ “คุณอยู่ถึงมื้อเย็นได้นะ”

จิลลาไม่คิดว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง ป้าไม่พูดกับเธออย่างไรก็คงไม่พูดอย่างนั้น แต่อย่างน้อยก็ดีขึ้นนิดหน่อยตรงที่ป้ายิ้มให้เธอ ดูรับรู้ขึ้นมาบ้างว่ามีคนอยู่ใกล้ ไม่เหมือนช่วงก่อนหน้าที่ดูไม่รับรู้ความเป็นไปภายนอกเลย ถ้านิชฌานพูดความจริงว่าให้ป้ามาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุ ก็เท่ากับป้ามาอยู่ที่นี่เกือบสองเดือนแล้ว บางทีการดูแลจากมืออาชีพอาจช่วยกระตุ้นให้อาการของป้าดีขึ้นได้ แต่กระนั้นรอยยิ้มของป้าก็ช่างห่างเหิน แววตาป้ายังคงว่างเปล่าไม่มีความรักและความผูกพันอยู่ในนั้นเหมือนที่จิลลาเคยได้รับ หญิงสาวถอนใจยืดยาว ส่ายหน้าพลางบอกไป “ไม่ดีกว่า กลับกันเถอะ”

คำยืนยันนั้นทำให้ผู้ชายทั้งคู่ขยับตัวไปดึงสายชาร์จแบตเตอรีของเครื่องมือสื่อสารมาเก็บลงกระเป๋า พากันออกเดินไปยังลานจอดรถ หลังออกเดินทางได้สักพัก นิชฌานก็หันไปมองคนที่นั่งอยู่อีกฟากของเบาะรถ เห็นเจ้าหล่อนเหม่อมองไปไกลแล้วอดถามไม่ได้

“คุณโอเคไหม”

จิลลาชะงัก หันมองนิชฌาน จ้องตาเขาแล้วเอ่ยย้อน “ไม่โอเคตั้งแต่ตื่นมาแล้วกลายเป็นคนอื่นแล้วแหละ”

นิชฌานจ้องตากับจิลลานิ่ง ตัดสินใจว่าจะไม่ต่อความยาวสาวความยืดในหัวข้อนั้น บอกข้อมูลของตนไป “พ่อผมเป็นแอลกอฮอลิซึ่ม สองสามเดือนสุดท้ายก่อนไปพ่อจำผมไม่ได้เลย ผมรู้ว่าคุณรู้สึกยังไง”

จิลลานิ่งไปกับข้อมูลนั้น แล้วเพิ่งระลึกข้อมูลที่เคยรู้ก่อนหน้านี้ได้ว่านิชฌานเป็นเด็กกำพร้า แต่เพิ่งรู้ว่าพ่อเขาจากไปด้วยโรคนั้น ตอนนี้กลายเป็นว่าเขากับเธอต้องพบกับเรื่องสะเทือนจิตใจเหมือนกัน คือคนที่รักจำเราไม่ได้ แต่… “ฉันไม่สนใจเรื่องดราม่าของคุณ”

“ใจร้ายไป”

เสียงปรามเรียบเรื่อยนั้นมาจากคนขับรถ นั่นทำให้จิลลาขยับตัวชะโงกหน้าไปหาตุลธร เอ่ยถาม “แล้วที่พวกคุณทำกับฉันเรียกใจดีเหรอ”

แน่นอน ตุลธรนิ่งเงียบอย่างตอบไม่ได้ จิลลาเลยยกมุมปากและส่งเสียงหึใส่เขา ขยับตัวมานั่งที่เดิมก่อนประกาศกร้าว “รู้ไว้เลยว่าฉันยังใจร้ายได้มากกว่านี้อีก ไม่มีน้องแจ้ว ไม่มีคุณแจ้วที่พวกคุณเคยเจอ นอกจากได้คุณแคลร์ตัวปลอมแล้วพวกคุณได้ปีศาจแถมมาด้วยหนึ่งตัว เตรียมใจไว้เถอะ”

พูดจบจิลลาก็หันมองออกไปนอกหน้าต่าง ไม่ทันเห็นว่าผู้ชายสองคนสบตากับแวบหนึ่งผ่านทางกระจกหลัง คนหนึ่งทำสายตาเหมือนจะพูดว่า ‘เตือนแล้วนะ’ ขณะที่อีกคนทำได้เพียงผินหน้าออกไปมองนอกหน้าต่างอีกด้าน… ปีศาจเหรอ สำหรับเขาแล้วจิลลายังไม่เข้าใกล้คำนั้นเลย ไม่เลยสักนิดเดียว

 

จิลลายืนเงียบอย่างเดียวตอนถึงบ้านกัญจน์ธราแล้วพบว่ามีเพื่อนของแขดรุณมารอพบอยู่ จิลลาจำได้ว่าเป็นเพื่อนสนิทที่อยู่กับแขดรุณในวันที่เธอมาสัมภาษณ์… คงมาเยี่ยมมั้ง สนิทกันนี่

“พวกเรามาเยี่ยมค่ะ” หนึ่งสาวพูดขึ้นก่อน และตามมาด้วยอีกสาวที่ยืนข้างกัน “แล้วก็มีเรื่องจะคุยกับแคลร์ด้วยค่ะ”

นิชฌานเป็นคนให้ข้อมูลกับทั้งสองคน “แคลร์จำอะไรไม่ค่อยได้นะครับ เพราะอุบัติเหตุ”

เห็นทั้งสองคนมองหน้ากันแล้ว แม้แต่จิลลาที่ไม่รู้จักมักจี่ก็รู้ว่าต้องมีเรื่องสำคัญมากกว่ามาเยี่ยมแน่ ไม่นานเลยก็มีคนสานต่อบทสนทนา

“ถ้างั้นเราคุยกับคุณฌานแทนได้ไหมคะ แคลร์อาจจะเล่าให้คุณฟังบ้าง”

นิชฌานคิดอยู่ครู่ก็บอกไปกลางๆ “แคลร์เล่าให้ผมฟังหลายเรื่องครับ แต่ไม่แน่ใจว่าจะมีเรื่องเดียวกับเรื่องของคุณหรือเปล่า”

“ถ้างั้นเราออกไปคุยกันที่กาเซโบนอกบ้านได้ไหมคะ เห็นแคลร์ว่าตรงนั้นส่วนตัว คุยความลับได้”

ความลับ… นิชฌานหันไปมองตุลธร เห็นทางนั้นกดหน้าลงคล้ายจะอนุญาตแล้วจึงหันไปพยักหน้ารับข้อเสนอของสองสาว เป็นฝ่ายเดินนำไป พอถึงกาเซโบ จิลลาและตุลธรเข้ามาด้านในด้วย และประตูกระจกปิดลงเรียบร้อย หนึ่งในสองคนนั้นก็พูดทันที

“พวกเราอยากคุยเรื่องเงินค่ะ”

นิชฌานนิ่วหน้า ไม่คิดว่าเรื่องเงินจะเป็น ‘ความลับ’ ของแขดรุณ เอ่ยทวนคำออกไปอย่างไม่เข้าใจ “เงิน…”

“ค่ะ เงินค่าจ้างที่แคลร์จ้างให้เรามาเป็นเพื่อนวันสัมภาษณ์”

อ้อ… นิชฌานรู้ทันที นี่ต่างหากความลับของแขดรุณ ส่วนจิลลาเองพอได้ฟังดังนั้นก็ตาโต แม้ยังจับต้นชนปลายไม่ได้ แต่ด้วยสัญชาตญาณของคนที่ทำงานด้านเก็บข้อมูลก็รู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ ข้อมูลที่เธอได้รับมาก่อนหน้านี้ผิดปกติ ก่อนพยายามทำหน้านิ่งเมื่อมีคนหันมาถามเธอ

“แคลร์คุ้นบ้างไหมว่าจ้างพวกเรา จริงๆ กำหนดจ่ายคือสามวันหลังจากวันสัมภาษณ์ แต่เราเพิ่งมาทวงวันนี้เพราะเห็นว่าแคลร์ประสบอุบัติเหตุ”

ไม่รู้แหละ จิลลาขอเก็บข้อมูลหน่อย “เรา… ไม่ได้สนิทกันเหรอคะ”

แค่ได้ยินเสียงหัวเราะของหญิงสาวทั้งสองจิลลาก็พอเดาได้ ทั้งคู่ขำอย่างไม่คิดเก็บอาการกับคำถามนั้นของเธอ ก่อนคนหนึ่งจะบอก

“เราเจอกันผ่านๆ ตามงานวันเกิดเซเล็บคนอื่น”

ขณะที่อีกคนก็บอกเสริม “เหมือนกัน แต่เราจ่ายเงินเข้างานวันเกิดแคลร์เมื่อช่วงต้นปีด้วย”

หืม… จ่ายเงินเข้างานวันเกิดแขดรุณเนี่ยนะ! นั่นงานวันเกิดหรือคอนเสิร์ต ต้องจ่ายค่าบัตรเข้างานด้วย

“แลกกับคอนเน็กชั่นที่ได้มาก็คุ้มอยู่”

อ้อ… จิลลาพอเข้าใจแล้ว เธอมีโอกาสได้ไปงานสังสรรค์ของคนดังบางคนบ้าง แต่ก็ไปในเชิงทำงานเป็นส่วนใหญ่ ยังไม่เคยต้องจ่ายเงินค่าเข้าเพราะส่วนมากมักถูกเชิญไปถ่ายรูปเขียนคอลัมน์ เพียงถ้าเธอเป็นคนช่างคุย และเป็นคนคบคนที่ผลประโยชน์เก่งๆ เสียหน่อยเธอจะได้คอนเน็กชั่นมากมายเช่นกัน

และ… ใช่ พอดีกับที่ช่วงนี้ทั้งสองคนกลายเป็นดารากับนางแบบซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังทั้งในประเทศและนอกประเทศ อีกคนถ้าจำไม่ผิดเพิ่งได้รับเชิญไปงานพรมแดง ไม่มีอะไรจะส่งเสริมบารมีได้ดีไปกว่าเพื่อนซี้ที่ประสบความสำเร็จงดงามในระดับโลก

“ขอดูสัญญาจ้างได้ไหมครับ” นิชฌานเอ่ยถาม อยากให้เรื่องนี้จบลงโดยเร็ว แน่ใจว่าถ้าแขดรุณจ้างทั้งคู่ก็ต้องมีสัญญาจ้างแน่ ไม่นานเลยก็ได้เห็นสัญญาจ้างและจำนวนเงินค่าจ้างผ่านหน้าจอมือถือของทั้งคู่ ในสัญญาระบุว่าจ้างในนามบริษัท วินาทีเดียวเท่านั้นที่นิชฌานหันไปพยักหน้ากับตุลธร ก็เป็นตุลธรที่หยิบนามบัตรสองใบขึ้นมา ก้าวเข้าไปใกล้ทั้งสองคนแล้วยื่นไปให้ “รบกวนฟอร์เวิร์ดสัญญาจ้าง เลขที่บัญชี รายละเอียดผู้มีเงินได้เพื่อหักภาษี ณ ที่จ่ายเข้าอีเมลในนามบัตรนะครับ จะโอนเงินค่าจ้างให้ภายในสามวัน”

ทั้งสองคนรับนามบัตรไปอย่างรวดเร็ว ก่อนมีหนึ่งคนเอ่ยถาม “จะให้ถ่ายรูปคู่ลงว่าฉันมาเยี่ยมไหมคะ ฉันแถมให้”

นิชฌานหันมองจิลลา เห็นหน้าอีกฝ่ายก็รู้ว่ายังไม่มีสติพอจะคิดอะไรได้แน่ จึงตัดสินใจให้เลย “ขอบคุณครับ”

แล้วแตะแขนจิลลาเพื่อให้ก้าวมาอยู่ในมุมที่จะถ่ายรูปได้ อีกฝ่ายเซลฟี่อย่างคล่องแคล่ว ครู่เดียวก็ได้มาห้ารูปเพื่อให้จิลลาเลือก จิลลาเลือกรูปไปแบบงงๆ และไปถ่ายรูปกับอีกคนที่บอกว่าจะแถมให้ด้วยอย่างงงๆ เช่นกัน พอเลือกรูปเสร็จทั้งสองคนก็ขอตัวกลับอย่างรวดเร็ว ชนิดจิลลาไม่แน่ใจว่าทั้งคู่เอ่ยลาเธอหรือเปล่า ครู่ใหญ่ทีเดียวที่ทั้งสามคนยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น กระทั่งจิลลาพูดขึ้นในที่สุด

“ฉันควรพูดอะไรไหม”

จิลลาเริ่มชินตาแล้วกับการเห็นนิชฌานกับตุลธรมองหน้า สบตากัน ครั้งนี้เขาก็ทำอีก ก่อนเป็นตุลธรที่ตอบเธอ “ไม่ต้องหรอก พี่พูดเอง”

จิลลาจึงหันไปมองเขา…

“ยังมีอะไรที่แจ้วต้องประหลาดใจอีกเยอะ เชื่อพี่”

ยังมีอีกเหรอ… จิลลานิ่งไปอย่างมึนงง ก่อนคิดอะไรไม่ออกเลยเมื่อตุลธรถามต่อ “อยากทำอะไรไหม”

อาจเพราะจิลลาทำหน้างงนานเกินไป ตุลธรจึงขยายความให้ “ปกติพี่กับฌานจะออกกำลังกายช่วงห้าโมงถึงประมาณหกโมงครึ่ง แจ้วจะได้อยู่คนเดียวช่วงนั้น แต่ระหว่างนี้เราคงต้องอยู่ด้วยกันไปก่อน ถ้าแจ้วอยากทำอะไร พวกเราจะพาไป”

อ้อ… จิลลาพยักหน้าช้าๆ พลางครุ่นคิดว่าตนอยากทำอะไร และเพราะในกาเซโบนี้น่าจะปลอดภัยพอสมควร จึงบอกสิ่งที่ตนอยากทำมากที่สุด “อยากไปหาวันใหม่… เพื่อนน่ะ ไม่ใช่วันใหม่แบบนิวเดย์อะไรแบบนั้น”

“คุณวันใหม่ใช่ไหม” นิชฌานถามอย่างคนเข้าใจดี เข้าใจว่าวันใหม่คือวรรณวลี และเข้าใจว่าจิลลาอยากไปหาเพื่อน แต่เขาก็ต้องทำให้จิลลาเข้าใจด้วย “ถ้าคุณไปหาคุณวันใหม่ในฐานะแคลร์ได้ คุณก็ไปได้”

จิลลากอดอกแน่น หลุบตาลงมองพื้น ตัดสินใจส่ายหน้า ถ้าเจอวรรณวลีตอนนี้เธอสติแตกเล่าเรื่องทุกอย่างให้เพื่อนฟังแน่… และความคิดถึงทำให้ต้องเอ่ยถาม “วันใหม่เป็นไงบ้าง… ในงานศพฉัน”

“คุณวันใหม่จัดการงานศพให้คุณอย่างดี ทางผมเป็นเจ้าภาพหนึ่งวัน ที่เหลือทางคุณวันใหม่รับไปหมด ในงานคุณวันใหม่เข้มแข็งมาก คอยดูแลป้าคุณตลอด”

จิลลาพยักหน้า พยายามกล้ำกลืนน้ำที่เอ่อคลอดวงตาให้ไหลย้อนกลับไป แต่มาเก็บไม่ไหวตอนตุลธรบอก

“แต่ตาบวมน่าดู คงไปแอบร้องไห้ไม่ให้คนอื่นเห็น”

จิลลายกมือเช็ดน้ำตา รู้จักเพื่อนตนดีอยู่แล้ว “มันเป็นแบบนั้นแหละ ไม่ชอบร้องไห้ให้คนอื่นเห็น… แล้ว คุณเจอป้าศรีไหม”

“เจอ…” นิชฌานบอกเสียงเบา ให้ข้อมูลตามจริง “วันเผา แกร้องไห้จนเป็นลม”

จิลลาไม่พูดอะไร แต่นิชฌานสัมผัสความเสียใจของจิลลาได้และซึมซับเอาไว้แทบทั้งหมด จนที่สุดก็ต้องระบายด้วยการเอ่ย “ผมขอโทษ” พอได้สบตากับจิลลา จึงพูดสิ่งที่ตั้งใจจะพูดให้ครบ “ที่ทำให้เรื่องเป็นแบบนี้”

จิลลามองหน้านิชฌาน และทำแบบที่ตั้งใจว่าจะทำทุกครั้งที่เขาเอ่ยขอโทษ ถ้าเขาอยากรู้สึกผิดเธอก็จะไม่ห้าม จะส่งเสริมให้ด้วย หญิงสาวยกมุมปากขึ้นข้างหนึ่ง บอกไปช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ “และเรื่องมันจะเป็นแบบนี้ไปจนกว่าฉันจะตาย คุณทำลายชีวิตฉัน ทำร้ายความรู้สึกของคนที่รักฉันทุกคน ขอให้คุณรู้สึกผิดไปจนกว่าจะถึงตอนนั้น นอกจากคุณจะตายก่อนฉัน”

มีเสียงถอนหายใจเฮือกของตุลธรดังขึ้นให้จิลลาหันไปมอง “ทำไม จะว่าฉันใจร้ายอีกเหรอ”

“ไม่ต้องว่าแจ้วก็รู้ตัวอยู่แล้ว”

“แล้วพวกคุณก็รู้ตัวด้วยใช่ไหมล่ะ”

“ใช่ พวกเรารู้ตัวว่าใจร้ายที่บีบให้แจ้วมายืนตรงนี้ แต่อยากให้แจ้วมองอีกมุมด้วย”

“จะมีมุมไหนให้มองอีกล่ะ”

“เรารักษาชีวิตแจ้วไว้”

จบคำบอกนั้น นิชฌานก็เรียกตุลธรเสียงเบาเป็นเชิงปราม ขณะจิลลาดวงตาวาววับ “จะทวงบุญคุณเหรอ”

“ไม่ มันไม่ใช่บุญคุณอะไรทั้งนั้น พูดอย่างแฟร์ๆ ต่อให้เราไม่ช่วยแจ้วก็อาจจะรอด แต่รอดสภาพไหนล่ะ”

สภาพไหน… จิลลานิ่งไป นั่นเป็นเรื่องที่เธอไม่เคยคิดถึงมาก่อน มันเหมือนกับเธอบอกตัวเองทุกวันว่ารอดแล้วและไม่อยากมองย้อนกลับไปเบื้องหลังว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง

“พอแล้วพี่ตุล ไม่ต้องพูดเรื่องนี้หรอก” นิชฌานปรามเสียงแผ่ว ทว่าจิลลากลับขัดเขา “ฉันอยากรู้”

บอกแล้วหันไปมองตุลธร “บอกสิ สภาพไหน”

ตุลธรหยิบมือถือตนขึ้นมาเปิดไปยังภาพที่บันทึกไว้ในอัลบัมซึ่งต้องใส่รหัสผ่าน ไม่มีใครเข้าถึงอัลบัมนี้ได้นอกจากเขา แล้วยื่นส่งไปให้จิลลาดู ไม่นานจิลลาที่ดูไปสักสี่ห้าภาพก็พอรู้แล้วว่าถ้าไม่มีนิชฌาน เธอจะรอดในสภาพไหน ใบหน้าเธอเหวอะหวะ แหลกเละ มันสาหัสเสียจนไม่อยากเชื่อว่าหน้าเธอจะกลับมาเหมือนคนปกติได้อีกแม้ว่ามันจะกลายเป็นใบหน้าของแขดรุณก็ตาม

ส่วนตุลธรก็อาศัยจังหวะที่จิลลานิ่งไปบอกอีกหนึ่งข้อมูล “ค่ารักษาทั้งหมดของแจ้ว พี่บอกเลยว่าห้าล้านไม่อยู่”

“แล้วไง ฉันต้องขอบคุณเหรอที่คุณช่วยชีวิตฉัน เสียเงินหลายล้านเพื่อรักษาฉัน ทั้งหมดที่พวกคุณทำก็เพื่อฉันสินะ ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ของตัวเองเลยใช่ไหม” จิลลาถามอย่างประชดประชัน พอตุลธรไม่ตอบก็ถามออกไปอีก “ถามจริง ถ้าฉันรวยกว่านี้ ไม่ต้องรวยถึงขนาดคุณแคลร์หรอก เอาแค่พอมีปัญญาจ่ายเงินสิบล้านหรือยี่สิบล้าน คุณจะมาพูดกับฉันแบบนี้ไหม เพราะฉันไม่มีปัญญาจ่ายสิบล้าน ฉันเลยต้องขอบคุณพวกคุณเหรอ เพราะฉันไม่รวยเท่าพวกคุณ พวกคุณเลยมีสิทธิ์ตัดสินชีวิตฉันเหรอ”

ตุลธรยกสองมือขึ้นเป็นเชิงบอกว่ายอมแพ้ ยอมรับว่าสิ่งที่ตนพูดออกไปเพื่อให้จิลลารู้นั้น สุดท้ายก็กลายเป็นการตอกย้ำความผิดของฝั่งตนอยู่ดี แล้วเขาก็ไม่มีเจตนานั้น ตัดสินใจบอกความคิดตนออกไป “พี่ไม่ได้จะดูถูกแจ้ว ไม่ได้คิดว่าเพราะแจ้วไม่รวยเราเลยจะทำยังไงกับแจ้วก็ได้ บอกเลยว่าพี่ไม่ได้รวย อาจจนกว่าแจ้วอีก พี่ขอโทษแล้วกันที่พูดประเด็นนี้ขึ้นมา แต่พี่แค่คิดว่าเราเองก็ทำอะไรให้แจ้วไม่น้อย ฌานเองก็เสียใจที่ทำแบบนี้แล้วก็ขอโทษแจ้วไปไม่รู้กี่รอบ ตอนนี้แจ้วเองตกลงจะอยู่กับเราแล้ว อาจจะหลายเดือน หรือหลายปี เราไม่จำเป็นต้องพูดจาใจร้ายใส่กันก็ได้”

แน่นอนว่าจิลลาสวนทันควัน “จำเป็นหรือไม่จำเป็นฉันจะคิดเอง… ปกติถ้าคุณแคลร์ว่างจะทำอะไร”

ตุลธรบอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรที่อยู่ดีๆ จิลลาก็ตัดจบเสียแบบนั้น หากก็ยอมออกนอกเรื่องไปตามที่จิลลาปูมา เขารู้ว่าสิ่งที่นิชฌานทำนั้นยากจะให้อภัย แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ชอบกับการได้เห็นนิชฌานเสียใจและจิลลาก็ช่างตอกย้ำ แต่ก็รู้อีกเช่นกันว่าไม่มีทางเถียงชนะจิลลาเรื่องนี้ได้เลยเพราะไม่ว่าจะมองมุมไหนนิชฌานเป็นฝ่ายผิดจริง เลิกคุยเรื่องนี้คงดีกว่า “ถ้าอยู่ที่บ้านก็มีหลายอย่างให้ทำ จะสปาก็ได้ นวดน้ำมัน ทำผม ทำเล็บ ดูหนัง”

ดูหนัง… จิลลามีปฏิกิริยากับกิจกรรมที่ตนชอบ ดูเหมือนตุลธรก็รู้จึงหยุดพูดอย่างอื่น ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดูหนังแทน

“มีโรงหนังเล็กๆ ในบ้าน ถ้าแจ้วอยากดู”

จิลลาพยักหน้ารับทันที จากนั้นก็เดินตามตุลธรกับจิลลาไปยังห้องห้องหนึ่งอยู่ค่อนไปทางปีกด้านตะวันตกของตัวคฤหาสน์ อดร้องโหอยู่ในใจไม่ได้เมื่อได้เข้าโรงหนังเล็กๆ ที่ตุลธรว่า เท่าที่นับมีเก้าอี้อยู่ห้าแถว แถวละสี่ที่นั่ง เบาะนั่งใหญ่โตดูหนานุ่ม น่าจะนั่งสบายกว่าตามโรงหนังทั่วไปเสียอีก

เอาเถอะ อย่างน้อยเธอก็มีหลุมหลบภัยตอนอยู่ที่คฤหาสน์กัญจน์ธราแล้ว ถ้าเป็นไปได้เธอก็จะขอนอนที่ห้องนี้ด้วย ไม่อยากนอนห้องเดียวกับนิชฌานเลย ให้ตายสิ

 

และเพราะความตั้งใจนั้น ทำให้จิลลาตั้งใจคุยกับนิชฌานหลังมื้อเย็นจบลง พอเข้ามาในห้อง ได้อยู่กันสองคนแล้ว จิลลาก็หันไปหาเขา “ฉันอยากคุยเรื่องห้องนอน”

นิชฌานนิ่งไปครู่คล้ายพยายามจะตั้งหลักรับทุกอย่างที่จิลลาจะส่งมาให้ ก่อนตอบกลับ “ห้องนอนทำไม”

“ฉันไม่อยากนอนห้องเดียวกับคุณ แล้วก็ไม่อยากนอนในห้องน้ำด้วย” ใช่ เมื่อคืนหลังตกลงกันได้ เธอคว้าผ้าห่มผืนหนากับหมอนเข้าไปนอนในห้องน้ำ ต้องขอบคุณที่ห้องน้ำบ้านนี้ใหญ่พอๆ กับห้องนอนที่บ้านเก่าของเธอแถมสะอาดสะอ้านมีกลิ่นหอมอ่อนๆ เสียด้วย เลยนอนได้ไม่อึดอัดเกินไปนัก

“คุณยังไม่เหมาะจะนอนคนเดียวตอนนี้”

“ไม่ว่าตอนไหนฉันก็ไม่เหมาะจะนอนห้องเดียวกับคุณ”

นิชฌานไม่อยากเถียง มีทางแก้ปัญหาแวบเข้ามาในหัวเขาเหมือนกันแต่ก็ยังต้องใช้เวลาคิดว่าให้จิลลารู้ตอนนี้ได้ไหม

“บ้านนี้มีห้องตั้งเยอะตั้งแยะ ฉันนอนห้องที่ฉันมานอนวันนั้นก็ได้”

นอกจากจิลลาไม่เหมาะจะนอนคนเดียวเพราะทั้งร่างกายและจิตใจยังไม่แข็งแรงแล้ว เขาก็ยังไม่อยากให้คนอื่นรู้เรื่องนอนแยกห้อง และคนอื่นคนไหนก็ไม่สำคัญเท่าทิวา ดังนั้นนิชฌานจึงตัดสินใจได้ ไหนๆ ตุลธรก็ปูให้แล้วว่าจิลลามีเรื่องต้องประหลาดใจอีกเยอะ ก็มีอีกเรื่องเลยตอนนี้แล้วกัน “คุณนอนห้องนี้ได้ไหม”

นิชฌานถามแล้วเดินนำไปอีกทาง จิลลาเดินตามและพบว่าเขาเดินไปทางห้องที่เธอเคยรู้ว่าเป็นห้องแต่งตัวของเขา เป็นตู้เสื้อผ้าแบบวอล์คอินเหมือนๆ กับที่แขดรุณมีซึ่งอยู่อีกฟากของห้อง จิลลาเห็นห้องของแขดรุณแล้ว มันใหญ่กว่าห้องนอนเธอหลายเท่า มีเสื้อผ้าแขวนเรียงรายเป็นเขาวงกตแทบเต็มพื้นที่ ไม่รู้เหมือนกันว่าห้องแต่งตัวของนิชฌานใหญ่แค่ไหน…

แล้วพอเขาเปิดประตูออก จิลลาก็รู้ว่ามันใหญ่เท่ากับห้องแต่งตัวของแขดรุณ ทว่ามีเสื้อผ้าแขวนอยู่ไม่มากเท่าฝั่งนั้น… มันมีตู้หนังสือ มีอาร์มแชร์ตัวเล็กที่มีกีตาร์วางพิงอยู่ มองไปมองมาเหมือนเป็นห้องสตูดิโอในคอนโดมิเนียมเลยทีเดียว

“ปกติผมนอนในห้องนี้”

จิลลาเบิกตากว้าง นิ่งอึ้งอย่างไม่รู้จะพูดอะไรดี… เขานอนในห้องนี้โดยใช้คำว่า ‘ปกติ’ เป็นคำขยายอย่างนั้นเหรอ ยิ่งตาค้างไปกันใหญ่เมื่อเห็นเขาเดินไปยังตู้ๆ หนึ่ง ดึงนู่นปลดนี่สองสามทีเขาก็ดึงบางอย่างลงมาจนมันกลายเป็นเตียง จิลลาเคยเห็นเฟอร์นิเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อให้ประหยัดพื้นที่แบบนี้มาบ้างทางอินเทอร์เน็ต แต่เพิ่งเห็นของจริงก็วันนี้ และนี่มันบอกชัด เขาซ่อนเรื่องนี้เหมือนที่เตียงหลังนี้ซ่อนตัวจากสายตาทุกคนเช่นกัน มองแวบแรกจิลลาแทบไม่รู้เลยว่าเป็นเตียง นึกว่าเป็นตู้เก็บของธรรมดาๆ เท่านั้น

“เดี๋ยวผมเปลี่ยนชุดผ้าปูกับหมอนให้ คุณนอนได้เลย”

จิลลายังพูดอะไรไม่ออก ได้แต่มองเขาเดินไปทำตามที่เขาบอกด้วยท่าทางคล่องแคล่วเหมือนเขาทำมันอยู่เป็นประจำ เหมือนเขานอนห้องนี้จริงๆ เดี๋ยวนะ… “คุณนอนห้องนี้จริงๆ เหรอ”

“ใช่”

“แบบเป็นปกติด้วยเหรอ”

“ใช่”

จิลลายังไม่กระจ่าง จึงถามต่อให้ตรงประเด็น “คือ… คุณแยกห้องนอนกับคุณแคลร์เหรอ”

นิชฌานนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะตอบ “ผมนอนกรน เลยแยกมานอนตรงนี้”

กรน… “ฉันไม่เคยได้ยินคุณกรนเลย”

“คุณไม่เคยหลับหลังผม”

ก็… ใช่ ที่ผ่านมาเธอระแวงเขาจนต้องคอยมองว่าเขาหลับเมื่อไร และพบว่าที่สุดแล้วตัวเองก็หลับก่อนเขาตลอด คงเพราะฤทธิ์ยา เขาคงกรนจริงๆ และไม่อยากกวนภรรยาสุดที่รักเลยอัปเปหิตัวเองไปนอนอีกห้อง แหม รักเมียหลงเมียเกรงใจเมียของแท้แน่นอน และนั่นทำให้จิลลายิ้มได้น้อยๆ ชื่นชมเขาในเรื่องนี้อีกครั้ง นับถือในความรักที่เขามีให้แขดรุณ แต่นั่นก็เทียบไม่ได้กับสิ่งที่เขาทำกับเธอ ดังนั้นแค่ความชื่นชมและนับถือเล็กๆ น้อยๆ นี้ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงอะไร เธอยังเกลียดเขาอยู่ดี

“ผมจะเอาเสื้อผ้าบางส่วนไปแขวนข้างนอก จะได้ไม่กวนถ้าคุณยังไม่ตื่น”

จิลลาไม่ตอบรับ ได้แต่มองเขาขนย้ายเสื้อผ้าไปหนึ่งหอบก่อนกลับเข้ามาอีก

“คุณไม่ล็อกห้องได้ไหม”

จิลลาไม่ตอบอยู่ดี ไม่ใช่เพราะไม่อยากตอบ แต่ยังลังเล บางคืนเธอรู้ตัวเองเหมือนกันว่าฝันร้ายจนต้องตื่นขึ้นมากลางดึก ทุกครั้งจิลลาจะเห็นนิชฌานอยู่ใกล้ๆ คอยบอกว่าเธอไม่เป็นไรแล้ว ทุกอย่างจบแล้ว เธอยังมีชีวิตอยู่ นั่นทำให้เธอหลับลงไปได้อีก จิลลาไม่แน่ใจเหมือนกันว่าถ้าฝันร้ายแล้วตื่นขึ้นมาไม่เจอใครเธอจะเป็นอย่างไร “ฉันขอลองก่อน”

นิชฌานมีท่าทีไม่เห็นด้วย ทว่าในที่สุดก็พยักหน้ารับ บอกเงื่อนไขสุดท้าย “ถ้าคนอื่นจะเข้าห้อง คุณต้อง…”

จิลลาบอกทันทีไม่รอฟังเขาพูดจนจบ “ฉันรู้ ฉันจะทำเหมือนตัวเองนอนเตียงเดียวกับคุณ”

นิชฌานส่งเสียงตอบรับเบาๆ บอกก่อนออกจากห้องไป “ถ้าจะเอาอะไรก็บอกผม”

จิลลาทำเหมือนไม่ได้ยินคำพูดเขา ไม่ตอบรับ ไม่หือไม่อือ มองเขาออกจากห้องแล้วรีบไปล็อกประตู จากนั้นก็เดินกลับมานั่งลงบนเตียง ใช้มือลูบไล้ผ้าปูที่นอนเรียบลื่นแผ่วเบา ทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้แล้วพบว่าการสวมรอยเป็นแขดรุณไม่ยากเกินไปนัก ว่ากันตามจริงรู้สึกสุขสบายกว่าตอนเป็นจิลลาด้วยซ้ำ มีคนคอยทำทุกอย่างให้ ป้าเธอก็ได้รับการดูแลอย่างดี บางอย่างในใจบอกว่าตอนนี้เธอมีอิสระมากกว่าที่เคยมี เธอจะไปค้างคืนที่ไหนก็ได้ไม่ต้องคอยห่วงพะวงว่าใครจะดูแลป้า

เธออาจสูญเสียความเป็นจิลลา ทว่าก็เท่ากับความยากลำบากทั้งหมดทั้งมวลที่จิลลาแบกไว้ได้สลายหายไปด้วย และตอนนี้เธอได้ความสุขสบายของแขดรุณมาแทน

หญิงสาวเอนตัวลงนอนบนเตียง ยิ้มอย่างสุขใจได้เป็นครั้งแรกตั้งแต่กลายเป็นแขดรุณ เธอเสียโอกาสในการใช้ชีวิตไปเพราะเรื่องนี้ ดังนั้นถ้ามีโอกาสในการใช้ชีวิตในอีกรูปแบบหนึ่งเธอก็จะใช้มันให้เต็มที่ และจะมีความสุขกับมันให้มากที่สุด และใช่… จะทำร้ายนิชฌานให้มากที่สุด คอยดู!

 

Don`t copy text!