บุษบาลุยไฟ ตอนที่ 67 : หมดทางย้อนกลับ

บุษบาลุยไฟ ตอนที่ 67 : หมดทางย้อนกลับ

โดย : ปราณประมูล

Loading

บุษบาลุยไฟ โดย ปราณประมูล เรื่องราวของ ลำจวน หญิงสาวผู้ต่อสู้กับค่านิยมทางสังคมในยุค ร.3 เธอลุกขึ้นทำสิ่งที่คนในห่วงเวลานั้นไม่ทำกัน หนทางจึงไม่ได้ราบรื่น หากเต็มไปด้วยอุปสรรคและถ้าไม่ใช่เพราะแรงรักแรงใจที่หนุ่มจีนคนนั้น คงยากที่บุษบาดอกนี้จะไปสู่จุดหมาย ‘บุษบาลุยไฟ’ นวนิยายเรื่องเยี่ยมที่อ่านเอานำมาให้อ่านออนไลน์

เท้าเปล่าของลำจวน เดินเขย่งเก็งกอยมาตามพื้นดินในสวนผืนใหญ่ ยังดี ที่บางช่วงมีคูน้ำหล่อเลี้ยง ดินจึงชุ่มนิ่มอยู่บ้าง แต่ระยะทางที่เหมือนจะไม่สิ้นสุด ทำให้หญิงสาวเริ่มหมดแรง

ต้นผลไม้ในสวนร่มครึ้ม มีลิ้นจี่ที่ยังไม่ออกผลเวลานั้น แต่ละมุด พุทรา ชมพู่ ที่ปลูกแทรกสลับผสมผสาน กำลังได้เวลาเก็บ ทำให้เหล่านกมาชุมนุมกินกันเสียงแซ่

ฮุนมองดูหญิงสาวที่เหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าเต็มทีอย่างเวทนา

“ พักก่อนดีกว่าขอรับ ”

“ ก็ดีเหมือนกัน ”

ลำจวนทรุดนั่งใต้ร่มไม้ที่คนสวนตัดแต่งกิ่งเป็นระเบียบดี แผ้วถางใต้ต้นเตียนเป็นวง โกยเอาใบไม้สุมไว้ให้เปื่อยย่อยยุ่ยเป็นปุ๋ย พุ่มใบปรกบังให้ร่มเงาแผ่กว้าง

หญิงสาวถอดหมวกกุ้ยเล้ยออกวางข้างตัว หงายฝ่าเท้าที่แดงช้ำขึ้นมาดู

“ ผู้ดีตีนแดง ตะแคงตีนเดิน ”

ฮุนหลุดปากออกมา

ลำจวนหัวเราะ ยอมรับ

“ เป็นเช่นนั้นจริงๆด้วย ”

“ คุณจะเดินต่อไหวหรือไม่ ”

“ ต้องไปอีกไกลมากรือ? ”

น้ำเสียงชักแผ่ว ท้อๆ

“ ผมก็ไม่รู้ ”

ลำจวนมองดูฮุน เขาสะพายย่ามประจำตัวที่ดูเหมือนไม่ได้บรรจุอะไรมามากมาย เสื้อก็ไม่มี เพราะยกให้เธอใส่เสียแล้ว

“ นายฮุนก็ไม่ได้มีอันใดติดตัวมาเลย ”

“ คุณก็เช่นกัน ”

สายตาฮุนสลดลง

เขามองรอบตัว คะเนคำนึง แหงนดูผลไม้บนต้น

ลำจวนแหงนตาม เห็นละมุดลูกที่อยู่สูงๆยังหลงเหลือไม่ใช่น้อย กำลังสุกสีน้ำตาลเข้มส่งกลิ่นอุ่นในอากาศ ถูกนกกินแหว่งไปก็มาก ส่วนลูกต่ำๆไม่เหลือแล้ว เพราะคนสวนคงเก็บไป มองหา ไม่มีไม้สอยอยู่แถวนั้น

แต่ฮุนปีนไต่ขึ้นต้นไม้อย่างคล่องแคล่ว เก็บละมุดสุกใส่ย่าม ข้ามกิ่งนั้น มากิ่งนี้

ลำจวนได้แต่เงยมองตาม หมดเรี่ยวแรงละห้อยละเหี่ยใจกาย วิตกกลัดกลุ้มจนไม่เหลือความสนุกซุกซนใดๆ

ฮุนลงมานั่งข้างๆในที่สุด เอาละมุดหอมมากองตรงหน้า

“ กินเถิดขอรับ หิวเต็มที

เพียงเอาผลไม้เช็ดๆกับเสื้อผ้าพอขจัดฝุ่น เมื่อกัดลงที่ลูกละมุดทั้งเปลือกที่นิ่มพอดี ความหอมหวานชุ่มชื่นปาก ก็ทำให้ใจคลายทุกข์ลงบ้าง

ทั้งสองกินละมุดอย่างหิวจัดเข้าไปคนละหลายผล น้ำหวานจากผลไม้ไหลเลอะมือ ลำจวนเช็ดกับโจงกระเบน

ฮุนยิ้มเอ็นดู เอาผ้าสารพัดประโยชน์สำหรับเช็ดสี เช็ดมือ เช็ดหน้า ห่อของฯลฯ.ที่พับไว้ ยังสะอาด ไม่ได้ใช้การใดๆ ในย่ามตน ออกมา จับมือหญิงสาวไปเช็ดให้ ราวกับเธอคือเด็กเล็กๆที่เขาดูแลอยู่

เช็ดมือลำจวนเสร็จ ก็เช็ดมือตัวเองบ้าง

“ นายฮุนมาซุ่มดูฉันที่แพแต่เช้ารือ? ”

ฮุนอึ้ง ไม่ตอบ แต่สักอึดใจก็พยักหน้ารับ

“ เพราะเหตุไร? ”

“ ที่จริง ผมคอยมาดูเสมอ ตั้งแต่..คืนลอยพระประทีป..ผมเห็นใครต่อใครพากันมาที่แพชนิดหัวบันไดไม่แห้ง  จึงคิดว่า..ตั้งแต่บัดนี้คุณคงอยู่อย่างสงบมิได้ จึงอยากจะตามคอยดู ว่าคุณจักหนีไปไหนต่อ  รือจะเลือก..ไปอยู่กับใคร ”

ลำจวนหัวเราะอย่างปลงระคนเศร้า

“ แล้วเป็นอย่างไรเล่า ฉันไม่ได้เลือกด้วยซ้ำ..นายฮุนสิ  ต้องมาตกกะได พลอยกระโจน  กลายเป็นคนพาฉันหนี แล้วงานการของตัวเองจะเป็นอย่างไรเล่า เป็นช่างเขียนหลวงแล้วมิใช่รือ แล้วไหนจะกง ที่ศาลเจ้า”

ฮุนเงียบ อับจนคำตอบ

 

เวลานั้นเอง ที่ศาลเจ้าของตระกูลอึ้ง ข้างวัดกัลยาณมิตร หมื่นโชค หมื่นเดช หมื่นรวย ยืนมุงดูมุมห้องฮุน ซึ่งที่นอน หมอน มุ้ง วางพับซ้อนกันเป็นระเบียบ ในหีบ ข้าวของเครื่องใช้ก็อยู่ครบ

กงที่นั่งเก้าอี้รออยู่ด้านหน้า เอ่ยเสียงแหบแห้ง เมื่อทั้งสามกลับออกมา

“ ข้าวของส่วนตัวของมันไม่มีอะไรหายไปเลยสักอย่าง  มันจะหนีไปไหนแต่ตัวเปล่าๆได้อย่างไร ”

หมื่นโชคหยิบหนังสือพระอภัยมณีที่วาดรูปประกอบงามประณีต พลิกดู

กงลุกยักแย่ยักยัน

“ อย่ามายุ่งกับสมบัติหลานอั๊วะ ”

จอมกร่างนครบาลชูหนังสือขึ้นสูงเหนือหัว แล้วปล่อยตกลงกับพื้น แผ่นสมุดพับกางออก

แผ่นกระดาษที่มีลายมือลำจวน และภาพเรื่องพระอภัยมณีที่ฮุนวาด แผ่พลิกบิดไปมาอยู่บนพื้น

กงทรุดตัวลงคุกเข่า ก้มเก็บอย่างถนอมระวัง

“ จะบอกหรือไม่  ว่ามันอยู่ไหน? ”

หมื่นโชคหยิบกระดาษร่างแบบเขียนผนังโบสถ์ลายดอกไม้เครื่องมงคลจีนของฮุนขึ้นมา

“ นั่นมันอะไร ลวดลายจีนต่างๆรือ? ”

หมื่นเดชแกล้งถาม

“ งามนักใช่ไหม งามนักใช่ไหม ”

หมื่นเดชวิ่งไปที่แท่นไหว้เจ้าที่มีธูปจุดอยู่ รีบถอนธูปเอามาให้หมื่นโชค

“ ต้องเผาเสียให้สิ้นซาก ”

หมื่นโชครับธูปมา จ่อที่กระดาษร่างนั้น

“ อย่า..นั่นมันงานหลวงหนา มิใช่งานส่วนตน ”

กงร้อง

“ บอกมา..มันไปไหน..? ”

ปลายธูป จ่อที่ปลายกระดาษ

พลัน กงเอาหัวโขกพื้นแรง

“ อย่า ขอร้องล่ะ อย่าทำของๆอาฮุน อย่าทำ! ”

สามหัวหมื่นตกใจ ​โดดโหยง

“ เฮ้ย ไอ้แก่ ทำอะไร? ”

“ หยุดสิเว้ย หยุด! ”

“ ไอ้เจ๊กบ้า ขืนลื้อตายไป พวกอั๊วะก็ซวยสิวะ ”

กงโขกๆซ้ำๆจนฟุบแน่นิ่งไป เลือดซึมออกมาจากหน้าผากที่แตกช้ำ

หมื่นโชค หมื่นเดช หมื่นรวย ถอยกรูด โยนกระดาษร่างงานของฮุนไปให้พ้นตัว

หมื่นเดชปากคอสั่น

“ เอาไปไว้ที่เดิมซีวะ อย่าให้มีหลักฐาน ว่าพวกเราไปแตะต้องอันใด ”

คนงานจีนหนุ่มผมเปีย ร่างบึกบึนสองคนวิ่งเข้ามาพอดี

“ กง! ”

ทั้งสองเข้าไปรุมประคองกง จ้องสามนครบาลเขม็ง

“ ใต้เท้าซ้อมคนแก่กระนั้นรือขอรับ? ”

คนที่หนุ่มกว่าแววตาเกรี้ยวกราด แผดเสียง

“ ทำลายงานวาดผนังโบสถ์ของเจ้าคุณกลาโหมของเฮียฮุนด้วย ”

อีกคน ที่อาวุโสกว่า รู้ภาษาเรื่องราวไม่น้อย ชี้หน้า

“ ใต้เท้าทำหนักมือไปแล้ว กงเป็นคนใกล้ชิดท่านเจ้าสัวโต ผู้ถวายที่ดินสร้างวัด ที่ในหลวงพระราชทานนามว่ากัลยาณมิตร ยังกล้ามารังแกถึงเพียงนี้ ”

เขาพูดไทยชัดทุกคำ ตอกย้ำ

“ มันทำตัวเอง ไอ้แก่มันทำตัวเองโว้ย ”

หมื่นโชคถอยก่อน อีกสองสหายรีบตามไป ลักษณะผลุบผลับเผ่นแน่บเหมือนโจรมากกว่านครบาล

“ กง..กงเป็นอย่างไรบ้าง? ”

คนงานสำเภาหนุ่ม ถามเป็นภาษาจีนฮกเกี้ยน

กงครางฮือ น้ำตาไหลอาบแก้ม

“ ฮุน..ฮุนมันฉุดเมียเขาหนีไปจริงรือ พามันกลับมาที..อั๊วจะตีมันให้ตาย ”

 

หนุ่มคนงานสำเภาทั้งสองพากงมานอนเอน ช่วยกันทำแผลให้ ได้แต่ปลอบกงไปตามประสา ลึกลงไปในใจ ความเกลียดชังข้าราชการ ขุนนางสยาม สะสมเพิ่มพูนมากขึ้นๆ

ฮุนเอารกมะพร้าวสีน้ำตาลจากโคนมะพร้าวริมร่องคูน้ำที่เป็นแผ่นนุ่มหนา มาทบซ้อนไปมา แปะทาบกับฝ่าเท้าลำจวน กะขนาดแล้วตัดให้เป็นรูปด้วยมีดพก เอาเชือกกล้วยที่ฉีกจากก้านกล้วยเก่าที่หักคาต้นจนแห้ง มาสานพันๆมัดรัดรอบๆ เป็นรองเท้าชั่วคราวที่ดูเข้าทีไม่น้อย

ลำจวนนั่งกับพื้น  ยื่นเท้าให้ฮุนสวมใส่รองเท้าจำเป็นให้

หญิงสาวมองชายหนุ่มอย่างทึ่ง แวววาบซึ้งบุญคุณฉายชัด

“ ลองเดินดูสิขอรับ ว่าใช้ได้หรือไม่ ”

เธอรีบลุกยืน ลองย่ำเท้าไปมา

ฮุนเอียงคอ พิจารณา ชอบใจมาก

“ น่าจักช่วยได้ ”

ลำจวนยิ้ม ชวนชื่นใจคนคิดประดิษฐ์ทำ

“ อดทนเดินบกต่ออีกหน่อยนะขอรับ เราจำต้องอยู่ให้ห่างจากแม่น้ำลำคลองไว้ก่อน หากพบที่แห่งแหล่งหนใดปลอดภัย  จึงหยุดหาที่พึ่งพาอาศัยกัน ”

ฮุนเก็บมีดพกใส่ย่ามขึ้นสะพาย หยิบหมวก ส่งให้ลำจวน

ลำจวนมองผมเปียยาว ที่ห้อยไพล่มาเคลียอกของฮุน

“ เดี๋ยวๆๆ..”

ลำจวนเข้ามา กดบ่าฮุน ให้นั่งต่อ

หนุ่มจีนเงยมอง สงสัย

ลำจวนทรุดลงนั่งคุกเข่าตรงหน้าฮุน

“ ขออภัยหนา ”

เธอพนมมือไหว้ขออนุญาตก่อนจะแตะต้องของสูง แล้วบรรจงจับผมเปียฮุนขมวดๆขึ้นบนกระหม่อม

“ จับไว้บัดเดี๋ยวสิ “

ลำจวนจับมือฮุน ให้จับผมบนหัวตัวฮุนเอง

เธอเอาผ้าที่ฮุนใช้เช็ดมือ ที่ยังพาดบ่าเขาอยู่มาสะบัดๆให้สะอาด ดึงให้ตึง แล้วพับตามยาว เอาพันโพกผมชายหนุ่ม แล้วเอามาผูกไว้เป็นปมข้างๆอย่างพม่ามอญ

ฮุนคลำๆรอบหัวตัวเอง

“ ใช้ได้แล้ว ไม่เป็นจีนแล้ว  ไม่มีผู้ใดตามจับแล้ว ”

ฮุนยิ้ม อดขำไม่ได้

“ ในถุงย่ามมีปากกา พู่กัน แลหมึกใช่รือไม่? ”

ฮุนปลดย่ามลง หยิบสิ่งต่างๆออกมาวางให้ มีกล่องใส่ปากกาคอแร้ง พู่กัน หมึก สมุดไทยกระดาษพับๆ สำหรับบันทึก วาด จด

ลำจวนจับแขนฮุน ให้พลิกท้องแขนขึ้น เปิดขวดหมึก หยิบปากกาคอแร้งมาจุ่ม

“ เอาอย่างของนายหมายก็แล้วกัน สมมุติว่าฮุนเป็นไพร่สังกัดท่านเจ้าคุณพ่อของคุณอาพุ่ม ออกเวรแล้ว กำลังกลับบ้าน ”

ลำจวนตั้งสตินึกภาพแขนของนายหมาย ที่สักอย่างไพร่ตามสังกัดมูลนาย แล้วลงมือเขียน

เส้นหมึก จากปลายปากกาคอแร้ง เป็นลายมือสวยของลำจวน ลงบนท้องแขนฮุน  หมึกติดบ้าง ไม่ติดบ้างเพราะผิวเนื้อลื่นเรียบเกินไป ฮุนเอาน้ำในคูมาล้างออก เป่าให้แห้ง แล้วถูๆผิวให้อุ่นและฝืดขึ้น

ลำจวนหามุมถนัด ในที่สุดเอาแขนฮุนมาวางพาดบนเข่าตนเอง เขียนใหม่ซ้ำๆให้หมึกเกาะตัวกัน สลับกับก้มลงเป่าให้หมึกแห้ง ที่ละนิดละหน่อย ซ้ำๆจนกลายเป็นลายเส้นหมึกดำ มองเผินๆคล้ายรอยสักของไพร่อยูเหมือนกัน

หนุ่มจีนนั่งนิ่ง มองดูเสี้ยวหน้าหญิงสาวที่รัก ในระยะอันใกล้ชิดข้างกาย

ลำจวน จริงจัง คร่ำเคร่ง หน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่นานจนสำเป็นที่พอใจ

“ ทีนี้ก็เหมือนผู้คนทั่วไป ไม่ผิดสังเกตแล้ว ”

ลำจวนยิ้มชอบใจ  ฮุน ยิ้มตอบ ในความมืดมนของอนาคตกลับมีแสงสว่างของความสุขฉายเรืองรอง

 

พ้นจากสวนผลไม้ ทั้งสองเดินมาจนทะลุริมบึงอ้อกอแขม พื้นที่ชุ่มน้ำที่คั่นระหว่างสวนกับนา เด็กชายทวายผมยาวโพกผ้าคนหนึ่ง คุมควายหลายตัว  เลี้ยงควายอยู่

ข้างหน้าคือทุ่งนาเหลืองอร่าม  มีต้นตาลยืนสลับเป็นระยะ ชาวนากำลังลงแขกเกี่ยวข้าว

ชาวนาส่วนใหญ่เป็นคนทวาย ผู้หญิงเกล้ามวยกลางกระหม่อม  สวมเสื้อเข้ารูปแบบพม่า นุ่งผ้านุ่งยาว ชายทวายผมยาว มีผ้าพันโพกหัวคล้ายพม่า ท่อนล่างเป็นโสร่งผ้าพื้นห้อยชาย มีคนไทยเป็นส่วนน้อย หญิงไทยตัดผมสั้น คาดผ้าแถบ บางคนสวมเสื้อแขนยาวหลวม โจงกระเบน  ชายไทยผมปีก นุ่งโจงหรือหยักรั้งสั้น  ช่วงนี้เป็นหน้าหนาว ทุกคนจะห่มคลุมตัวกันลมหนาวด้วยผ้าขาวม้า ผ้าห่มต่างๆตามมีตามเกิด

ฮุนที่ไม่สวมเสื้อ สะพายย่าม มีผ้าโพกหัว พับขากางเกงให้สูงขึ้นมาเหนือเข่าคล้ายหยักรั้ง เดินเคียงมากับลำจวนที่ใส่โจงกับผ้าแถบพันอกเหมือนหญิงชาวบ้านทั่วไป เสื้อคนงานของฮุนพับเก็บไว้ก่อนในย่าม แต่ยังคงสวมหมวกจีนไว้กันแดดและบังหน้า

ลำจวนมองหา เห็นหญิงชายทวายวัยอาวุโส กำลังช่วยกันเกี่ยวข้าวอย่างรวดเร็ว แคล่วคล่อง

ลำจวนพยักชวนฮุนเข้าไปเมียงมอง

เมื่อทั้งสองหันมาสนใจ ลำจวนก็รีบถอดหมวกออก นั่งยองลงไหว้ ฮุนรีบนั่ง พนมมือไหว้ตาม

ชาวนาคนอื่นๆ มองมา สนใจคนแปลกหน้า

“ คุณพ่อจ๋า คุณแม่จ๋า ฉันกับผัวมาจากบางกอก อยากจะมาขอออกแรงเกี่ยวข้าวแลกข้าวแลกที่ซุกหัวนอน จะได้ไหมจ๊ะพ่อแม่ ”

ฮุนอดสะดุ้งไม่ได้ เหลียวมอง เห็นหน้าลำจวนที่มอมแมม ละห้อย อ้อนวอน ตากลมดำเบิกโต ซื่อๆ น่าเอ็นดูสงสาร

นี่สินะ ลวดลายของลูกสาวนายโรงละคร

ฮุนรีบทำหน้าซื่อ ยิ้มแหยๆชวนสมเพชตามอย่างหญิงสาว

 

มือของฮุน เป็นมือที่ผ่านมาทั้งงานกรรมกร และงานช่างเขียน บัดนี้ กำลังกำเคียวเกี่ยวข้าว ทำตามอย่างชาวนาชายข้างๆ ไม่คล่องแต่ก็ไม่ถึงกับเงอะงะ

เขาหันมายิ้มด้วย เห็นฟันดำเป็นเงางาม ฮุนยิ้มตอบ แล้วพยายามทำตามอย่างสุดฝีมือ

อีกด้าน ลำจวน ที่เวลานี่เสื้อฮุนให้ร่างกายพ้นแดดและลมเย็น สวมหมวกให้เงาบังพรางหน้า นำฟ่อนข้าวที่มัดเป็นกำมาวางเรียงเพื่อตากให้แห้งตามหลังแม่ทวาย เมื่อทำผิด แม่ก็ให้ทำใหม่อย่างใจเย็น

บ่ายคล้อย สาวๆทวายเอาของกินเทินหัว ทั้งหม้อดินใส่น้ำ  หม้อข้าว  ถาดใส่กับข้าว เดินตัวตรง ตัดคันนามาเป็นแถว เป็นภาพที่น่าอัศจรรย์ไม่น้อย

ทุกคนลงนั่งล้อมวง พักกินมื้อกลางวัน

พ่อแม่ทวายกวักมือ เรียก  ‘ สองผัวเมียแปลกหน้า ’ มาร่วมวง

พากันคดข้าวจากหม้อดิน ใส่ลงในใบตองแทนถ้วย จาน ชาม สำรับ

กับข้าวมียำกะปิแบบทวาย เรียกว่าหง่าปิถ่าว เหมือนน้ำพริกกะปิมะม่วงซอย  ผักบุ้งผัดน้ำมันโรยงา  ปลาทอด

ฮุนกับลำจวน เปิบข้าวด้วยความหิวโหย กินไม่พูดจาอย่างเอร็ดอร่อย

หลังจากอิ่ม ก็ลุกแยกย้ายไปทำงานต่อ

จนตะวันอ้อมข้าวคล้อยต่ำลงทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ฟ่อนข้าวก็ตั้งเรียงเป็นระเบียบเกือบเต็มพื้นที่

ฮุน ลำจวน ล้างมือ ล้างหน้าที่ระคายไปด้วยละอองฟาง ในบึงน้ำที่เด็กเลี้ยงควายพาควายนอนแช่

ขี้เกียจอยู่ทั้งวัน

เด็กเลี้ยงควายสอนฮุนขึ้นควาย ลองขี่ควาย วิ่งควายแข่งกัน

ลำจวนและพี่ป้าน้าอาคนทวาย ต่างเลือกข้าง ส่งเสียงเร่งเร้าเอาใจช่วยกันอย่างสนุกสนาน

 

ที่นี่คือบ้านคอกควายหรือคอกกระบือ เป็นที่อยู่ของชาวทวายที่มาสวามิภักดิ์และอพยพตามกองทัพสยามมาจากชายแดนด่านเจดีย์สามองค์ทางตะวันตกเมื่อครั้งแผ่นดินต้น เพิ่มจำนวนมากขึ้นในยุคแผ่นดินที่สามนี้ จนได้ชื่อว่าบ้านทวาย  กินเนื้อที่ทุ่งวัดดอน วัดลุ่ม ทุ่งมหาเมฆ สาทร โอบล้อมด้วยสวนผลไม้แถบริมน้ำเจ้าพระยา จากช่องนนทรี บางโพงพาง บางโคล่ ถ้าข้ามฟากไปทางคลองลัดโพธิ์ บางกระเจ้า หรือที่เรียกว่านครเขื่อนขัณฑ์ ก็จะเป็นเขตที่อยู่ของชาวมอญ

ฮุนช่วยต้อนควาย ตามเด็กเลี้ยงควายเข้าหมู่บ้านที่มีทั้งเรือนไม้กระดาน และเรือนไม้ไผ่ ยกไต้ถุน ถนนดินผ่ากลางหมู่บ้านฝุ่นฟุ้งเมื่อฝูงควายลุยผ่าน

ทุกกระท่อม ทุกบ้านเรือน กำลังก่อไฟ หุงข้าว ทำกับข้าวควันโขมง ไต้ ตะเกียง ถูกจุดให้แสงส้มผสมเหลืองนวล ระยิบระยับขึ้นทุกหย่อมย่าน

ฮุนที่ท่อนบนเลอะโคลนเลน เท่าๆกับเด็กเลี้ยงควาย กับลำจวนที่สวมเสื้อจีนของฮุนซึ่งทั้งหลวมทั้งยาวกะดำกะด่าง เดินปะปน ช่วยเด็กๆต้อนควายเข้าคอก พอควายเข้าในคอกกันหมด คนเลี้ยงควายก็เอาไม้ปิดช่องทางเข้าออกคอกควายแน่นหนา

ฮุนช่วยเขาก่อกองไฟ สุมไฟไล่ยุง

 

พวกผู้ชายพากันก่อกองไฟหน้าบ้านด้วยอากาศยะเยือกลงยามโพล้เพล้ ทุกคนมีผ้าห่มคลุมตัว พากันออกมานั่งผิงไฟ

พ่อทวายมองสองหนุ่มสาวที่หอบฟืนมากองให้ด้วยความเมตตา

“ คืนนี้คงหนาวนัก เจ้าเมฆ นางจำปี พอจะนอนข้างกองไฟนี้ไปก่อน..ได้รือไม่ ”

แม่ทวายเข้ามามองทั้งสอง จ้องหน้าตาจริงจัง

“ ขอดูมือเจ้าหน่อย นางจำปี ”

ลำจวนมองต่อตาไม่หลบ ยื่นมือให้

แม่ มองดูมือลำจวน ลูบผิวอ่อนนุ่ม บอบบาง หนังมือพองในตำแหน่งกุมด้ามเคียวบวมพอง

“ ไม่เคยจับเคียวเลยสิท่า ”

“ ขอดูมือเจ้าด้วย เจ้าเมฆ ”

พ่อทวายไม่ยอมน้อยหน้า

ครั้นฮุนยื่นมือให้ดู แกก็จับๆ แล้วส่ายหน้า

“ มือเจ้า..หยาบกร้าน ผ่านงานมาหนักหนาอยู่..แต่ไม่เคยทำนาเกี่ยวข้าวมาก่อน หน้าตาผิวพรรณก็มิใช่คนเคยกรำแดดลม ”

“ เจ้าพาลูกสาวเจ้าขุนมูลนายท่านหนีมารืออย่างไร บอกมา รือว่าเป็นขโมยขโจรแฝงมาหาลู่ทางขโมยควาย ลักข้าวกันแน่ ”

แม่ทวายถาม สุขุม เยือกเย็น แต่ก็นุ่มนวลด้วยกรุณา

ลำจวนมองสะกดให้ฮุนนิ่งไว้ ตนเองสวมบทนางเอกละครจริงจังยิ่ง กราบลงตรงหน้าตักแม่

“ เราสองคนเป็นผัวเมียกัน ฉันเป็นทาสบ้านเจ้านายแถวพระราชวังเดิม พี่เมฆก็เป็นไพร่รับใช้เขา ..แต่วันนึงเจ้านายผู้ชายมาลวนลามฉัน เราสองคนเห็นท่าไม่ดีจึงพากันรีบหนีมาก่อนที่จะเกิดเรื่องบัดสีขึ้น..เจ้านายเขาก็เป็นขุนนาง ไม่ใช่คนเล็กคนน้อยแลดุร้ายนัก จึงต้องพากันมาให้ไกล ”

ฮุนทึ่งในความไวของการประพันธ์นิยายของหญิงสาว จนอ้าปากค้าง

“ พุทโธ ธัมโม สังโฆ ”

แม่ทวายคราง

“ คุณพระคุณเจ้าช่วย เช่นนั้นก็ดีแล้ว ที่รีบหนีมาได้ ”

พ่อทวายยังไม่วางใจสนิทนัก

“ แต่พวกเจ้ามิได้หยิบฉวยข้าวของมีค่าอันใดของเขามา รือมิใช่ ”

 

ฮุนวางย่ามมาตรงหน้า แม้ไม่ได้เปิดออก ก็เห็นได้ ว่าไม่มีสิ่งใดมากมาย ไร้น้ำหนักจากของจำพวกเงินทองของแต่งตัว

“ ไม่มีเลยขอรับ มีเพียงย่ามนี้กับของใช้เล็กน้อยของกระผมเอง แม้แต่เสื้อผ้าจะนุ่งห่มก็มีเพียงที่ติดกายมาเท่านี้ขอรับ ”

ทั้งสองพับเพียบพนมมือแต้เคียงกัน สิ้นไร้ไม้ตอกแท้จริง

ตะเกียงหลายดวงของแต่ละคน แขวนบ้าง ตั้งบ้าง บนท่าน้ำและตามริมลำประโดง ให้แสงพออาศัย

ฮุนกับลำจวนวางตะเกียงน้ำมันมะพร้าวในถ้วยบิ่น เสื้อผ้า  ผ้านุ่ง ผ้าห่ม ผ้าขาวม้าเก่าๆ แต่สะอาด ที่พ่อแม่ทวายเมตตาให้มา ที่ม้านั่งไม้กระดานที่ขอบท่าน้ำ

มีหญิงชายชาวนาสี่ห้าคน  ถูเนื้อถูตัวอยู่รีบเร่ง  พ่นลมไล่ความหนาวกัน ด้วยขนลุกซู่เมื่อลมพัดกรูเกรียว

ต่างจากเด็กเลี้ยงควาย ที่ดำผุดดำว่ายสนุกสนานในลำประโดง เหมือนไม่รู้สึกรู้สา

เด็กเลี้ยงควายโบกมือเรียกฮุนหยอย

“ พี่เมฆๆ ”

ฮุนหัวเราะ หันมาพูดล้อๆลำจวน

“ แม่จำปีอยู่กับพี่ๆเขาหนา พ่อเมฆจักไปเล่นน้ำกับสหายก่อน ”

ชายหนุ่มเหมือนเด็กคนหนึ่ง วิ่งกระโจนตูม ลงน้ำ ว่ายไปดำผุดดำว่ายน้ำ เล่นต่อสู้กันต่างๆ เสียงดัง

ลำจวนถอดเสื้อของฮุนที่สวมอยู่ออก เอาซักน้ำก่อนอื่น ขยี้แล้วบิดสองสามน้ำ จากนั้น จึงปลดผ้าโจงขยับขึ้นมากระโจมอก ปลดผ้าแถบออกแคล่วคล่อง จมตัวลงไปอยู่ในน้ำที่อุ่นกว่าอากาศร่วมกับพวกพี่สาวชาวนา

ลำจวนมุดน้ำล้างฝุ่นแล้วโผล่ขึ้นมาลูบหน้า

“ เอ้า นี่ ไพลก็มี  ขมิ้น มะกรูดก็มี ดินสอพองก็มี ”

หญิงทวายผลักชามบ้าง กะลาบ้าง ที่มีทุกอย่างดังกล่าว ตำบ้าง หั่นละเอียดบ้าง บ้างก็บดย่อยเป็นผง

ลำจวนยิ้มหวาน ไหว้ขอบคุณ ก่อนจะหยิบมาใช้

ฮุนที่ยังโพกผ้าปิดบังผมเปียไว้ ยังเล่น หัวเราะ คุยสนุกกับเด็ก ไม่หันมาสนใจ

“ ผัวเอ็งเป็นคนจากไหนรือ  หน้าตาอย่างกับคนจีน ”

พี่สาวคนนึงถาม

“ ปู่ย่าตายายเขาเป็นเชลยจากทางเหนือ มาสร้างกำแพงเมืองตั้งแต่แผ่นดินต้นนั่นแหล แต่เขาเกิดในบางกอกนี้ ตอนที่ห่าลงใหญ่ในพระนคร พ่อแม่ญาติพี่น้องป่วยตายหมด เขาเลยเป็นกำพร้า อยู่เป็นข้าพระตามวัดบ้าง อยู่กับนายไทยบ้าง ไม่มีญาติพี่น้องเลยจ้ะ ส่วนฉันเป็นทาสในเรือนเบี้ยนายเขา พี่เมฆไม่มีเงินทองค่าไถ่อันใดมาไถ่ตัวช่วยฉันได้ ก็เลย..หนีตามกันมานี่แหลจ้ะ ”

ลำจวนแต่งเรื่องเก่งขึ้นๆตามลำดับ

“ โถ..”

“ น่าสงสาร ”

พวกพี่สาวชาวทวายเวทนา

ลำจวนหน้าเศร้า ดวงตาหม่นในแสงตะเกียงสมจริง..แต่ที่แท้เพราะสมเพชตัวเอง..จำต้องมุสาผู้คนเพื่อความอยู่รอดแท้ๆ

 

ลำจวนสวมเสื้อแบบทวาย ฝ้ายย้อมชมพูตุ่น กับซิ่นฝ้ายทอลายลุนตยาน้ำไหลสีซีดจาง เก่าจนนิ่ม คลุมผ้าคลุมบ่าฝ้ายอย่างหนาห่อตัวไว้  ถือผ้าโจงผืนเดิม ผ้าแถบและเสื้อจีน ที่ซักน้ำบิดหมาดเป็นท่อนเกลียวขมวดจะไปตาก

ฮุนนุ่งโสร่งพื้นสีเข้มท่อนล่าง เปลือยท่อนบน กำลังก้มลงบิดผมที่ยาวสยาย หลังรื้อเปียออกแล้ว แล้วสะบัดไปมาให้แห้ง

ลำจวนมองอย่างทึ่ง เพิ่งเคยเห็นฮุนที่สยายผมที่ยาวมากขนาดนั้น ขณะที่หน้าผากโกนสูงไปกึ่งหัว

ฮุนหันมาเห็นลำจวนในชุดผ้าซิ่นอรชรบอบบางอ่อนหวาน เดินนวยนาด  ผิดตาไปจากที่นุ่ง

โจงกระเบนทะมัดทะแมง ก้าวฉับๆท่าผู้ชายมาตลอด

หญิงสาวผมสั้นเสยเปิดวงหน้า ดวงตากลมเป็นประกายเจิดจ้า กรอบหน้าคมชัด ในแสงเงา

กับชายหนุ่มผมยาวถึงสะเอว ดกดำหนา คิ้วเฉียงคมเป็นปีกใต้หน้าผากกว้างเกลี้ยง ต่างมองกันและกัน เพิ่งประจักษ์รูปโฉมที่แท้ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

ฮุนเอาเสื้อทวายผู้ชายสีนวล แขนยาว ผ่าหน้า คอกลม ตัวหลวมมาสวม ขมวดผมตนแบบลวกๆสะบัดไปสยายเบื้องหลัง

“ ผมยังเปียกโชกอยู่เลย เดี๋ยวเสื้อเปียกหมด จะหนาวแย่ ”

ลำจวนวางของในมือลง หยิบผ้าแห้งที่เหลือ ที่แม่ทวายให้มา สะบัดๆ แล้วเข้าไปเช็ดผมที่ยาวคลุมหลังให้ฮุน เอาจริงเอาจัง ใส่ใจ

ในแสงตะเกียงสลัว  หน้าลำจวนดูสงบ อ่อนโยน กิริยาที่ปฏิบัติต่อคู่ร่วมชะตากรรมอย่างเอาใจใส่เป็นธรรมชาติ เหมือนเคยทำเช่นนั้นมาเสมอ

ฮุนนั่งลง ให้หญิงสาวไม่ต้องเขย่งตัวเพื่อเอื้อเฟื้อเขา ความสุขอันอ่อนหวานเอ่อท่วมท้นใจ

 

ดึกคืนนั้นที่ข้างกองไฟ  พ่อทวายนอนใกล้ฮุน หันหัวมาชนกัน ห่อตัวเป็นกุ้ง มีผ้าห่มบางๆคลุมตัวคนละผืน

อีกด้านของกองไฟ แม่ทวายนอนหลับไปแล้ว นอนขดตัวห่มผ้ามิดคลุมโปง

ลำจวนนอนถัดจากแม่ แต่ไม่หลับ ตามองจ้องเหม่อที่กองไฟ

ฮุนพลิกตัว หันหลังอังไฟอุ่น ดวงตาฮุนมองไกลไปในความมืด ยังครุ่นคิดไม่อาจหลับลง

 

ควันหมอกลอยรอบแพ ในเช้าเริ่มวันใหม่ แสงจากครัวไฟและตะเกียงจากในบ้านเรือนริมน้ำสว่างมลังเมลืองเลือนลาง ผ่านม่านไอเย็นชื้น

ยามเดินผ่านถนนหน้าวัง ตีเหล็ก หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า

นายหมายมีผ้าคลุมหัว นั่งผิงไฟเตาหุงข้าว ใบหน้าเศร้าหมอง

“ เพิ่งตีห้ารือ? ”

ชายกลางคนรำพึง

ที่ห้องด้านหน้า  นางเต็มไขไส้ตะเกียงขึ้นให้ห้องสว่าง  นางเต็มนุ่งห่มหนาจนตัวกลม เจียนหมากใส่ปาก เคี้ยวกร้วมๆ หน้าเคร่งเครียดขมึงจนริ้วรอยเพิ่มขึ้นในคืนเดียว

ในห้องนอน มีตะเกียงอีกดวง แสงเพียงริบหรี่ คุณพุ่มพับผ้าห่ม ตลบมุ้งขึ้นไปให้พ้นทางชั่วคราว ลุกจากที่นอน ครุ่นคิดห่วงกังวล

เธอถือตะเกียง มาที่หีบของของลำจวน ที่ตั้งเรียงสองใบ นั่งลง เปิดหีบออก ส่องดูของข้างใน จ้องนิ่งอยู่นาน

เมื่อนางเต็มเดินเข้ามา เธอก็หยิบของออกมาวางเรียง

“ นางลำจวนมันไปอยู่ที่ไหน จะกินจะอยู่อย่างไร ในเมื่อมันไปตัวเปล่าเช่นนั้น อ้ายฮุนจะเลี้ยงดูมันดีไหมก็ไม่รู้ ”

เธอบ่น

“ ฮุนมันก็มิได้ยากจนเข็ญใจกระไรนักหนานะเจ้าคะ ”

บ่าวหญิงแย้ง

“ มันมิได้ตั้งใจจะเตรียมพากันหนีแต่แรก  มันจะมีอัฐฬสติดตัวไปสักเท่าไรกันเชียว ”

“ คุณก็อย่าคิดไปในทางร้ายนักซีเจ้าคะ ”

“ ของมีค่าของมันเหล่านี้..ฉันจักทำอย่างไรดี รือว่า..จะเอาไปคืนที่แม่จำปาของมัน ”

ห่อเครื่องเพชรพลอยของแต่งตัวเจ้ากรรมที่หญิงสาวก็ห่อมาเช่นนี้ ถูกวางลงดังกึก

“ แล้วหากมันเกิดกลับมาเอาที่นี่ล่ะเจ้าคะ?”

นางเต็มนั่งลง กอดเข่า หนักอกพอๆกัน

“ มันจะกล้าโผล่มารือ เขาออกจะตามจับไม่ปล่อยไม่วาง ”

นายหมายแอบมายืนฟังอยู่หน้าห้อง น้ำตาไหล สะอื้นเงียบๆลำพัง

 

หน้าอุโบสถวัดบางยี่เรือ เจ้าคุณอินทราเดินออกมากับเจ้าคุณสุรเสนา สามนครบาลโชค เดช รวย และผู้ติดตามของกลาโหม ต่างเดินคุมเชิงกันและกันมาเบื้องหลัง

“ มันรับค่าจ้างท่านเจ้าคุณแล้วทิ้งงานกลางคัน ก็ต้องนับว่ามีความผิดเป็นอาญาแผ่นดิน ”

“มันโง่เขลาจนยอมทิ้งราชการงานหลวงเพื่อผู้หญิงเพียงคนเดียวเจียวรือ  หากเป็นดังนั้น ก็เซอะเต็มที ”

หมื่นโชค หมื่นเดช  หมื่นรวย เข้ามาเปิดดูอุปกรณ์เขียนรูป สี กะลา ชาม พู่กันประดิษฐ์เองหลายขนาด ที่ฮุนจัดไว้เป็นระเบียบบนชั้นไม้ที่ระเบียงด้านหน้า ที่มีผ้าคลุมอยู่

ท่านเจ้าคุณผู้อาวุโสกว่า หันมองตรงๆ อย่างไม่ชอบใจ

“ กรุณาบอกคนของเจ้าคุณด้วย ว่าอย่าแตะต้องข้าวของต่างๆเหล่านี้ ”

เจ้าคุณอินทราก้มศีรษะต่ำให้ท่าน แล้วหันไป

“ ได้ยินเจ้าคุณท่านไหม โชค เดช รวย  พวกเอ็งวางของอ้ายฮุนไว้อย่างเดิม ”

นครบาลทั้งสามรีบวาง คลุมผ้า แล้วถอยไปยืนกุมมือตนเองสงบเสงี่ยม

“ ไม่อยากเชื่อ ว่ามันหาได้เกรงอำนาจบารมีของท่านเจ้าคุณ กล้ากระทำชั่วช้าหยามเกียรติกันถึงเพียงนี้ เจ้าคุณจับได้ต้องเอาไปตัดหัว ขืนปล่อยไว้ จะเสียชื่อและขายหน้ามิใช่น้อย ”

เจ้าคุณอินทราปลุกปั่น ทว่าอีกฝ่ายวางอาการเยือกเย็น

“ กระผมเชื่อว่า..มันจักกลับมาเขียนให้สำเร็จ  มันอุตสาหะ มุ่งมั่นแลรักงานนี้มาก แลมันเป็นคนประณีตละเอียด มิใช่หยาบช้า ไม่มีวันกระทำสิ่งเหลวไหลเลอะเทอะ แลอกตัญญูต่อผู้ที่ลงมือตัดปี้จากข้อมือมันอย่างเด็ดขาด ”

เจ้าคุณอินทราก้มหลังลงนอบน้อม แต่ลากเสียงกลั้วยิ้ม

“ ขอให้จริง..”

เจ้าคุณสุระเสนาพยายามข่มใจ ไม่เต้นไปตามเพลงของผู้ยุยง ระงับความขุ่นข้อง เสียใจ ผิดหวัง และเสียดายยิ่งนัก



Don`t copy text!