สาปไอยรา บทที่ 43 : คิดจะขโมยช้าง วางแผนมาดีหรือยัง

สาปไอยรา บทที่ 43 : คิดจะขโมยช้าง วางแผนมาดีหรือยัง

โดย : ต้นไผ่กวนอิมสีทอง

Loading

สาปไอยรา เรื่องราวของ สัตวแพทย์หนุ่มผู้ต้องคำสาปได้ใช้วิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมาช่วยเหลือรักษาสัตว์ โดยหวังว่าผลบุญจะลบล้างคำสาปไปได้บ้าง แต่เจ้ากรรมนายเวรก็ไม่ได้ใจดี เพราะต้องมีความรักที่จริงใจเท่านั้นถึงจะช่วยได้! นวนิยายน่าอ่านโดย ต้นไผ่กวนอิมสีทอง ที่อ่านเอานำมาให้ทุกท่านได้อ่านใน anowl.co และเพจอ่านเอา

เวลาหกโมงเย็นก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดิน ไอยรากับจารุมาสอยู่ด้วยกันตามลำพังที่บ้านพักในเขตหวงห้าม หลังจากที่ทานอาหารเย็นร่วมกับบิดามารดาเสร็จเรียบร้อยแล้ว เพื่อรอเวลาที่เขาจะกลับกลายเป็นช้างในคืนวันพระจันทร์เต็มดวงอีกครั้ง เขาและเธอนั่งอยู่ข้างกันในห้องนั่งเล่น

“ถ้าคืนนี้พี่กลับไปเป็นช้างอีกครั้งตามคำบอกของพระบุญจริง เสาร์อาทิตย์หน้าพี่จะพาพ่อกับแม่ไปขอมาสแล้วนะ จะได้รีบแต่ง รีบมีลูก พี่จะได้หายเป็นปกติเสียที”

ไอยราเอ่ยบอกออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง เพราะเมื่อเขาได้กลายเป็นคนปกติ ได้ใช้ชีวิตเป็นปกติเหมือนคนทั่วไป มันสุขสบายจนเขาเริ่มเคยตัว เขาจึงไม่อยากกลับไปเป็นช้างอีก ถึงแม้ตอนนี้จะกลายเป็นช้างแค่เดือนละครั้งก็ตาม

“ได้ค่ะพี่ช้าง”

จารุมาสเอ่ยตอบอย่างเขินๆ พลางหลบสายตาของเขาที่จ้องมองเธออย่างมีความหมาย มันเต็มไปด้วยความรักที่เขามีให้ จนเธอสัมผัสมันได้

“ขอพี่กอดหน่อย”

ชายหนุ่มอ้อนขอ ก่อนที่เขาจะกลายเป็นช้างในอีกไม่กี่นาทีหลังจากนี้ หญิงสาวจึงเข้าไปกอดเขาอย่างไว้เนื้อเชื่อใจ วางศีรษะลงบนอกอุ่น สองมือโอบกอดไปทางด้านหลังของเขา ริมฝีปากพึมพำบอกเขาเบาๆ

“มาสกอดพี่แล้วค่ะ ตอนนี้มาสรู้สึกไม่สบายใจยังไงก็ไม่รู้ค่ะ”

“หืม…อาการมันเป็นยังไงครับ เล่าให้พี่ฟังซิ”

ยังพอมีเวลาให้เธอได้ระบายความในใจให้เขาฟัง ไม่อยากให้เธอรู้สึกไม่ดี เขาอยากให้เธอมีความสุขมากกว่า

“ใจมันหวิวๆ ชอบกลค่ะ”

“ทำใจให้สบายครับ ไม่มีอะไรหรอก เดี๋ยวพี่พาออกไปเล่นน้ำเอาไหม”

ชายหนุ่มเอ่ยปลอบพลางใช้มือลูบศีรษะของเธออย่างอ่อนโยน ก่อนจะก้มลงหอมหัวเป็นบางครั้ง มีความรู้สึกว่าอยากอยู่กับเธอแบบนี้ไปนานๆ ไม่อยากผละออกจากกันเลยด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้มันเป็นไปไม่ได้ เมื่อเริ่มรู้สึกว่าร่างกายจะเริ่มกลายร่าง จึงดันตัวหญิงสาวออกจากอ้อมอก แล้วรีบเดินออกไปที่คอกประจำของตนทันที

จารุมาสลุกตามเขาไปด้วย และเห็นชายหนุ่มเปลี่ยนจากคนเป็นช้างกับตาของตนเองอีกครั้ง จึงเดินไปหยิบกล้วยกับอ้อยในเข่งมาป้อนให้เขาอย่างเอาใจ จนผลไม้หมดไปหลายเข่ง พี่ช้างใหญ่ก็เบี่ยงตัวไปแล้วใช้งวงดูดน้ำในถังแล้วพ่นเข้าปาก เมื่อกินน้ำอิ่มแล้วก็ย่อตัวลงให้จารุมาสขึ้นขี่หลัง แล้วพาเธอเดินออกจากคอกส่วนตัวไปตามทางเดินมุ่งสู่ลำธารด้านหลังปาง เพื่อเล่นน้ำให้สบายใจ

 

อู๊ดกับมานะกำลังนั่งเฝ้าดูช้างที่โดนล่ามโซ่อยู่อีกฝั่งของลำธาร ตรงข้ามกับพื้นที่ปางช้างจันทร์ส่องพอดิบพอดี บนพื้นดินข้างตัวมีคีมตัดโซ่ที่พวกเขาโทร.ไปบอกให้เจ้านายอย่างนิศากรซื้อมาให้เมื่อช่วงบ่าย และก็มีปืนไว้ใช้สำหรับฉีดยาซึมพร้อมลูกดอกที่เจ้านายขอยืมมาจากสัตวแพทย์ที่สวนสัตว์ มีตะขอสับช้างคนละอันไว้ใช้บังคับช้าง ตอนนี้แค่รอเวลาให้ดึกอีกสักหน่อยเท่านั้น พวกเขาถึงค่อยเริ่มปฏิบัติการ เพราะอย่างไรเสียช้างตัวนี้ก็หนีไปไหนไม่ได้อยู่แล้ว

พวกเขาชำนาญเส้นทางแถวนี้ดีก็เพราะว่าเคยมาขโมยของชาวบ้านแถวนี้เมื่อไม่กี่เดือนก่อน แล้วใช้เส้นทางลำธารในการหลบหนี แล้วพวกเขาก็เคยเจอช้างป่าไล่ตอนจะขึ้นขโมยของบ้านพักครู อู๊ดนั้นวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงเข้าป่า ส่วนมานะนั้นวิ่งหนีไปทางถนนใหญ่ กว่าจะหลบหลีกสายตาตำรวจแล้วกลับมาเจอกันใหม่ได้ก็หลายวันเลยทีเดียว

หลังจากนั้นก็ตกลงกันว่าต้องหนีไปหางานทำที่อื่นจะดีกว่า จึงเลือกไปขอนแก่นและสมัครเป็นคนงานในสวนสัตว์ มีความสามารถพิเศษเคยเป็นควาญช้างมาก่อน จึงได้เข้าทำงาน และพอดีกับที่เจ้าของสวนสัตว์ต้องการช้างมาเลี้ยงไว้ พวกเขาจึงเสนอว่าจะจับช้างป่ามาให้โดยคิดค่าจ้างคนละห้าหมื่นบาทเท่านั้น

พอกลับมาถึงที่นี่อีกครั้ง และได้เดินสำรวจป่าด้านหลังชุมชนที่มีลำธารไหลผ่าน ก็ได้เจอช้างจริงๆ แต่มันโดนล่ามโซ่ไว้อยู่ แสดงว่าเป็นช้างมีเจ้าของ อาจจะเป็นช้างในปางฝั่งตรงข้ามก็ได้ พอเข้าไปดูใกล้ๆ ในระยะปลอดภัยก็รู้ว่ามันกำลังอยู่ในอาการตกมัน เป็นเช่นนี้ถึงได้โดนล่ามโซ่ไว้ ไม่เช่นนั้นมันคงไปอาละวาดออกอาการดุร้ายในชุมชนเอาได้

พอโทร.ไปบอกเจ้านายว่าต้องการช้างตัวนี้หรือไม่ ก็ได้คำตอบว่าต้องการ เป็นงานง่ายสำหรับพวกเขาเลยทีเดียว

แต่ก็ไม่มีอะไรต้องกังวลในเมื่อสัตวแพทย์ที่สวนสัตว์นั้นให้ยาซึมมาใช้ และบอกวิธีการใช้มาเสร็จสรรพ ไม่ว่าจะช้างตกมันหรือช้างธรรมดาพอโดนยานี้เข้าไป ก็มีอาการซึมได้ทุกตัว หลังจากนั้นจะควบคุมมันไปทางไหนก็ได้ แต่ตอนมันยังตกมันอยู่อย่าเข้าไปใกล้มันมากก็แล้วกัน ถ้ายังอยากมีชีวิตอยู่

เวลาประมาณสามทุ่ม แสงสว่างจากพระจันทร์เต็มดวงนั้นทำให้พอมองเห็นไปรอบบริเวณได้โดยที่ไม่ต้องใช้ไฟส่อง จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงน้ำในลำธารกระฉอกพวกเขาจึงหันไปมอง แล้วเห็นช้างอีกตัวลงมาเล่นน้ำพอดี พร้อมทั้งมีผู้หญิงผมยาวนั่งควบคุมอยู่บนคอ เกือบร้องโวยวายออกมาด้วยความตกใจ นึกว่าเห็นผีให้ต้องเสียเรื่องเสียแล้ว ดีที่ตั้งสติได้และมองให้ชัดๆ ก็เห็นว่าเป็นช้างตัวใหญ่กับหญิงสาวคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ผีสางที่ไหน

“มึงว่าจับช้างไปให้เจ้านายสองตัวเลยดีไหม แล้วค่อยไปขอค่าจ้างเพิ่ม”

มานะกระซิบถามขึ้นมาเสียงเบาให้ได้ยินกันแค่สองคน ด้วยความโลภครอบงำเป็นทุนเดิม จึงอยากได้ช้างทั้งสองตัวไปให้เจ้านาย เพื่อเงินค่าจ้างตัวเดียวเท่านั้น

“มากันสองคน จะไหวเหรอวะ”

อู๊ดถึงกับคิดหนัก เงินก็อยากได้ แต่การจับช้างนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าไรนัก จะเอาไปทั้งสองตัวเขากลัวว่ามันจะไม่สำเร็จ

“จะกลัวอะไร พอมันโดนยาซึมเข้าไปก็ง่ายแล้ว จะพามันไปทางไหนก็ได้ กล้าๆ หน่อยดิวะ”

มานะเอ่ยบอก พลางคิดว่ามีของดีอยู่ในมือจะต้องไปกลัวอะไร เห็นเงินเป็นฟ่อนลอยมาแต่ไกล อะไรเขาก็ไม่กลัวทั้งนั้นแล้วละจังหวะนี้

“แล้วผู้หญิงคนนั้นล่ะ”

อู๊ดพยักพเยิดหน้าไปทางหญิงสาวที่อยู่บนหลังช้างที่กำลังเล่นน้ำอย่างสนุกสนาน ยังได้ยินเสียงหัวเราะสดใสมาถึงที่พวกเขานั่งแอบอยู่ด้วยซ้ำ

“คนตายแล้วจะไปพูดอะไรได้”

มานะพูดออกมาอย่างโหดเหี้ยม

“แต่เรามีลูกดอกแค่สามดอกเองนะ ถ้ายิงพลาดขึ้นมาจะทำไง”

อู๊ดเอ่ยถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ

“เดี๋ยวกูยิงเอง แม่นอย่างกับจับวาง บอกเลย”

มานะเอ่ยอาสาอย่างโอ้อวด แล้วนั่งมองช้างทั้งสองตัวไว้อย่างไม่ให้คลาดสายตา

 



Don`t copy text!